ตอนที่ 299 สมรภูมิชี้ชะตาที่โรชฟอร์
แปลโดย เนสยัง“ส่งข่าวแห่งชัยชนะไปที่เวียนนาเถอะ การกบฏที่ลีแยฌถูกปราบปรามลงแล้ว” นายพลวิร์มเซอร์ยกมือขึ้นอย่างเหนื่อยล้าบอกกับเสนาธิการที่อยู่ข้างๆ “องค์จักรพรรดิคงจะทรงรอจนหมดความอดทนแล้ว”
เขามองไปยังทหารออสเตรียที่กำลังเดินเรียงแถวเข้าสู่เมืองลีแยฌ: “ให้ทหารสองกรมที่ทำหน้าที่บุกเป็นแนวหน้าในวันนี้อยู่ที่นี่เพื่อพักผ่อน ส่วนคนที่เหลือให้ออกเดินทางทันที ต้องไปถึงวอแรมก่อนเที่ยงพรุ่งนี้ให้ได้”
วอแรมคือเส้นทางหลักในการเดินทางไปยังตอนใต้ของบราบันต์ อยู่ห่างออกไปประมาณ 40 กิโลเมตร
หกวันหลังจากเข้าสู่มณฑลลีแยฌ กองทัพออสเตรียที่ถูกกบฏรบกวนอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถยึดเมืองลีแยฌได้ในที่สุด และคว้าชัยชนะครั้งแรกนับตั้งแต่เปิดศึกมาได้อย่างยากลำบาก
ทว่า วิร์มเซอร์กลับดีใจไม่ออกเลยสักนิด ความคืบหน้านี้ล่าช้ากว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มาก ป่านนี้กองทัพปรัสเซียคงจะไปถึงบรัสเซลส์แล้วล่ะมั้ง
นั่นหมายความว่า แผนที่เขาจะปิดล้อมกลุ่มกบฏบราบันต์เพื่อลอบโจมตีปรัสเซียนั้น คงจะทำไม่ได้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ในการต่อสู้กับกลุ่มกบฏลีแยฌวันนี้ เขาก็ยังไม่สามารถกำจัดกองกำลังหลักของศัตรูได้อยู่ดีกลุ่มกบฏประมาณ 3,000 คนตัดสินใจทิ้งเมืองและหนีไปทางวอแรม ส่วนเขาเองก็สังหารและจับกุมกบฏในลีแยฌได้เพียงไม่ถึง 800 คนเท่านั้น
นอกจากนี้ สถานการณ์ฝั่งรอนเนอก็แย่มากเช่นกันสามวันหลังจากขาดการติดต่อกับกองกำลังมูซิล เขาก็เริ่มรู้สึกผิดปกติ จึงส่งกองร้อยทหารม้าขึ้นเหนือไปตรวจสอบสถานการณ์ ทหารม้าเพิ่งกลับมารายงานเมื่อวาน ว่ามูซิลยังไม่สามารถยึดรอนเนอได้
วิร์มเซอร์พยายามเรียกความมุ่งมั่นกลับคืนมา ตราบใดที่เขาสามารถเอาชนะปรัสเซียที่บราบันต์ได้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้ก็จะไม่ใช่ปัญหาเลย
เขารับบังเหียนม้ามาจากคนรับใช้ กำลังจะขึ้นม้า ก็เห็นทหารม้าลาดตระเวนควบม้าอย่างเร่งรีบเข้ามา เขาขมวดคิ้วแน่นทันที
เพราะทหารม้าคนนั้นมาจากทิศใต้ ในขณะที่ศัตรูทั้งหมดควรจะอยู่ทางทิศเหนือต่างหาก
ทหารม้าลาดตระเวนเห็นผู้บัญชาการสูงสุดในระยะยี่สิบเมตร ก็รีบตะโกนรายงานเสียงดัง: “รายงานด่วนขอรับ! พบกลุ่มกบฏที่โรชฟอร์ มีอย่างน้อย 5,000 คน!”
วิร์มเซอร์ม่านตาหดเกร็ง พวกกบฏไปอยู่ทางใต้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
โรชฟอร์อยู่ห่างจากลักเซมเบิร์กเพียงแค่สองวันเดินทาง และไม่ว่าจะส่งเสบียงมาจากออสเตรียหรือฝรั่งเศส ก็ต้องผ่านลักเซมเบิร์กทั้งนั้น
หากลักเซมเบิร์กถูกกบฏโจมตี เสบียงบำรุงกำลังของเขาจะต้องมีปัญหาแน่
เขามองไปยังทิศทางของบราบันต์ด้วยความร้อนรน ลังเลอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วสั่งการกับเสนาธิการว่า: “รวมพลทั้งหมด เคลื่อนทัพไปที่โรชฟอร์ อ้อ สั่งให้มูซิลทิ้งรอนเนอ แล้วรีบไปที่วอแรมทันที เพื่อสกัดกั้นไม่ให้พวกกบฏหนีกลับไปที่บราบันต์ได้”
“รับทราบขอรับ ท่านนายพล!”
ในขณะที่กองทัพออสเตรียกำลังบ่นกระปอดกระแปดกับการจัดแถวเพื่อมุ่งลงใต้ ที่เขตนอกเมืองนามูร์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทางตะวันตกเฉียงเหนือของโรชฟอร์ ดยุกแห่งบรุนสวิก ผู้บัญชาการกองทัพปรัสเซีย กำลังควบม้าไปตามแนวแถวของทหารปรัสเซียที่ยาวสุดลูกหูลูกตา พร้อมกับโบกมือตะโกนว่า: “ก้าวขาของพวกเจ้าให้มันเร็วๆ หน่อย! แค่ไปถึงโรชฟอร์ก่อนพรุ่งนี้ ชัยชนะอันรุ่งโรจน์ก็จะเป็นของพวกเราแล้ว!”
ในวัยเจ็ดสิบกว่าปี เขาถือว่ายังคงแข็งแรงมาก
ก่อนหน้านี้เขาก็ควบม้ากระตุ้นขวัญกำลังใจทหารมาแบบนี้เป็นเวลาเกือบยี่สิบนาทีแล้ว ในที่สุด ทั้งคนทั้งม้าก็หมดแรง ต้องหยุดหอบหายใจ
มาร์ควิสบลึคเชอร์ขี่ม้าตามมาจากด้านหลัง แล้วส่งกระติกน้ำให้ดยุกแห่งบรุนสวิก: “ท่านจอมพล ดื่มน้ำสักหน่อยเถอะขอรับ เมื่อครู่นี้มีข่าวมาจากโรชฟอร์ ว่าชาวเนเธอร์แลนด์เตรียมตัวพร้อมแล้ว มีคนทั้งหมดประมาณ 12,000 คนขอรับ”
ดยุกแห่งบรุนสวิกแหงนหน้าดื่มน้ำอึกใหญ่ มุมปากมีรอยยิ้มปรากฏ: “ไอ้ทนายความที่ชื่อฟาน เดอร์ นูต ไปหาคนมาได้เยอะขนาดนี้เชียวหรือ?”
“คนดัตช์ส่งทองมาให้ 2 แสนกิลเดอร์ แถมอาวุธอีกเพียบ ชาวเนเธอร์แลนด์ก็เลยติดอาวุธให้ชาวเมืองได้เป็นจำนวนมาก”
เงิน 2 แสนกิลเดอร์ดัตช์ เทียบเท่ากับ 2.5 ล้านลีฟร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทอย่างเต็มที่ของชาวเนเธอร์แลนด์ในการสนับสนุนเพื่อนร่วมชาติของพวกเขา
บลึคเชอร์พูดด้วยน้ำเสียงลังเล: “ท่านจอมพล พวกเราทิ้งบราบันต์มาแบบนี้ จะไม่อันตรายจริงๆ หรือขอรับ? ทหารออสเตรียอยู่ห่างจากที่นั่นแค่สามวันแล้วนะขอรับ”
ดยุกแห่งบรุนสวิกกระตุกบังเหียนเบาๆ แล้วตอบอย่างไม่แยแส: “ตาแก่หงำเหงือกวิร์มเซอร์น่ะไม่เคยกล้าเสี่ยงหรอก ต่อให้บราบันต์ไม่มีทหารสักคน เขาก็ไม่มีทางทิ้งลักเซมเบิร์กเพื่อไปบุกที่นั่นหรอก”
สองวันต่อมา กองทัพออสเตรียก็เดินทางมาถึงชานเมืองโรชฟอร์ จากนั้นวิร์มเซอร์ก็ได้รับรายงานจากทหารม้าลาดตระเวน ว่าพบกองทัพปรัสเซียอย่างน้อย 20,000 นาย และกบฏเนเธอร์แลนด์อีกกว่า 10,000 คน อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
วิร์มเซอร์ใจคอไม่ดีทันที ความเร็วในการเดินทัพของพวกปรัสเซียเหนือความคาดหมายของเขาไปมาก เดิมทีเขาคิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับแค่กลุ่มกบฏ ไม่คิดว่าจะต้องมาตัดสินแพ้ชนะกันที่นี่เลย
โชคดีที่ประสบการณ์การบัญชาการทหารอันโชกโชน ทำให้เขาไม่ได้ละเลยการลาดตระเวน จึงสามารถรอดพ้นจากการถูกซุ่มโจมตีมาได้
เขารีบนำแผนที่ออกมาดู ชี้ไปยังที่ราบกว้างใหญ่ที่อยู่เยื้องไปทางด้านหน้า แล้วบอกกับเสนาธิการด้วยน้ำเสียงหนักแน่น: “กระจายกำลังพลไปที่นั่นทันที ให้วิงเคลอร์นำกองทหารชุ่มยิงของเขาไปตั้งเป็นด่านหน้าก่อน ระวังอย่าให้พวกปรัสเซียลอบโจมตี”
“รับทราบขอรับ ท่านนายพล!”
ทว่า เมื่อทหารออสเตรียเริ่มจัดกระบวนทัพ ณ ตำแหน่งที่วิร์มเซอร์สั่งการ ด้านหน้าสุดของกองทัพปรัสเซียก็ปรากฏปืนใหญ่ 15 กระบอกขึ้นมา และเริ่มกระหน่ำยิงใส่พวกเขาอย่างรุนแรง
กองกำลังวิงเคลอร์ซึ่งเป็นทหารชั้นยอดของออสเตรีย อาศัยความแข็งแกร่งยืนหยัดเผชิญหน้ากับปืนใหญ่ และยึดพื้นที่แนวหน้าของที่ราบแห่งนั้นเอาไว้ ทหารราบที่อยู่ด้านหลังเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็เริ่มจัดขบวนแถวอย่างรวดเร็วในจุดที่อยู่นอกระยะปืนใหญ่
ปืนใหญ่ของปรัสเซียยิงต่อเนื่องไปถึง 30 รอบ แต่เนื่องจากทหารของวิงเคลอร์กระจายกำลังกันอย่างหละหลวม จึงมีผู้เสียชีวิตเพียงสองร้อยกว่าคนเท่านั้น ในขณะที่กองหน้าของปรัสเซียกลับถูกทหารชุ่มยิงของออสเตรียกดดัน จนไม่สามารถเข้าจู่โจมกำลังหลักของออสเตรียได้
ในที่สุดวิร์มเซอร์ก็สามารถคลี่คลายกำลังพลของตนได้จนสำเร็จ จึงรีบสั่งให้ปืนใหญ่เริ่มยิงตอบโต้ทันทีกองกำลังวิงเคลอร์คือไพ่ตายของเขา การที่ลูกน้องต้องตายไปทีละคน ทำให้เขาเจ็บปวดใจอย่างมาก
หลังจากสาดกระสุนปืนใหญ่ใส่กันไปสักพัก วิร์มเซอร์ก็เริ่มสังเกตเห็นผ่านกล้องส่องทางไกล ว่าด้านหน้าของกองทัพปรัสเซียนั้น ดูเหมือนจะเป็นแนวทหารราบของกลุ่มกบฏเนเธอร์แลนด์
เขาดีใจมาก ดยุกแห่งบรุนสวิกทำผิดพลาดระดับอนุบาลขนาดนี้เชียวหรือเอาทหารบ้านนอกที่แทบจะไม่เคยผ่านการฝึกฝน มาทำหน้าที่ในสมรภูมิหลักที่สำคัญที่สุด! หากแนวรับของพวกมันแตก กองทัพปรัสเซียทั้งหมดก็จะพังทลายลงในทันที!
วิร์มเซอร์สั่งการด้วยความเด็ดขาด: “สั่งให้ชโรเดอร์บุกทะลวงแนวทหารราบของพวกกบฏทันที! ให้กองทหารม้าของแบร์กบุกตามเข้าไปด้วย ทหารม้าคอยคุ้มกันปีกทั้งสองข้าง”
“รับทราบขอรับ ท่านนายพล!”

0 Comments