ตอนที่ 346 ชีวิตของทหารมีค่าที่สุด
แปลโดย เนสยัง“เพื่อมกุฎราชกุมาร!”
นักเรียนนายร้อยตำรวจปารีสรุ่นแรกที่ติดเข็มกลัดยศสิบเอกบนปกเสื้อ มองไปที่โจเซฟและเอามือทาบอกร้องตะโกนตอบรับ ราวกับว่ามกุฎราชกุมารกำลังตรวจพลในโรงเรียนนายร้อย
“เพื่อมกุฎราชกุมาร!”
“เพื่อองค์กษัตริย์!”
“เพื่อเกียรติยศและฝรั่งเศส!”
ทหารบาดเจ็บคนอื่นๆ ก็พากันโห่ร้องตามโดยไม่สนความเจ็บปวด เสียงของพวกเขาดังกึกก้องไปทั่วโรงพยาบาลสนาม
ตามความเคยชินของพวกเขา ด้วยข้อจำกัดทางการแพทย์ในยุคนี้ การได้รับบาดเจ็บก็แทบจะเท่ากับการถูกตัดสินประหารชีวิตแล้ว
สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ก็คือบาดแผลติดเชื้อ และภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ พวกเขาก็จะต้องตายไปในอาการโคม่าจากไข้สูง
แม้หมอเปรินจะพยายามยืนยันกับพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าในสิบคนจะตายจากการติดเชื้ออย่างมากก็แค่สองคน แต่พวกทหารก็คิดว่านางแค่พูดปลอบใจเท่านั้น ดังนั้น ในเวลานี้พวกเขาจึงทำเหมือนว่านี่คือการพบหน้าครั้งสุดท้าย และกล่าวอำลามกุฎราชกุมารอย่างกล้าหาญ
แน่นอนว่า ก็มีคนหนุ่มบางคนที่นอนขดตัวอยู่บนเตียงผู้ป่วยด้วยความสิ้นหวัง แต่พวกเขาก็กัดฟันไม่ส่งเสียงบ่นใดๆ ออกมาเลย
ในปัจจุบัน การไขว่คว้าหาเกียรติยศในกองพลทหารองครักษ์ได้กลายเป็นค่านิยมและธรรมเนียมปฏิบัติร่วมกันไปแล้ว ทำให้พวกเขาไม่ยอมแสดงความอ่อนแอออกมา
เมื่อนายทหารฝ่ายเสนาธิการที่ตามหลังโจเซฟมา เริ่มอ่านรายชื่อผู้สร้างความดีความชอบและผู้ที่จะได้รับเหรียญตรา เสียงโห่ร้องยินดีก็ดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า ดูเหมือนว่าความตายจะไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับหนุ่มๆ เหล่านี้เลย
ทำให้ชาวลักเซมเบิร์กที่มาช่วยงานอยู่รอบๆ ต้องหันมามองด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจว่าทำไมทหารที่ใกล้ตายเหล่านี้ถึงได้ “คลุ้มคลั่ง” กันขนาดนี้
โจเซฟทำเช่นนี้ทุกครั้งที่เดินผ่านเต็นท์หรือบ้านพักชาวนาแต่ละหลัง
ในจำนวนทหารที่บาดเจ็บนี้ มีเกินครึ่งที่เป็นนักเรียนจากโรงเรียนตำรวจปารีส เขาเคยเห็นหน้าค่าตาพวกเขาบ่อยๆ ที่โรงเรียน บางคนเขาก็จำชื่อได้ด้วยซ้ำ
แต่เมื่อมาเห็นสภาพของพวกเขาที่มีผ้าพันแผลชุ่มเลือดพันอยู่ตามมือหรือเท้าที่ขาดหายไป ก็ทำให้เขารู้สึกปวดใจอย่างมาก
ในความเป็นจริง ทหารเหล่านี้ได้รับการรักษาเบื้องต้นไปแล้ว เมื่อวานนี้ยังมีทหารหลายคนที่ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดจากการถูกตัดขา และมีชุดเครื่องแบบเปื้อนเลือดถูกทิ้งเกลื่อนกลาดไปทั่ว ภาพมันดูน่าสยดสยองกว่าตอนนี้เสียอีก
คนหนุ่มผู้ปิดทองหลังพระเหล่านี้ ได้ใช้เลือดเนื้อและวัยเยาว์ของตน เพื่อค้ำจุนความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงของฝรั่งเศส แต่ในบั้นปลายชีวิต พวกเขากลับต้องใช้ชีวิตอยู่กับความพิการ
หลังจากเดินออกมาจากเต็นท์หลังสุดท้าย โจเซฟก็หันไปหาเบอร์เทียร์ เสนาธิการทหารสูงสุดที่ตามมาด้านหลัง และสั่งเสียงเบาว่า: “เพิ่มเงินชดเชยการบาดเจ็บและเสียชีวิตขึ้นอีก 20% ทหารที่บาดเจ็บพยายามจัดหางานในหน่วยงานรัฐให้ทำ และเพิ่มสวัสดิการการดำรงชีพให้กับครอบครัวของทหารที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตด้วย
“ต้องทำให้ทุกคนรู้ว่า การเสียสละเพื่อฝรั่งเศสเป็นสิ่งที่คุ้มค่า และฝรั่งเศสจะไม่มีวันลืมพวกเขา!”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!” เบอร์เทียร์พยักหน้ารับคำสั่ง โดยไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องงบประมาณที่กำลังตึงเครียดเลยแม้แต่น้อย
ขณะที่โจเซฟกำลังเดินออกจากโรงพยาบาลสนาม เขาก็เอาแต่คิดว่า หากสามารถนำเสื้อเกราะกันกระสุนจากยุคหลังมาใช้ได้ ก็จะช่วยลดความสูญเสียของทหารลงได้อย่างมหาศาล
ในความเป็นจริง ยุคนี้ก็มีชุดเกราะกันกระสุนแบบดั้งเดิมอยู่เหมือนกัน นั่นก็คือ เกราะอก (Cuirass)
ทว่า สิ่งนี้ทำจากเหล็กแท้ๆ เมื่อต้องเผชิญกับปืนคาบศิลาที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องมีความหนาอย่างน้อย 2 มิลลิเมตรขึ้นไป ถึงจะพอป้องกันชีวิตได้
ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือ น้ำหนักที่ควบคุมไม่ได้เลย
เกราะอกที่ได้มาตรฐานหนึ่งตัว มีน้ำหนักตั้งแต่ 20 ถึง 25 ปอนด์ น้ำหนักขนาดนี้อาจจะฟังดูไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ต้องรู้ไว้ว่า นี่คือน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาจากปืนและสัมภาระประจำตัว และเวลาสู้รบก็ต้องใส่ไว้ตลอดเวลา ต่อให้เป็นทหารที่แข็งแรงที่สุด ก็ยังทนใส่ได้ไม่ถึงครึ่งวัน
นอกจากนี้ก็คือเรื่องของราคา เกราะอกธรรมดาตัวหนึ่งก็มีราคาเกิน 120 ลีฟร์แล้ว ยิ่งถ้าเป็นของคุณภาพดีก็ยิ่งแพงลิบลิ่ว
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มีเพียงทหารม้าบางส่วนที่ต้องทำหน้าที่บุกทะลวงด้านหน้าเท่านั้นที่จะยอมใส่เจ้านี่ยังไงซะม้าก็เป็นคนรับน้ำหนักอยู่แล้ว แถมอุปกรณ์ของทหารม้าก็แพงหูฉี่อยู่แล้ว จะเพิ่มเงินซื้อเกราะอกอีกสักตัวก็คงไม่เป็นไรและนี่ก็คือที่มาของ “ทหารม้าเกราะอก” (Cuirassier) อันโด่งดัง
ส่วนทหารราบนั้น มีเพียง “ยอดมนุษย์” ไม่กี่คนเท่านั้นที่จะใส่เกราะอกบ้าง และส่วนใหญ่ก็มีไว้เพื่อข่มขวัญทหารราบฝั่งตรงข้ามเสียมากกว่า
แล้วจะสามารถนำเทคโนโลยีในยุคหลังมาปรับปรุงเกราะอกได้ไหมล่ะ?
โจเซฟส่ายหน้าเบาๆ ในทันที
ไม่ว่าจะเป็นการถลุงโลหะผสม หรือเส้นใยเคฟลาร์ ก็ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ยุคนี้จะทำได้เลย
และการจะใช้แค่เหล็กมาตีขึ้นรูป ก็ไม่มีทางที่จะลดน้ำหนักลงได้อย่างมหาศาลแน่ๆ…
จนกระทั่งกลับมาถึงห้องทำงานชั่วคราวของตน โจเซฟก็ยังคงคิดไม่ตก บางทีการยกระดับคุณภาพการแพทย์อาจจะดูมีความเป็นไปได้มากกว่า
ในตอนนั้นเอง เขาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นทหารลักเซมเบิร์กซึ่งความจริงก็คือตำรวจที่คอยดูแลความเรียบร้อยที่ยืนอยู่ตรงทางแยก มีแถบสี่เหลี่ยมสีเทาติดอยู่ที่ชุดเครื่องแบบ เขาก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที: “ใช่แล้ว ทำไมต้องไปยึดติดกับความคิดเดิมๆ ด้วยล่ะ!”
ใครบอกว่าต้องใช้ชุดเกราะถึงจะกันกระสุนได้?
โจเซฟจำได้ว่า ในยุคหลังเคยมีคนเก็บสถิติไว้ว่า การบาดเจ็บและเสียชีวิตของทหารกว่า 70% เกิดจากการถูกยิงที่ลำตัว นั่นหมายความว่า ขอเพียงแค่ปกป้องลำตัวไว้ได้ ก็สามารถหลีกเลี่ยงความสูญเสียส่วนใหญ่ได้แล้ว
นี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกราะอกได้รับความนิยม
และโจเซฟก็ยังรู้จักอุปกรณ์ป้องกันลำตัวแบบง่ายๆ ที่สะดวกกว่านั้นอีก นั่นก็คือ แผ่นเสริมกันกระสุน (Ballistic Plate)
ในยุคหลัง เว็บไซต์ขายของชื่อดังอย่างเถาเป่า (Taobao) ได้ขายแผ่นเสริมกันกระสุนนี้ให้กับทหารทั่วโลกเป็นจำนวนนับร้อยล้านแผ่น และมันก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพอย่างมากในสนามรบ ตั้งแต่แอฟริกาไปจนถึงยุโรปตะวันออก
แผ่นเสริมกันกระสุนที่ว่านี้ โดยทั่วไปก็จะมีขนาดพอๆ กับแท็บเล็ต นำไปสอดไว้ใน “กระเป๋า” ที่หน้าอกและหน้าท้องของชุดเครื่องแบบ น้ำหนักเบา กันกระสุนได้ดี แถมยังสามารถเลือกใส่แค่ด้านหน้าโดยไม่ต้องสนใจด้านหลังได้อีกด้วย ตามสถานการณ์ในสนามรบ
ด้วยวิธีนี้ น้ำหนักรวมก็จะสามารถควบคุมให้อยู่ในระดับไม่เกิน 10 ปอนด์ได้
โจเซฟพยายามนึกถึงโครงสร้างของแผ่นเสริมกันกระสุนประกอบด้วยแผ่นโลหะ 1 ชั้น เคฟลาร์ 1 ชั้น แผ่นเซรามิก 1 ชั้น และเคฟลาร์อีก 1 ชั้น นำมาประกบติดกัน ซึ่งถือว่ามีขั้นตอนการผลิตที่ง่ายมาก
แน่นอนว่า ยุคนี้คงไม่มีเคฟลาร์หรอก แต่ก็สามารถใช้ผ้าไหมแทนได้ ในสมัยโบราณก็เคยมีนายทหารใช้ผ้าไหมหลายชั้นมาทำเป็นเสื้อเกราะกันธนู เพราะไหมมีความเหนียวมาก ผลลัพธ์จึงออกมาค่อนข้างดี
แม้ไหมจะไม่ได้เหนียวเท่าเคฟลาร์ แต่สิ่งที่ต้องเจอก็เป็นแค่กระสุนตะกั่วที่ยิงจากดินปืนดำ ความเหนียวแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
ส่วนกระบวนการผลิตเซรามิกแบบพิเศษนั้น เขาก็ทำไม่ได้หรอก จึงต้องใช้เซรามิกแข็งแบบธรรมดาแทน
ซึ่งก็ยังพอทดแทนกันได้ เพราะอาวุธของศัตรูมีอานุภาพจำกัด
ส่วนเรื่องกาวประสาน โจเซฟก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก คงต้องขอให้ลาวัวซิเยร์ช่วยคิดหาวิธีแล้วล่ะ
หากสามารถสร้างขึ้นมาได้ แผ่นเสริมกันกระสุนแบบ “รุ่นประหยัด” นี้ ก็คงจะมีราคาไม่เกิน 5 ลีฟร์ต่อแผ่น ทหารหนึ่งคนใช้ 5 แผ่น ก็แค่ 25 ลีฟร์ ถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถจ่ายได้
เขารีบกลับไปที่ห้องทำงาน จดบันทึกแนวคิดเกี่ยวกับอุปกรณ์ป้องกันชิ้นใหม่นี้ลงไป และกำลังเตรียมจะเขียนจดหมายถึงลาวัวซิเยร์ ก็เห็นเอมงเคาะประตูเข้ามา และโค้งตัวรายงานว่า: “ฝ่าบาท นายพลเรโอขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
เรโองั้นหรือ? โจเซฟเผยรอยยิ้ม ผู้บัญชาการท่านนี้มาเสียที เขาพยักหน้าอนุญาต: “เชิญเขาเข้ามาสิ”

0 Comments