ตอนที่ 246 พายุตั้งเค้า
แปลโดย เนสยังบรรดาขุนนางสายทหารเหล่านี้ต่างรู้ดีแก่ใจว่า ในเมื่อครั้งนี้พวกเขาไม่สามารถอาศัยสถานการณ์จลาจลมากดดันราชวงศ์ได้ เช่นนั้นย่อมต้องถูกตอบโต้กลับอย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้พวกเขายังคิดจะอาศัยจุดที่ราชวงศ์ไม่มีกองทัพในมือ และยังคงต้องพึ่งพาพวกเขาอย่างมาก มาต่อรองกับราชวงศ์
แต่ในครั้งนี้ มกุฎราชกุมารกลับทรงนำทัพบดขยี้มาร์ควิสเดอแซงต์-เวรองด้วยความรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ฝ่ายหลังถึงกับยืนหยัดอยู่ได้เพียงชั่วโมงกว่าเท่านั้น อืม ตอนที่ข่าวไปถึงหูพวกเขาก็ถูก “หั่น” เหลือแค่ชั่วโมงกว่าแล้ว
ราชวงศ์มีกองทัพชั้นยอดที่มีประสิทธิภาพการรบสูงส่ง นั่นก็หมายความว่า ในสายตาของราชวงศ์ คุณค่าของพวกเขาได้ตกต่ำลงอย่างฮวบฮาบแล้ว
ช่วงหลายวันมานี้พวกเขาเอาแต่หวาดผวา จนกระทั่งได้ทราบจากมาร์ควิสเดอลุกเนอร์ว่า บทลงโทษที่ราชวงศ์มีต่อพวกเขานั้นไม่ถือว่าหนักหนาสาหัส จึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อย่ารอให้มกุฎราชกุมารทรงนำทัพนับหมื่นมา “เคาะประตูสั่งสอน” ทีละคนเลย การไปเข้าเฝ้ามกุฎราชกุมารเพื่อสารภาพผิดด้วยตนเอง ยังจะดูมีความจริงใจมากกว่า
โจเซฟเองก็ยินดีที่พวกเขาเป็นฝ่ายเข้าหา แม้ว่าการทำเช่นนี้จะทำให้สูญเสียโอกาสในการแสดงแสนยานุภาพของกองพลทหารองครักษ์ในมณฑลทางตอนใต้ไปบ้าง แต่ก็ช่วยประหยัดเวลาสำหรับการวางหมากในก้าวต่อไปของเขาได้ไม่น้อยเลย
หลังจากจัดการกับคนเหล่านี้เสร็จสิ้น โจเซฟก็ตัดสินใจตั้งค่ายพักแรมอยู่ที่ริยงเสียเลย
ในช่วงหลายวันหลังจากนั้น นายทหารที่เข้าร่วมในเหตุการณ์บีบบังคับราชสำนักในครั้งนี้ ต่างก็ทยอยกันมา “รายงานตัว” ราวกับกลัวว่าหากมาช้า ราชวงศ์จะเปลี่ยนพระทัยอย่างไรอย่างนั้น
และพวกเขาทุกคนก็สมปรารถนา ได้รับผลการจัดการเช่นเดียวกับมาร์ควิสเดอลุกเนอร์
มาถึงตอนนี้ โจเซฟก็สามารถควบคุมกองทัพหลักกว่าสิบกองทัพในมณฑลทางตะวันตกและทางตอนใต้ได้สำเร็จลุล่วงแล้ว ตามอัตรากำลังพล ควรจะมีทั้งหมด 110,000 นาย แต่ในความเป็นจริงมีเพียง 80,000 กว่านายเท่านั้น
แม้ว่ากองทัพเหล่านี้อาจจะยังไม่สามารถสั่งซ้ายหันขวาหันได้ดั่งใจนึก แต่อย่างน้อยก็คงไม่เกิดสถานการณ์รับคำสั่งแต่ไม่ยอมลงมือปฏิบัติอีกแล้ว
เมื่อรวมกับนายทหารทางเหนืออย่างดยุกแห่งบรอยที่มองสถานการณ์ออกและ “สวามิภักดิ์” เป็นกลุ่มแรก ในที่สุด โรคเรื้อรังที่บรรดาขุนนางสายทหารรวมหัวกันผูกขาดกองทัพก็ได้รับการแก้ไขเสียที
และความสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ มันได้ช่วยซื้อเวลาและสร้างสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายให้กับการปฏิรูปการทหารของโจเซฟ
เมื่อการปฏิรูปการทหารเสร็จสิ้น ฝรั่งเศสก็จะมีกองทัพแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพการรบแข็งแกร่ง ส่วนกองทัพศักดินาแบบเก่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็สามารถกวาดทิ้งลงถังขยะไปได้เลย
โจเซฟทิ้งกองพลทหารองครักษ์ไว้ที่ริยง เพื่อใช้ข่มขวัญกองทัพที่เพิ่งจะรวบรวมมาได้ ก่อนที่กลุ่มขุนนางสายทหารจะเดินทางไปถึงพระราชวังแวร์ซายส์เพื่อก้มหัวสารภาพผิดต่อกษัตริย์อย่างเป็นทางการ ก็ยังคงต้องระวังว่าพวกเขาจะมีแผนการร้ายอื่นใดแอบแฝงอยู่อีกหรือไม่
ส่วนโจเซฟก็นั่งรถม้าขึ้นเหนือตลอดทั้งคืน เพื่อกลับไปยังพระราชวังแวร์ซายส์ อีกไม่นาน ที่นั่นจะกลายเป็นสมรภูมิหลักของเขา
ก่อนที่เขาจะออกเดินทาง คำสั่งลับต่างๆ ก็ได้ถูกส่งไปยังสำนักข่าวกรองและมิราโบรวมถึงคนอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว
ไม่กี่วันต่อมา สายลับของสำนักข่าวกรองในมณฑลทางตอนใต้ที่เตรียมพร้อมมานาน เมื่อได้รับคำสั่ง ก็เริ่มลงมือปฏิบัติการทันที
ส่วนขุนนางหน้าใหม่จำนวนมากที่มิราโบและพรรคพวกส่งไปตามพื้นที่ต่างๆ ก็ออกมาเดินขบวนตามท้องถนนเพื่อประสานงานกับพวกเขาในเวลาเดียวกัน
พายุลูกใหญ่ที่โจเซฟเป็นผู้ก่อขึ้นด้วยมือของตนเอง กำลังจะพัดถล่มทั่วทั้งฝรั่งเศสแล้ว
…
พระราชวังแวร์ซายส์
ตำหนักเหนือ ห้องโถงเฮอร์คิวลีส
เมื่อมาร์ควิสเดอลุกเนอร์ค้อมตัวเดินออกจากห้องโถงไป โจเซฟก็กระซิบกระซาบกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระราชินีอยู่สองสามประโยค จากนั้นก็หาววอดแล้วเดินออกจากห้องโถงไปทางประตูด้านข้าง
เขานั่งรถม้าติดต่อกันถึง 4 วัน ประกอบกับก่อนหน้านี้ก็ต้องเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อยไปพร้อมกับกองทัพ ตอนนี้เขาเหนื่อยจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว สถานการณ์ที่ต้องรักษามารยาทแบบนี้ เลี่ยงได้ก็ขอเลี่ยงเถอะ
ภายนอกห้องโถง บรรดาขุนนางที่มายืนมุงดูกันอย่างเนืองแน่น ต่างทอดสายตามองแผ่นหลังของพระองค์ด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความหวาดหวั่นเพิ่มขึ้นหลายส่วน
ผู้คนต่างกระซิบกระซาบกัน: “ท่านได้ยินหรือยัง? กองกำลังมงกาล์มก่อกบฏ ถูกมกุฎราชกุมารทรงนำตำรวจปารีสไปตีกระจุยเลยล่ะ!”
“โอ้ ข่าวของท่านคงจะไม่แม่นยำพอนะ กองกำลังหลักของฝ่าบาทคือกองพลเบอร์เทียร์ต่างหาก ตำรวจก็แค่พวกคอยเก็บกวาด…”
“เหอะ ตำรวจเป็นพวกแรกที่ตีฝ่าแนวป้องกันของพวกกบฏไปได้เลยนะ!”
“เอาเถอะ ไม่ว่ายังไง ฝ่าบาทก็ทรงใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงในการกำราบพวกกบฏ และจับกุมตัวมาร์ควิสเดอแซงต์-เวรองได้ก็แล้วกัน”
“จะว่าไป ทำไมจู่ๆ มาร์ควิสเดอแซงต์-เวรองถึงได้ก่อกบฏล่ะ?”
“รายละเอียดก็ไม่ค่อยชัดเจนนัก ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับการจลาจลทางตอนใต้นะ ได้ยินมาว่า เขาคือคนที่คอยสนับสนุนการจลาจลนั่นแหละ”
“พระเจ้าช่วย!” ชายผู้นั้นทำเครื่องหมายกางเขนที่หน้าอก “นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว! ขุนนางชั้นผู้ใหญ่อย่างเขาถึงกับไปพัวพันกับการจลาจล…”
ใช่แล้ว ในความเข้าใจของชาวปารีสและประชาชนส่วนใหญ่ในมณฑลทางตอนเหนือ การจลาจลในภาคใต้ยังไม่สิ้นสุดลง ทว่ามกุฎราชกุมารได้ทรงตัดมือมืดที่อยู่เบื้องหลังการจลาจล ซึ่งก็คือมาร์ควิสเดอแซงต์-เวรอง ทิ้งไปแล้ว
“ตึง”
เจ้าพนักงานพิธีการใช้ปลายไม้เท้ากระแทกลงบนพื้นอย่างแรง แล้วประกาศเสียงดัง: “นายพลมอร์เนเข้าเฝ้า”
ตามมาด้วยเสียงแตรทหารที่ดังกังวาน
นายพลมอร์เนจัดปกเสื้อให้เรียบร้อย เดินตามเจ้าพนักงานสำนักพระราชวังผ่านทหารยามที่ยืนขนาบสองข้างทาง ผ่านประตูบานสูงใหญ่สองบาน แล้วก้าวเข้าไปในห้องโถงเฮอร์คิวลีส
เขาก้าวเดินอย่างรวดเร็วมาหยุดอยู่กลางห้องโถง พบว่ามีเพียงพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระราชินีประทับอยู่ฝั่งตรงข้าม มกุฎราชกุมารไม่ได้ประทับอยู่ที่นี่ ความกดดันในใจก็พลันลดทอนลงไปหลายส่วน
เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง แล้วกล่าวเสียงดัง: “ฝ่าบาท หม่อมฉันขอพระราชทานอภัยโทษอย่างสุดซึ้งต่อความวู่วามและหุนหันพลันแล่นของกระหม่อม ขอพระองค์ทรงใช้ความเมตตาอันหาที่สุดมิได้ ประทานอภัยให้กับความผิดพลาดของกระหม่อมด้วยเถิด กระหม่อมขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า ว่าจะจงรักภักดีต่อพระองค์ตลอดไป และจะคอยรับใช้พระองค์ในฐานะข้ารับใช้ผู้ต่ำต้อยที่สุดของพระองค์…”
เขายังคงพร่ำพรรณนาต่อไปอีกพักใหญ่ พระราชินีมารีจึงได้ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเป็นสัญญาณให้เขาลุกขึ้น: “ท่านยังคงได้รับความไว้วางใจจากกษัตริย์และเราอยู่ ท่านนายพล”
“ขอบพระทัยในพระกรุณาธิคุณ…”
นายพลมอร์เนกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจอีกครั้ง จากนั้นก็ก้มหน้าเดินถอยหลังออกจากห้องโถงไป
หลังจากนั้น เจ้าพนักงานพิธีการก็เรียกชื่อนายทหารคนต่อไปให้เข้าเฝ้า ในเวลานี้ ที่ด้านนอกห้องโถงยังมีนายทหารระดับกลางและระดับสูงรออยู่อีกเจ็ดแปดสิบคน ซึ่งทุกคนล้วนรอที่จะสารภาพผิดและแสดงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์
พระราชินีมารีทอดพระเนตรเหล่านายทหารที่อยู่นอกห้องโถงผ่านช่องประตู ทรงเอียงพระพักตร์ไปกระซิบกับพระสวามี: “ไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าโจเซฟเพียงแค่นำตำรวจกลุ่มหนึ่งไป ก็สามารถทำให้นายพลหัวแข็งพวกนี้ยอมสยบได้ถึงเพียงนี้”
“เขาลูกรักของพระเจ้าต่างหากล่ะ” พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงทำเครื่องหมายกางเขนที่หน้าอก สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ “พี่รู้มาตั้งนานแล้ว ว่าเขาจะต้องกลายเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!”
พระราชินีมารีทรงขมวดพระขนงเล็กน้อย: “จะว่าไป ช่วงนี้เขามักจะติดตามกองทัพไปออกรบอยู่เสมอ… แบบนี้จะอันตรายเกินไปหรือไม่?”
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงแย้มสรวล: “ไม่หรอก สมรภูมิรบคือเวทีที่ดีที่สุดสำหรับลูกผู้ชายต่างหาก”
พระองค์จู่ๆ ก็ขยับเข้าไปใกล้พระกรรณของพระราชินี ตรัสเสียงเบาคล้ายจะขอความดีความชอบ: “น้องรู้ไหม ปืนที่โจเซฟใช้กำราบพวกกบฏ พี่กับเขาก็เป็นคนช่วยกันสร้างมันขึ้นมาเชียวนะ…”
พิธีเข้าเฝ้าของเหล่านายทหารดำเนินไปตลอดทั้งวัน
บรรดาขาใหญ่ในกองทัพต่างก็ก้มหัวสารภาพผิดต่อกษัตริย์ทีละคน ต่อหน้าขุนนางจำนวนมากแห่งพระราชวังแวร์ซายส์ กระบวนการนี้ได้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของราชวงศ์อย่างมหาศาล และยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระราชอำนาจ
ในงานเลี้ยงช่วงค่ำ หัวข้อสนทนาของแทบทุกคนล้วนวนเวียนอยู่กับเรื่องการก่อกบฏและการจลาจลในภาคใต้
มิราโบหันไปหาขุนนางหนุ่มสาวหลายคนที่อยู่ข้างกาย กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง: “พวกเราจะต้องทบทวนถึงเหตุจลาจลในครั้งนี้อย่างลึกซึ้ง ตกลงแล้วเป็นใคร หรือเป็นเพราะระบบที่ไม่สมเหตุสมผลใด ที่ทำให้ผู้คนต้องตกอยู่ในความสิ้นหวังเพราะความหิวโหย!

0 Comments