You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ตอนที่โจเซฟเดินออกมาจากคฤหาสน์ “ป่าเมเปิลสีขาว” ในใจของเขาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจแล้ว

อาร์ชบิชอปจากเขตปารีส และอีกสามเขตอย่างวาลัวส์ ต่างก็บรรลุข้อตกลง “แลกเปลี่ยนหุ้นกับธัญพืช” กับเขาแล้ว เมื่อรวมกับตาแลร็องจากเขตโอตุน และบรีแอนจากเขตตูลูสเข้าไปด้วย ในปัจจุบัน กว่าครึ่งหนึ่งของเหล่านักบวชระดับสูงผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในคริสตจักรฝรั่งเศส ก็จะมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย

ส่วนที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะไปเจรจาผลประโยชน์กับบรรดาอาร์ชบิชอปในมณฑลทางตอนใต้เอง

จากข้อมูลที่อาร์ชบิชอปโบมงต์เพิ่งเปิดเผยออกมาเมื่อครู่นี้ ปริมาณ “เสบียงส่วนตัว” ของคริสตจักรนั้นมีจำนวนมหาศาลมาก ถึงขั้นสามารถอุดช่องโหว่ปัญหาการขาดแคลนเสบียงอาหารของฝรั่งเศสได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็จะหวังพึ่งเสบียงในห้องใต้ดินของคริสตจักรในตอนเกิดภัยหนาวจัดในปี 1792 ตามประวัติศาสตร์ไม่ได้แล้ว แต่โจเซฟก็เชื่อมั่นว่า ด้วยการพัฒนาตูนิสอย่างต่อเนื่อง ผลผลิตธัญพืชที่เพิ่มขึ้นในอีกสองปีข้างหน้า ก็น่าจะเพียงพอรับมือกับภาวะขาดแคลนอาหารระยะสั้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิได้อย่างแน่นอน

ท้ายที่สุดแล้ว แค่พื้นที่เพาะปลูกของตูนิสเพียงแห่งเดียว ก็คิดเป็นหนึ่งในสามของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดของฝรั่งเศสในปัจจุบันแล้ว แต่กลับต้องเลี้ยงดูประชากรเพียง 1.6 ล้านคนเท่านั้นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าโบมงต์และคนอื่นๆ จะทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด โจเซฟจึงได้วาดฝันถึง “บัลลังก์พระสันตะปาปา” ให้พวกเขาด้วย

แม้ว่าในปัจจุบัน ศาสนจักรจะอยู่ภายใต้การปกครองของชาวอิตาลี แต่ในศตวรรษที่ 14 ศูนย์กลางของศาสนจักรเคยอยู่ที่เมืองอาวีญงของฝรั่งเศสมาก่อนนะ!

จนกระทั่งเกือบหนึ่งศตวรรษให้หลัง สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 11 จึงได้ย้ายศูนย์กลางกลับไปที่กรุงโรม

จนถึงปัจจุบัน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสก็ยังคงมีดินแดนของอาวีญง ซึ่งถือเป็นรัฐสันตะปาปาอยู่เลย

แม้ว่าในปัจจุบัน คริสตจักรคาทอลิกฝรั่งเศสจะเป็นเอกเทศ แต่ถ้าจะบอกว่าบรรดานักบวชระดับสูงไม่เคยมีความคิดที่จะครอบครองบัลลังก์พระสันตะปาปาเลยล่ะก็ ย่อมเป็นไปไม่ได้แน่นอน

ดังนั้น โจเซฟจึงได้แง้ม “พิมพ์เขียวอันยิ่งใหญ่” ของตน ที่จะย้ายศาสนจักรกลับมาที่อาวีญงให้เหล่าอาร์ชบิชอปได้ทราบที่ “ป่าเมเปิลสีขาว”

หากศาสนจักรกลับคืนสู่ฝรั่งเศส พระสันตะปาปาย่อมต้องมาจากพวกเขาและบรีแอนอย่างแน่นอน

โบมงต์และคนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกฮึกเหิม นี่เป็นสิ่งที่มกุฎราชกุมารตรัสออกมาจากพระโอษฐ์เองเชียวนะ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นพระราชประสงค์ของราชวงศ์ราชวงศ์ฝรั่งเศสได้ก่อเกิดความทะเยอทะยานที่จะขึ้นเป็นผู้นำของคริสตจักรคาทอลิกแล้ว

แน่นอนว่า โจเซฟยังไม่ได้มีแผนยุทธศาสตร์เรื่องนี้ในตอนนี้หรอก ก็แค่การขายฝันล้วนๆ

แต่ถ้าหากวันหนึ่งกองทัพฝรั่งเศสบุกไปถึงกรุงโรมจริงๆ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางการเมืองของศาสนจักรหรอกนะควบคุมพระสันตะปาปาเพื่อสั่งการเหล่าศาสนิกชน ฝรั่งเศสจะไปตีใครก็อ้างว่าเป็นสงครามครูเสด แค่คิดก็ฟินสุดๆ แล้ว

เขาจะไม่มีทางทำตามประวัติศาสตร์เหมือนอย่างจักรพรรดินโปเลียนหรอก ที่ยอมแตกหักกับศาสนจักรทั้งหมดเพียงเพื่อเงินก้อนเล็กๆ ของรัฐสันตะปาปา จนต้องสูญเสียผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างมหาศาล

ส่วนบรรดาอาร์ชบิชอปต่างก็แอบตัดสินใจอย่างเงียบๆ ว่า จะต้องทำผลงานในการปล่อยเสบียงครั้งนี้ให้ออกมาดีที่สุด เพื่อเพิ่มคะแนนให้กับตนเองในการชิงตำแหน่งพระสันตะปาปาในอนาคต

ก่อนที่โจเซฟจะเดินทางไปที่ย่านมงมาทร์ เขาได้วางแผนการคร่าวๆ สำหรับขั้นตอนต่อไปไว้เรียบร้อยแล้ว หลังจากกลับมาถึงปารีส เขาก็มุ่งตรงไปที่สำนักงานใหญ่ของสำนักข่าวกรองเป็นอันดับแรก

เมื่อฟูเชร์ได้ฟังแผนการของโจเซฟจบ สีหน้าของเขาก็เผยให้เห็นถึงความตื่นเต้นอย่างบ้าคลั่งทันที “ฝ่าบาท กระหม่อมแทบไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยายความเลื่อมใสที่มีต่อพระองค์เลยพ่ะย่ะค่ะ สถานการณ์เช่นนี้ พระองค์ก็ยังทรงมองเห็นโอกาสได้อีกหรือพ่ะย่ะค่ะ!”

เพียงแค่เขานึกถึงภาพเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ที่มกุฎราชกุมารทรงวางแผนเอาไว้ เลือดในกายของเขาก็สูบฉีดพลุ่งพล่านไปหมดแล้ว

โจเซฟพูดขัดจังหวะการประจบประแจงของเขา แล้วก็วาดฝันให้เขาด้วย “ครั้งก่อนสำนักข่าวกรองทำผลงานในแอฟริกาเหนือได้ดีมาก หากครั้งนี้สามารถทำภารกิจสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี ข้าคิดว่า ก็คงจะถึงเวลาเลื่อนสถานะขึ้นเป็นกระทรวงข่าวกรองแล้วล่ะ อ้อ ชื่อ ‘กระทรวงข่าวกรองแห่งชาติ’ ดูเหมือนจะเหมาะสมกว่านะ”

อืม มีเหยื่อล่อแขวนอยู่ตรงหน้า ลูกน้องถึงจะมีแรงฮึดสู้

เมื่อฟูเชร์และคนอื่นๆ ได้ยินดังนั้น แววตาของพวกเขาก็เปล่งประกายขึ้นมาทันทีหากได้เลื่อนสถานะเป็นกระทรวงข่าวกรองโดยตรง นั่นก็หมายความว่าผู้บังคับบัญชาก็อาจจะได้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรี และกลายเป็นรัฐมนตรีกระทรวงข่าวกรอง ส่วนผู้บริหารระดับต่างๆ ภายในกระทรวงก็ย่อมได้รับการเลื่อนขั้นตามไปด้วย

ในชั่วขณะนั้น สมาชิกทุกคนในสำนักข่าวกรองต่างก็กระตือรือร้น แทบอยากจะบินไปที่มณฑลทางตอนใต้เสียเดี๋ยวนี้เลย

หลังจากจัดการเรื่องทั้งหมดนี้เสร็จสิ้น โจเซฟก็รีบเดินทางไปที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจปารีสโดยไม่หยุดพัก

แผนการอื่นๆ ทั้งหมด จะสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยกองทัพเป็นพื้นฐาน

กองพลเบอร์เทียร์และกองพลมูลินส์ได้รับคำสั่งมานานแล้ว และกำลังรวมพลกันอยู่ที่วิทยาเขตใหม่ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

วิทยาเขตใหม่ก็คือคฤหาสน์ที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระราชินีพระราชทานให้กับโจเซฟนั่นเอง พื้นที่กว้างขวางถึงสิบกว่าเฮกตาร์ หากไม่ได้นำไปเพาะปลูก การจะรองรับทหารสักสามถึงห้าหมื่นนายก็ถือว่าเหลือเฟือ

การปลุกระดมก่อนออกรบไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ ก็แค่ให้โจเซฟขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ เพื่อบอกเหล่าทหารว่า พวกเขาจะต้องแบกรับภารกิจทางประวัติศาสตร์ในการนำพาฝรั่งเศสไปสู่จุดเปลี่ยน และจะได้รับเกียรติยศอันสูงสุด จากนั้นก็เป็นการแสดงขบวนแถวตามปกติ

สิ่งที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด ก็คือการเปลี่ยนอาวุธให้กองพลมูลินส์มาเป็นปืนแก๊ปออกัสตัส ผลงานของกองพลมูลินส์ที่ตูนิสนั้นถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ที่สำคัญที่สุดคือได้แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีอย่างเต็มเปี่ยมต่อมกุฎราชกุมาร ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้พวกเขาได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ล่าสุดมาครอบครอง

โจเซฟสั่งการให้อองเดรจัดให้ทหารทุกคนทำการฝึกซ้อมยิงปืนคนละ 20 นัดต่อวันไปจนกว่ากองทัพจะเคลื่อนพลอย่างป๋าจัด

ในความเป็นจริง การใช้ปืนแก๊ปนั้นไม่ได้แตกต่างจากปืนคาบศิลามากนัก เพียงแค่ลดขั้นตอนการบรรจุดินปืนลงไปสองสามขั้นตอน แค่ฝึกซ้อมสักพักก็สามารถใช้งานได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้ฝึกยิงเป็นร้อยๆ นัดเพื่อสร้างความคุ้นเคย

ต้องรู้ไว้ว่า ทหารผ่านศึกหลายคนในกองทัพฝรั่งเศสแบบเก่ายังไม่เคยมีประสบการณ์การยิงปืนถึง 100 นัดเลยด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ กองพลทหารองครักษ์ยังได้เปลี่ยนมาใช้ปืนใหญ่หนัก 12 ปอนด์ในครั้งนี้ด้วย สาเหตุหลักก็คือหลังจากยุทธการที่ตูนิส โจเซฟพบว่าปืนใหญ่ที่หนักที่สุดอย่าง 8 ปอนด์นั้นยังมีอำนาจการยิงข่มที่ไม่เพียงพอ จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนตามรูปแบบการจัดกำลังของจักรพรรดินโปเลียนในเวลาต่อมา โดยให้กองทัพทั้งหมดเปลี่ยนมาใช้ปืนใหญ่ขนาด 12 ปอนด์และ 6 ปอนด์แทน

แบบแรกใช้สำหรับการยิงข่ม ส่วนแบบหลังใช้ในสภาพแวดล้อมสนามรบที่ต้องการความคล่องตัว

อย่างไรเสียตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีการจัดตั้งทหารปืนใหญ่ทหารม้าขึ้นมา ความเทอะทะของปืนใหญ่ 12 ปอนด์จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แค่เพิ่มม้าลากจูงเข้าไปอีกสักสองสามตัวก็สิ้นเรื่อง

หลังจากจัดการเรื่องอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เสร็จสิ้น โจเซฟก็เรียกตัวเบอร์เทียร์ ฟรียงต์ และนายทหารคนอื่นๆ มารวมตัวกัน และได้ออกคำสั่งเกี่ยวกับการปรับปรุงสภาพจิตใจของทหาร

หลังจากโจเซฟพูดจบ เบอร์เทียร์ก็ตีหน้าเศร้าแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท ‘กรมกิจการทหาร’ ที่พระองค์ตรัสถึงนั้น ครอบคลุมเรื่องต่างๆ มากมายเหลือเกิน ภายในระยะเวลาอันสั้นนี้เกรงว่าจะยากที่จะเริ่มดำเนินการได้พ่ะย่ะค่ะ”

อองเดรที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย “ฝ่าบาท แค่เรื่องกำลังคน ตอนนี้ก็ไม่สามารถแก้ไขได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ ตามความต้องการของพระองค์ อย่างน้อยก็ต้องใช้คนถึง 200 กว่าคน ถึงจะสามารถทำงานในเขตปารีสได้สำเร็จอย่างทุลักทุเล ส่วนครอบครัวของทหารในมณฑลอื่น ก็ยิ่งต้องใช้คนมากกว่านี้อีกพ่ะย่ะค่ะ…”

โจเซฟยิ้มพลางพยักหน้า “เรื่องนี้พวกท่านไม่ต้องกังวลไป เรื่องกำลังคนที่ต้องการ ให้ไปขอกำลังพลจากออแตลเดแซ็งวาลีดได้เลย พวกเราแค่ต้องส่งเจ้าหน้าที่พลเรือนไปคอยสั่งการก็พอ อ้อ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายก็พยายามให้ทางออแตลเดแซ็งวาลีดเป็นคนออกให้หมด”

ออแตลเดแซ็งวาลีดของฝรั่งเศสในปัจจุบัน ไม่ใช่หน่วยงานที่คอยดูแลทหารบาดเจ็บทุพพลภาพเหมือนในสมัยของกษัตริย์พระอาทิตย์อีกต่อไปแล้ว แต่ได้กลายเป็นสถานพักฟื้นสำหรับนายทหารที่เกษียณอายุราชการล้วนๆ ซึ่งทหารธรรมดาไม่มีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการใดๆ เลย

การเก็บหน่วยงานแบบนี้ไว้ นอกจากจะเป็นแหล่งสนับสนุนอาวุธให้กับชาวบ้านที่ก่อการจลาจลในช่วงการปฏิวัติใหญ่แล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย สู้ถือโอกาสตอนที่พวกผู้บริหารระดับสูงในกองทัพไม่อยู่ปารีส จัดการคว้านไส้มันออกมาให้หมดเลยจะดีกว่า

เบอร์เทียร์และคนอื่นๆ สบตากันเมื่อได้ยินเช่นนั้น ต่างก็เผยรอยยิ้มอย่างรู้กันออกมา

จากนั้น โจเซฟก็ลงไปพบปะกับทหารในกองพลทหารองครักษ์ พยายามพูดคุยให้กำลังใจทหารแต่ละคนแบบเผชิญหน้าให้มากที่สุด จนกระทั่งถึงช่วงเที่ยงของวันรุ่งขึ้น เขาจึงลากสังขารที่เหนื่อยล้ากลับไปยังพระราชวังแวร์ซายส์

การเตรียมการทุกอย่างพร้อมแล้ว ถึงเวลาเริ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เสียที!

ปารีส เขตแซ็งตองตวน ถนนโอเรย์

เสียงแตรทหารอันไพเราะกังวานมาพร้อมกับจังหวะกลองที่คึกคักดังมาจากทางทิศใต้ของถนน ดึงดูดให้ชาวบ้านสองข้างทางพากันชะเง้อมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ไม่นาน พวกเขาก็เห็นขบวนทหารราว 20 นายในชุดเครื่องแบบทหารเกียรติยศอันสง่างาม จัดแถวตอนเรียงสองอย่างเป็นระเบียบ ก้าวเดินมาทางนี้อย่างพร้อมเพรียงกัน

ชายชราขายปลาคนหนึ่งขมวดคิ้วและกระซิบกับชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆ “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันล่ะเนี่ย ถึงได้ส่งทหารมาจับคนเยอะแยะขนาดนี้!”

ชายวัยกลางคนส่ายหน้า “ถ้าจะมาจับคน จะทำเสียงดังเอิกเกริกขนาดนี้ทำไมกัน ไม่กลัวว่าเป้าหมายจะหนีไปก่อนหรือไง?”

นักข่าวหนุ่มที่อยู่ด้านหลังพวกเขาชะโงกหน้ามอง พร้อมกับอธิบายให้ทั้งสองคนฟัง “นั่นคือกรมกิจการทหารที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นมาใหม่ ได้ยินมาว่าคอยให้บริการกองพลเบอร์เทียร์ และกองกำลัง ‘ตำรวจนักรบ’ น่ะครับ”

ชายชราขายปลาถามด้วยความสงสัย “แถวบ้านเราดูเหมือนจะไม่มีนายทหารใหญ่ๆ อาศัยอยู่เลยนะ?”

ตามความเข้าใจที่คุ้นเคยของเขา หน่วยงานที่เรียกว่า “ให้บริการกองทัพ” ก็มีความหมายเท่ากับให้บริการบรรดานายทหารนั่นแหละ

ขบวนทหารของกรมกิจการทหารหยุดลงที่หน้าบ้านธรรมดาๆ หลังหนึ่ง จากนั้นก็แปรขบวนเป็นแถวหน้ากระดาน ยืนประจำการอยู่ที่สองข้างของประตูใหญ่

ทหารสองสามนายก้าวออกมาจากแถว ตรวจสอบที่อยู่จนแน่ใจเสียก่อน จากนั้นจึงเริ่มนำริบบิ้นสีแดงและสีน้ำเงินมาผูกไว้ที่ประตู และวางตะกร้าดอกไม้ไว้ด้านหน้า

เมื่อนายทหารผู้นำออกคำสั่ง ทหารสองนายก็กางป้ายผ้าใบกว้างครึ่งเมตรออก บนนั้นเขียนว่า: แสงสว่างแห่งเกียรติยศของฝรั่งเศส! ขอแสดงความยินดีกับสิบโทเอเดรียน ที่ได้รับเหรียญตราแห่งความกล้าหาญ!

ด้านล่างยังมีตัวอักษรขนาดเล็กเขียนไว้อีกหนึ่งบรรทัด: เกียรติศัพท์แห่งความกล้าหาญเป็นที่ประจักษ์ หนึ่งคนสร้างผลงาน นำความภาคภูมิใจมาสู่ครอบครัว

ตามลำดับขั้นการสร้างผลงานของกองพลทหารองครักษ์ เหรียญตราแห่งความกล้าหาญคือรางวัล “ความดีความชอบระดับสี่” ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่าเหรียญตราไอริสทองแดง ในยุทธการตูนิส มีผู้ที่ได้รับเหรียญตราแห่งความกล้าหาญทั้งหมด 23 คน

ชาวเมืองต่างพากันมามุงดูบ้านของเอเดรียนจนแน่นขนัด มองดูป้ายผ้าใบแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา:

“เอเดรียนไม่ได้เข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจหรอกหรือ แล้วทำไมถึงได้รับเหรียญตราชั้นยอดได้ล่ะ?”

“ได้ยินมาว่าเขาไปที่แอฟริกาเหนือ ดูเหมือนว่าจะไปสร้างผลงานที่นั่นมาล่ะมั้ง”

“จัดงานใหญ่โตขนาดนี้ เอเดรียนนี่ได้หน้าไปเต็มๆ เลยนะ!”

“เขาก็เป็นแค่สิบโท กองทัพจะมาแสดงความยินดีถึงบ้านอย่างยิ่งใหญ่ขนาดนี้เลยหรือ?”

นายทหารจากกรมกิจการทหารกำลังจะเคาะประตู พ่อแม่และน้องสาวของเอเดรียนก็ผลักประตูออกมาด้วยความตกใจ

มิสเตอร์เอเดรียนผู้พ่อมองไปรอบๆ ด้วยความประหม่า ก่อนจะเข้าไปทำความเคารพนายทหารคนนั้น และกระซิบถามว่า “นายท่าน ท่านมาทำอะไรที่นี่หรือขอรับ…”

นายทหารรีบพยุงเขาขึ้น ยกหมวกทำความเคารพ แล้วกล่าวเสียงดัง “อรุณสวัสดิ์! ท่านคือมิสเตอร์เอเดรียนใช่ไหม? ลูกชายของท่านต่อสู้ด้วยความกล้าหาญในการสกัดกั้นชาวแอลจีเรียไม่ให้รุกรานตูนิส จึงได้รับเหรียญตราแห่งความกล้าหาญ ข้าเป็นตัวแทนของโรงเรียนนายร้อยตำรวจปารีส นำข่าวดีนี้มาแจ้งให้ท่านทราบ”

ครอบครัวเอเดรียนต่างก็ยืนอึ้งอยู่กับที่ ทำอะไรไม่ถูกอยู่นาน

นายทหารคนนั้นก้าวเข้าไปยัด “ใบรับรองการได้รับเหรียญตรา” และเหรียญเงินจำนวน 200 ลีฟร์ใส่มือของมิสเตอร์เอเดรียนผู้พ่อ และกล่าวด้วยความกระตือรือร้นอย่างยิ่งว่า “นี่คือใบรับรองและเงินรางวัลของสิบโทเอเดรียน องค์มกุฎราชกุมารรับสั่งให้ข้ามาขอบคุณครอบครัวของพวกท่านที่คอยสนับสนุนเขา พวกท่านก็มีส่วนช่วยให้ฝรั่งเศสได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ด้วย อ้อ รบกวนท่านเซ็นชื่อตรงนี้หน่อย ข้าจะได้นำกลับไปรายงาน”

ครอบครัวเอเดรียนรู้สึกเหมือนกำลังฝันไป ราวกับว่าลูกชายของพวกเขาได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก

ไม่เพียงแต่มีนายทหารนำคนมาแสดงความยินดี แต่ยังมีเงินรางวัลสูงถึง 200 ลีฟร์เชียว!

ในที่สุดมิสเตอร์เอเดรียนผู้พ่อก็ได้สติ รีบบอกให้ภรรยาเตรียมน้ำและอาหารมาต้อนรับเหล่าทหารที่มาแสดงความยินดี จากนั้นก็หันกลับไปเชิญคนที่มาจากกรมกิจการทหารให้เข้าไปในบ้าน

แต่อีกฝ่ายกลับยืนอยู่หน้าประตู และเริ่มเล่าถึงกระบวนการสร้างผลงานของเอเดรียนให้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ฟังด้วยเสียงอันดัง บทความนี้เห็นได้ชัดว่าถูกเตรียมการมาอย่างดี ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็รู้สึกลุ้นระทึกราวกับได้เห็นภาพเอเดรียนที่เสี่ยงชีวิตอุดช่องโหว่ที่ทหารม้าแอลจีเรียเจาะเข้ามาได้ในยามวิกฤต เพื่อรักษาขบวนทัพของฝรั่งเศสให้คงอยู่ได้อย่างน่าตื่นเต้นหวาดเสียวด้วยตาของตนเอง

จากนั้น นายทหารก็เล่าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ครอบครัวของทหารผู้สร้างผลงานจะได้รับ ซึ่งรวมถึง หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะได้รับการจัดการจากตำรวจเป็นอันดับแรก ครอบครัวสามารถเข้าทำงานที่เกี่ยวข้องกับกองทัพได้ หากมีปัญหาอะไรก็สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากกรมกิจการทหารได้โดยตรง เป็นต้น

สรุปก็คือ ต่อจากนี้ไป ครอบครัวเอเดรียนจะต้องเป็นที่เคารพและยำเกรงของทุกคนบนถนนสายนี้อย่างแน่นอน

ชาวเมืองที่มุงดูต่างก็รู้สึกอิจฉาตาร้อน และพากันพูดคุยกันเสียงดัง

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจก็สามารถมีหน้ามีตากับเขาได้ด้วย!”

“พระเจ้าช่วย! นั่นมันเงินรางวัลตั้ง 200 ลีฟร์เลยนะ!”

“ได้ยินไหม? ถ้าบ้านเขามีปัญหาอะไร ก็สามารถไปขอให้นายทหารคนนี้จัดการให้ได้เลย”

“เฮ้อ ลูกชายคนที่สามของฉันเดิมทีก็อยากไปเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจเหมือนกัน แต่ฉันไม่ยอมให้ไป ตอนนี้เสียใจจนแทบจะตายอยู่แล้ว!”

แม้แต่ชายหนุ่มที่เคยปฏิเสธคำสารภาพรักของน้องสาวเอเดรียนมาก่อน ก็ยังหน้าด้านเดินเข้าไปหาเด็กสาวทันที…

ในขณะนั้น ทั่วทุกแห่งในปารีสล้วนมีแต่ภาพความวุ่นวายของกรมกิจการทหาร และทหารของกองพลทหารองครักษ์ที่สร้างผลงาน ก็กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนในทันทีโดยมี 《หนังสือพิมพ์การค้าปารีส》 เป็นผู้นำ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับต่างก็ทุ่มเทพื้นที่หน้ากระดาษจำนวนมากเพื่อนำเสนอวีรกรรมความกล้าหาญของพวกเขา แม้แต่ข่าวการจลาจลในมณฑลทางตอนใต้ก็ยังถูกข่าวเหล่านี้บดบังไปจนหมด

ส่วนครอบครัวและเพื่อนฝูงของเหล่าทหารผู้สร้างผลงาน ก็รีบเขียนจดหมายไปบอกเล่าเรื่องราวที่พวกเขาได้รับการยกย่องให้ทหารเหล่านั้นได้รับรู้ เนื้อหาในจดหมายล้วนเป็นการให้กำลังใจให้พวกเขาสู้รบอย่างกล้าหาญ เพื่อที่จะได้รับเหรียญตราอีกครั้ง

การยกระดับชื่อเสียงของทหารในกองพลทหารองครักษ์ เพื่อเพิ่มพูนเกียรติยศและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพนั้น เป็นสิ่งที่โจเซฟอยากจะทำมานานแล้ว

ก่อนหน้านี้เป็นเพราะไม่อยากจะไปกระตุ้นพวกขุนนางทหารมากเกินไป การดำเนินการในด้านนี้จึงทำได้เพียงแค่ภายในกองทัพเท่านั้น

แต่ในเมื่อตอนนี้พวกขุนนางทหารได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่าจะตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับราชวงศ์ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป

ทหารในกองทัพฝรั่งเศสแบบเก่าเป็นเพียงชนชั้นต่ำ แต่ในกองพลทหารองครักษ์ พวกเขาคือนักรบผู้ทรงเกียรติ คือแสงสว่างแห่งความรุ่งโรจน์ของฝรั่งเศส

หากทั้งสองฝ่ายต้องมาสู้รบกัน ต่อให้ไม่นำความแตกต่างด้านประสิทธิภาพการรบมาพิจารณา แค่ในด้านขวัญกำลังใจ กองพลทหารองครักษ์ก็สามารถบดขยี้คู่ต่อสู้ได้อย่างราบคาบแล้ว!

อย่างไรก็ตาม การกระทำของโจเซฟในครั้งนี้กลับทำให้โรงเรียนนายร้อยตำรวจปารีสและกองพลเบอร์เทียร์ต้องลำบากใจ เพราะพวกเขาแทบจะต้องรับมือกับชาวเมืองที่แห่กันมาสมัครเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจหรือสมัครทหารตลอดทั้งวัน…

โจเซฟกลับมาถึงพระราชวังแวร์ซายส์ได้ไม่ถึงห้านาที ก็เห็นบรีแอนรีบร้อนเดินเข้ามาหานางด้วยสีหน้ากระวนกระวายใจ

อาร์ชบิชอปทำความเคารพอย่างเร่งรีบ แล้วโบกเอกสารในมือไปมา “ฝ่าบาท พระองค์เสด็จกลับมาสักที! การจลาจลลุกลามใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ แล้วพ่ะย่ะค่ะ พระราชินีทรงสอบถามแผนรับมือของพระองค์หลายครั้งแล้ว…”

โจเซฟยิ้มพลางเชิญให้เขานั่งลง และกล่าวอย่างไม่รีบร้อนว่า “ข้าก็กำลังจะไปหาท่านพอดีเลย ท่านอาร์ชบิชอป รบกวนท่านออกคำสั่งในนามของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ไปยังกองทัพในมณฑลทางตอนใต้ ให้นายทหารระดับกลางและระดับสูงทั้งหมด รีบเดินทางมาที่พระราชวังแวร์ซายส์ทันที หากใครมาไม่ถึงภายในหนึ่งสัปดาห์ ให้ถือว่ามีความผิดฐานก่อกบฏ!”

บรีแอนตกใจจนหน้าซีดเผือด รีบลุกพรวดขึ้นมาทันที “ฝ่าบาท เช่นนี้จะได้หรือพ่ะย่ะค่ะ? หากเรียกนายทหารมารวมตัวกันที่ปารีสจนหมด แล้วใครจะไปสั่งการกองทัพให้ปราบปรามการจลาจลล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”

โจเซฟหัวเราะเบาๆ “ท่านไม่ต้องเป็นห่วงไป คริสตจักรจะช่วยข้าจัดการปัญหาการจลาจลเอง”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note