ตอนที่ 31 กำไรมหาศาล
แปลโดย เนสยัง“ท่านทูตคอร์แบต” แดนเดลส์มองดูแกนนำพรรคผู้รักชาติหลายคนที่อยู่ข้างกาย ก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ผ่านการลงมติจากสภาจังหวัดร่วมแล้ว พวกเราได้ตัดสินใจอย่างเป็นทางการ ที่จะหยุดยิงและเจรจาสันติภาพกับพรรคออเรนจ์ โดยการประชุมเจรจาจะจัดขึ้นในวันมะรืนนี้”
‘พรรคออเรนจ์’ ในปากของเขาก็คือพรรคนิยมกษัตริย์ที่สนับสนุนวิลเลียมที่ 5 อดีตผู้สำเร็จราชการแห่งเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้ชื่อนี้มาเพราะบรรดาศักดิ์ของวิลเลียมที่ 5 คือเจ้าชายแห่งออเรนจ์
คอร์แบตขมวดคิ้ว เขาลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันว่า: “ท่านประธานสภา จุดยืนของคณะรัฐมนตรีฝรั่งเศสก็คือ จะไม่มีการเจรจา และจะไม่มีการประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น!” “ท่านและกองทัพของท่านเพียงแค่ต้องขับไล่กองทัพศัตรูให้ถอยร่นไปจากการปะทะซึ่งหน้าให้ได้สักครั้ง และยืนหยัดต้านทานไว้ให้ได้อย่างน้อยห้าวัน ส่วนเรื่องที่เหลือ ฝรั่งเศสผู้ยิ่งใหญ่จะช่วยพวกท่านจัดการเอง และท้ายที่สุดจะต้องสามารถบดขยี้การโต้กลับของเจ้าชายแห่งออเรนจ์ได้อย่างแน่นอน!”
ใบหน้าของแดนเดลส์แดงก่ำ เขากำหมัดแน่นพลางเอ่ยว่า: “ท่านทูต พวกเราก็ไม่ได้อยากจะยอมจำนนหรอกนะ! แต่ท่านก็รู้ว่า วิลเฮลมีนา นังแพศยานั่น นังคนทรยศชาติ นางเป็นคนชักนำกองทัพปรัสเซียเข้ามา แถมยังปล่อยข่าวลือไปทั่วว่าพวกเราจับตัวนางไปเป็นตัวประกัน…”
คอร์แบตกระแอมเบาๆ เบือนหน้าไปทางอื่น แล้วเอ่ยด้วยท่าทีราวกับพูดไปเรื่อยเปื่อยว่า: “หากเป็นความเห็นส่วนตัวของข้าล่ะก็ พระชายาแห่งออเรนจ์เพียงแค่ทำในสิ่งที่นางควรทำอย่างสุดความสามารถเท่านั้น คงไม่นับว่าเป็นการทรยศชาติหรอกมั้ง”
แดนเดลส์อึ้งไปครู่หนึ่ง ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าทูตที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้คือตัวแทนของกษัตริย์หลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส จู่ๆ เขาก็รู้สึกตลกร้ายขึ้นมา คนที่มาช่วยประชาชนชาวเนเธอร์แลนด์ต่อต้านเผด็จการ กลับกลายเป็นเผด็จการอีกคนหนึ่งเสียได้ นี่แหละมั้ง คือความโศกเศร้าและความไร้หนทางของประเทศเล็กๆ
แดนเดลส์ไม่ได้เก็บเรื่องหยุมหยิมนี้มาใส่ใจ เขาเอ่ยต่อไปว่า: “ยามนี้มีกองทัพใหญ่ของปรัสเซียกว่าสองหมื่นนายมาประชิดเมืองอัมสเตอร์ดัม เพื่อบีบให้พวกเราปล่อยตัววิลเฮลมีนา พระเจ้าช่วย นางไม่ได้อยู่ในกำมือของพวกเราเสียหน่อย! “แต่กองทัพของเรากลับมีทหารเพียง 7,000 นายเท่านั้น อาวุธยุทโธปกรณ์ก็ด้อยกว่าพวกปรัสเซียอย่างเทียบไม่ติด”
นี่คือแผนการที่วิลเฮลมีนาใช้เพื่อช่วยให้สามีของตนกลับมาทวงคืนอำนาจ นางจงใจปรากฏตัวอย่างเอิกเกริกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อดึงดูดให้กองกำลังกบฏมาจับกุมตน แน่นอนว่ากองกำลังกบฏย่อมหวาดเกรงในฐานะเจ้าหญิงแห่งปรัสเซียของนาง จึงรีบปล่อยตัวนางไปอย่างรวดเร็ว ทว่านางกลับประกาศต่อโลกภายนอกว่าตนเองยังคงถูกพรรคผู้รักชาติคุมขังอยู่ และร้องขอให้ปรัสเซียส่งกองทัพมาช่วยเหลือนาง แต่ในความเป็นจริง นางกลับแอบหนีไปกบดานอยู่ที่เมืองไนเมเคิน ซึ่งเป็นเมืองชายแดนอย่างเงียบๆ
คอร์แบตพยักหน้า: “ข้าไม่ได้ขอให้พวกท่านรบชนะกองทัพปรัสเซีย ขอเพียงทำให้พวกเขารู้สึกได้ว่าจะต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างดุเดือดก็พอ “อีกอย่าง ข้าได้ยินมาว่า มีชายหนุ่มชาวฝรั่งเศส 300 คนที่เห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของพวกท่าน จึงอาสาสมัครมาร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกท่านด้วย พวกเขาพกปืนคาบศิลามากว่า 2,000 กระบอก และดูเหมือนจะมีปืนใหญ่มาด้วยนะ”
“ปืน 2,000 กระบอก แถมยังมีปืนใหญ่อีกงั้นหรือ?” อารมณ์ของแดนเดลส์ดูไม่หดหู่เท่าเมื่อครู่แล้ว “นี่แหละคือสิ่งที่พวกเรากำลังต้องการ! ท่านแอบขนปืนใหญ่มาจากไหนหรือ? เพียงแต่… คน 300 คน มันจะน้อยเกินไปหน่อยหรือเปล่า?”
คอร์แบตรีบปฏิเสธทันที: “ปืนใหญ่พวกนั้นอาจจะมีคนบางกลุ่มแอบขโมยมาจากเรือรบฝรั่งเศสก็ได้ โปรดจำไว้ว่า ฝรั่งเศสเพียงแค่มอบเงินช่วยเหลือให้พวกท่าน 6 แสนลีฟร์เท่านั้น แต่ไม่เคยส่งกองทัพมาช่วย “อ้อ ท่านอย่าได้คิดว่าคน 300 คนนั้นน้อยไปเลยนะ คนส่วนใหญ่ในนั้นคือทหารปืนใหญ่ ท่านต้องรู้ว่า ทหารปืนใหญ่ที่เก่งกาจเพียงคนเดียว ก็อาจพลิกโฉมหน้าของทั้งสมรภูมิได้เลยทีเดียว จงจำไว้ นี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวที่พวกท่านจะรักษาอำนาจรัฐไว้ได้!”
แดนเดลส์และคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างกายหันมาสบตากัน ก่อนจะเอ่ยกับคอร์แบตว่า: “ท่านทูต พวกเราคงต้องขอปรึกษาหารือกันสักหน่อย” “เชิญตามสบาย”
ผ่านไปเพียง 1 ชั่วโมง พรรคผู้รักชาติก็ทำการลงมติ และตัดสินใจยุติการเจรจาสันติภาพ หันมาปักหลักตั้งรับที่เมืองอัมสเตอร์ดัม เพื่อทำศึกชี้ชะตากับกองทัพปรัสเซีย
สองวันต่อมา คนกว่าสิบคนที่แต่งกายเป็นพ่อค้า ช่างฝีมือ หรือแม้แต่ขอทาน ก็ได้ลักลอบเข้าไปในเมืองไนเมเคิน ซึ่งเป็นเมืองชายแดนทางตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ผ่านช่องทางต่างๆ และสามารถเชื่อมต่อกับสายลับฝรั่งเศสสองคนได้อย่างรวดเร็ว
ณ บ้านหลังเล็กๆ ในแถบชานเมืองไนเมเคิน คนเหล่านี้ยืนล้อมกันเป็นวงกลม ร้อยตรีฟรัวตู ผู้รับผิดชอบปฏิบัติการในครั้งนี้ชี้ไปที่ฝั่งตะวันออกของแผนที่เมืองไนเมเคินบนโต๊ะ แล้วกล่าวว่า: “วิลเฮลมีนาน่าจะซ่อนตัวอยู่ในคฤหาสน์ของเคาน์เตสแห่งลิปเป และแทบจะไม่ออกมาข้างนอกเลย “ช่วงสองสามวันนี้ พวกเจ้าจงไปทำความคุ้นเคยกับเส้นทางและสภาพแวดล้อมภายในเมืองให้ดี พวกเราจะลงมือกันในวันอาทิตย์นี้ ตอนที่นางออกไปโบสถ์”
… พระราชวังแวร์ซายส์
โจเซฟนั่งอยู่บนเก้าอี้เอน อาบแสงแดดยามบ่ายในฤดูหนาว พลางหาวออกมาหวอดใหญ่
ร่างกฎหมายภาษียังคงอยู่ในขั้นตอนของศาลสูงสุด ทางฝั่งเนเธอร์แลนด์ก็ยังไม่มีข่าวคราวใดๆ ส่งมา ส่วนงานด้านกิจการตำรวจก็เพิ่งจะเริ่มดำเนินการ จึงยังไม่มีสถานการณ์ใดๆ เกิดขึ้น…
นับตั้งแต่เขาทะลุมิติมายังโลกใบนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มีเวลาว่างกับเขาสักที
ทว่าหมอลามาร์กคงจะกลัวว่าเขาจะว่างจนเบื่อเกินไป จึงนำเอาซาลิซินบริสุทธิ์ที่เขาสั่งไว้เมื่อคราวก่อนมาส่งให้
โจเซฟรีบกำชับเขาว่า วันหลังข้าจะให้คนไปเอาเอง ไม่ต้องลำบากให้ท่านต้องเดินทางไกลจากปารีสมาถึงที่นี่หรอก
เมื่อส่งลามาร์กกลับไปแล้ว โจเซฟก็หยิบขวดแก้วใบใหญ่ที่บรรจุผงสีขาวซึ่งถูกสกัดจนแทบจะบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้นมา เปิดฝาดมดู ไม่มีกลิ่นแอลกอฮอล์เลยแม้แต่นิดเดียว มันบริสุทธิ์มากจริงๆ
เขาเปิดหีบใบหนึ่งที่อยู่ในห้องหนังสือออก ภายในนั้นมีส่วนผสมต่างๆ ที่เตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างเช่น กลีเซอรีน น้ำมันหอมระเหยกลิ่นกุหลาบ และอุปกรณ์ชั่งตวงวัดอีกจำนวนหนึ่ง
เขาค่อยๆ ชั่งกลีเซอรีน 1000 กรัม น้ำมันหอมระเหยกลิ่นกุหลาบ 60 กรัม และซาลิซิน 22 กรัม นำมาผสมเข้าด้วยกันในขวดแก้วรูปชมพู่ขนาดใหญ่
ในยามนี้ สารละลายได้เปลี่ยนเป็นสีชมพูอมม่วงอย่างสมบูรณ์ และส่งกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยออกมา โดยไม่หลงเหลือร่องรอยของซาลิซินให้เห็นอีกเลย
หลังจากนั้น โจเซฟก็นำสารละลายที่ผสมแล้ว 1 ส่วน มาผสมกับน้ำ 3 ส่วน และในที่สุดเขาก็ได้ “น้ำตบนางฟ้า” ชุดแรกออกมา
เขาขมวดคิ้วมองดูของเหลวใสแจ๋วในขวดแก้วใบใหญ่ หากมองในฐานะเครื่องสำอางแล้ว รูปลักษณ์ของมันดูจะธรรมดาเกินไปสักหน่อย
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าควรจะใส่สารเพิ่มความหนืดลงไปสักหน่อย เขาจึงรีบคว้าเชิงเทียนบนโต๊ะมา แล้วดึงเทียนไขที่ทำจากขี้ผึ้งชั้นดีออกมาหนึ่งเล่ม
เมื่อนำผงเทียนไขผสมลงไปในกลีเซอรีน และผ่านการคนอย่างต่อเนื่องของโจเซฟ สารละลายก็เริ่มเหนียวหนืดและมีความขุ่นมัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“แบบนี้ค่อยดูเป็นสกินแคร์ขึ้นมาหน่อย” เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ใช้นิ้วปาด “น้ำตบนางฟ้า” ออกมาเล็กน้อย แล้วนำมาทาให้ทั่วหลังมือ สัมผัสของมันทั้งลื่นและชุ่มชื้น แถมยังมีกลิ่นหอมของดอกไม้ ให้ความรู้สึกที่สบายมากจริงๆ
เขารอดูอาการอยู่ครึ่งชั่วโมง เมื่อไม่พบว่ามีอาการแพ้หรือระคายเคืองใดๆ โจเซฟจึงเรียกช่างเสริมสวยส่วนตัวมา แล้วป้ายครีมลงบนใบหน้าของเขาเล็กน้อย
หลังจากนั้น ช่างเสริมสวยและผู้ช่วยของเขาก็ถูกเกณฑ์มาเป็นแรงงาน ภายใต้การสั่งการของโจเซฟ พวกเขานำเอาเจลลี่สีชมพูอมม่วงที่เหนียวหนืดเหล่านั้น บรรจุลงในขวดแก้วทรงแบนขนาด 7 ออนซ์ทีละขวด จากนั้นจึงนำขวดแก้วใส่ลงไปในกล่องไม้ประณีตที่ปั๊มฟอยล์ตัวอักษรคำว่า “น้ำตบนางฟ้า” ไว้อย่างสวยงาม
แม้ว่ามือของทั้งสองคนจะคล่องแคล่วว่องไวมาก แต่กว่าจะบรรจุเสร็จสิ้นก็ปาเข้าไปบ่าย 3 โมง และได้ผลิตภัณฑ์ออกมาประมาณ 50 ขวด
โจเซฟตรวจดูจนแน่ใจว่าผิวหน้าของช่างเสริมสวยไม่มีปัญหาอะไร เขาจึงสั่งให้เอมงส่งคนนำ “น้ำตบนางฟ้า” จำนวน 40 ขวดไปฝากขายที่ร้านขายสินค้าฟุ่มเฟือยชื่อดังในปารีส โดยตั้งราคาขายไว้ที่ขวดละ 15 ลีฟร์
ส่วนตัวเขาเองก็นำอีก 10 ขวดที่เหลือไปหาพระนางมารี อ็องตัวเน็ต หากพูดถึงเครื่องสำอางแล้วล่ะก็ จะมีใครเหมาะสมที่จะเป็นพรีเซนเตอร์ไปกว่าพระนางอีกล่ะ? แถมยังเป็นพรีเซนเตอร์ฟรีเสียด้วย
ระหว่างที่เดินไปตามโถงทางเดิน โจเซฟลองคำนวณในใจคร่าวๆ ต้นทุนของน้ำตบนางฟ้า 1 ขวดตกอยู่ที่ประมาณ 1 ลีฟร์นิดๆ กลีเซอรีนในยุคนี้สกัดมาจากน้ำมันมะกอก ซึ่งมีราคาแพงมาก และคิดเป็นต้นทุนถึงเก้าในสิบส่วน ในทางกลับกัน ส่วนผสมหลักที่มีสรรพคุณจริงๆ อย่างซาลิซิน กลับมีต้นทุนที่ถูกที่สุด
แต่ราคาขาย 1 ขวดกลับสูงถึง 15 ลีฟร์ หากหักค่าขนส่งและค่าธรรมเนียมการขายออกไป อย่างน้อยก็ต้องได้กำไรขวดละ 12 ลีฟร์ 10 ซู!
เขาอดไม่ได้ที่จะรำพึงในใจ: สมกับเป็นเงินของผู้หญิงที่หาได้ง่ายที่สุดจริงๆ! เถ้าแก่หม่าไม่ได้หลอกฉันเลย!
(จบตอนที่ 31)

0 Comments