ตอนที่ 290 การทูตของมกุฎราชกุมาร
แปลโดย เนสยังโจเซฟรีบเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้าง: “เสด็จแม่ ลูกอยากไปเวียนนาด้วยตัวเองพ่ะย่ะค่ะ ตั้งแต่เสด็จลุงประชวร ลูกก็ยังไม่ได้ไปเยี่ยมพระองค์เลย
“อ้อ ลูกจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเสด็จลุงแก้ปัญหาที่บราบันต์ คืนความสงบสุขที่พระองค์สมควรได้รับกลับคืนมา
“ในขณะเดียวกัน ลูกก็มีเรื่องจะคุยกับเสด็จลุงอีกมากมายเลยล่ะพ่ะย่ะค่ะ”
พระราชินีมารีทรงพยักหน้าด้วยความปลาบปลื้มใจ: “ถ้าเช่นนั้นก็ดีเลย! ลูกรัก แม่เองก็อยากจะไปเยี่ยมพี่ชายอยู่ตลอดเหมือนกัน แต่ฝรั่งเศสก็ขาดแม่ไม่ได้ นี่แหละ เป็นโอกาสดีที่ลูกจะได้ไปเยี่ยมลุงเพนนีแทนแม่ อ้อ แม่ต้องเตรียมของขวัญไปให้เขาเสียหน่อยแล้ว”
เมื่อการประชุมคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง โจเซฟก็รีบกลับไปยังพระตำหนักของตน สั่งให้เอมงไปตามตัวเคานต์เซกูร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาพบ และสั่งให้เขาเขียนจดหมายถึงทูตอเมริกาประจำโปแลนด์ในนามส่วนตัว
เมื่อเคานต์เซกูร์เตรียมกระดาษและปากกาพร้อมแล้ว โจเซฟก็กล่าวว่า: “เนื้อหาในจดหมายหลักๆ ก็คือ ให้เตือนเจ้าชายปอเนียตอฟสกี้ว่า ห้ามส่งกองทัพไปสนับสนุนปรัสเซียเด็ดขาด เพราะนั่นจะเป็นการล่วงเกินออสเตรีย ซึ่งเป็นประเทศเดียวในบรรดาสามประเทศเพื่อนบ้านของโปแลนด์ที่เห็นใจพวกเขา ในตอนนี้ โปแลนด์ควรจะฉวยโอกาสที่รัสเซียกำลังทำสงครามกับสวีเดน และปรัสเซียกับออสเตรียกำลังขัดแย้งกันเรื่องเซาท์เนเธอร์แลนด์ รีบจัดการกับปัญหาความขัดแย้งในรัฐสภาให้เร็วที่สุด และพยายามฝึกฝนกองทัพให้ได้มากที่สุด”
เนื่องจากฝรั่งเศสเข้าไปแทรกแซงในแอฟริกาเหนือ ออตโตมันจึงยอมจำนนเร็วกว่าในประวัติศาสตร์ ทำให้รัสเซียมีกำลังไปรับมือกับสวีเดนได้มากขึ้น หากไม่มีอะไรผิดพลาด สงครามรัสเซีย-สวีเดนก็น่าจะจบลงเร็วกว่าในประวัติศาสตร์เช่นกัน ถึงตอนนั้นก็จะเป็นเวลาที่รัสเซียจะหันมาจับจ้องโปแลนด์แล้ว
หากต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้ปรัสเซียและออสเตรียไปสมรู้ร่วมคิดกัน ก็ต้องพยายามหยุดยั้งไม่ให้เกิดพันธมิตรรัสเซีย-ปรัสเซีย-ออสเตรียเพื่อแบ่งแยกโปแลนด์ ซึ่งอย่างแรกเลยก็คือ โปแลนด์จะต้องทำตัวเองให้แข็งแกร่งเสียก่อน
และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้รัสเซีย ปรัสเซีย และออสเตรียสงสัย โจเซฟจึงเลือกอเมริกามาเป็น ‘ถุงมือขาว’ (คนกลาง) ของฝรั่งเศสในการช่วยเหลือโปแลนด์ ดังนั้นจดหมายฉบับนี้จึงต้องส่งให้คนอเมริกัน
เคานต์เซกูร์จดบันทึกคำสั่งของมกุฎราชกุมารอย่างรวดเร็ว โจเซฟก็กล่าวกับเขาอีกว่า: “อ้อ รอจนอาร์ชบิชอปตาแลร็องกลับมาจากอังกฤษ ท่านก็ให้เขารีบเดินทางไปที่สทราซบูร์ทันที แล้วไปรอข้าที่นั่นเพื่อที่จะได้เดินทางไปเวียนนาด้วยกัน จำไว้ว่า ให้เขาพาผู้ช่วยที่ไว้ใจได้ไปสักสองสามคนด้วยล่ะ”
สทราซบูร์คือเมืองชายแดนสุดท้ายของฝรั่งเศสที่จะมุ่งหน้าไปยังออสเตรีย
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
ช่วงเที่ยงของวันเดียวกัน โจเซฟก็ออกเดินทางจากฝรั่งเศส แต่ไม่ได้ไปออสเตรียทางนั้นต้องรอให้รัฐมนตรีการต่างประเทศอย่างตาแลร็องไปด้วยกัน ถึงจะทำเรื่องต่างๆ ได้สะดวกขึ้น และที่สำคัญกว่านั้นคือ ปรัสเซียและออสเตรียต้องใช้เวลาหลายเดือนในการเตรียมกองทัพและเสบียง การลุกฮือที่บราบันต์จึงยังไม่น่าจะปะทุขึ้นในเร็วๆ นี้
จุดหมายแรกของเขาคือสเปน
ท้ายที่สุดแล้ว เพื่อนเก่าอย่างพระเจ้าการ์โลสที่ 4 ก็กำลังจะเข้าพิธีบรมราชาภิเษก เขาในฐานะตัวแทนของฝรั่งเศสก็ต้องไปแสดงความยินดีเสียหน่อย และสำหรับ ‘เพื่อนร่วมทีมชั้นแย่’ อย่างสเปนนี้ เขาก็ยังมีเรื่องที่ต้องไปจัดการอีกไม่น้อย
สเปนในตอนนี้มีผลประโยชน์ที่สอดคล้องกับฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก อีกทั้งประเทศก็อ่อนแอ จึงมักจะเดินตามทิศทางของฝรั่งเศสในเรื่องใหญ่ๆ ระดับนานาชาติ ถือเป็นพันธมิตรที่ไม่เลวเลยทีเดียว
เพียงแต่หมอนี่ครอบครองอาณานิคมมากมายมหาศาล และยังมีกองทัพเรือที่ใหญ่เป็นอันดับสามของยุโรป แต่กลับปล่อยให้ประเทศพัฒนาจนตกไปอยู่รั้งท้ายของประเทศมหาอำนาจในยุโรปเสียนี่
หากทำให้สเปนแข็งแกร่งขึ้นได้อีกนิด ฝรั่งเศสก็จะได้พึ่งพากำลังของพวกเขาได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดการกับอังกฤษ
ต้องรู้ไว้ว่า ประตูสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอย่างยิบรอลตาร์นั้น ตั้งอยู่ทางชายฝั่งตอนใต้ของสเปน ซึ่งเดิมทีก็เป็นดินแดนของสเปน แต่ถูกอังกฤษยึดไปเมื่อเจ็ดสิบกว่าปีก่อน หลังจากสงครามสืบราชบัลลังก์สเปน
ตั้งแต่นั้นมา ชาวสเปนก็หมกมุ่นอยู่กับจุดยุทธศาสตร์แห่งนี้มาโดยตลอด จนเรียกได้ว่ากลายเป็นโรคจิตอ่อนๆ ไปแล้ว
และการยึดช่องแคบยิบรอลตาร์กลับมาจากเงื้อมมืออังกฤษ ก็จะช่วยรับประกันผลประโยชน์ของฝรั่งเศสในแอฟริกาเหนือได้อย่างมหาศาลต่อให้กองทัพเรืออังกฤษจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ถ้าเข้าช่องแคบยิบรอลตาร์ไม่ได้ ก็เข้ามาในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไม่ได้ ย่อมไม่สามารถมาสร้างอิทธิพลใดๆ ต่อประเทศต่างๆ ทางชายฝั่งตอนใต้ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้เลย
โจเซฟออกจากปารีส รถม้ามุ่งหน้าลงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ใช้เวลาเพียงสิบกว่าวันก็มาถึงเทือกเขาพิเรนีส ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างฝรั่งเศสและสเปน
ทว่า เมื่อผ่านช่องเขาพิเรนีสมาได้ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่เมืองเลออน ของสเปน ความเร็วของรถม้าก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ
สภาพถนนของสเปนเมื่อเทียบกับฝรั่งเศสแล้ว เรียกได้ว่าแย่กว่าไม่รู้กี่ระดับ
โชคดีที่โจเซฟนั่งรถม้ารุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งมีความนุ่มนวลนั่งสบายมาก แต่ถึงกระนั้น ก้นของเขาก็ยังระบมราวกับถูกทรมานอยู่ดี
หลังจากต้องทนโคลงเคลงไปอีกครึ่งเดือน โจเซฟก็เริ่มจะมองเห็นกลุ่มอาคารของกรุงมาดริดอยู่ลิบๆ ในใจเขาแอบคิดว่า ขากลับนี่ขอนั่งเรือกลับจะดีกว่า
พระเจ้าการ์โลสที่ 4 ทรงต้อนรับมกุฎราชกุมารฝรั่งเศสด้วยพิธีการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกองทหารเกียรติยศมาตั้งแถวรอต้อนรับตั้งแต่ห้าลี้ นอกกรุงมาดริด โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสเปนเป็นผู้นำขบวนรถม้า นำทางไปยังพระราชวังมาดริดอันโอ่อ่า
พระเจ้าการ์โลสที่ 4 ทรงดึงมือ “น้องชายคนดี” ของพระองค์เดินตรงเข้าสู่พระราชวังจากจัตุรัสหน้าพระราชวัง ท่ามกลางพรมชั้นดีที่ปูลาด ทหารกองเกียรติยศที่ยืนขนาบข้าง ขุนนางสเปนนับพันคน และแขกผู้มีเกียรติจากต่างประเทศที่มาร่วมแสดงความยินดี ต่างทอดสายตามองโจเซฟด้วยความเคารพ เสียงปืนใหญ่สลุตดังขึ้นอย่างต่อเนื่องแทบไม่ขาดสาย
ชาวสเปนต่างก็รู้ดีว่า กษัตริย์ฝรั่งเศสทรงเป็นผู้กลัวการเข้าสังคม การจะหวังให้พระองค์เสด็จมาที่สเปนนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น การที่มกุฎราชกุมารฝรั่งเศสเสด็จมาในครั้งนี้ จึงถือเป็นตัวแทนของกษัตริย์ฝรั่งเศสนั่นเอง
โจเซฟรับดอกไม้จากเด็กๆ ชาวสเปน แล้วเดินเคียงคู่กับพระเจ้าการ์โลสที่ 4 เข้าไปในพระราชวัง
เขาสังเกตเห็นว่า พระราชินีองค์ใหม่ของสเปน แม้จะเดินเคียงข้างมาตลอด แต่กลับดูมีท่าทีหวาดระแวง และแทบจะไม่ได้ปริปากพูดอะไรเลยตลอดทาง
โจเซฟแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูเหมือนว่าอดีตกษัตริย์จะทรงกำจัดอำนาจของสตรีผู้นี้ไปจนหมดสิ้นแล้ว นางคงไม่สามารถมาสร้างความวุ่นวายให้กับสเปนได้เหมือนในประวัติศาสตร์อีกต่อไป ถือว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อยยากที่เขาอุตส่าห์ช่วยพระเจ้าการ์โลสที่ 4 จับชู้เสียจริงๆ
หลังจากงานเลี้ยงอันแสนอลังการ โจเซฟก็นึกถึงรสชาติของอาหารสเปนที่อุดมไปด้วยอาหารทะเล พูดตรงๆ เลยว่า อาหารสเปนหลายอย่างทำได้อร่อยกว่าอาหารฝรั่งเศสเสียอีก
ตัวอย่างเช่น อาหารจานหลักเมื่อครู่นี้ซีฟู้ดอบชีสสไตล์สเปน มันเสิร์ฟมาเป็นถังใหญ่ ชั้นนอกสุดเป็นหอยนางรม ชั้นถัดมาเป็นกุ้งมังกร ลึกเข้าไปอีกเป็นเนื้อปลาที่เลาะก้างออกหมดแล้ว ตามด้วยหมึกย่าง และหอยเม่น…
ถังทั้งใบถูกอบด้วยชีส โรยด้วยเครื่องเทศ แค่มองก็ทำให้น้ำลายสอแล้ว
โจเซฟกินไปแค่ครึ่งถัง ก็อิ่มจนแทบจะก้มตัวไม่ลงแล้ว
ทางด้านพระเจ้าการ์โลสที่ 4 ก็ทรงลาก “น้องชายคนดี” เข้าไปในโรงละครของพระราชวัง ซึ่งกำลังจัดแสดงละครเวทีเรื่องของนักเขียนบทละครชาวฝรั่งเศส
ในห้องวีไอพีชั้นสอง โจเซฟมองดูพระญาติร่วมสายเลือดกำลังวิจารณ์ทักษะการแสดงของนักแสดงอย่างไม่สนใจโลก ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเบาๆ เขาจึงฉวยโอกาสตอนที่ในละครมีบทของอัครมหาเสนาบดี เอ่ยขึ้นว่า:
“จริงสิ พอพูดถึงเรื่องอัครมหาเสนาบดี ฝ่าบาท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของพระองค์ตอนนี้ยังเป็นคนเดิมใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
พระเจ้าการ์โลสที่ 4 ทรงโบกพระหัตถ์:
“ท่านเรียกข้าว่าอันโตนิโอเถอะ อ้อ ใช่แล้ว ยังเป็นเรดอนโดอยู่”
โจเซฟขมวดคิ้วเล็กน้อย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนนี้เป็นรัฐมนตรีมาตั้งแต่สมัยของพระเจ้าการ์โลสที่ 3 ดูเหมือนว่าเมื่อไม่มีหมอคนนั้นมาสร้างความวุ่นวาย พระเจ้าการ์โลสที่ 4 ก็จะยังคงใช้คณะรัฐมนตรีชุดเดิมของอดีตกษัตริย์ต่อไป
เพียงแต่ รัฐมนตรีผู้นี้ มีท่าทีที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับฝรั่งเศสสักเท่าไหร่นัก

0 Comments