ตอนที่ 237 จุดเปลี่ยน
แปลโดย เนสยังบรีแอนถามด้วยความสงสัย “พระองค์ทรงหมายถึง คริสตจักรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“อ้อ ข้าลืมบอกท่านไปเลย” โจเซฟตบหน้าผากตัวเองเบาๆ “จะว่าไป เรื่องนี้ก็ยังต้องการความช่วยเหลือจากท่านด้วยเหมือนกันนะ”
เมื่อบรีแอนได้ยินว่าอาร์ชบิชอปโบมงต์ ดาเฟลอร์ และคนอื่นๆ ถึงกับยอมควัก “เสบียงส่วนตัว” ออกมาเพื่ออุดช่องโหว่ปัญหาการขาดแคลนอาหารในมณฑลทางตอนใต้ เขาก็ดีใจจนเนื้อเต้น “พระองค์ทรงเกลี้ยกล่อมพวกเขาได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
ในความเป็นจริง สิ่งที่เขาอยากจะถามมากกว่านั้นก็คือ พระองค์ทรงทราบได้อย่างไรว่าบรรดานักบวชเหล่านั้นกักตุนธัญพืชไว้เป็นจำนวนมาก?
สมัยที่เขายังอยู่ที่ตูลูส เขาก็เคยให้ลูกน้องนักบวชทำเรื่องทำนองนี้เหมือนกัน พอต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นอัครมหาเสนาบดี เขาก็ไม่ได้สนใจรายได้เพียงน้อยนิดนั้นอีก
“ก่อตั้งบริษัทพัฒนาวัฒนธรรมคริสตจักร แล้วก็ขาย ‘ใบไถ่บาป’ รูปแบบใหม่” โจเซฟเล่าให้ฟังคร่าวๆ สองสามประโยค จากนั้นก็สั่งการต่อ “ท่านไปร่างคำสั่งเรียกตัวนายทหารกลับมาก่อนเถอะ รายละเอียดอื่นๆ เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” แม้บรีแอนจะรู้สึกว่ายังไงก็ควรต้องอาศัยกองทัพในการรักษาความสงบเรียบร้อย แต่ด้วยความเชื่อมั่นในตัวมกุฎราชกุมารอย่างเต็มเปี่ยม เขาจึงพยักหน้าและเตรียมพร้อมที่จะดำเนินการทันที
ทว่า เขาเพิ่งเดินออกไปได้เพียงสองสามก้าว ก็หันกลับมา ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท ส่วนครึ่งหลังของคำสั่งนี้… สำหรับการพิจารณาว่าจะต้องรับโทษในฐานะกบฏหรือไม่นั้น บางทีอาจจะให้เป็นหน้าที่ของศาลยุติธรรมสูงสุดเป็นผู้ตัดสิน น่าจะเหมาะสมกว่านะพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ตอนนี้ก็ไม่ใช่สังคมที่ปกครองด้วยกฎหมายเสียหน่อย ทำไมถึงยังต้องมาใส่ใจเรื่องความยุติธรรมตามขั้นตอนกระบวนการอยู่อีก?
บรีแอนสังเกตเห็นสีหน้าของเขา จึงรีบเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง “ฝ่าบาท หากเราใช้พระนามของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เพื่อตัดสินความผิดฐานก่อกบฏแก่นายทหารเหล่านั้นโดยตรง อาจจะทำให้เหล่าขุนนางเกิดความหวาดกลัวได้นะพ่ะย่ะค่ะ และอาจจะส่งผลให้ขุนนางที่เป็นกลางหลายคน หันไปเข้าข้างพวกที่มีความทะเยอทะยานเหล่านั้นได้พ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟก็เข้าใจขึ้นมาทันที เขารีบร้อนเกินไปจริงๆ ด้วย การที่นายทหารเหล่านั้นประจำการอยู่ในท้องที่ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของพวกเขา พวกเขาสามารถหาเหตุผลสารพัดข้อมาอ้างเพื่อปฏิเสธที่จะมาปารีสได้ หากใช้เหตุผลนี้มาตัดสินว่าพวกเขาเป็นกบฏ ก็จะทำให้ขุนนางคนอื่นๆ รู้สึกว่าราชวงศ์กำลังทำอะไรตามอำเภอใจ และอาจจะคิดเชื่อมโยงมาถึงตัวเอง ว่าต่อไปหากตนเองขัดพระทัยราชวงศ์เพียงนิดเดียว ก็อาจจะถูกตัดสินว่ามีความผิดร้ายแรงได้เช่นกัน
นี่มันได้แตะเส้นตายของชนชั้นขุนนางเข้าให้แล้ว
โจเซฟครุ่นคิดพลางพยักหน้า “ท่านพูดถูก ถ้าเช่นนั้นก็แค่สั่งให้นายทหารเหล่านั้นมาที่ปารีสอย่างเด็ดขาด หากผู้ใดฝ่าฝืนก็ต้องรับผิดชอบผลที่ตามมาเอาเอง”
เขายังพึมพำกับตัวเองเสียงเบาว่า “ดูเหมือนว่า จะต้องหาวิธีทำให้พวกเขาก่อกบฏจริงๆ สักครั้งเสียแล้ว…”
เมื่อบรีแอนออกไป โจเซฟก็นำรายชื่อที่คัดกรองไว้ตอนเดินทางออกมากางดู เขาเขียนจดหมายด้วยลายมือของตนเองถึงนายทหารระดับสูงที่มีชื่ออยู่ในนั้นทีละคน จากนั้นก็นำไปให้พระราชินีทรงลงพระนาม แล้วให้คนนำไปส่ง
ต่อมา เขาก็เรียกตัวมิราโบ บายยี่ และตัวแทนของขุนนางนายทุนคนอื่นๆ เข้ามามอบเอกสารที่เตรียมไว้ล่วงหน้าให้พวกเขา พร้อมกับกำชับอย่างละเอียด
เมื่อจัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็มืดสนิท โจเซฟไม่สนใจความเหน็ดเหนื่อย เขานำอาหารมื้อเย็นขึ้นรถม้า แล้วมุ่งหน้าไปยังที่ตั้งของกองพลปารีส
บนรถม้าที่กำลังแล่นด้วยความเร็ว เขามองดูแสงดาวนอกหน้าต่างพลางเคี้ยวเนื้อวัวหมักเกลือ ในใจก็แอบถอนหายใจ: ตัวเขาเองนี่ต้องเหน็ดเหนื่อยเพื่อฝรั่งเศสจริงๆ…
มงเปอลีเย
ในเขตล่าสัตว์ของคฤหาสน์เคานต์เซรูริเยร์ มาร์ควิสเดอแซงต์-เวรองกระตุกบังเหียนม้าเบาๆ เขามองดูกระโจมทหารของกองพลมงกาล์มที่ตั้งเรียงรายอยู่ไกลๆ ก่อนจะเอ่ยถามดยุกแห่งออร์เลอ็องที่อยู่ข้างๆ ว่า “ท่านคิดว่า ราชวงศ์จะยอมรับเงื่อนไขพวกนั้นไหม?”
ฝ่ายหลังก็ขี่ม้าเหยาะๆ เช่นกัน และตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า “การจลาจลลุกลามเป็นวงกว้างขนาดนี้ ราชวงศ์ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเงินและกระแสสังคมอย่างมหาศาล แถมยังทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศอีกด้วย นังแพศยาชาวออสเตรียไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว นางจะต้องยอมรับอย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดก็คงจะยอมรับบางส่วนล่ะนะ”
“ถ้าเช่นนั้น เราจะยอมให้นางตัดข้อไหนออกไปได้บ้างล่ะ?”
“ข้อไหนก็ได้ทั้งนั้น” ดยุกแห่งออร์เลอ็องผายมืออย่างไม่แยแส “ขอเพียงนางยอมอ่อนข้อให้ ท่านกับนายพลคนอื่นๆ ก็ยกทัพไปปราบปรามการจลาจลได้เลย”
ข้อเรียกร้องอันเกินจริงที่เขาเสนอต่อพระราชินีนั้น เขาแค่ตั้งขึ้นมาส่งๆ ไปอย่างนั้นเอง เดิมทีก็ไม่ได้คาดหวังให้ราชวงศ์ยอมรับอยู่แล้ว
นี่เป็นเพียงแค่กลลวงของเขาเท่านั้น เป้าหมายที่แท้จริงของเขาก็คือ เพื่อให้กองทัพมีข้ออ้างที่เหมาะสมในการเคลื่อนพลพร้อมๆ กัน!
ประสิทธิภาพการรบของชาวบ้านที่ก่อจลาจลพวกนั้น แทบจะไม่มีค่าให้เอามาใส่ใจเลยด้วยซ้ำ แถมยังเป็นฝีมือคนของเขาที่ไปยุยงให้ลุกฮือขึ้นมา การจะปราบปรามให้สงบลงจึงเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
แต่เมื่อกองทัพจากทุกพื้นที่เคลื่อนพลออกมาแล้ว การจะให้ถอยกลับไปยังค่ายทหารก็คงจะไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นแล้วล่ะ
เมื่อถึงตอนนั้น กองทัพก็จะได้อาศัยบารมีอันยิ่งใหญ่จากการปราบปรามการจลาจล อ้างว่ายังมีเหตุจลาจลเกิดขึ้นอยู่ แล้วก็รวบรวมกองกำลังทหารจากทั่วทุกพื้นที่มุ่งหน้าขึ้นเหนือ สร้างวงล้อมแบบครึ่งวงกลมล้อมกรุงปารีสเอาไว้และถ้าหากทางมณฑลทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือสามารถเตรียมการได้ทันก่อนหน้านี้ล่ะก็ มันก็จะกลายเป็นการปิดล้อมโดยสมบูรณ์
ด้วยกำลังทหารเพียงหยิบมือที่ราชวงศ์มีอยู่ ย่อมต้องตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูกอย่างแน่นอน ส่วนสภาขุนนางระดับสูงก็จะถือโอกาสนี้นำเหล่าขุนนางกลับมากดดันราชวงศ์อีกครั้ง
เมื่อถึงตอนนั้น เงื่อนไขที่เสนอไปก็คงจะไม่ใช่แค่เรื่องง่ายๆ แบบครั้งที่แล้วแน่นอน
ตามแผนการของดยุกแห่งออร์เลอ็อง อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะให้เขาขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ เขาจึงได้เกี่ยวดองเป็นญาติกับมาร์ควิสเดอลุกเนอร์ ผู้ทรงอิทธิพลอย่างมากในกองทัพ โดยลูกสาวของมาร์ควิสเดอลุกเนอร์จะเข้าพิธีวิวาห์กับฟิลิปป์ในอีกไม่ช้า
ส่วนพระราชอำนาจก็จะกลับคืนสู่สภาวะเหมือนก่อนสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งก็คือรูปแบบที่ขุนนางผู้ครองดินแดนมีอำนาจในการปกครองตนเองอย่างเต็มที่
หลังจากนั้น ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ผู้กุมอำนาจล้นฟ้า เขาอยากจะควบคุมราชวงศ์ยังไงก็ได้!
ดยุกแห่งออร์เลอ็องกำลังครุ่นคิดว่าจะทรมานครอบครัวของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 อย่างไรดี ในขณะเดียวกันก็กล่าวกับมาร์ควิสเดอแซงต์-เวรองอย่างสบายๆ ว่า “ตั้งแต่เบรอตาญไปจนถึงพรอว็องส์ ทุกอย่างเตรียมพร้อมหมดแล้ว กองพลทั้งหมดรวมกันมีกำลังพลถึง 80,000 นาย นายพลอูร์ตูร์ทางเหนือและคนอื่นๆ ก็จะร่วมมือกับพวกเราในเวลาเดียวกันด้วย”
มาร์ควิสเดอแซงต์-เวรองหันไปมองเขาแล้วถามว่า “ท่านดยุก การเคลื่อนย้ายกองทัพขนานใหญ่แบบนี้ เรื่องเสบียงบำรุงกำลังล่ะ…”
ดยุกแห่งออร์เลอ็องพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ข้าจะเป็นคนออกทุนสนับสนุนให้แต่ละกองพลเอง นอกจากนี้ ดยุกแห่งดูร์ฟอร์ และดยุกแห่งมูชี ก็จะช่วยจัดหาทรัพยากรมาส่งเสบียงให้กองทัพด้วย”
การสนับสนุนด้านเงินทุนก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดยุกแห่งออร์เลอ็องกลายเป็นศูนย์กลางของกองทัพได้ ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ เขาก็ได้ควักเงินกว่าสิบล้านลีฟร์แบ่งให้กับนายทหารระดับสูงในกองทัพกว่ายี่สิบคนแล้ว
เพื่อที่จะโค่นล้มราชวงศ์ให้ได้ เขาได้เตรียมที่จะทุ่มเททรัพย์สินทั้งหมดกว่าห้าสิบล้านลีฟร์ของตนเองออกมาจนหมด เพียงแค่เรื่องค่าใช้จ่ายทางการทหาร เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะราชวงศ์ได้อย่างแน่นอน
ในความเป็นจริง นี่เป็นเพียงแค่เงินสดและพันธบัตรของเขาเท่านั้น หากนับรวมสินทรัพย์ถาวรเข้าไปด้วย มันก็จะเป็นตัวเลขทางดาราศาสตร์เลยทีเดียว ต้องรู้ไว้ว่า ในแต่ละปี ราชวงศ์ก็พระราชทานเงินบำนาญให้เขาสูงถึง 3,000,000 ลีฟร์แล้ว นอกจากนี้ ตระกูลออร์เลอ็องยังมีกิจการอีกมากมายมหาศาล การจะบอกว่าเขาร่ำรวยพอๆ กับประเทศชาติประเทศหนึ่ง ก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด
“วิเศษไปเลย” มาร์ควิสเดอแซงต์-เวรองกล่าวด้วยสีหน้าเบิกบาน “ท่านว่า ผู้แทนของพระราชินีจะมาถึงเมื่อไหร่ล่ะ?”
“ก็น่าจะใกล้ถึงแล้วล่ะนะ…”
ดยุกแห่งออร์เลอ็องกำลังพูดอยู่ ก็เห็นคนรับใช้ของเคานต์เซรูริเยร์ควบม้าเข้ามา ทำความเคารพพวกเขาแล้วกล่าวว่า “ท่านดยุก ท่านนายพล คนจากพระราชวังแวร์ซายส์มาถึงแล้วขอรับ”
ดยุกแห่งออร์เลอ็องและมาร์ควิสเดอแซงต์-เวรองสบตากันแล้วยิ้ม “ไปกันเถอะ พวกเราไปดูกัน”
เมื่อทั้งสองกลับมาถึงคฤหาสน์ของเคานต์เซรูริเยร์ ก็ไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า เคานต์ที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้นมีสีหน้าที่แปลกประหลาดเป็นอย่างมาก
ดยุกแห่งออร์เลอ็องนั่งลงบนเก้าอี้อย่างสบายใจ แล้วกล่าวกับเจ้าพนักงานสำนักพระราชวังที่มาส่งข่าวว่า “พูดมาเถอะ ว่าพระราชินียอมรับเงื่อนไขข้อไหนบ้าง”
เจ้าพนักงานผู้นั้นยังไม่ได้เอ่ยปาก เคานต์เซรูริเยร์ที่อยู่ข้างๆ ก็ยื่นคำสั่งที่มีตราประทับของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ส่งให้เขาเสียก่อน
ดยุกแห่งออร์เลอ็องกวาดสายตามองเอกสารนั้น แล้วก็ต้องตกใจจนลุกพรวดขึ้นมาทันที
มาร์ควิสเดอแซงต์-เวรองชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วยความประหลาดใจ ก็เห็นว่าบนกระดาษแผ่นนั้นมีเพียงไม่กี่ประโยคสั้นๆ เนื้อหาหลักก็คือ ให้นายทหารระดับพันตรีขึ้นไปทั้งหมด รีบเดินทางไปรายงานตัวที่พระราชวังแวร์ซายส์ในทันที
เขามองไปที่เจ้าพนักงานที่มาส่งข่าว และยังคงถามไปตามความเคยชินว่า “พระราชินีไม่ได้สั่งให้ส่งกองทัพไปปราบปรามการจลาจลหรอกหรือ?”
อีกฝ่ายพยักหน้า แล้วชี้ไปที่เอกสารฉบับนั้น “มีแค่นี้จริงๆ ขอรับ ท่านมาร์ควิส”
มาร์ควิสเดอแซงต์-เวรองดูเหมือนจะร้อนรนขึ้นมา “พระราชินีทรงรับเงื่อนไขข้อไหนไม่ได้บ้างล่ะ? พวกเรายังสามารถพูดคุยกันได้นะ…”
เจ้าพนักงานที่มาส่งข่าวยังคงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “พระราชินีไม่ได้ทรงมีรับสั่งอื่นใดอีกขอรับ ท่านมาร์ควิส รบกวนท่านเซ็นชื่อเพื่อยืนยันว่าได้รับคำสั่งแล้วด้วยขอรับ”
มาร์ควิสเดอแซงต์-เวรองและคนอื่นๆ อีกสองคนต่างก็มองหน้ากันไปมา ไม่รู้จะทำอย่างไรดีไปชั่วขณะ
พวกเขาจินตนาการปฏิกิริยาของพระราชินีไว้มากมายหลายรูปแบบ แต่กลับไม่ได้คาดคิดเลยว่า นางจะปล่อยให้การจลาจลดำเนินต่อไปโดยไม่ทำอะไรเลย
พวกเขารู้สึกเหมือนได้รวบรวมพละกำลังทั้งหมดไว้ในหมัด เตรียมที่จะจัดการคู่ต่อสู้ให้ตายในหมัดเดียว แต่จู่ๆ ก็พบว่าตรงหน้ามีเพียงอากาศธาตุ ทำให้พวกเขาไม่สามารถปล่อยหมัดออกไปได้เลย
“แต่ว่า แล้วเรื่องการจลาจลล่ะ จะเอายังไง?” มาร์ควิสเดอแซงต์-เวรองดึงแขนเจ้าพนักงานคนนั้นไว้ “กองทัพของข้าเตรียมพร้อมหมดแล้ว รอแค่…”
“เรื่องนี้ท่านมาร์ควิสคงต้องเดินทางไปทูลถามพระราชินีด้วยตนเองที่พระราชวังแวร์ซายส์แล้วล่ะขอรับ” อีกฝ่ายเอามือทาบอกและค้อมตัวลงอย่างสุภาพ “ข้าไม่ได้รับคำสั่งอื่นใดมาอีกขอรับ”
ดยุกแห่งออร์เลอ็องก้าวเข้ามาข้างหน้ากะทันหัน แล้วถามว่า “แล้วมณฑลอื่นๆ ล่ะ? จะไม่จัดการกับการจลาจลด้วยเหมือนกันหรือ?”
“เท่าที่ข้าทราบน่าจะเป็นเช่นนั้นขอรับ ท่านดยุก มณฑลทางตอนใต้ทั้งหมด ยกเว้นบอร์กโดซ์และลียงก็น่าจะได้รับคำสั่งแบบเดียวกันนี้เหมือนกันขอรับ”
ในฐานะพื้นที่ปลูกมันฝรั่งที่ใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส บอร์กโดซ์แทบจะไม่ประสบปัญหาขาดแคลนเสบียงในครั้งนี้เลย จึงไม่เกิดการจลาจลขึ้น
ส่วนทางฝั่งลียง หลังจากที่มีสัญญาณว่าจะเกิดการขาดแคลนเสบียง สมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอก็เป็นแกนนำในการรวบรวมโรงงานใหญ่ๆ ให้นำผู้ดูแลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตนมารวมตัวกัน เพื่อจัดตั้งหน่วยลาดตระเวนเฉพาะกิจขึ้น และสามารถสลายการชุมนุมของผู้ก่อจลาจลได้อย่างรวดเร็ว
สาเหตุหลักก็คือ หลังจากงานปารีสแฟชั่นวีค โรงงานสิ่งทอในลียงก็มีผลประกอบการที่ดีมาก สมาคมวิชาชีพจึงสามารถควักเงินก้อนโตมาจ่ายเป็นโบนัสให้กับหน่วยลาดตระเวนได้ ซึ่งเป็นการรับประกันว่าโรงงานต่างๆ จะไม่ต้องหยุดทำการผลิตเพราะการจลาจล
เมื่อเจ้าพนักงานผู้ส่งข่าวจากไป มาร์ควิสเดอแซงต์-เวรองก็หันไปมองดยุกแห่งออร์เลอ็องด้วยความกระอักกระอ่วนใจ “ท่านดยุก พวกเราควรทำอย่างไรดี? จะต้องไปปารีสไหม…”
“ไปไม่ได้เด็ดขาด!” ฝ่ายหลังกล่าวด้วยใบหน้าเขียวคล้ำ “ข้าไม่เชื่อหรอกว่านังแพศยาชาวออสเตรียจะไม่สนใจการจลาจลแล้วจริงๆ ท่านจงรออยู่ที่นี่แหละ นางจะต้องยอมประนีประนอมอย่างแน่นอน!”
มาร์ควิสเดอแซงต์-เวรองถามอย่างลังเล “แล้วถ้าหากนางไม่ยอมประนีประนอมล่ะ?”
ดยุกแห่งออร์เลอ็องกัดฟันกรอด “พวกเราก็จะนำทัพไปโดยตรง…”
มาร์ควิสเดอแซงต์-เวรองรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ไม่ๆๆ การสั่งเคลื่อนกำลังพลโดยพลการถือเป็นการกบฏนะ!”
หากอาศัยช่วงชุลมุนนำกำลังทหารไปกดดันราชสำนักเขาก็กล้าทำอยู่ แต่ถ้าจะให้ก่อกบฏโดยตรง เขาก็ไม่มีความกล้าพอหรอกการก่อกบฏอย่างไม่มีเหตุผลอันควร อย่างมากก็ทำได้แค่บีบให้ราชวงศ์ต้องหนีออกนอกประเทศ จากนั้นก็จะเป็นข้ออ้างให้ชาติมหาอำนาจอื่นๆ ส่งทหารเข้ามาแทรกแซง สุดท้ายราชวงศ์ก็จะกลับมา และผู้ก่อการกบฏก็จะต้องขึ้นแท่นกิโยติน
เขารู้ดีว่าดยุกแห่งออร์เลอ็องต้องการจะชิงบัลลังก์ แต่เขาไม่อยากจะไปเป็นหินรองแท่นบัลลังก์หรอกนะ
แต่เขาก็รู้เช่นกันว่า เนื่องจากในครั้งนี้เขาได้ข่มขู่ราชวงศ์ไปแล้ว หากเขาเดินทางไปปารีส อนาคตทางการเมืองของเขาก็จะจบสิ้นลงในทันที
เขาคิดทบทวนไปมา ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ “ข้าคิดว่า การรอคอยดูสถานการณ์ไปก่อน น่าจะปลอดภัยที่สุด”
ดยุกแห่งออร์เลอ็องกลับไปที่ห้องของตัวเองด้วยสีหน้าหม่นหมอง เขาเขียนจดหมายถึงนายทหารระดับสูงในกองทัพกว่ายี่สิบคนทีละคน โดยกำชับให้พวกเขายืนหยัดอดทนเอาไว้ รอให้ราชวงศ์เป็นฝ่ายยอมอ่อนข้อให้ก่อน
…
สองวันต่อมา
ผู้หิวโหยในมงเปอลีเยกวาดล้างทั่วทั้งเมืองราวกับฝูงตั๊กแตน พวกเขากวาดต้อนอาหารทุกอย่างที่พบเห็นไปจนหมดสิ้น
คฤหาสน์ของบารอนโลรองต์กลายเป็นซากปรักหักพัง
ในห้องพักของสาวใช้ ชายชราเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่งพบขนมปังชิ้นเล็กๆ ในตู้มุมห้อง เขาดีใจจนรีบแกว่งมันให้เด็กชายวัยเจ็ดแปดขวบที่อยู่ข้างๆ ดู “อเลสซี ดูสิว่าปู่เจออะไร…”
เขาพูดไม่ทันจบ หญิงสาวคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาแย่งขนมปังไปจากมือเขาอย่างรวดเร็ว และยัดมันเข้าปากตัวเองทันที
ชายชราชี้หน้าด่าหญิงสาวด้วยความโกรธจัด “แก นังคนหน้าไม่อาย นั่นมันอาหารของเด็กนะ…”
เขายังพูดไม่ทันจบ เด็กอายุห้าหกขวบคนหนึ่งก็เดินเข้ามาจากประตู พร้อมกับอุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมแขน และบอกกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรงว่า “แม่จ๋า น้องสาวนาง…”
หญิงสาวรีบอุ้มทารกขึ้นมา ป้อนขนมปังที่เคี้ยวจนแหลกละเอียดแล้วเข้าไปในปากของนาง พร้อมกับพึมพำด้วยความร้อนรนไม่หยุดว่า “กลืนลงไป เอเลียน รีบกลืนลงไปสิลูก!”
นางไม่มีน้ำนมมานานแล้วเพราะความหิวโหย จึงทำได้เพียงป้อนอาหารให้ลูกสาวที่กำลังจะขาดใจตายด้วยวิธีนี้
แก้มของทารกน้อยพองขึ้นเล็กน้อย เหมือนกับว่าได้กลืนอาหารลงไปแล้ว
หญิงสาวพยักหน้าด้วยความดีใจ กำลังจะกัดขนมปังเพื่อป้อนให้ลูกอีก แต่จู่ๆ ขนมปังในมือก็หายไป เมื่อหันไปมองก็พบว่ามันถูกชายชราแย่งกลับไปแล้ว
“คืนให้ข้าเถิด ขอร้องล่ะ!” นางพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าคล้ายคนร้องไห้ แต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาเลย “เอเลียนจะทนไม่ไหวแล้ว…”
ทว่า ชายชรากลับไม่สนใจใยดี เขายัดขนมปังใส่มือหลานชาย “ขอโทษด้วย อเลสซีก็จะอดตายอยู่แล้วเหมือนกัน”
หญิงสาวส่งทารกให้ลูกสาวคนโต แล้วทุ่มเทเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายพุ่งเข้าไปแย่งอาหารจากมือเด็กชาย ส่วนชายชราก็ไม่สนใจสิ่งใด เข้าไปกอดเอวนางไว้แน่น “อเลสซี รีบกินเร็วเข้า!”
“ขอร้องล่ะ เหลือให้เอเลียนสักนิดเถอะ!”
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอย่างอ่อนแรง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนดังมาจากข้างนอก “รีบไปที่โบสถ์เร็วเข้า! คริสตจักรกำลังแจกจ่ายอาหาร!”
“ดูเหมือนว่าทางฝั่งเขตอักด์ก็มีเหมือนกันนะ!”
ทั้งสองคนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยมือพร้อมกัน เมื่อหญิงสาวเห็นว่าขนมปังถูกกินจนหมดแล้ว นางก็รีบจูงมือลูกสาวคนโตวิ่งไปทางโบสถ์ทันที
ส่วนชายชราก็วิ่งตามมาติดๆ เขารับทารกมาจากลูกสาวคนโต แล้วบอกกับหญิงสาวว่า “ข้าช่วยอุ้มให้ จะได้เดินได้เร็วขึ้น”
พวกเขาเดินตามกลุ่มคนที่ก่อจลาจลไปยังโบสถ์ทางตอนใต้ของเมือง และก็เห็นนักบวชกำลังแจกจ่ายขนมปังดำอยู่จริงๆ โดยมีผู้หิวโหยเบียดเสียดกันจนแทบจะทำให้รั้วโบสถ์พังลงมา
หญิงสาวและชายชราต่อแถวอยู่ครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็ได้รับขนมปังมาคนละหนึ่งปอนด์ครึ่ง พวกเขาจึงรีบกินขนมปังไปพร้อมกับเด็กๆ ทันที
ชั่วครู่ต่อมา หญิงสาวมองดูลูกสาวคนเล็กที่กินขนมปังเหลวๆ จนอิ่ม และกำลังเคี้ยวปากหยุบหยิบ นางก็ค้อมตัวทำความเคารพนักบวชผู้นั้นอย่างเงียบๆ
นักบวชทำเครื่องหมายกางเขนที่หน้าอก ก่อนจะกล่าวกับฝูงชนที่กำลังก้มหัวขอบคุณอยู่รอบๆ ว่า “พวกท่านควรจะขอบคุณองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา ไม่ใช่ข้าหรอก”
นักบวชอีกคนที่อยู่ข้างๆ เขากล่าวเสริม “และควรจะขอบคุณพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พระราชินี และองค์มกุฎราชกุมารผู้ทรงเกียรติด้วย! อาหารเหล่านี้ พระองค์ทรงร่วมกับคริสตจักรนำมาแจกจ่ายให้พวกท่าน”
ฝูงชนรีบทำเครื่องหมายกางเขนตามทันที จากนั้นก็ส่งเสียงร้องตะโกนขึ้นมาว่า “ขอพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงพระเจริญ!”
เมื่อผู้คนไม่รู้สึกหิวอีกต่อไป และได้รับคำสัญญาจากเหล่านักบวชว่า “พรุ่งนี้ก็จะมีการแจกจ่ายอาหารอีก” พวกเขาก็พากันเดินกลับบ้านด้วยความอ่อนล้า
แต่ทว่า สมาชิกแก๊งหลายสิบคนที่รับเงินมาเพื่อยุยงปลุกปั่นให้เกิดการจลาจล ยังคงตะโกนอยู่ไม่ไกล “ใครจะไปที่บ้านไวเคานต์อองโรลกับข้าบ้าง บ้านเขาต้องมีของกินแน่ๆ!”
ทว่าผู้คนกลับมองดูพวกเขาด้วยสายตาเฉยชา และไม่มีใครตอบสนองเลย

0 Comments