ตอนที่ 27 ดาบอันแหลมคม
แปลโดย เนสยังโจเซฟยิ้มพลางพึมพำกับตัวเอง: “ถ้ามีโอกาส ข้าก็ควรจะเปิดธนาคารบ้างเหมือนกัน”
เขาอ่านข้อมูลด้านการคลังจนจบ ดันตะกร้าใส่เอกสารไปไว้ด้านข้าง นวดคลึงหัวไหล่ที่ปวดเมื่อย แล้วหยิบเอกสารร่างกฎหมายภาษีฉบับใหม่ขึ้นมาพลิกอ่านต่อ
ข้อกำหนดในร่างกฎหมายมีเยอะมาก นับรวมกันหน้าหลังแล้วมีความยาวกว่าสามสิบหน้า
ยิ่งโจเซฟอ่าน เขาก็ยิ่งขมวดคิ้วมุ่น คนที่ร่างกฎหมายพวกนี้ช่างเป็นอัจฉริยะเสียจริง เอาเรื่องจิปาถะที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยมายัดรวมกันไว้จนมั่วไปหมด ขนาดฉันที่เป็นคนได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษาในศตวรรษที่ 21 มาอ่านยังรู้สึกมึนงงจนปวดหัว การจะหวังให้ประชาชนทั่วไปมาเข้าใจเนื้อหาพวกนี้ มันก็เป็นแค่เรื่องเพ้อฝันชัดๆ!
นอกจากนี้ ดูเหมือนผู้ร่างกฎหมายจะกังวลว่าร่างกฎหมายนี้จะถูกขัดขวางโดยพวกขุนนาง จึงจงใจสอดแทรกรายการภาษีบางอย่างที่เอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นขุนนาง และส่งผลเสียต่อประชาชนทั่วไปเข้าไปด้วย
เพียงแต่พวกเขาคาดไม่ถึงเลยว่า ไอ้ภาษีเล็กๆ น้อยๆ ที่แทบจะไม่มีผลกระทบอะไรนี่แหละ กลับกลายมาเป็นจุดอ่อนให้พวกขุนนางหยิบยกขึ้นมาใช้โจมตีร่างกฎหมายภาษีฉบับนี้ ประชาชนทั่วไปไม่เข้าใจรายละเอียดของข้อกฎหมายเลยแม้แต่น้อย พอได้ยินสื่อและกระแสสังคมปลุกปั่นว่ากฎหมายนี้จะทำลายผลประโยชน์ของตน ก็เลยพากันแห่เข้าร่วมต่อต้านไปด้วย
ในความเป็นจริงแล้ว แก่นแท้ที่สำคัญที่สุดของร่างกฎหมายนี้ก็คือ ‘การยกเลิกอภิสิทธิ์การงดเว้นภาษีที่ดินของชนชั้นขุนนาง’ เพื่อให้พวกขุนนางต้องมาช่วยแบกรับภาระทางการคลังของประเทศบ้าง
นอกจากนี้ ก็ยังมีข้อกำหนดที่อนุญาตให้สามารถขนส่งและซื้อขายธัญพืชได้อย่างเสรี รวมถึงการยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรระหว่างภูมิภาคต่างๆ ภายในประเทศ เพื่อมุ่งหวังที่จะกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอและนิสัยชอบประนีประนอมของรัฐบาลพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้อย่างชัดเจน…
เหมือนเอาขี้ไปผสมในน้ำตาล อยากจะเอาใจทั้งพวกขุนนางและพวกชาวบ้าน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครชอบเขาสักคน
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ โจเซฟก็หยิบปากกาขึ้นมา แล้วขีดฆ่ารายการภาษีที่ส่งผลเสียต่อประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการค้ารายย่อยทิ้งไปทีละข้อๆ อย่างเด็ดขาด
การดึงดูดฝ่ายหนึ่งมาเป็นพวก เพื่อเอาไปใช้โจมตีอีกฝ่ายหนึ่งต่างหาก ถึงจะเป็นวิถีแห่งการเมืองที่แท้จริง
หลังจากผ่านการตัดทอนแก้ไขแล้ว ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็จะไม่ใช่ข้ออ้างที่พวกชนชั้นขุนนางจะนำมาใช้ข่มขู่รัฐบาลได้อีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็น ‘ดาบอันแหลมคม’ ที่เอาไว้ใช้ฟาดฟันพวกเขากลับต่างหาก!
โจเซฟทำการตรวจสอบรายละเอียดซ้ำอีกครั้งอย่างรอบคอบ ทว่ายามที่เขากำลังจะมอบหมายให้ผู้ช่วยนำไปคัดลอกและจัดระเบียบใหม่ เขาก็เพิ่งตระหนักได้ว่ายามนี้ท้องฟ้าข้างนอกเริ่มจะมืดค่ำเสียแล้ว
“ช่างเถอะ ไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” เขาบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสาย แล้วโยนเอกสารร่างกฎหมายเข้าไปในลิ้นชัก สิ่งใดที่ตนไม่ชอบ ก็จงอย่าทำสิ่งนั้นกับผู้อื่น ในเมื่อไม่มีเรื่องฉุกเฉินเร่งด่วนอะไร ฉันก็จะไม่ทำเรื่องไร้ศีลธรรมอย่างการบังคับให้ลูกน้องต้องมานั่งทำงานล่วงเวลาเด็ดขาด
ทันทีที่เขาก้าวเท้าออกจากห้องทำงาน เขาก็เห็นเอมงเดินนำหน้านางกำนัลคนหนึ่งเข้ามาหา: “ฝ่าบาท พระราชินีทรงจัดวงไพ่ขึ้นที่ห้องมาร์ส และทรงมีรับสั่งเชิญให้พระองค์ไปร่วมวงด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟรู้สึกลอบขำอยู่ในใจ คนเป็นแม่ลากลูกชายตัวเองไปเล่นพนันนี่มันดูแปลกพิลึกยังไงก็ไม่รู้
อย่างไรก็ตาม เขาก็ทราบดีว่านี่คือกิจกรรมเพื่อความบันเทิงที่ปกติธรรมดามากๆ ในพระราชวังแวร์ซายส์ แม้แต่สุริยกษัตริย์ หลุยส์ที่ 14 ก็ยังเคยระบุไว้ในหนังสือ ‘คำสอนแด่มกุฎราชกุมาร’ ว่า ควรจะให้ราชสำนักจัดกิจกรรมเหล่านี้ให้บ่อยขึ้น เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์และขุนนางให้แน่นแฟ้น
โจเซฟพยักหน้ารับ: “ตกลง ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
เขากลับไปที่พระตำหนักเพื่อเปลี่ยนเป็นชุดลำลองสำหรับงานบันเทิงที่ดูหรูหราแต่สวมใส่สบาย จากนั้นจึงเดินตามนางกำนัลของพระราชินีไปยังห้องมาร์ส
ในขณะที่ยังอยู่ห่างออกไป เขาก็ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมที่ดังคลอไปกับเสียงบรรเลงเปียโนอันแสนร่าเริงดังแว่วมาจากภายในโถงใหญ่ ทหารองครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูโค้งตัวคำนับโจเซฟ ก่อนจะช่วยกันผลักบานประตูสูงตระหง่านทั้งสองข้างให้เปิดออก
พระนางมารี อ็องตัวเน็ตที่กำลังเพลิดเพลินอยู่กับการเล่นไพ่บาคาร่า ภายใต้ภาพวาดสีน้ำมันขนาดยักษ์ของหลุยส์ที่ 14 มองเห็นลูกชายของตนตั้งแต่แวบแรก พระนางรีบโบกมือเรียกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มทันที:
“ลูกรัก ในที่สุดลูกก็มาสักที!”
โจเซฟรีบก้าวเข้าไปทำความเคารพ เห็นได้ชัดว่าพระราชินีกำลังอารมณ์ดีเป็นพิเศษ: “แม่ได้ยินมาว่าลูกไปวุ่นอยู่กับบรีแอนน์มาทั้งวันเลย รีบมาเล่นเกมผ่อนคลายสักหน่อยสิ อ้อ ลูกรู้ไหม? เมื่อกี้แม่เพิ่งจะชนะรวดมาสิบเอ็ดตาทีเดียวนะ! หวังว่าลูกจะพกโชคดีมาเหมือนกับแม่นะ!”
เหล่าขุนนางที่อยู่รอบๆ เมื่อได้ยินว่ามกุฎราชกุมารเสด็จมา ต่างก็หยุดกิจกรรมในมือและหันมาทำความเคารพ โดยเฉพาะบรรดาเด็กสาววัยรุ่นในชุดเดรสผ้าไหมสุดหรูหรา แต่ละคนต่างก็มองมาด้วยสายตาหวานหยาดเยิ้ม พร้อมกับส่งเสียงหัวเราะคิกคักกันอย่างไม่ขาดสาย
โจเซฟมองดูเหล่าขุนนางที่เอาแต่ล้อมหน้าล้อมหลังคอยพะเน้าพะนอพระราชินีมารี อ็องตัวเน็ต และมองดูพระมารดาที่มีใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความดีใจจากการชนะพนันพลางหัวเราะร่าจนตัวงอ ทันใดนั้นเขาก็พลันนึกถึงคำรำพึงของนักเขียนในยุคหลังอย่าง ‘สเตฟาน ซไวค์’ ขึ้นมา “ในยามนั้น เธอยังเยาว์วัยเกินกว่าจะตระหนักได้ว่า ของขวัญทุกชิ้นที่โชคชะตาประทานให้นั้น ล้วนถูกกำหนดราคาไว้ในเงามืดอย่างเงียบเชียบแล้ว” [หมายเหตุ 1]
ในขณะที่โจเซฟกำลังลอบทอดถอนใจอยู่นั้น โมโนที่แต่งหน้าทาแป้งจนขาววอกก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาด้วยใบหน้ายิ้มกริบ เขาใช้มือดึงแขนโจเซฟอย่างกระตือรือร้นพลางบุ้ยใบ้ไปทางด้านหลังของตน:
“ฝ่าบาท พระองค์เสด็จมาได้จังหวะพอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ! พวกเรากำลังกลุ้มใจอยู่เชียวว่าขาไพ่ขาดไปหนึ่งคน มาร่วมเล่นไพ่กับพวกเราเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่ที่โต๊ะไพ่นั้นพอได้ยินก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบลุกพรวดหายตัวไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เพื่อสร้างสถานการณ์ “ขาดคน” ให้เป็นจริงขึ้นมาทันที
โจเซฟไม่อาจปฏิเสธความมีน้ำใจได้ จึงเดินตามเสนาบดีมหาดไทยไปนั่งลงที่โต๊ะไพ่ใต้ภาพวาดสีน้ำมันเทพเจ้ามาร์ส และทันใดนั้นก็มีคนรับใช้นำไวน์และเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้ถึงที่
“สิบสองใบ” เคานต์ปาปุสที่นั่งเป็นเจ้ามืออยู่ตำแหน่งแรกสุดวางไพ่ลง
วิธีการเล่นนั้นคล้ายกับเกม “ไพ่สลาฟ” เพียงแต่ไพ่ที่เล็กที่สุดคือ A และ K ซึ่งเป็นตัวแทนของกษัตริย์ (King) จะเป็นไพ่ที่ใหญ่ที่สุด
โจเซฟหยิบน้ำผลไม้ขึ้นมาจิบ มองดูไพ่ในมือตัวเองแล้วส่ายหน้า: “ข้าผ่าน”
เขามองเห็นกองเหรียญทองเอคูและเหรียญเงินลีฟร์ที่กองสุมกันอยู่บนโต๊ะ ก็อดไม่ได้ที่จะนึกไปถึงหนี้สิน 2 พันล้านลีฟร์ของประเทศฝรั่งเศส พอหันไปมองดูบรรดาเสนาบดีระดับสูงที่กำลังโยนเหรียญทองเล่นกันอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว เขาก็ได้แต่ส่ายหัวยิ้มขื่นในใจ ฉันอดคิดไม่ได้ว่า บางทีการเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ก็อาจจะจำเป็นเหมือนกัน…
เพราะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องพันธบัตรรัฐบาลในใจ บวกกับฝีมือการเล่นไพ่ที่ไม่ได้เรื่องนัก เขาจึงพ่ายแพ้ติดต่อกันถึงสามตารวด สูญเสียเงินไปถึง 12 เหรียญทองเอคู
ไม่ไกลออกไปนัก มีกลุ่มขุนนางสาวๆ นับสิบคนกำลังจ้องมองมาที่โต๊ะของเขาอย่างตาไม่กะพริบ เมื่อเห็นมกุฎราชกุมารมีท่าทีเหม่อลอย พวกนางก็ทึกทักเอาเองว่าพระองค์ทรงอารมณ์ไม่ดีเพราะเล่นไพ่เสีย ทันใดนั้นแต่ละคนก็พากันกำหมัดแน่น กัดฟันกรอดๆ ด้วยความขัดใจ
เด็กสาวหลายคนเริ่มลงมือทันที
บางคนเดินอ้อมไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพ่อหรือลุงของตน แล้วส่งสายตาที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตและความอาฆาตแค้นไปแผ่ซ่านปกคลุมพวกเขา
บางคนก็เดินไปยืนข้างๆ พี่ชาย ทำทีเป็นถามว่าไพ่ในมือเป็นอย่างไรบ้าง แต่แอบหยิกเนื้อที่แขนของพี่ชายแล้วบิดหมุนไป 180 องศาอย่างแรง
ความจริงแล้ว ตามธรรมเนียมของราชสำนักฝรั่งเศส การตั้งใจยอมแพ้หรืออ่อนข้อให้ในวงพนันถือเป็นเรื่องต้องห้าม ทว่าชายทั้งสามคนที่นั่งร่วมโต๊ะกับโจเซฟในเวลานี้ ต่างก็พร้อมใจกันโยนธรรมเนียมที่ว่านั้นทิ้งไปอย่างไม่ลังเล
โมโนถึงกับยอมแยกไพ่เรียง 6 ถึง 10 ออกจากกัน แล้วทิ้งไพ่ 8 เดี่ยวๆ ออกมาใบเดียว ทางด้านเคานต์ปาปุสมองดูไพ่ 7 ที่มกุฎราชกุมารทิ้งลงมา เขาก็กำไพ่ 10 และ Q เดี่ยวในมือไว้แน่น ก่อนจะตะโกนอย่างหนักแน่นว่า “ข้าผ่าน”…
หลังจากนั้น “ดวง” ของโจเซฟก็เริ่มพุ่งกระฉูด หยิบจับอะไรก็ชนะไปเสียหมด แม้แต่ในบางตาที่ไพ่ใบใหญ่ที่สุดในมือของเขาคือ J และแทบจะมีแต่ไพ่เดี่ยวล้วนๆ เขาก็ยังสามารถคว้าชัยชนะมาได้
การชนะติดต่อกันหลายตาทำให้เขารู้สึกสนุกสนานขึ้นมาจนลืมเวลาไปชั่วขณะ จนกระทั่งเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า เขาถึงได้เงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา และพบว่าตอนนี้เป็นเวลา 5 ทุ่มครึ่งแล้ว
เขารีบลุกขึ้นกล่าวลาเพื่อนร่วมวงไพ่ สั่งให้เอมงช่วยเก็บเงินที่ชนะมาได้ แล้วลากร่างที่เหนื่อยอ่อนมุ่งหน้ากลับไปยังห้องบรรทม
เมื่อเดินพ้นออกมาจากโถงใหญ่ เอมงก็รีบเดินตามมาติดๆ พร้อมกับกระซิบด้วยความตื่นเต้นว่า: “ฝ่าบาท พระองค์ทรงชนะเงินมาทั้งหมด 156 เอคูพ่ะย่ะค่ะ”
1 เอคู มีค่าเท่ากับ 6 ลีฟร์ นั่นก็หมายความว่า โจเซฟเล่นไพ่คืนเดียวสามารถกวาดเงินมาได้เกือบ 1,000 ลีฟร์เลยทีเดียว!
“ไม่เลวเลยนะ” โจเซฟรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองอยู่ไม่น้อย “ครึ่งค่อนคืนไม่ได้ลงแรงอะไรเลย แต่กลับหาเงินได้เยอะขนาดนี้!”
ทว่าวินาทีต่อมา เขาก็นึกไปถึงหนี้สินมหาศาล 2 พันล้านก้อนนั้นขึ้นมาได้ เขาจึงลองคำนวณดูในใจคร่าวๆ ว่า หากเขาใช้วิธีหาเงินแบบคืนนี้ เงิน 2 พันล้านคงจะต้องใช้เวลาประมาณ 550 ปีถึงจะจ่ายหมด
โจเซฟทอดถอนใจ การจะชดใช้หนี้สินก้อนมหึมาขนาดนี้ หากมัวแต่พึ่งพาโปรเจกต์หาเงินเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเองคงไม่เพียงพออย่างแน่นอน เขาจำเป็นต้องใช้ตัวเองเป็นจุดคานงัด เพื่องัดเอาการปฏิวัติอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นทั่วทั้งฝรั่งเศสให้ได้ นั่นถึงจะเป็นหนทางแก้ปัญหาการคลังอย่างแท้จริง
ดังนั้น เครื่องจักรไอน้ำและเทคโนโลยีสิ่งทอจำเป็นต้องถูกสร้างขึ้นมาให้เร็วที่สุด รวมถึงนโยบายส่งเสริมด้านการเงิน สิทธิบัตร และอื่นๆ ที่ต้องออกมารองรับด้วย
ในขณะที่โจเซฟกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรม สองเท้าของเขาก็ก้าวเดินไปเรื่อยเปื่อยจนไม่รู้ว่ามาถึงที่ไหนแล้ว ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงท้องตัวเองร้อง “โครกคราก” ออกมา เขาอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวยิ้มขำให้กับตัวเอง มัวแต่เล่นไพ่ได้เงินมาทั้งคืน จนลืมกินมื้อดึกไปซะสนิท
เมื่อเงยหน้าขึ้น เขาก็พบว่าทางเดินด้านข้างข้างหน้านั้นคือห้องครัวพอดี ไฟข้างในยังคงสว่างไสวอยู่ เห็นได้ชัดว่ามีพ่อครัวหลวงเข้าเวรดึกอยู่
จากตรงนี้อยู่ห่างจากห้องบรรทมของมกุฎราชกุมารค่อนข้างไกล หากจะรอให้กลับไปถึงห้องแล้วค่อยสั่งให้คนเอาอาหารไปส่ง ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอนานแค่ไหน
ให้พ่อครัวทำอะไรให้กินรองท้องแถวนี้เลยก็แล้วกัน เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ก้าวเท้าเดินตรงไปยังห้องครัวทันที
【หมายเหตุ 1: มาจากนิยายชีวประวัติเรื่อง “มารี อ็องตัวเน็ต พระราชินีผู้ถูกบั่นพระเศียร” (Marie Antoinette: The Portrait of an Average Woman) โดย สเตฟาน ซไวค์ นักเขียนชาวออสเตรีย】
(จบตอนที่ 27)

0 Comments