Header Background Image
แหล่งรวมนิยายแปลไทย

ครานี้ ยังไม่ทันที่พระราชินีจะทรงเอ่ยปาก ชายร่างสูงโปร่งเจ้าของดวงตาเย็นชาก็พลันกระแอมออกมาคำหนึ่ง พร้อมกับก้าวมาข้างหน้าครึ่งก้าวแล้วทูลว่า: “พระราชินีพ่ะย่ะค่ะ เมื่อครู่ท่านทรงตรัสว่าจะให้องค์รัชทายาทเข้าบริหารราชการแผ่นดินอย่างนั้นหรือ?”

พระนางมารี อ็องตัวเน็ตเบือนหน้ามามองพลางตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย: “ใช่แล้ว ดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง ข้ากับมกุฎราชกุมารมีข้อตกลงกันไว้ว่า หากเขาเรียนจบหลักสูตรมหาวิทยาลัย เขาก็สามารถมีส่วนร่วมในราชการบ้านเมืองได้”

ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องดวงตาหดวูบพลางคิดในใจ: มกุฎราชกุมารมักจะแสดงออกอย่างธรรมดามาตลอด ทำไมจู่ๆ ถึงได้เก่งกาจขึ้นมาขนาดนี้? หรือว่าที่ผ่านมาเขาแสร้งทำเป็นอ่อนแอ? แต่เขาจะทำไปเพื่ออะไรกัน แล้วตอนนี้ที่จู่ๆ มาเผยความสามารถ เขามีแผนการอะไรซ่อนอยู่?

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ภายใต้การชักใยของเขามาหลายปี บารมีของราชวงศ์ก็เสื่อมถอยลงไปมาก บัลลังก์เริ่มสั่นคลอนวันต่อวัน หากยามนี้จู่ๆ มี “มกุฎราชกุมารอัจฉริยะ” ปรากฏตัวขึ้น ย่อมส่งผลให้ทั้งในราชสำนักและราษฎรมีความเชื่อมั่นในราชวงศ์เพิ่มขึ้นแน่นอน

เรื่องนี้เป็นผลร้ายต่อแผนการของเขายิ่งนัก ต้องหาทางกดเขาเอาไว้ให้ได้!

เพียงความคิดแวบผ่าน เขาก็โพล่งขึ้นเสียงดังทันที: “พระราชินีพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาททรงยังมีพระชนมายุน้อยนัก ทั้งยังไร้ประสบการณ์ทางการเมือง ข้าเห็นว่าควรเลือกเสนาบดีอาวุโสสักคนมาคอยสั่งสอนวิชาการปกครองให้พระองค์สักสองสามปีเสียก่อน แล้วค่อยให้เข้าร่วมบริหารราชการจะเหมาะสมกว่าพ่ะย่ะค่ะ”

พระนางมารี อ็องตัวเน็ตขมวดคิ้วเล็กน้อย สิ่งที่ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องพูดมาก็พอมีเหตุผล มกุฎราชกุมารแม้จะมีพรสวรรค์น่าทึ่ง แต่เขาก็เพิ่งจะ 13 ปี หากทำเรื่องบ้านเมืองพังขึ้นมา ย่อมส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของเขาได้

นางมองไปที่ลูกชายพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเชิงปรึกษา: “ลูกรัก บางทีลูกอาจจะต้องเรียนรู้อีกสักระยะ…”

โจเซฟปรายตาไปทางดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง ในฐานะผู้ทะลุมิติมา เขาซึ้งถึงกำพืดของชายคนนี้ดี หลุยส์ ฟิลิป ญาติสนิทของหลุยส์ที่ 16 ในตอนนี้ทุกคนต่างคิดว่าเขาจงรักภักดีต่อชาติและกษัตริย์ แต่ในความเป็นจริง ตั้งแต่รุ่นพ่อของเขา เขามุ่งมั่นที่จะโค่นล้มสายเลือดกษัตริย์มาตลอด เพื่อที่ตนเองจะได้ขึ้นครองบัลลังก์แทน

ในประวัติศาสตร์ หลังจากที่การปฏิวัติฝรั่งเศสสำเร็จ เมื่อกลุ่มฌีรงแด็งเปิดลงคะแนนว่าจะประหารชีวิตกษัตริย์หรือไม่ ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องกลับลงคะแนนสนับสนุนอย่างไม่ลังเล จนสุดท้ายเสียงข้างมาก 301 ต่อ 300 เสียง ตัดสินประหารชีวิตหลุยส์ที่ 16 อาจกล่าวได้ว่าคะแนนเสียงตัดสินของเขานั่นแหละที่ส่งหลุยส์ที่ 16 ไปสู่แท่นประหาร!

โจเซฟไม่นึกว่าเขาจะรีบกระโดดออกมาขวางขนาดนี้ จึงเอ่ยสวนกลับไปอย่างไม่ลดละว่า: “เสด็จแม่ เมื่อสามร้อยปีก่อนยามที่โจนออฟอาร์คเอาชนะกองทัพอังกฤษ นางก็มีอายุพอๆ กับข้าในตอนนี้ นางใช้การกระทำพิสูจน์ตัวเองมาแล้ว โปรดทรงเชื่อในความสามารถของข้า และขอให้โอกาสข้าได้พิสูจน์ตัวเองด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”

ออร์เลอ็องแสร้งทำน้ำเสียงหนักแน่นหวังดี: “ฝ่าบาท ราชการบ้านเมืองสัมพันธ์ถึงความอยู่รอดของชาติ ไม่ใช่ว่ามีแค่ความมั่นใจแล้วจะ…”

โจเซฟไม่ยอมตามน้ำ เขาโบกมือตัดบทอย่างทรงพลัง: “ดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง นี่คือข้อตกลงระหว่างข้ากับพระราชินี โปรดอย่าสอดปากพ่ะย่ะค่ะ”

เขาหันไปมองพระราชินีอีกครั้ง: “เสด็จแม่ ข้าไปเป็นผู้ช่วยเสนาบดีคลัง ไม่ใช่ว่าจะได้เรียนรู้ไปกับบิชอปบรีแอนน์ด้วยหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

เหล่าเสนาบดีในคณะรัฐมนตรีต่างพากันอึ้งไปตามๆ กัน ไม่นึกว่ามกุฎราชกุมารที่เป็นเพียงเด็กหนุ่มจะมีความกล้าเผชิญหน้าหักหน้าดุ๊กแห่งออร์เลอ็องตรงๆ เช่นนี้ ต้องรู้ก่อนว่าแม้แต่เสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ ปกติยังต้องเกรงใจและปรึกษาหารือกับดุ๊กผู้นี้ก่อนเสมอ

ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องยิ่งคาดไม่ถึงว่าโจเซฟจะไม่ให้เกียรติเขาถึงเพียงนี้ เขาอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะตอบโต้ออกมาอย่างมีโทสะ: “การคลังคือเส้นเลือดใหญ่ของฝรั่งเศส จะปล่อยให้คนหนุ่มที่ไร้ประสบการณ์มาสอดมือยุ่งเกี่ยวไม่ได้เด็ดขาด!”

เสนาบดีรอบข้างหลายคนต่างพยักหน้าเห็นพ้อง พระนางมารี อ็องตัวเน็ตเห็นเช่นนั้นจึงหันมามองมกุฎราชกุมารที่ท่าทางแน่วแน่ สุดท้ายนางจึงตัดสินใจแบบพบกันครึ่งทาง: “โจเซฟ ลูกไปรับตำแหน่งที่ศาลาว่าการกรุงปารีสก่อน หากทำผลงานได้ดี เราค่อยมาคุยเรื่องจะให้ลูกดูแลการคลังกันอีกครั้ง”

โจเซฟกวาดสายตามองเหล่าเสนาบดีเจ็ดแปดคนในห้อง เขารู้ดีว่าหากมีคนพวกนี้อยู่ พระราชินีคงยากจะเปิดทางสะดวกให้เขา ดูท่าคงต้องไปคลุกคลีที่ศาลาว่าการสักพักก่อนค่อยว่ากัน เขาจึงพยักหน้าตกลง: “พ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่”

ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องยังคิดจะปั่นหัวต่อ เขาพยายามก้าวเข้ามา: “พระราชินีพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาทควรจะเรียนรู้ก่อน…”

“ตัดสินใจตามนี้แหละ” พระนางมารี อ็องตัวเน็ตยกมือห้ามเขา แล้วหันไปทางบรีแอนน์ “พูดเรื่องการปฏิรูปกฎหมายภาษีต่อเถอะ”

โจเซฟนั่งฟังการประชุมคณะรัฐมนตรีอยู่ข้างๆ จนจบ ทำให้เขาเข้าใจถึงสถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ของฝรั่งเศสได้ลึกซึ้งขึ้น เนื้อหาการประชุมกว่าเก้าส่วนล้วนแต่พูดเรื่องเงิน หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือพูดเรื่อง ‘ไม่มีเงิน’

หลังเลิกประชุม พระราชินียืนกรานว่าจะให้รางวัลเขา นางลากเขาไปทานของหวานกองโต จนกระทั่งเขาโดนบรรดาเค้ก พุดดิ้ง และมาการองหลากสีสันแสนประณีตเล่นงานจนเจ็บคอเพราะความหวานจัด ถึงได้เป็นอิสระในที่สุด

โจเซฟเดินออกมาจากห้องน้ำชาด้วยความหนักใจ พลันคิดขึ้นได้ว่าบางทีเขาน่าจะลองไปหาลู่ทางจากฝั่งหลุยส์ที่ 16 ดูบ้าง

ทว่าพอไปถึงตำหนักกษัตริย์ เขากลับได้รับแจ้งว่าหลุยส์ที่ 16 กำลังยุ่งอยู่กับ “ผลงานชิ้นเอกของโลก” และกินนอนอยู่ในห้องซ่อมกุญแจมาสามวันติดต่อกันโดยไม่ยอมออกมา

โจเซฟรู้สึกเหนื่อยใจขึ้นมาทันที มีพ่อแบบนี้ จะไม่ให้ขึ้นแท่นประหารได้อย่างไร?

ช่างเถอะ คาดว่าหลุยส์ที่ 16 ที่กำลังอยู่ในช่วงอารมณ์สุนทรีย์ก็คงจะไล่เขาไปหาพระราชินีอยู่ดี วนกลับมาที่เดิม… เขาขำขื่นส่ายหัว ก่อนจะหันไปสั่งเอมง: “ช่วยเตรียมรถที เราจะมุ่งหน้าไปศาลาว่าการกรุงปารีสกันเลย”

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

ทันทีที่โจเซฟออกจากประตูใหญ่ของพระราชวังแวร์ซายส์ เขาก็เห็นรถม้ากว่าสิบคันจอดเรียงรายอยู่ในลานหินอ่อน พร้อมผู้คนราวหกสิบถึงเจ็ดสิบคนยืนคอยท่าอย่างสงบนิ่ง

เขาอดไม่ได้ที่จะกุมขมับส่ายหัว คนพวกนี้เขาพอจะจำได้รางๆ ว่าเป็นข้าราชบริพารส่วนพระองค์ของมกุฎราชกุมาร ทั้งช่างเสริมสวย พ่อครัว ช่างตัดเสื้อ และอื่นๆ อีกครบชุด ดูท่าจะเตรียมตัวตามเขาไปด้วยแน่ๆ ถึงต้องเตรียมรถม้ามามากมายขนาดนี้

โจเซฟรีบสั่งให้เอมงไล่พวกเขาให้กลับไป ขืนขนคนพวกนี้ไปศาลาว่าการ มีหวังวุ่นวายตายพอดี?

จากนั้นเขาก็มองไปที่รถม้าสีเงินทรงโปร่งสำหรับเชื้อพระวงศ์ที่จอดอยู่ตรงหน้า ตัวรถมีรูปลักษณ์สง่างาม เต็มไปด้วยงานแกะสลักอันวิจิตร และประดับตกแต่งด้วยด้ายทองตามมุมโค้งมน ดูหรูหราอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนใจขึ้นรถม้าธรรมดาสำหรับผู้ติดตามแทน ขืนนั่งรถม้าหลวงออกไป ตลอดทางคงไม่ต้องหาความสงบสุขกันพอดี

ไม่นานนัก รถม้าสีเทาดำสามคันก็เคลื่อนตัวออกจากจัตุรัสพระราชวังแวร์ซายส์ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกอย่างรวดเร็ว

แวร์ซายส์ตั้งอยู่ทางชานเมืองทิศตะวันตกของปารีส ต้องใช้เวลาเดินทางเข้าเมืองอีกกว่าสามชั่วโมง ในรถม้า โจเซฟหาวออกมาด้วยความเบื่อหน่าย สายตาเหลือบไปเห็นกองเอกสารวางอยู่บนโต๊ะไม้ตรงหน้า จึงหยิบขึ้นมาพลิกดู และพบว่ามันคือข้อมูลเกี่ยวกับศาลาว่าการกรุงปารีส

เขามองไปยังเอมงที่นั่งฝั่งตรงข้าม อีกฝ่ายรีบยิ้มพลางโค้งตัวทาบอกให้ทันที เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้

การได้เป็นพ่อบ้านของมกุฎราชกุมารนั้น ไหวพริบย่อมไม่ใช่อะไรที่คนธรรมดาจะเทียบได้จริงๆ โจเซฟพยักหน้ายิ้มให้เขา ก่อนจะเริ่มอ่านข้อมูลในมือ ข้อมูลระบุไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่โครงสร้างบุคลากรของศาลาว่าการ หน้าที่ ไปจนถึงการดำเนินงานในแต่ละวัน

เมื่อโจเซฟพลิกมาถึงหน้าที่สาม เขาก็พบว่าในบรรดาหน่วยงานภายใต้สังกัดศาลาว่าการนั้น มี “กรมตำรวจ” รวมอยู่ด้วยอย่างชัดเจน

เขารีบกวาดสายตาอ่านลงไป และยืนยันได้ว่าตำรวจปารีสนั้นอยู่ภายใต้การดูแลของศาลาว่าการอย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้ดวงตาของเขาพลันเป็นประกายขึ้นมา

ดูท่าการไปรับตำแหน่งที่ศาลาว่าการครั้งนี้คงไม่ใช่การเสียเวลาเปล่า อย่างน้อยฉันก็สามารถสังคายนาตำรวจปารีสให้ดีขึ้นได้

สำหรับราษฎรระดับล่างของฝรั่งเศส ความไร้ระเบียบทางสังคมคือฝันร้ายอันดับสองรองจากการขูดรีดภาษี! การถูกล้วงกระเป๋าหรือชิงทรัพย์ตามท้องถนนถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลยเมื่อเทียบกับการปล้นฆ่าข่มขืนหรือลักพาตัวที่มีให้เห็นไม่เว้นวัน ส่วนพวกแก๊งมาเฟียที่คอยข่มเหงชาวเมืองไปวันๆ ก็คือเนื้อร้ายก้อนโตของปารีส

และในตอนนนี้ ทั้งยุโรปยังไม่มีการสร้างระบบตำรวจสมัยใหม่ขึ้นมาเลย การรักษาความปลอดภัยยังต้องอาศัยการรวมกลุ่มป้องกันตนเองของชาวเมือง การจะจับโจรปิดคดีนั้นแทบไม่ต้องหวัง อาชญากรรมจึงชุกชุมจนชาวบ้านธรรมดาต่างต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง

ดังนั้น การปฏิรูปกรมตำรวจจึงมีความหมายมหาศาล การแก้ปัญหาความสงบเรียบร้อยจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางสังคมได้อย่างมาก และความมั่นคงนี้แหละที่จะช่วยลดความอยาก ‘ลุกขึ้นมาเชือดกษัตริย์’ ของประชาชนลงได้

โจเซฟอ่านข้อมูลศาลาว่าการจนจบพลางครุ่นคิดถึงรายละเอียดในการปรับปรุงตำรวจอย่างละเอียด จนกระทั่งรถม้าแล่นเข้าสู่เขตเมืองปารีส กลิ่นเหม็นเน่าที่ชวนให้หายใจไม่ออกก็พลันโชยมาปะทะจมูกผ่านหน้าต่างรถทันที

(จบตอนที่ 3)

โฆษณานะค๊ะ

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note