You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

วันรุ่งขึ้น

ในฐานะวันแรกของการดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเสนาบดีคลัง โจเซฟเดินทางไปที่ตำหนักทิศใต้ของพระราชวังแวร์ซายส์ตั้งแต่เช้าตรู่ ห้องทำงานของเสนาบดีคลังตั้งอยู่ที่ชั้นหนึ่งของตำหนักแห่งนั้น

ในระหว่างที่เขากำลังก้าวเดินอย่างเร่งรีบ เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพในอดีตชาติ ตอนที่ฉันทำโปรเจกต์ ก็ต้องรีบตื่นเช้ามาวิ่งหน้าตั้งตอกบัตรเข้างานแบบนี้แหละ

ทว่าเขาก็ใช้เรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงพิธีการเสวยอาหารเช้าอันแสนจะยุ่งยากและน่าเบื่อหน่าย เขาเพียงแค่รับประทานขนมปัง ปลาอย่าง และซุปผักง่ายๆ รองท้อง ซึ่งช่วยประหยัดเวลาไปได้มากทีเดียว

เมื่อเอมงช่วยเขาผลักประตูห้องทำงานของเสนาบดีคลังให้เปิดออก เขาก็เห็นบรีแอนน์กำลังตบโต๊ะด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว ก่อนจะเอ่ยด่าทอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ:

“ไอ้พวกน่าสมเพชที่เห็นแก่ตัวเอ๊ย! ปากก็พร่ำบอกถึงความเสมอภาคและความยุติธรรม แต่ในสายตากลับมีแค่เหรียญทอง! พวกเขาไม่รู้หรือไงว่านี่จะบีบคอการคลังของทั้งประเทศจนตาย?”

โจเซฟก้าวเข้าไปช่วยประคองแท่นวางพากกาทองเหลืองบนโต๊ะที่ล้มลงเพราะแรงสั่นสะเทือน ก่อนจะเอ่ยถามว่า: “บิชอปบรีแอนน์ ท่านกำลังโกรธใครอยู่หรือ?”

เลขานุการที่อยู่ข้างๆ รีบกระซิบตอบเสียงเบา: “ฝ่าบาท เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ ศาลสูงสุดได้ปฏิเสธการจดทะเบียนร่างกฎหมายภาษีอย่างเป็นทางการแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

บรีแอนน์ถอนหายใจออกมา ก่อนจะเอ่ยอย่างเคียดแค้น: “พวกขุนนางหน้าเลือดพวกนั้น เพียงเพื่อภาษีที่ดินแค่นิดหน่อย กลับยอมทำลายฝรั่งเศสได้ลงคอ พวกเขาไม่รู้หรือไงว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ พวกเขาก็จะต้องตกนรกไปด้วยเหมือนกัน!”

ในฐานะนักบวชที่ค่อนข้างซื่อตรง นี่ถือเป็นคำสาปแช่งที่หยาบคายที่สุดเท่าที่เขาจะสามารถพูดออกมาได้แล้ว

เขาหันกลับมาหาโจเซฟพลางเอ่ยขออภัย: “ฝ่าบาท ขอประทานอภัยที่ต้องให้พระองค์มาได้ยินถ้อยคำที่ไม่สุภาพเหล่านี้พ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟโบกมือเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร: “ไม่เป็นไรหรอกบิชอป ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่าน”

จากนั้น เขาก็หยิบปึกเอกสารร่างกฎหมายหนาเตอะที่ถูกศาลสูงสุดตีกลับมาบนโต๊ะขึ้นมาดู และเห็นตราประทับคำว่า “ไม่อนุมัติการจดทะเบียน” ประทับอยู่บนนั้น: “บิชอปบรีแอนน์ ไม่ทราบว่าท่านวางแผนจะทำอย่างไรต่อไปหรือ?”

บรีแอนน์หลับตาลง บีบคลึงระหว่างคิ้วเบาๆ แล้วเอ่ยอย่างหมดอาลัยตายอยาก: “คงทำได้เพียงยอมถอยให้อีกสักหน่อย จากนั้นก็แสวงหาการสนับสนุนจากคริสตจักร และพยายามโน้มน้าวพวกคนเห็นแก่ตัวและหน้าเลือดพวกนั้นให้ได้มากที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟลอบส่ายหัวเงียบๆ อีกหนึ่งสถานะของพวกอาร์ชบิชอปเหล่านั้นก็คือขุนนาง การจะหวังให้พวกเขายึดมั่นในหลักคำสอนเพื่อมาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ตาดำๆ มันก็เป็นแค่เรื่องเพ้อฝันชัดๆ

เมื่อเห็นเขาเงียบไป บรีแอนน์ก็ถอนหายใจยาวอีกครั้ง: “ความจริงแล้วหม่อมฉันก็รู้ดี ว่าวิธีนี้อาจจะไม่ได้ผลอะไร ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงคุ้มครองฝรั่งเศสด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาจำเป็นต้องสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องร่างกฎหมายภาษีเสียแล้ว

เหตุการณ์ในครั้งนี้ ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นเพียงแค่การที่พวกขุนนางไม่อยากเสียภาษีเพิ่ม แต่แท้จริงแล้วมันคือการที่ชนชั้นขุนนางกำลังทดสอบอำนาจขององค์กษัตริย์ต่างหาก

ในประวัติศาสตร์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งเพื่อผลักดันร่างกฎหมายนี้ แต่กลับถูกพวกขุนนางที่อาศัยอำนาจศาลและการควบคุมกระแสสังคมตีโต้จนต้องล่าถอยกลับมาอย่างไม่เป็นขบวน นับตั้งแต่นั้นมา พวกขุนนางก็มั่นใจแล้วว่าหลุยส์ที่ 16 ทรงอ่อนแอและรังแกได้ง่าย จึงยิ่งกำเริบเสิบสานแย่งชิงอำนาจจากราชวงศ์อย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด ทำให้ประเทศชาติยิ่งตกอยู่ในความวุ่นวาย

ดังนั้น ฉันจะต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

ต้องใช้เวลาให้สั้นที่สุดในการทำให้ร่างกฎหมายนี้ถูกบังคับใช้ กดหัวพวกชนชั้นขุนนางที่กำลังโอหังให้จมมิด และทำให้พวกเขารู้ว่า อำนาจกษัตริย์คือพ่อของพวกขุนนางเสมอ!

เรื่องนี้ดูเหมือนจะรับมือยาก แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย

สิ่งที่พวกขุนนางพึ่งพาก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าอำนาจการจดทะเบียนของศาลสูงสุด และการชักนำกระแสสังคมเพื่อปลุกระดมให้ประชาชนลุกฮือขึ้นต่อต้านราชวงศ์เพียงสองข้อนี้เท่านั้น

สำหรับข้อแรก เรื่องความทุจริตคอร์รัปชันของศาลฝรั่งเศสนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ในระบบศาลไม่มีใครเลยสักคนที่มือสะอาด ขอเพียงแค่จับจุดด่างพร้อยของพวกเขาได้ มันก็มีช่องทางให้เล่นงานได้ตั้งมากมาย

ส่วนข้อหลัง การจะใช้การกระหน่ำโจมตีด้วยสื่อสังคมออนไลน์และลูกเล่นสารพัดจากโซเชียลมีเดียในยุคศตวรรษที่ 21 มาจัดการกับสิ่งที่พวกขุนนางเรียกว่า “การควบคุมกระแสสังคม” นั้น โดยพื้นฐานแล้วมันก็เหมือนกับผู้ใหญ่รังแกเด็กประถมนั่นแหละ

โจเซฟคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปที่บรีแอนน์ราวกับกำลังปลอบโยนชายชราผู้ไร้ที่พึ่ง: “บิชอป ความจริงแล้วสถานการณ์อาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ท่านคิดหรอกนะ บางทีอีกสักสองสามเดือน ร่างกฎหมายนี้อาจจะผ่านมติก็ได้”

“ขอให้เป็นไปตามที่พระองค์ตรัสเถิดพ่ะย่ะค่ะ” บรีแอนน์พยักหน้า ลากฝีเท้าอันหนักอึ้งเดินไปยังห้องทำงานส่วนตัวทางฝั่งตะวันตก “หม่อมฉันจะลองไปดูเงื่อนไขเรื่องภาษีอีกครั้ง ว่ายังมีจุดไหนที่พอจะยอมถอยให้ได้อีกบ้าง…”

โจเซฟเองก็กลับเข้าไปในห้องทำงานทางฝั่งตะวันออก สั่งให้ผู้ช่วยไปนำข้อมูลภายในเกี่ยวกับการคลังมาให้ และเริ่มเปิดอ่านอย่างละเอียด

ยิ่งเขาทำความเข้าใจกับสถานะทางการเงินของฝรั่งเศสมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกหวาดหวั่นมากขึ้นเท่านั้น และรู้สึกเห็นใจบรรดาเสนาบดีคลังคนก่อนๆ ขึ้นมาจับใจ ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าพวกเขาสามารถประคองการคลังของประเทศไม่ให้ล่มสลายลงมาได้อย่างไร

ฝรั่งเศสมีหนี้สินรวมทั้งหมด 2 พันล้านลีฟร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรรัฐบาล โดยร้อยละหกสิบถือครองโดยชาวฝรั่งเศส และอีกร้อยละสี่สิบถือครองโดยชาวต่างชาติ

อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรเหล่านี้อยู่ระหว่าง 8% ถึง 12% ซึ่งหมายความว่า ในแต่ละปี แค่จ่ายดอกเบี้ยอย่างเดียวก็ปาเข้าไป 2 ร้อยล้านลีฟร์แล้ว!

รายได้จากการเก็บภาษีของทั้งประเทศในหนึ่งปีมีเพียง 5 ร้อยล้านลีฟร์ แต่ต้องเอาไปจ่ายดอกเบี้ยถึง 40% ส่วนเรื่องการคืนเงินต้นนั้น… ลืมไปได้เลย

ในประวัติศาสตร์ กว่าจะอุดรอยรั่วอันมโหฬารนี้ได้ ก็ต้องรอจนถึงช่วงหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่สภาแห่งชาติ ทำการยึดทรัพย์สินทั้งหมดของคริสตจักร บวกกับเงินปันผลจากสงครามที่ “จักรพรรดินโปเลียน” ตระเวนออกรบไปทั่วสารทิศ ถึงจะสามารถกอบกู้สถานการณ์ไว้ได้อย่างฉิวเฉียด

และนอกจากพันธบัตรรัฐบาลแล้ว ยังมีหนี้สินอีกส่วนหนึ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า นั่นก็คือหนี้ระยะสั้นจากธนาคาร

นี่คือเงินกู้ระยะสั้นที่กู้ยืมมาจากธนาคารในนามของรัฐบาลในยามที่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน โดยปกติแล้วจะนำเงินจากการขายพันธบัตรมาจ่ายคืน ทว่าอัตราดอกเบี้ยของมันกลับสูงลิ่วถึง 15% – 25%!

หนี้ระยะสั้นประเภทนี้แม้จะมีมูลค่าไม่ถึง 120 ล้านลีฟร์ แต่ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้ธนาคารในแต่ละเดือนกลับสูงกว่า 1.8 ล้านลีฟร์

แถมที่บอกว่าเป็นหนี้ระยะสั้น แต่ด้วยสถานะทางการเงินของฝรั่งเศสในปัจจุบัน โดยพื้นฐานแล้วก็คือพอจ่ายหนี้เก่าหมดก็ต้องรีบไปกู้หนี้ใหม่มาหมุนต่อแทบจะทันที ซึ่งมันก็ไม่ต่างอะไรกับหนี้ระยะยาวเลยสักนิด

ในขณะที่โจเซฟกำลังปวดขมับกับปัญหาหนี้สินอยู่นั้น ผู้ช่วยของเขาก็เคาะประตูเดินเข้ามา แล้วโค้งคำนับทูลว่า: “ฝ่าบาท คนจากธนาคารลาบอร์ด แจ้งมาว่า เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจกะทันหัน การเจรจาเรื่องเงินกู้จึงจำเป็นต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน ส่วนวันเวลาที่แน่ชัดยังไม่ได้ข้อสรุปพ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟพยักหน้ารับโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก: “ขอบใจ ข้ารู้แล้ว”

เขาเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่า หนึ่งในหน้าที่หลักของเขาในฐานะผู้ช่วยเสนาบดีคลัง ก็คือการเจรจาหารือเรื่องการกู้เงินระยะสั้นกับบรรดาธนาคารต่างๆ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการบริหารจัดการ ‘กู้หนี้ใหม่ไปโปะหนี้เก่า’ นั่นเอง

เขาหยิบรายการงานสำคัญที่ผู้ช่วยเตรียมไว้ให้ล่วงหน้าขึ้นมาดู และก็พบว่าในตารางงานตอนบ่ายสองโมงมีการเจรจาเงินกู้กับธนาคารลาบอร์ดอยู่จริงๆ

และเงินก้อนนี้ก็เตรียมไว้เพื่อนำไปชำระคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะเวลา 1 ปี มูลค่า 6 ล้านลีฟร์ ที่จะครบกำหนดชำระในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าเป็นหลัก

ตามแผนการเดิม เงินจำนวนนี้จะถูกแบ่งกู้จากธนาคารสองแห่ง และอีกสองเดือนให้หลังจะนำรายได้จากการขายพันธบัตรรัฐบาลมาจ่ายคืน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่เคยตกลงกันไว้ในอดีตคือ 18% และ 19%

“ในยุคสมัยนี้การเปิดธนาคารช่างทำเงินได้ดีเสียจริง” เขาอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมา หากเอาอัตราดอกเบี้ยระดับนี้ไปอยู่ในศตวรรษที่ 21 ล่ะก็ มันคือการปล่อยเงินกู้นอกระบบชัดๆ

(จบตอนที่ 26)

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note