ตอนที่ 302 จักรพรรดิที่ถูกเยาะเย้ย
แปลโดย เนสยัง“ไม่พ่ะย่ะค่ะ ไม่ใช่ทั้งสองอย่างเลย…”
จู่ๆ โจเซฟก็ตระหนักได้ว่าเขาประมาทไปแล้วเขาคิดตามความเคยชินของคนในยุคหลังว่า อายุ 15 ปียังไม่ต้องคิดเรื่องแต่งงานหรอก แต่ในศตวรรษที่ 18 นี่มันใกล้จะเข้าขั้นชายโสดอายุมากแล้ว!
พระราชินีมารีทรงขมวดพระขนงแน่นขึ้น:
“ลูกรัก ลูกอายุ 15 ปีแล้วนะ ปู่และทวดของลูกตอนที่อายุเท่านี้ก็แต่งงานกันไปหมดแล้ว” พระองค์ทรงปรายพระเนตรไปทางพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ที่ประทับอยู่ข้างๆ “ถึงแม้พ่อของลูกจะแต่งงานกับแม่ตอนอายุ 16 ปี แต่นั่นก็ถือว่าช้าไปหน่อยแล้วนะ ลูกอย่าทำตามเขาสิ”
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
พระราชินีมารีทรงจับมือของพระโอรสไว้ ทรงสูดลมหายใจเข้าลึก และตรัสด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้อ่อนโยนที่สุด:
“ลูกรัก ในเมื่อลูกก็ไม่ได้ไม่พอใจเคลมองตีน แล้วทำไมถึงไม่รีบแต่งงานกับนางเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ล่ะ? รอให้พวกลูกมีทายาท ประชาชนชาวฝรั่งเศสจะได้อุ่นใจขึ้นไงล่ะ!”
“ลูก…” ตอนนี้โจเซฟรู้สึกตกเป็นรองอย่างหนัก เขาอุตส่าห์วางแผนเรื่องต่างๆ ทั่วทั้งยุโรป แอฟริกา ไปจนถึงอเมริกา แต่กลับไม่ได้เตรียมการเรื่องงานแต่งงานของตัวเองเลย
ใครเขาจะรีบหาเมียให้เด็กหนุ่มอายุ 15 ปีกันล่ะเฮ้ย! เพิ่งจะโตมาได้ไม่กี่ปีเองนะ!
การแต่งงานเร็วเกินไปมันไม่ดีต่อสุขภาพ นี่มันเรื่องพื้นฐานชัดๆ… เสด็จทวดกับเสด็จปู่แต่งงานเร็วก็จริง แต่คนนึงก็อยู่ได้แค่ 64 ปี ส่วนอีกคนก็ด่วนจากไปตอนอายุแค่ 36 ปี พวกท่านไม่คิดบ้างเลยหรือไงว่ามันมีสาเหตุมาจากอะไร?
แถมเคลมองตีนก็เป็นญาติสนิทของเขาแท้ๆ จะให้เขามาทำเรื่องแต่งงานในสายเลือดเดียวกันในศตวรรษที่ 18 เนี่ยนะ? แถมนางก็เพิ่งจะอายุ 12 ปี เรื่องแบบนี้ถ้าเป็นในยุคหลัง โดนจับติดคุกขั้นต่ำสามปีไม่มีลดหย่อนเลยนะ!
เมื่อเห็นพระโอรสนิ่งเงียบ พระราชินีมารีจึงตรัสด้วยความหวังดีอีกครั้ง:
“ลูกรัก หากลูกอยากจะอยู่กับแม่หนูเปรินคนนั้น… อา ถึงแม้มันจะไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับไม่ได้ แต่จะพูดยังไงดีล่ะ? ชาติตระกูลของนางต่ำต้อยเกินไปสักหน่อย… หากลูกชอบนาง ลูกก็ให้นางอยู่เคียงข้างลูกต่อไปได้ แต่สำหรับตำแหน่งพระชายาอย่างเป็นทางการ แม่คิดว่า จะต้องเป็นเจ้าหญิงของประเทศใดประเทศหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นพระธิดาของมกุฎราชกุมารเท่านั้น”
โจเซฟแทบจะกระอักเลือดออกมา เสด็จแม่ทำไมถึงวกกลับมาเรื่องหมอเปรินได้อีกเนี่ย…
เขาพยายามตั้งสติ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจใช้มุก ‘ปณิธานอันยิ่งใหญ่’ เข้าสู้:
“เสด็จแม่ หากพูดถึงเรื่องความรักแล้วล่ะก็ รักแท้เพียงหนึ่งเดียวของลูกก็คือ ฝรั่งเศสพ่ะย่ะค่ะ!
“ในฐานะมกุฎราชกุมาร ลูกหวังว่าภายใต้สายพระเนตรของพระผู้เป็นเจ้า ลูกจะสามารถพาฝรั่งเศสผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุดของยุโรปให้จงได้!
“หากต้องแต่งงานจริงๆ ลูกก็ต้องหาเจ้าหญิงจากประเทศที่สามารถให้การสนับสนุนฝรั่งเศสได้อย่างมหาศาลพ่ะย่ะค่ะ
“และเห็นได้ชัดว่า ประเทศนั้นไม่ใช่ออสเตรียพ่ะย่ะค่ะ”
พระราชินีมารีทรงมีสีหน้าตกตะลึงทันที:
“ลูกคิดว่ายังมีประเทศไหนเหมาะสมไปกว่าออสเตรียอีกงั้นหรือ?”
โจเซฟพยักหน้า: “เสด็จแม่คงจะทรงทราบแล้ว ว่าออสเตรียเพิ่งจะพ่ายแพ้ให้กับกองกำลังผสมปรัสเซียและเนเธอร์แลนด์ที่เซาท์เนเธอร์แลนด์ หากสูญเสียเซาท์เนเธอร์แลนด์ไป อำนาจของออสเตรียก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว หรืออาจจะถูกปรัสเซียแซงหน้าไปเลยก็ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!”
“ไม่จริง พระเชษฐาจะต้องยึดเซาท์เนเธอร์แลนด์คืนมาได้แน่” พระสุรเสียงของพระราชินีมารีดังขึ้นทันที “แม่รู้จักพระองค์ดี พวกปรัสเซียข่มขู่พระองค์ไม่ได้หรอก!”
ในดวงตาของโจเซฟมีรอยยิ้มแฝงอยู่: “เสด็จพ่อ เสด็จแม่ ถ้าอย่างนั้นบางทีเราควรจะรอให้สงครามในเซาท์เนเธอร์แลนด์จบลงก่อน แล้วค่อยมาคิดเรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับออสเตรียดีไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงพยักหน้าด้วยความรู้สึกเห็นด้วย ทรงกุมมือพระมเหสีไว้ แล้วตรัสเสียงเบาว่า: “ที่รัก โจเซฟโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ เขาเริ่มมองเรื่องการแต่งงานในมุมมองระดับประเทศแล้ว บางทีอาจจะเป็นพวกเราเองที่ใจร้อนเกินไปหน่อย”
พระองค์ทรงฉวยโอกาสตอนที่พระมเหสีเผลอ หันไปขยิบตาให้โจเซฟ พร้อมกับขยับปากบอกว่า: “ลูกไปก่อนเถอะ เดี๋ยวพ่อจะค่อยๆ เกลี้ยกล่อมแม่เขาเอง”
โจเซฟฉวยโอกาสตอนที่เสด็จแม่กำลังอึ้งอยู่ รีบลุกขึ้นโค้งทำความเคารพ แล้ววิ่งหนีออกจากพระตำหนักเปอตี ทริอานง ไปอย่างรวดเร็ว
เนิ่นนานกว่าพระราชินีมารีจะทรงหันไปมองพระสวามีด้วยสายตาตัดพ้อ: “พระองค์ก็ทรงทราบ ว่านั่นเป็นแค่ข้ออ้างของเขา”
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงแย้มสรวล: “ลูกชายของเราฉลาดหลักแหลมขนาดนี้ เขาต้องมีเหตุผลของเขาแน่ๆ เราควรจะเชื่อใจเขานะ”
“พระองค์ทรงตามใจเขาเกินไปแล้วนะเพคะ” พระราชินีมารีทรงถอนหายใจ “เคลมองตีนทั้งสวยทั้งน่ารัก ทำไมโจเซฟถึงไม่ชอบนางล่ะเพคะ?”
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงจุมพิตที่หลังพระหัตถ์ของพระมเหสี และตรัสประจบเอาใจด้วยไหวพริบอันหาได้ยากยิ่งว่า: “เขามีแม่ที่งดงามถึงเพียงนี้ เกรงว่ามาตรฐานความงามของผู้หญิงในสายตาเขาคงจะสูงลิ่วเลยล่ะ”
“บ้าจริง!” พระราชินีมารีทรงพระสรวลอย่างเขินอาย แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจังอีกครั้ง “แต่อายุของเขาไม่น้อยแล้วนะ ภายในปีหน้า จะต้องกำหนดตัวว่าที่เจ้าสาวของเขาให้ได้”
“เอาล่ะ” พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงมีท่าทีเห็นด้วยเช่นกัน “เดี๋ยวข้าจะลองคุยกับเขาดูดีๆ”
…
ภาคกลางค่อนไปทางตะวันออกของฝรั่งเศส
มณฑลทรัวส์
กองทหารในชุดเครื่องแบบที่ตัดเย็บอย่างประณีต ปกเสื้อประดับด้วยสัญลักษณ์ดอกลิลลี่สีทอง สะพายปืนคาบศิลารุ่นออกุสต์อันใหม่เอี่ยม กำลังเดินแถวอย่างเป็นระเบียบ มุ่งหน้าไปยังชานเมืองอย่างรวดเร็ว
พวกเขาจะไปสาธิต “มาตรฐานการทดสอบ” ให้กับกองพลช็องปาญอันโด่งดังได้ชม ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ทำการสาธิตแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว และกองกำลังที่ได้เห็นการสาธิตของพวกเขา ต่างก็ต้องพบกับผลลัพธ์ที่เรียกได้ว่า “ความมั่นใจถูกทำลายจนย่อยยับ” ทั้งสิ้น
และหลังจากที่พวกเขาจากไป บรรดานายทหารและทหารที่มีความสามารถและมีความทะเยอทะยานในกองกำลังเหล่านั้น ต่างก็พากันยื่นเรื่องขอย้ายไปยังกองพลทหารองครักษ์รักษาพระองค์กับกรมเสนาธิการทหารกันอย่างล้นหลาม ต่อให้ต้องไปเป็นแค่ทหารรับใช้ที่นั่นก็ยอม
ตรงกลางขบวน ทหารหลายนายเหลือบไปเห็นกลุ่มนายทหารหนุ่มที่ขี่ม้าอยู่ด้านหน้าเยื้องไปทางด้านข้าง จึงเริ่มพูดคุยกันเบาๆ: “เฮ้ ร้อยเอกคนนั้นเพิ่งมาใหม่ใช่ไหม? มีใครรู้จักเขาบ้าง?”
“ได้ยินว่าใช้เส้นสายของนายพลเบอร์เทียร์ ย้ายมาอยู่กองพลทหารองครักษ์น่ะ” ทหารร่างสูงใหญ่ไว้หนวดเคราครึ้มกล่าว “เหมือนจะชื่อ นโป… นโปอะไรสักอย่าง ชื่อประหลาดชะมัด”
“นโปเลียน นโปเลียน บัวนาปาร์ต” ทหารวัยกลางคนที่อยู่ข้างหลังเขากระซิบ “เขาเป็นชาวอิตาลี แต่เขาไม่ได้ใช้เส้นสายเข้ามาอยู่กองพลทหารองครักษ์หรอกนะ ฉันได้ยินมาว่าเขาสร้างความดีความชอบอย่างมากตอนปราบกบฏที่อัมเนียร์”
“ฮ่าๆ” ทหารอีกสองคนกลับหัวเราะขึ้นมา “พวกนายคงไม่รู้ล่ะสิ ว่านายทหารผู้สร้างความดีความชอบคนนี้ ยังวิ่ง 5 กิโลเมตรไม่ผ่านเลยสักครั้งเดียว! ตอนที่ไป ‘สาธิต’ สองสามครั้งก่อน เขาก็ต้องหมกตัวอยู่ในค่ายทหาร”
“อืม เป็นคนอิตาลีนี่นา ร่างกายจะอ่อนแอกว่าปกติก็ไม่แปลกหรอก…”
“ฉันได้ยินมาด้วยนะ ว่าร้อยเอกคนนี้มักจะลางานป่วยอยู่บ่อยๆ”
“ที่แท้ก็เป็นพวกขี้โรคนี่เอง แบบนี้ก็สมเหตุสมผลแล้วล่ะ ฮ่าๆ”
นายทหารหนุ่มที่ขี่ม้าอยู่ด้านหน้า ได้ยินเสียงทหารข้างหลังหัวเราะเยาะตนเองเบาๆ ก็ถึงกับเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ สองมือที่กำบังเหียนม้าแน่นจนซีดเผือด
แต่เขาก็ไม่สามารถเถียงอะไรได้ เพราะไอ้การวิ่ง 5 กิโลเมตรบ้าบอนั่นมันยากเกินไปจริงๆ
ตอนแรกเขาไม่เชื่อเลยว่าทหารพวกนี้จะวิ่งในระยะทางขนาดนั้นได้ภายใน 22 นาที แต่ความจริงก็ตอกหน้าเขาเข้าอย่างจังทั้งกองพลมีแค่ 3 คนเท่านั้นที่วิ่งไม่ทันเวลา และในสองคนนั้น คนนึงก็มีไข้ ส่วนอีกคนก็รองเท้าขาด
ที่แย่ที่สุดคือ กองพลทหารองครักษ์บังคับให้นายทหารยศต่ำกว่าพันตรีลงไป ต้องเข้าร่วมการฝึกวิ่ง 5 กิโลเมตรพร้อมกับทหารด้วย
เขาสาบานในใจอย่างเงียบๆ ว่า ในตอนที่มีการ “สาธิตการทดสอบ” ในครั้งนี้ เขาจะต้องทำให้ไอ้พวกทหารที่หัวเราะเยาะเขาหุบปากให้ได้!
เขานโปเลียนเคยยอมแพ้ใครที่ไหนกันล่ะ? ไอ้พวกที่เคยดูถูกเขาในโรงเรียนนายร้อย สุดท้ายก็โดนเขาสอบได้คะแนนแซงหน้าไปจนหมดนั่นแหละ!

0 Comments