ตอนที่ 257 แพะรับบาป
แปลโดย เนสยังใช่แล้ว ชีวิตของชาวนาจะดีขึ้น
นี่แหละคือจุดประสงค์ของโจเซฟ
ไม่ว่าจะเป็นการจลาจลเล็กๆ หรือการปฏิวัติใหญ่ ล้วนมีสาเหตุมาจากความไม่พอใจในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสิ้น
เมื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น พวกเขาก็ไม่สนใจหรอกว่าใครจะเป็นกษัตริย์หรือสมัชชาแห่งชาติ มีแต่จะสนับสนุนด้วยซ้ำ ใครกล้ามาสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศ พวกเขานี่แหละที่จะเป็นคนแรกที่ไม่ยอม
และก็เป็นไปตามคาด หลังจากที่ชาวนาเหล่านั้นยืนยันกับบาทหลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่านี่คือพระราชกฤษฎีกาที่องค์กษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยจริงๆ พวกเขาก็เริ่มโห่ร้อง “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน เพื่อนำข่าวดีอันยิ่งใหญ่นี้ไปบอกกล่าวแก่ครอบครัว
และในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของเขตปกครอง ก็ได้เรียกชาวบ้านทุกคนมารวมตัวกันที่หน้าโบสถ์เล็กๆ เพื่อประกาศเรื่องการจัดงาน “ดาวเด่นแห่งฝรั่งเศส”
ทันใดนั้นก็มีคนลงชื่อสมัครเข้าร่วมเป็นสิบกว่าคนในทันที
สามวันต่อมา
ความวุ่นวายในมณฑลทางตอนใต้ก็ได้รับการควบคุมในเบื้องต้นแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีข่าวลงหนังสือพิมพ์ว่า มีสาวซักผ้าคนหนึ่งจากเขตมูแล็ง ชนะการประกวด “ดาวเด่นแห่งฝรั่งเศส” ได้รับเงินรางวัล 3,000 ลีฟร์ และยังได้รับการทาบทามจากดัชเชสเดอวิลลาร์ดให้เป็นนักดนตรีส่วนตัวของนาง ความสนใจของทุกคนก็พุ่งเป้าไปที่การแข่งขันนี้ทั้งหมด
อืม เพื่อดึงกระแสของ ‘ดาวเด่นแห่งฝรั่งเศส’ ให้พุ่งสูงขึ้น มูแล็งจึงได้จัดการแข่งขันรอบคัดเลือกก่อนใคร และใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก็แข่งเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว ดัชเชสเดอวิลลาร์ดก็ตอบรับคำขอร้องของมกุฎราชกุมาร โดยออกหน้ามาช่วยสนับสนุนด้วย
ชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งฝรั่งเศสเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังฝึกเต้นหรือฝึกลองเสียงอยู่ริมถนน ไม่มีใครไม่อยากเป็นผู้โชคดีเหมือนสาวซักผ้าคนนั้น
หลังจากนั้น การแข่งขันรอบคัดเลือกในพื้นที่ต่างๆ ก็เริ่มขึ้นตามลำดับ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนงานที่ต้องทำงาน การประกวดในแต่ละวันจะดำเนินไปจนถึงเวลา 3 ทุ่ม เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าร่วมการแข่งขันหลังเลิกงานได้
ศาลาว่าการหรือจัตุรัสของแต่ละเมืองต่างก็สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ เพียงแค่การจัดการประกวดนี้ เมืองหนึ่งก็ต้องใช้เงินเกือบหมื่นลีฟร์ เงินรางวัลสำหรับผู้ชนะก็เป็นอีกรายจ่ายหนึ่งเช่นกัน
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนคุ้มค่า
ต่อให้ประชาชนจะไม่ได้ลงสมัครเอง พวกเขาก็จะคอยติดตามผลการแข่งขันของญาติมิตร ทุกๆ วันผู้คนจะมารวมตัวกันที่หน้าศาลาว่าการเพื่อชมการร้องรำทำเพลง โห่ร้องยินดีให้กับผู้ชนะ หรือรับฟังเรื่องราวสุดซึ้งของผู้เข้าแข่งขัน จนกระทั่งฟ้ามืด ถึงจะกลับบ้านไปด้วยความเสียดาย
การจลาจล ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องในอดีตอันไกลโพ้นไปเสียแล้ว
เมื่อเงินสนับสนุนการปฏิรูปตำรวจมาถึง เงินก้อนนี้ในช่วงแรกอาศัยการกู้ยืมจากธนาคาร ซึ่งด้วยประสิทธิภาพของธนาคารในเวลานี้ ถือว่ารวดเร็วมากแล้ว เหล่าตำรวจใหม่ก็ได้รับเงินเดือนเดือนแรก และเห็นได้ชัดว่าพวกเขามีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น
เหตุการณ์จลาจลเมื่อสิบกว่าวันก่อนก็เริ่มถูกนำมาสืบสวนใหม่ ไม่ใช่การมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่ไป “ประท้วง” ที่บ้านขุนนางใหญ่ แต่พุ่งเป้าไปที่พวกที่ฉวยโอกาสสร้างความวุ่นวาย ขโมยและปล้นชิงชาวบ้านธรรมดา
…
พระราชวังแวร์ซายส์
ณ ระเบียงทางเดินของตำหนักทิศใต้ ขุนนางเจ็ดแปดคนที่มีสีหน้าวิตกกังวลกำลังกระซิบกระซาบกัน:
“…จากนั้น ท่านดยุกก็ถูกพวกคนชั้นต่ำนั่นฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม ได้ยินมาว่า มีคนพบศพของเขาในบ่อโคลนนอกคฤหาสน์…”
อีกหลายคนต่างส่ายหน้าด้วยความสลดใจ: “ได้ยินมาว่า พวกมันปล้นแม้กระทั่งเสื้อผ้าของเขา ไม่เหลือแม้แต่ศักดิ์ศรีครั้งสุดท้ายให้เขาเลย!”
“ไอ้พวกหน้าไม่อาย ไอ้พวกต้องคำสาป!”
“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า นี่ฝรั่งเศสกำลังจะตกอยู่ในความวุ่นวายแล้วหรือ?”
“ช่วงนี้ข้าสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายทุกวันเลย ในฝัน ข้าเห็นพวกกบฏจับข้าไปมัดย่างไฟบนกองฟืน… พระเจ้า ข้าอยากจะขายทรัพย์สินที่บ้านเกิดทิ้งให้หมด ไม่อย่างนั้นสักวันหนึ่ง พวกกบฏคงจะมาปล้นมันไปแน่ๆ…”
“ข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน บางที การกำเงินสักก้อนหนีไปต่างประเทศอาจจะปลอดภัยกว่า”
“ชู่ว…”
ขุนนางคนหนึ่งเหลือบไปเห็นมกุฎราชกุมารกำลังเดินสวนมา จึงรีบส่งสัญญาณเตือนเพื่อนๆ ที่อยู่ข้างกาย
พวกเขาพากันถอยไปริมระเบียง โค้งตัวทำความเคารพมกุฎราชกุมาร
โจเซฟได้ยินที่พวกเขาสนทนากันแว่วๆ เดิมทีเขาพยักหน้ารับและกำลังจะเดินผ่านไปแล้ว แต่เมื่อคิดดูอีกที ก็หันกลับมาส่งยิ้มให้ขุนนางเหล่านั้น: “สุภาพบุรุษทั้งหลาย การจลาจลได้ผ่านพ้นไปแล้ว เชื่อข้าเถอะ นึ่เป็นเพียงความวุ่นวายที่เกิดจากภัยแล้งและฤดูหนาวอันโหดร้ายที่หาได้ยากในรอบร้อยปีเท่านั้น
“ขณะนี้ กองกำลังตำรวจชุดใหม่ได้เริ่มจัดตั้งและฝึกฝนในทุกมณฑลแล้ว พวกเขาจะยอดเยี่ยมไม่แพ้ตำรวจปารีส และจะปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในท้องถิ่นได้อย่างดีเยี่ยม การจลาจลเช่นนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นอีกแน่นอน
“อ้อ แล้วก็ อาชญากรที่ปลุกปั่นให้เกิดการจลาจลและสังหารขุนนาง ก็ถูกจับกุมตัวไว้หมดแล้ว อีกไม่นานก็จะมีการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย”
ขุนนางหลายคนสบตากัน ก่อนจะเผยให้เห็นสีหน้าตื่นเต้น: “ฝ่าบาท นี่เป็นเรื่องจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง เชื่อว่าอีกไม่นานพวกท่านก็จะได้เห็นข่าวที่เกี่ยวข้องในหนังสือพิมพ์ หากพวกท่านสนใจ ก็สามารถไปที่ปารีสเพื่อดูการพิจารณาคดีพวกกบฏเหล่านั้นได้”
โจเซฟรู้ดีว่า การจะยุติการจลาจลได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ใช่แค่การสลายการชุมนุมของผู้ก่อเรื่องเท่านั้น แต่ยังต้องฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยในใจผู้คนให้กลับคืนมาด้วย
นอกเหนือจากขุนนางใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประเทศชาติแล้ว ในความเป็นจริง ขุนนางส่วนใหญ่ล้วนเป็นกลุ่มคนที่ต้องดึงมาเป็นพวก แม้จะเป็นขุนนางเก่า แต่ขอเพียงพวกเขายอมรับการปฏิรูป และหลอมรวมเข้ากับการพัฒนาประเทศ พวกเขาก็ยังสามารถเป็นกำลังสำคัญของฝรั่งเศสได้
ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็ครอบครองความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของฝรั่งเศส และในหมู่พวกเขาก็ยังมีผู้ที่มีความรู้ความสามารถอยู่ไม่น้อย ฝรั่งเศสขาดพวกเขาไปไม่ได้
แม้แต่ในฐานะขั้วอำนาจเพื่อคานอำนาจกับพวกขุนนางนายทุน ราชวงศ์ก็ยิ่งขาดพวกเขาไปไม่ได้
ศิลปะแห่งการปกครองของพระมหากษัตริย์ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความสามารถในการแสวงหาความสมดุลระหว่างขุมอำนาจต่างๆ
ดังนั้น หลังจากจัดการกับพวกที่อยู่ในสภาขุนนางระดับสูงแล้ว ก็จำเป็นต้องปลอบโยนขุนนางที่ทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวคนอื่นๆ ด้วย เพื่อไม่ให้ประเทศชาติตกอยู่ในความวุ่นวาย
และหากพวกผู้ก่อจลาจลไม่ถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด พวกขุนนางจะวางใจได้อย่างไร?
ดังนั้น ไม่เพียงแต่จะต้องลงโทษอย่างหนักเท่านั้น แต่จำนวนผู้ก่อจลาจลที่จะนำมาเชือดไก่ให้ลิงดูก็ต้องมีไม่น้อยด้วย!
แน่นอนว่า โจเซฟย่อมไม่มีทางไปจับกุมประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วมการจลาจลหรอก แพะรับบาปนั้นได้ถูกเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว
นั่นก็คือพวกสมาชิกแก๊งอันธพาลที่ถูกดยุกแห่งออร์เลอ็องใช้ให้ไปปลุกปั่นการจลาจลในตอนแรกนั่นเอง
พวกมันถูกสำนักข่าวกรอง “รับช่วงต่อ” และนำมาใช้งานเป็นครั้งที่สองในภายหลัง และในตอนนี้กำลังถูกส่งตัวมาที่ปารีส
เจ้าพวกนี้ยังคงรอรับค่าจ้างกันอยู่ สำนักข่าวกรองจึงสามารถรวบตัวพวกมันมาได้ทั้งหมดอย่างง่ายดาย ก็ถือเสียว่าเป็นการจัดระเบียบสังคมทั่วประเทศไปในตัวก็แล้วกัน
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
ขบวนแถวที่ประกอบด้วยนักเรียนนายร้อยตำรวจแห่งปารีสและทหารจากกองพลเบอร์เทียร์จำนวนสองพันนาย เดินแถวอย่างเป็นระเบียบเข้าสู่ใจกลางกรุงปารีส
ด้านหลังของพวกเขา มีสมาชิกแก๊งอันธพาลกว่า 100 คนที่ถูกคุมตัวมาจากมณฑลทางตอนใต้เดินตามมา อันที่จริงมีสมาชิกแก๊งถูกจับกุมมาเกือบ 400 คน แต่เพื่อป้องกันความวุ่นวาย ที่เหลือจึงถูกคุมขังไว้ที่กรมตำรวจปารีสโดยตรง
ผู้ที่เดินนำหน้าขบวนคือทหารหลายสิบนายที่ประดับริบบิ้นสีเหลืองและเข็มกลัดเกียรติยศระดับต่างๆ ไว้บนหน้าอก
ตามด้วยมือกลองและผู้ถือธง ผู้ถือธงร่างสูงใหญ่สองคน ชูแผ่นป้ายที่เขียนว่า “ปราบปรามการจลาจลทางตอนใต้ได้สำเร็จ” นำเหล่าทหารเดินผ่านใจกลางถนนด้วยความภาคภูมิใจ
ชาวเมืองปารีสแทบทุกคนต่างพากันมายืนอออยู่สองข้างทาง ตะโกนคำขวัญอย่าง “ขอพระมหากษัตริย์ทรงพระเจริญ” และ “สรรเสริญผู้กล้าหาญ” อย่างกึกก้อง
ขบวนแห่งชัยชนะเดินขบวนผ่านพื้นที่ครึ่งค่อนเมือง ในที่สุดก็มุ่งหน้าไปยังพระราชวังแวร์ซายส์

0 Comments