ตอนที่ 255 คุณูปการของดยุกแห่งออร์เลอ็อง
แปลโดย เนสยังพระตำหนักเปอตี ทริอานง
พระราชินีมารีทรงถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม:
“นี่มันหายนะชัดๆ แม้แต่บุคคลที่มีสถานะสูงส่งอย่างดยุกแห่งออร์เลอ็อง ก็ยังถูกพวกกบฏฆ่าตาย…”
โจเซฟดันเค้กสตรอว์เบอร์รีไปทางนาง:
“ความจริงแล้ว เขาทำความผิดฐานกบฏต่อชาติพ่ะย่ะค่ะ”
พระราชินีทรงส่งสัญญาณให้ทีมนักดนตรีที่นั่งอยู่ริมประตู:
“ขอเพลง 《โซนาตาในบันไดเสียงเอไมเนอร์》 ผลงานชิ้นใหม่ของโมสาร์ทด้วย ขอบใจจ้ะ”
พระองค์ทอดพระเนตรเค้กแล้วส่ายพระเศียร:
“แต่ถึงกระนั้น เขาก็ควรจะได้รับการพิจารณาคดีจากบุคคลที่เหมาะสม ไม่ใช่มาตายอย่างน่าอนาถเช่นนี้”
โจเซฟคิดในใจ ขืนให้พระองค์เป็นผู้พิจารณาคดี หมอนั่นก็คงจะได้สร้างความเดือดร้อนให้ฝรั่งเศสไปอีก 20 ปีเป็นแน่…
เสียงเปียโนบรรเลงทำนองเศร้าสร้อยทำให้เขาขมวดคิ้ว เขาหันไปส่งสายตาให้เคลมองตีนที่กำลังสวาปามเค้กอย่างไม่สนโลกอยู่ข้างๆ
สาวน้อยรีบเช็ดเศษเค้กที่มุมปาก แล้วควงแขนพระราชินี:
“เสด็จป้าที่รัก อย่าทรงเสียพระทัยไปเลยเพคะ พระผู้เป็นเจ้าจะต้องทรงลงโทษพวกคนร้ายใจดำพวกนั้นอย่างแน่นอน… จริงสิ เสด็จป้าจะรับพุดดิ้งสักหน่อยไหมเพคะ? ขอแค่ใส่น้ำตาลเป็นสองเท่า พุดดิ้งก็จะช่วยให้ความทุกข์ใจทั้งหมดหายไปได้เสมอเลยนะเพคะ”
โจเซฟกุมขมับ ชำเลืองมองไปทางเปียโนอย่างต่อเนื่อง
ในที่สุดเคลมองตีนก็เข้าใจ ร้อง “อ้อ” ออกมาคำหนึ่ง แล้วลื่นไหลไปหาเหล่านักดนตรี กระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง
เสียงเปียโนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเพลง 《วอเตอร์มิวสิก》 ที่มีท่วงทำนองร่าเริงของฮันเดล
ในที่สุดเพลงประกอบก็เข้ากับสถานการณ์สักที โจเซฟหันไปทูลพระราชินีมารีว่า:
“เสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ นี่เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การใช้กองทัพมารักษาความสงบเรียบร้อยนั้นไม่เหมาะสมเลย
“เสด็จแม่ทอดพระเนตรสิ กองทัพมีการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าอยู่แล้ว แถมปกติยังประจำการอยู่ในค่ายทหาร กว่าจะมาถึงเมื่อเกิดเรื่องในเมือง ก็ต้องใช้เวลานานมาก
“ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจการยิงอันรุนแรงของพวกเขา ก็ไม่สามารถนำมาใช้ในการรักษาความสงบเรียบร้อยได้เลย หนำซ้ำยังอาจทำให้ผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บอีกด้วย
“ในครั้งนี้ ปารีสก็มีการประท้วงของชาวเมืองเช่นกัน แต่กลับไม่เกิดความวุ่นวายใดๆ เลย นั่นก็เป็นเพราะปารีสได้ผ่านการปฏิรูปตำรวจมาแล้ว ตำรวจที่ออกลาดตระเวนตามท้องถนนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วพ่ะย่ะค่ะ”
พระราชินีมารีหันไปมองพระโอรส: “ลูกจึงคิดว่า ควรจะมีการปฏิรูปตำรวจในพื้นที่อื่นๆ ด้วยเช่นกันหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ ลูกมั่นใจมาก ว่าการนำระบบตำรวจแบบใหม่มาใช้ จะทำให้การจลาจลยุติลงได้อย่างรวดเร็วพ่ะย่ะค่ะ”
การดำเนินการปฏิรูปตำรวจทั่วประเทศจำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาล ในปีแรกก็ต้องใช้เงินมากกว่าสิบล้านลีฟร์ ดังนั้น ก่อนหน้านี้พระราชินีจึงทรงมีท่าทีระมัดระวังมาโดยตลอด แต่การจลาจลในครั้งนี้ทำให้พระองค์ทรงเริ่มหวั่นไหว
“แต่ว่า เรื่องนี้ต้องใช้เงินเยอะมากนะ…”
โจเซฟยิ้มรับ:
“ลูกเคยปรึกษากับอาร์ชบิชอปบรีแอนแล้ว ภาระทางการคลังไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรพ่ะย่ะค่ะ ตัวอย่างเช่น เราอาจจะใช้การกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุน หรือออกพันธบัตรพิเศษผ่านทางธนาคารก็ได้พ่ะย่ะค่ะ…”
แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อหลอกล่อเสด็จแม่เท่านั้น ความจริงแล้ว เขาเล็งไปที่ทรัพย์สินหลายสิบล้านลีฟร์ในนามของดยุกแห่งออร์เลอ็องต่างหาก
เขารู้ดีว่า ขุนนางหลายคน รวมถึงพระราชินี ต่างก็มองว่าดยุกแห่งชาทร์ควรจะเป็นผู้สืบทอดทรัพย์สินเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อศาลยุติธรรมสูงสุดก็อยู่ในกำมือของเขา ประกอบกับดยุกแห่งออร์เลอ็องก็มีความผิดฐานกบฏต่อชาติ หากเรื่องแค่นี้เขายังยึดทรัพย์มาไม่ได้อีกล่ะก็ เขาก็ควรจะเอาหัวโขกเต้าหู้ตายไปเลยจะดีกว่า
เมื่อได้เงินก้อนนี้มาแล้ว อย่าว่าแต่การปฏิรูปตำรวจเลย แม้แต่งบประมาณสำหรับการปฏิรูปภาษีศุลกากรส่วนภูมิภาคก็ยังเหลือเฟือ
จะว่าไปแล้ว นี่ก็คงถือเป็นคุณูปการเพียงอย่างเดียวที่ดยุกแห่งออร์เลอ็องทำให้กับฝรั่งเศสมาตลอดทั้งชีวิตแล้วกระมัง
พระราชินีมารีทรงลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็ทรงพยักหน้า:
“ถ้าเช่นนั้นก็ทำตามที่ลูกบอก ดำเนินการปฏิรูปตำรวจทั่วประเทศเลยก็แล้วกัน”
พระองค์ทรงทราบดีว่า การปฏิรูปตำรวจเป็นผลงานของพระโอรส หากมันสามารถควบคุมการจลาจลได้จริงๆ ก็จะทำให้ชื่อเสียงของมกุฎราชกุมารเป็นที่ยอมรับอย่างมหาศาล
โจเซฟดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบตักพุดดิ้งสตรอว์เบอร์รีที่ใส่น้ำตาลเป็นสองเท่าป้อนเข้าพระโอษฐ์เสด็จแม่ทันที จากนั้นก็นำพระราชกฤษฎีกาที่เตรียมไว้ล่วงหน้ามาให้พระองค์ทรงลงพระนาม แล้วก็วิ่งปรู๊ดออกจากพระตำหนักเปอตี ทริอานงไปราวกับติดปีก
“เสด็จพี่…”
เคลมองตีนตั้งใจจะบอกลาโจเซฟ แต่พอหันกลับมาก็ไม่เห็นเงาของเขาแล้ว จึงทำปากยื่นด้วยความน้อยใจ แล้วหันไปทูลพระราชินีแทน:
“เสด็จป้าที่รัก พระองค์ก็ทรงทราบ ว่าเสด็จลุงของหม่อมฉันทรงมีพระพลานามัยไม่ค่อยแข็งแรง เสด็จพ่อต้องการให้หม่อมฉันกลับไปเยี่ยมเสด็จลุงที่กรุงเวียนนาพร้อมกับพระองค์ ดังนั้น หม่อมฉันคงจะต้องเดินทางออกจากปารีสในอีกไม่กี่วันนี้แล้วเพคะ”
เสด็จลุงที่นางพูดถึง ก็คืออาร์ชดยุกแห่งออสเตรียในปัจจุบัน จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ โยเซฟที่ 2
สีพระพักตร์ของพระราชินีมารีแปรเปลี่ยนไปในทันที โยเซฟที่ 2 ไม่มีทายาทสืบราชบัลลังก์ นี่มันคือการเรียกตัวพระอนุชา หรือก็คือเลโอโปลด์ที่ 2 พระบิดาของเคลมองตีนกลับไปรับตำแหน่งจักรพรรดิชัดๆ
แม้พระองค์จะทรงทราบดีว่าพระเชษฐามีพระโรคเรื้อรังมานาน แต่ก็ไม่ทรงคิดว่าพระอาการจะหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้ จึงรีบตรัสถาม:
“เสด็จลุงของหลานเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เสด็จพ่อบอกว่า ฝ่าบาททรงบริหารราชการแผ่นดินได้เพียงแค่วันละครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเพคะ…”
พระราชินีมารีทรงก้มพระเศียรลงด้วยความโศกเศร้า ช่วงนี้มีเรื่องให้พระองค์ต้องทรงกลัดกลุ้มมากเหลือเกิน จนทรงรู้สึกเหมือนตัวเองแก่ลงไปหลายปี
ในไม่ช้า เสียง 《โซนาตาในบันไดเสียงเอไมเนอร์》 ก็ดังขึ้นในห้องอีกครั้ง…
…
โจเซฟได้รับพระราชกฤษฎีกาการปฏิรูปตำรวจทั่วประเทศมาแล้ว ทำให้เขารู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
แม้เขาจะมั่นใจว่าจะสามารถโน้มน้าวเสด็จแม่ได้ และถึงขั้นแอบส่งคนไปเตรียมการปฏิรูปไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ถ้าหากไม่มีพระราชกฤษฎีกาอย่างเป็นทางการ การจะทำอะไรหลายๆ อย่างก็จะดูไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
เขารู้ดีว่า การจลาจลของประชาชนก็คือสัตว์ประหลาดที่ดุร้ายตัวหนึ่ง เขาปล่อยสัตว์ประหลาดตัวนี้ออกมาเพื่อกัดกินเนื้อร้ายที่เกาะกินฝรั่งเศสอยู่ แต่ถ้าไม่สามารถทำให้มันหายไปได้ในทันที มันก็จะกัดกินชีวิตของฝรั่งเศสต่อไป
ดังนั้น “การปฏิวัติย่อยๆ” ที่มุ่งเป้าไปที่ชนชั้นขุนนางในระบอบศักดินา ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อขึ้นในครั้งนี้ จึงถือว่าเพิ่งจะผ่านไปได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น
นี่เป็นเพราะในตอนนี้ เขาสามารถควบคุมทั้งกระทรวงมหาดไทย สื่อมวลชน ศาลยุติธรรม การคลัง กองทัพ และหน่วยงานอื่นๆ ภายในประเทศได้แล้ว เขาจึงกล้าที่จะเสี่ยงใช้ยารักษาโรคที่รุนแรงขนาดนี้ แต่ถึงกระนั้น หากพลาดพลั้งไปแม้แต่นิดเดียว ก็อาจก่อให้เกิดวิกฤตอันใหญ่หลวงได้
ไม่นานนัก เขาก็นั่งรถม้าเดินทางไปยังปารีส เพื่อไปเร่งรัดให้ศาลยุติธรรมสูงสุดขึ้นทะเบียนพระราชกฤษฎีกาการปฏิรูปตำรวจด้วยตัวเอง
เขามองดูพระราชวังแวร์ซายส์จากนอกหน้าต่าง จู่ๆ ก็ส่ายหน้าและหัวเราะออกมา ตั้งแต่เขามาที่โลกใบนี้ เขาก็พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปฏิวัติใหญ่ขึ้น แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าเขาเป็นคนลงมือสร้างการปฏิวัติเล็กๆ ขึ้นมาเสียเอง…
…
ภาคใต้ของฝรั่งเศส
นีซ
หน้าประตูกรมตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เพิ่งเดินทางมาจากปารีส มองดูสมาชิกหน่วยลาดตระเวนพลเรือนกว่าร้อยคนที่ยืนแถวกันสะเปะสะปะอยู่ตรงหน้า พยายามนึกถึงตอนที่มกุฎราชกุมารทรงให้โอวาทกับเขา และพยายามเลียนแบบให้เหมือน:
“อรุณสวัสดิ์สุภาพบุรุษทุกท่าน! ข้าไม่ชอบพูดอะไรยืดยาว มีแค่สามข้อเท่านั้น…
“ข้อแรก ต่อไปหน่วยลาดตระเวนพลเรือนของนีซทั้งหมด จะถูกบรรจุเข้าเป็นตำรวจอย่างเป็นทางการ!
“ข้อสอง…”
เขารู้สึกราวกับได้กลับไปที่เขตแซ็งตองตวน ในเช้าวันที่ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล
เขาจู่ๆ ก็ตะโกนเสียงดังว่า:
“เชื่อข้าเถอะ นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนที่เปลี่ยนโชคชะตาของพวกเจ้า!”
ประโยคนี้ไม่ใช่มกุฎราชกุมารที่ตรัสไว้ในปีนั้น
มีเวลาฝึกฝนการใช้ไม้ค้ำเอวปราบจลาจลเพียงแค่วันเดียว หลังจากนั้น ตำรวจใหม่เหล่านี้ก็ได้รับชุดเครื่องแบบทหารที่รีดจนเรียบกริบ และเดินตามเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายออกไปตามท้องถนนของนีซ
แน่นอนว่า กองตำรวจแบบเก่าก็เดินตามหลังพวกเขาไปติดๆ
เจ้าหน้าที่ตำรวจจากปารีสบอกแล้วว่า ขอเพียงทำผลงานให้ดี ก็ไม่ต้องไปอยู่ “หน่วยธุรการทั่วไป” แล้ว

0 Comments