ตอนที่ 258 ผู้ไม่ยอมรับสินบน
แปลโดย เนสยังชั้นสองของพระราชวังแวร์ซายส์
เสียงตะโกนดังกระหึ่มจากจัตุรัสเบื้องล่าง ลอยเข้ามาถึงห้องทำงานของเสนาบดีอุตสาหกรรม: “ก็พวกไพร่ชั้นต่ำพวกนี้แหละที่ฆ่าเคานต์ดิมองโซ รีบพิจารณาคดีพวกมันเดี๋ยวนี้เลย!”
“ไม่ต้องพิจารณาคดีแล้ว จับพวกมันแขวนคอให้หมดเลย!”
“ใช่! แขวนคอพวกมัน!”
“ต้องขอบคุณมกุฎราชกุมาร เป็นตำรวจของพระองค์ที่จับกุมฆาตกรพวกนี้มาได้…”
“ขอบพระทัยที่ฝ่าบาททรงนำความสงบและระเบียบกลับคืนสู่ฝรั่งเศส”
“องค์มกุฎราชกุมารจงเจริญ!”
นี่คือเสียงของบรรดาขุนนางที่มายืนมุงดูขบวนของกองพลทหารองครักษ์ที่กำลังคุมตัวพวกผู้ก่อจลาจลอยู่ที่จัตุรัส ในเวลานี้ พวกเขาลืมเลือนความมีมารยาทและฐานะอันสูงส่งไปจนหมดสิ้น ต่างตะโกนอย่างบ้าคลั่งราวกับพวกซ็อง-กูว์ลอตตามท้องถนน เพื่อระบายความหวาดกลัวและความโกรธแค้นในใจ
โจเซฟมองไปที่หน้าต่าง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขำนิดๆ ตนเองที่อุตส่าห์วางแผนปราบปรามพวกขุนนางเก่าอย่างแยบยล ตอนนี้กลับได้รับการยกย่องจากพวกเขาให้เป็นฮีโร่ผู้ยุติการจลาจลไปเสียแล้ว
แต่แบบนี้ก็ดี อย่างน้อยก็คงจะไม่มีใครมาจู้จี้จุกจิกเรื่องการปฏิรูปตำรวจอีกแล้ว
เขาส่งสัญญาณให้เอมงปิดหน้าต่างลง จากนั้นก็หันไปพูดกับมิราโบ: “ถ้าเช่นนั้น ก็รบกวนท่านรีบนำร่างมติฉบับนี้ไปถวายพระราชินี เพื่อที่จะได้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในมะรืนนี้
“ตอนนี้ความสนใจของพวกขุนนางพุ่งเป้าไปที่การพิจารณาคดีผู้ก่อจลาจลกันหมด ร่างมตินี้น่าจะไม่พบกับแรงต่อต้านมากนัก”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” มิราโบตอบรับ นำร่างมติ “พระราชบัญญัติผลผลิตธัญพืช” ที่เพิ่งจัดระเบียบเสร็จบนโต๊ะ เก็บใส่กระเป๋าอย่างระมัดระวัง
โจเซฟกล่าวต่อ: “ตอนนี้ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยว่างลงแล้ว เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่รับผิดชอบที่หนักหนาเกินไป ข้าจึงตั้งใจจะแยกออกเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร กระทรวงตำรวจ และกระทรวงพาณิชย์”
เขาหันไปมองแวร์นโยที่อยู่ข้างๆ: “ข้าจะเสนอชื่อให้ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แต่เนื่องจากท่านยังมีประสบการณ์ทางการเมืองน้อย พระราชินีอาจจะทรงแต่งตั้งท่านเป็นเพียงผู้รักษาการแทนเท่านั้น”
“หา? กระหม่อมหรือ?!” แวร์นโยตกใจมาก รีบลุกขึ้นยืนเอามือทาบอกด้วยความตื่นเต้น “ขอบพระทัย! ขอบพระทัยที่ฝ่าบาททรงไว้วางใจพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมขอสาบาน ว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมด เพื่อให้การเกษตรของประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองพ่ะย่ะค่ะ!”
ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นเจ้าของไร่มาก่อน ในบรรดาคนของโจเซฟ ถือว่าเขามีความคุ้นเคยกับการเกษตรมากที่สุดแล้ว
และตัวเขาเองก็คงไม่เคยคิดฝัน ว่าการได้พบกับมกุฎราชกุมารโดยบังเอิญที่บอร์กโดซ์ จะทำให้เขาก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างก้าวกระโดด จนถึงขั้นจะได้เป็นถึงรัฐมนตรีแล้ว
โจเซฟกำชับอีกว่า: “เรื่องการเกษตร ท่านต้องร่วมมือกับทางคริสตจักรให้มากๆ นะ ในชนบทระดับรากหญ้า มีเพียงคริสตจักรเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงชาวนาได้อย่างแท้จริง”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท กระหม่อมจะจำพระประสงค์ของพระองค์ไว้ให้ขึ้นใจพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟพยักหน้าให้เขา ก่อนจะหันไปทางบายยี่: “และข้าก็หวังว่า ท่านจะรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หวังว่าท่านจะไม่ปฏิเสธนะ”
“แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” บายยี่ดูจะสุขุมกว่าแวร์นโยมาก เขาโค้งตัวทำความเคารพ “กระหม่อมจะปฏิบัติตามรับสั่งของพระองค์เสมอ และจะไม่ทำให้พระองค์ทรงผิดหวังอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
เหตุผลที่โจเซฟ “หั่น” กระทรวงมหาดไทยออกเป็นส่วนๆ ก็เป็นเพราะมันรับผิดชอบเรื่องต่างๆ มากเกินไปจนยากที่จะดูแลได้ทั่วถึงจริงๆ แต่นอกจากนั้น ก็เพื่อที่จะแทรกซึมพวกขุนนางหน้าใหม่เข้าไปในคณะรัฐมนตรีให้มากขึ้นด้วย
ปัจจุบัน ในคณะรัฐมนตรี ยกเว้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทะเบียนราษฎร์ และเสนาบดียุติธรรมแล้ว ตำแหน่งอื่นๆ ก็แทบจะตกเป็นของขุนนางหน้าใหม่ทั้งหมด รวมถึงตาแลร็องที่เป็นถึงอาร์ชบิชอป ความจริงแล้วก็เป็นพวกที่มีแนวคิดเปิดกว้างเช่นกัน
ด้วยวิธีนี้ ในระหว่างที่เขาผลักดันการปฏิวัติอุตสาหกรรมในฝรั่งเศส นโยบายต่างๆ ที่จำเป็น ก็จะสามารถผ่านความเห็นชอบได้อย่างราบรื่น
ในทวีปยุโรปในอนาคต สิ่งที่จะต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือด ก็คือศักยภาพทางอุตสาหกรรมนี่แหละ!
…
การพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยของพวกผู้ก่อจลาจลเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่า นี่ก็เป็นผลมาจากการที่โจเซฟสั่งให้สำนักข่าวกรองแนบผลการสืบสวน รวมถึงข้อมูลที่รวบรวมมาจากกรมตำรวจในท้องที่ มาพร้อมกับการคุมตัวพวกแก๊งอันธพาลเหล่านั้นด้วย
ถึงขั้นพาพยานมาที่ปารีสด้วยเลย
การพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยจัดขึ้นที่จัตุรัสหน้าศาลาว่าการ เนื่องจากผู้ต้องหามีจำนวนมาก ศาลยุติธรรมสูงสุดจึงแทบจะยกมากันทั้งศาล โดยเปิดศาลเฉพาะกิจขึ้นพิจารณาคดีพร้อมกันถึง 6 แห่ง
ครั้งนี้มีประชาชนชาวเมืองทั่วไปมามุงดูไม่มากนัก แต่บรรดาขุนนางแห่งพระราชวังแวร์ซายส์กลับมากันเป็นพันคน ดูเหมือนว่าพวกเขาต้องการจะมาดูให้แน่ใจด้วยตาตนเอง ว่าพวกกบฏที่นำความหวาดกลัวอันยิ่งใหญ่มาสู่พวกเขา จะถูกตัดสินประหารชีวิตจริงๆ
สิ่งที่ทำให้เหล่าขุนนางที่มามุงดูประหลาดใจก็คือ พวกกบฏเหล่านี้แทบจะให้การตรงกันหมด ว่ามีคนยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อจ้างให้พวกมันไปปลุกปั่นการจลาจล
ต่อมา สายลับของดยุกแห่งออร์เลอ็องที่ถูกส่งไปตามมณฑลต่างๆ ก็ถูกนำตัวขึ้นมา เพื่อให้พวกแก๊งอันธพาลชี้ตัว ในช่วงแรกของปฏิบัติการสำนักข่าวกรอง ก็จับกุมสายลับพวกนี้ได้ไม่น้อยเลย
ผลปรากฏว่าไม่มีพลาดแม้แต่คนเดียว พวกผู้ก่อจลาจลยืนยันว่าคนพวกนี้แหละที่เป็นคนบงการ หัวหน้าผู้พิพากษาจึงประกาศกลางศาลว่าจะแยกพิจารณาคดีผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังเหล่านี้ในอีกคดีหนึ่ง
ส่วนเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองที่เข้ามาควบคุมพวกแก๊งอันธพาลในภายหลัง ด้วยความเคยชินของความคิด พวกแก๊งจึงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นลูกน้องของ “เจ้านาย” คนเก่า
ดังนั้น ในระหว่างการพิจารณาคดี แม้จะมีผู้ก่อจลาจลบางคนอ้างว่า ผู้บงการมี “ตัวแทน” อยู่บ้าง แต่เนื่องจากไม่สามารถจับกุมคนเหล่านั้นได้ ผู้พิพากษาจึงไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก
การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างรวดเร็ว แทบจะไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็จะมีแก๊งอันธพาลคนหนึ่งถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ
ความผิดของพวกมันไม่ได้มีแค่ข้อหาก่อจลาจลเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีทั้งข้อหาฆาตกรรม ลักพาตัว ปล้นทรัพย์ และอื่นๆ อีกมากมาย แทบทุกคนล้วนมีคดีติดตัวเป็นหางว่าว
เดิมทีอาจจะมีประชาชนบางคนที่คิดว่าพวกมันต้องลุกขึ้นมาก่อจลาจลเพราะความอดอยาก และแอบสงสารพวกมันอยู่บ้าง แต่เมื่อได้รับรู้ถึงความจริง ทุกคนก็พากันร่วมวงด่าทอพวกมันด้วย
ดังนั้น ทุกครั้งที่ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาผู้ก่อจลาจลหนึ่งคน เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีก็จะดังขึ้นรอบๆ ในเรื่องการส่งคนเหล่านี้ขึ้นตะแลงแกง ขุนนางและประชาชนมีความคิดเห็นตรงกันอย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อโจเซฟเดินทางมาถึงจัตุรัสหน้าศาลาว่าการ การพิจารณาคดีผู้ก่อจลาจลก็ผ่านไปแล้วห้าสิบหกสิบคน
เขาแค่แวะผ่านมาทางนี้ระหว่างเดินทางไปที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจปารีส เพื่อดูปฏิกิริยาของพวกขุนนางเสียหน่อย
เมื่อเขาได้ยินเสียงตะโกนอย่าง “ศาลยุติธรรมจงเจริญ” และ “ตัดสินได้ดี พวกมันสมควรโดนแขวนคอ” ดังมาไม่ขาดสาย เขาก็พยักหน้าเงียบๆ แล้วเตรียมตัวจะจากไป
ขณะที่โจเซฟกำลังจะสั่งให้เอมงออกเดินทางไปยังโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากจุดที่อยู่ห่างออกไปเพียงสิบกว่าเมตร
เขาหันไปมอง ก็เห็นขุนนางแห่งพระราชวังแวร์ซายส์สองสามคน กำลังลากชายหนุ่มที่กำลังปราศรัยอยู่บนตอไม้ลงมา แล้วรุมประเคนหมัดใส่
ชายหนุ่มคนนั้นก็สู้ยิบตา ตัวคนเดียวรับมือกับคนถึงสี่คน แต่ก็ยังต่อสู้ได้สูสี
ไม่นาน ตำรวจที่อยู่บริเวณนั้นก็เป่านกหวีดและรีบวิ่งเข้าไปหาพวกเขา ใช้ไม้ค้ำเอวปราบจลาจลแยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน: “พวกท่านทำอะไรกัน!”
พวกขุนนางชี้หน้าชายหนุ่มอย่างโกรธเกรี้ยวพร้อมกับตะโกน: “ไอ้บ้านนอกคนนี้ ถึงกับบอกว่าไม่ควรประหารชีวิตพวกกบฏ!”
“ไอ้สารเลวนี่ มันต้องเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับพวกกบฏแน่ๆ!”
“รีบจับกุมมันเดี๋ยวนี้เลย!”
ตำรวจสั่งให้พวกเขาเงียบเสียงลง ก่อนจะหันไปถามชายหนุ่มว่า:
“เจ้าชื่ออะไร? มาจากไหน?”
ชายหนุ่มเช็ดเลือดที่มุมปาก แล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่ติดสำเนียงทางเหนือเล็กน้อยว่า: “ข้าชื่อรอแบ็สปีแยร์ มักซีมีเลียง ฟร็องซัว มารี อีซีดอร์ เดอ รอแบ็สปีแยร์ ข้าเป็นทนายความจากอารัส”
ยังไม่ทันที่ตำรวจจะได้พูดอะไร โจเซฟที่อยู่ไม่ไกลก็หยุดฝีเท้าลงทันที แล้วหันไปมองชายหนุ่มคนนั้น
รอแบ็สปีแยร์? ทนายความจากอารัส?
ไม่น่าเชื่อเลย ว่าวันนี้จะได้มาเจอกับ “ทรราช” “จอมสับเนื้อ” แห่งพรรคฌากอแบ็ง แถมพ่วงด้วยฉายา “ผู้ไม่ยอมรับสินบน” อย่างนายรอแบ็สปีแยร์ตัวน้อยที่นี่?

0 Comments