You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ชั่วข้ามคืน ผู้คนตามท้องถนนและตรอกซอกซอยต่างพากันโกรธแค้นเป็นฟืนเป็นไฟ: “พวกท่านได้ยินไหม? มีลูกสาวช่างทำทองแดงคนหนึ่งในเขตมาเรส์ ถูกขุนนางสองคนหมายตา นอกจากจะถูกพวกมันย่ำยีแล้ว สุดท้ายครอบครัวช่างทำทองแดงก็ถูกฆ่าล้างโคตรเลย!”

“ได้ยินมาว่าหนึ่งในนั้นเป็นลูกชายของรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยด้วย หมอนั่นไม่อยากแบ่งผู้หญิงคนนั้นกับขุนนางอีกคน เลยส่งคนไปเผาเขาจนตาย”

“โหดเหี้ยมอำมหิตจริงๆ แต่ทำไมเขาต้องฆ่าครอบครัวเด็กสาวผู้โชคร้ายคนนั้นด้วยล่ะ?”

“แค่นี้ก็ไม่เข้าใจหรือ? หมอนั่นฆ่าขุนนางเชียวนะ โทษหนักเลยล่ะ! ถ้าเด็กสาวคนนั้นปากโป้งบอกว่าพวกเขาสองคนเคยแย่งชิงนาง ตำรวจก็ต้องสงสัยมาถึงตัวเขาแน่ นี่แหละที่เรียกว่าการทำลายหลักฐาน”

“พวกขุนนางเวรตะไลพวกนี้ ไม่เห็นชีวิตคนเป็นคนเลย!”

“พวกมันสมควรลงนรกไปให้หมด!”

โจเซฟมองดูรายงานข่าวเกี่ยวกับการลอบวางเพลิงของลูกชายรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยบนหนังสือพิมพ์ ขมวดคิ้วมุ่น คราวนี้เมื่อเรื่องราวพัวพันมาถึงตัวโมโน หมอนี่กลับไม่กล้าใช้อำนาจกดดันสำนักพิมพ์ไม่ให้ตีพิมพ์ข่าวอย่างโจ่งแจ้งเสียอย่างนั้น

ข่าวนี้รั่วไหลออกไปได้อย่างไร? เขาสั่งให้คนไปเรียกฟูเชร์มาพบอีกครั้ง

ไม่นาน สำนักงานข่าวกรองก็ส่งผลการสืบสวนเบื้องต้นมาให้มีใครบางคนนำเรื่องราวต้นสายปลายเหตุที่ลูกชายโมโนบงการให้ลอบวางเพลิง ไปเปิดโปงต่อกรมตำรวจและสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่โดยตรง

ภายใต้การซักไซ้ไล่เลียงของนักข่าวจำนวนมาก กรมตำรวจจึงจำต้องเรียกตัวแอนโทนี ลูกชายของโมโนมาสอบสวน แม้ว่าสุดท้ายจะปล่อยตัวเขากลับมาอย่างรวดเร็วเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ แต่ด้วยการกระพือข่าวของนักข่าว เขาก็กลายเป็นเป้าโจมตีของสังคมไปเสียแล้ว

แต่ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนปล่อยข่าวนี้ออกไปนั้น ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

โจเซฟมองรายงานพลางครุ่นคิด ญาติของไวเคานต์อองปอลหรือ? หรือใครบางคนที่แอบสืบเรื่องนี้อยู่อย่างลับๆ?

ในขณะนั้นเอง เอมงก็เดินแกมวิ่งเข้ามา โค้งคำนับแล้วพูดเสียงเบาว่า “ฝ่าบาท เคานต์โมโนต้องการขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟขมวดคิ้ว โมโนมาหาในเวลานี้ ย่อมต้องเป็นเรื่องนี้เรื่องเดียวแน่นอน แต่คดีนี้เลวร้ายเกินกว่าจะรับได้ เขาไม่มีทางช่วยหมอนี่แก้ต่างอย่างแน่นอน

เขาส่ายหน้า “บอกให้เขากลับไปเถอะ”

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

พระราชวังปาแล-รัวยาล

พ่อบ้านเดินเข้ามาในห้องหนังสือของดยุกแห่งออร์เลอ็องด้วยความตื่นเต้น หันกลับไปปิดประตูอย่างระมัดระวัง แล้วโค้งคำนับ “นายท่าน เป็นไปตามที่ท่านคาดไว้เลย รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยไปเข้าเฝ้าพระราชินี มกุฎราชกุมาร และอัครมหาเสนาบดีตามลำดับ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้พบใครเลยขอรับ”

“ก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว” ดยุกแห่งออร์เลอ็องพูดอย่างย่ามใจ “เรื่องมันลุกลามใหญ่โตขนาดนี้ แม้แต่พระราชินีก็ทรงปกป้องเขาไม่ได้หรอก”

เขาหันไปถามพ่อบ้านอีกว่า “จริงสิ สองคนพี่น้องตระกูลมาเลอเตอดูไม่ได้หลุดปากอะไรออกไปใช่ไหม?”

พ่อบ้านก้มหน้าตอบ “คนของเราในคุกบาสตีย์จับตาดูอยู่ตลอด พวกมันคงไม่กล้าพูดจาซี้ซั้วหรอกขอรับ”

“ดีมาก” รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของดยุกแห่งออร์เลอ็อง “ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้โง่โมโนฆ่าล้างครอบครัวช่างทำทองแดง เรื่องก็คงไม่ราบรื่นขนาดนี้”

ใช่แล้ว สิ่งที่เรียกว่า “คดีลอบวางเพลิงคฤหาสน์ไวเคานต์อองปอล” ล้วนเป็นแผนการที่เขาวางไว้ทั้งสิ้น

หลังจากที่รู้ว่าทายาทของตนติดเชื้อซิฟิลิส เขาก็อยากจะแก้แค้นโจเซฟ แก้แค้นราชวงศ์อย่างบ้าคลั่ง

และบังเอิญเมื่อหลายเดือนก่อน เขาก็ได้รู้เรื่องที่ลูกชายของโมโนกับไวเคานต์อองปอลหมายปองเด็กสาวชาวบ้านคนเดียวกัน

ในความคิดของเขา โมโนคือกำลังสำคัญทางการเมืองของราชวงศ์ หากสามารถใช้ประโยชน์จากเขาได้ ก็อาจจะหาช่องโหว่ของราชวงศ์ได้

ดังนั้น เขาจึงเฟ้นหาคนรอบตัวแอนโทนี จนในที่สุดก็เลือก “ลูกสมุน” ของแอนโทนีนั่นก็คือพี่น้องขุนนางตกอับตระกูลมาเลอเตอดู

หลังจากที่ใช้วิธีการบางอย่างเพื่อควบคุมสองพี่น้องนี้แล้ว ดยุกแห่งออร์เลอ็องก็บงการให้พวกเขาสร้างสถานการณ์ให้ความขัดแย้งระหว่างแอนโทนีกับไวเคานต์อองปอลรุนแรงยิ่งขึ้น

แอนโทนีเป็นลูกนอกสมรสมาสิบกว่าปี จู่ๆ เมื่อครึ่งปีก่อนก็กลายเป็นทายาทสืบทอดบรรดาศักดิ์ของโมโน สถานะที่เปลี่ยนไปทำให้เขาลอยตัวขึ้นมาทันที

เมื่อกว่าครึ่งเดือนก่อน หลังจากที่เขาดื่มเหล้าจนเมามาย ก็วิ่งไปที่บ้านของเด็กสาวที่ชื่อเซลีน หวังจะเอาตัวนางมา “หาความสุข” แต่กลับได้รู้ว่านางถูกไวเคานต์อองปอลลักพาตัวไปเสพสุขที่คฤหาสน์ของเขาเสียแล้ว

ด้วยแรงยุยงของพี่น้องมาเลอเตอดู ประกอบกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ ทำให้เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ สั่งให้พี่น้องมาเลอเตอดูไปแย่งเซลีนกลับมา

สองพี่น้องนั่นได้รับคำสั่งจากดยุกแห่งออร์เลอ็องมาแต่แรกแล้ว จึงรีบนำเรื่องนี้ไปรายงานให้เขาทราบทันที

ดยุกแห่งออร์เลอ็องตระหนักว่านี่คือโอกาสอันดีที่จะดึงโมโนลงน้ำ จึงส่งคนไปร่วมมือกับพวกเขาเผาคฤหาสน์ของไวเคานต์อองปอล

เรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นไปตามแผนที่เขาวางไว้แทบจะทุกประการ

พี่น้องมาเลอเตอดูจับเซลีนกลับมาที่บ้านของแอนโทนี แล้วบอกด้วยความภูมิใจว่า พวกเขาได้เผาไอ้อองปอลที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจนตายไปแล้ว

แอนโทนีได้ยินดังนั้นก็ตกใจจนสร่างเมาไปกว่าครึ่ง รีบวิ่งหนีกลับบ้านหัวซุกหัวซุน นำเรื่องนี้ไปบอกผู้เป็นพ่อ

โมโนเองก็ตกใจแทบสิ้นสติ เดิมทีตั้งใจจะให้พี่น้องมาเลอเตอดูหนีไป แต่ใครจะไปคิดว่าไอ้โง่สองคนนี้จะถูกตำรวจจับได้ซึ่งแน่นอนว่านี่เป็นสิ่งที่พวกเขาจงใจให้เป็นไปเช่นนั้น

จากนั้น เขาจึงไปพบพี่น้องมาเลอเตอดูที่ห้องขัง แต่ทั้งสองกลับยืนกรานว่าแอนโทนีเป็นคนสั่งให้พวกเขาวางเพลิง วันนั้นแอนโทนีเมาแอ๋ รู้แค่ว่าตัวเองสั่งให้พวกเขาไปแย่งผู้หญิงกลับมา ส่วนเรื่องอื่นเขาจำอะไรไม่ได้เลย

ด้วยความจนใจ โมโนจึงยื่นข้อเสนอสุดพิเศษให้กับพี่น้องมาเลอเตอดู เพื่อให้พวกเขายอมรับผิดแทน จากนั้นเขาก็ติดสินบนผู้พิพากษาศาลยุติธรรมสูงสุด เพื่อให้รีบจัดการประหารชีวิตสองคนนี้ให้เร็วที่สุด

และนี่ก็คือผลลัพธ์ที่ดยุกแห่งออร์เลอ็องต้องการ

เพียงแต่โมโน “ยอดเยี่ยม” กว่าที่เขาคาดไว้เสียอีก เพราะความกินปูนร้อนท้อง จึงถึงกับลงมือฆ่าล้างครอบครัวของเซลีน

ตกกลางคืน

รถม้าสีดำคันหนึ่งแล่นเข้ามาในคฤหาสน์ของรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยอย่างเงียบเชียบ

โมโนมองชายผู้มาเยือนที่ถอดฮู้ดออก เผยให้เห็นใบหน้าของดยุกแห่งออร์เลอ็องด้วยความสงสัย เขาขมวดคิ้วแล้วถามเสียงต่ำ “ท่านมาทำอะไรที่นี่?”

“ข้าได้ยินมาว่าช่วงนี้ท่านกำลังประสบปัญหาบางอย่าง” ดยุกแห่งออร์เลอ็องพูด “ไม่เชิญข้าเข้าไปนั่งหน่อยหรือ?”

“ไม่จำเป็น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่าน…” โมโนไม่ลืมว่าคนตรงหน้าคือคู่แข่งทางการเมืองของเขา

“ถ้าอย่างนั้น ลูกชายของท่านก็คงจะถูกกองทหารรักษาพระองค์จับกุมตัวไปในเร็วๆ นี้ [หมายเหตุ 1]” ออร์เลอ็องยิ้ม “และท่านเอง ก็คงจะถูกร่างแหจนถูกปลดออกจากตำแหน่งด้วย”

โมโนหน้าซีดเผือด “ข้าจะไปขอพระราชทานอภัยโทษจากพระราชินี…”

ดยุกแห่งออร์เลอ็องรีบขัดจังหวะเขาทันที “ข้าได้ยินเพื่อนในศาลยุติธรรมสูงสุดเล่าว่า เมื่อวานซืนมกุฎราชกุมารเสด็จไปที่ศาลยุติธรรมสูงสุด แล้วก็จับกุมผู้พิพากษาโครเอไปสอบสวนด้วย

“และเมื่อวานนี้ คดีของลูกชายท่านก็โด่งดังไปทั่วทั้งเมือง ท่านไม่คิดว่าเรื่องนี้มันบังเอิญเกินไปหน่อยหรือ?”

แน่นอนว่า เรื่องบังเอิญทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฝีมือของเขาเอง หลังจากรู้ว่ามกุฎราชกุมารเสด็จไปที่ศาลยุติธรรมสูงสุด เขาก็รีบส่งคนไปปล่อยข่าววงในเรื่องคดีลอบวางเพลิงให้กับกรมตำรวจและสำนักพิมพ์ทันที

โมโนถึงกับอึ้งไปทันที แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าช่วงสองวันมานี้ คนของราชวงศ์และบรีแอนไม่มีใครยอมพบเขาเลย หรือว่านี่จะเป็นแผนของมกุฎราชกุมารจริงๆ?

เขานึกย้อนไปถึงตอนที่เกิดเรื่องธนาคารล้มละลาย ดูเหมือนมกุฎราชกุมารจะทรงไม่พอใจเขาเอามากๆ หลังจากนั้นก็ทรงลดทอนอำนาจของกระทรวงมหาดไทยไปหลายครั้ง จนกระทั่งล่าสุดเรื่องการอพยพคนไปตูนิส ก็ทรงข้ามหน้าข้ามตาเขาไปมอบหมายให้มิราโบจัดการแทน

มาตอนนี้ ก็มาเกิดเรื่องลูกชายของเขาขึ้นอีก

เขายืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ราวกับคนเสียสติ พึมพำออกมาว่า “เป็นเขาจริงๆ สินะ…”

ดยุกแห่งออร์เลอ็องขยับเข้ามาใกล้หูเขา กระซิบเบาๆ ว่า “ตอนนี้คนที่จะช่วยท่านได้มีเพียงข้าคนเดียวเท่านั้น”

โมโนตกใจ รีบไล่พวกคนรับใช้ออกไปให้หมด พาเขาเข้าไปในห้องหนังสือ ปิดประตู แล้วถามอย่างร้อนรนว่า “ท่านมีวิธีช่วยแอนโทนีหรือ?”

ดยุกแห่งออร์เลอ็องยิ้ม “ง่ายมาก ข้าจะช่วยท่านกำจัดไอ้มือเพลิงสองคนนั้นให้เอง พอไม่มีพยาน ข้าก็ค่อยไปหาทางจัดการกับศาลยุติธรรมสูงสุด คดีนี้ก็จะสาวไม่ถึงลูกชายท่านแล้ว”

โมโนเบิกตากว้าง “แต่ตอนนี้พวกมันถูกขังอยู่ในคุกบาสตีย์…”

ตั้งแต่คราวที่เนกเกร์ถูกผู้คุมลอบวางยาพิษในคุกบาสตีย์ โจเซฟก็ใช้ข้ออ้างนี้สั่งให้มาร์ควิสเดอโลเนย์ ผู้บัญชาการคุกบาสตีย์ ปรับปรุงระบบการจัดการคุกอย่างเข้มงวด ตอนนี้อย่าว่าแต่จะฆ่านักโทษในนั้นเลย แค่จะล้วงข้อมูลภายในออกมาก็ยังยากแสนยาก

ดยุกแห่งออร์เลอ็องพูดอย่างเรียบเฉย “โปรดเชื่อใจข้า ข้ามีความสามารถพอ”

ประกายแห่งความหวังวาบขึ้นในดวงตาของโมโน เขาจ้องมองดยุกแห่งออร์เลอ็อง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “แต่… ท่านจะมาช่วยข้าทำไม?”

ดยุกแห่งออร์เลอ็องชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว “1 ล้านลีฟร์”

โมโนชะงักไป เขายักยอกเงินมานานหลายปี มีเงินก้อนนี้อยู่จริงๆ แต่มันก็ทำให้เขาสูญเสียอย่างหนักเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ชีวิตของลูกชายและอนาคตของเขาสำคัญกว่า เขาจึงพยักหน้าทันที “ตกลง ภายในหนึ่งเดือน ข้าจะส่งเงินก้อนนี้ไปให้ที่พระราชวังปาแล-รัวยาล ส่วนเรื่องอื่นก็คงต้องพึ่งท่าน…”

ทว่าดยุกแห่งออร์เลอ็องกลับหัวเราะและส่ายหน้า “โอ้ ฟรองซัวส์ที่รัก ท่านเข้าใจผิดแล้ว

“ข้าหมายความว่า ข้าจะช่วยท่านเคลียร์คดีนี้ให้ และจะให้เงินท่านอีก 1 ล้านลีฟร์ต่างหาก”

เมื่อโมโนได้ยินก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความหวาดกลัว ในฐานะนักการเมืองผู้ช่ำชอง เขาตระหนักถึงเจตนาของอีกฝ่ายได้ทันที

แต่เขาก็ยังกัดฟันถามออกไปว่า “แล้วท่านต้องการให้ข้าทำอะไรล่ะ?”

แววตาของดยุกแห่งออร์เลอ็องฉายแววโหดเหี้ยม “ง่ายมาก มาร่วมมือกับข้ายึดอำนาจเบ็ดเสร็จจากราชวงศ์!”

เขาไม่กลัวเลยว่าโมโนจะเอาเรื่องนี้ไปแพร่งพราย ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้ชีวิตของอีกฝ่ายแขวนอยู่บนเส้นด้าย คงไม่ทำลายหนทางรอดของตัวเองแน่ และต่อให้หมอนี่เอาไปบอกคนอื่นจริงๆ ก็ไม่เป็นไร เขาแค่ปฏิเสธหน้าตายก็สิ้นเรื่อง

ในความเป็นจริง ขุนนางที่มีความทะเยอทะยานหลายคนในพระราชวังแวร์ซายส์ต่างก็รู้ดีว่าสายตระกูลออร์เลอ็องกำลังวางแผนอะไรอยู่ ถึงขั้นมองว่าเขาเป็นขั้วอำนาจทางการเมืองที่จะมาคานอำนาจกับราชวงศ์ด้วยซ้ำ

โมโนปาดเหงื่อเย็นโดยสัญชาตญาณ ก้มหน้านิ่งไม่ยอมพูดอะไร

ดยุกแห่งออร์เลอ็องก็ไม่ได้เร่งรัด ทำเพียงแค่ยืนมองเขาอย่างเงียบๆ

ผ่านไปหลายนาที หลังจากชั่งน้ำหนัก เปรียบเทียบ และคำนวณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดโมโนก็เงยหน้าขึ้น “ท่านมั่นใจแค่ไหน?”

ดยุกแห่งออร์เลอ็องแสดงท่าทีจริงใจเป็นอย่างยิ่ง “ท่านน่าจะรู้ดีว่าตอนนี้ปัญหาการขาดแคลนอาหารในประเทศรุนแรงแค่ไหน”

“ใช่ แต่ตอนนี้ก็ยังพอประคองไปได้”

“นั่นเป็นเพราะมี ‘คลังเสบียงสำรองทางยุทธศาสตร์’ จำนวนมากต่างหาก” ดยุกแห่งออร์เลอ็องพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หากหาวิธีทำให้เสบียงเหล่านั้นหายไปล่ะก็ ฝรั่งเศสทั้งประเทศก็จะตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างรวดเร็ว”

เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มแผ่นหลังของโมโน เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “แล้วยังไงต่อ?”

“ข้าจะทุ่มเงินจำนวนมหาศาล อาศัยความวุ่นวายนี้สร้างภูมิทัศน์ทางการเมืองรูปแบบใหม่ขึ้นมา ท่านก็รู้ว่ามีคนที่ไม่ยอมอยู่นิ่งๆ อีกมากมาย สิ่งที่พวกเขาขาดก็แค่โอกาสเท่านั้น

“ตัวอย่างเช่น พวกนายทหารเหล่านั้น ช่วงนี้พวกเขาไม่พอใจกับการกระทำของราชวงศ์เป็นอย่างมาก”

โมโนตกอยู่ในภวังค์ความคิดอีกครั้ง เนิ่นนานผ่านไป จู่ๆ เขาก็เผยรอยยิ้มกว้าง “นอกจากกองทัพแล้ว ก็ยังมีพวกขุนนางใหญ่ๆ อีก”

“ลองว่าแผนของท่านมาสิ”

“ท่านจำ 《พ.ร.บ. บังคับเจ้าของโรงสี》 ได้ไหม?”

“จำได้”

“ฤดูหนาวปีนี้หนาวจัด แม่น้ำเกินกว่าครึ่งประเทศกลายเป็นน้ำแข็ง” โมโนพูดอย่างรวดเร็ว “โรงสีหลายแห่งจึงใช้งานไม่ได้ รายงานที่ข้าได้รับในเดือนนี้ มีเจ้าของโรงสีมากกว่า 60 คนที่ถูกริบสิทธิ์การจัดเก็บภาษีโรงสีตามพระราชบัญญัตินี้ไปแล้ว และยิ่งเข้าสู่ช่วงกลางฤดูหนาว ตัวเลขนี้ก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว”

โรงสีในยุคนี้ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยกังหันน้ำ หากแม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง โรงสีก็จะใช้งานไม่ได้

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม่น้ำในพื้นที่ต่างๆ ของฝรั่งเศสแทบจะไม่เคยกลายเป็นน้ำแข็งติดต่อกันนานถึงสองเดือนเลย แต่ภายใต้สภาพอากาศที่เลวร้ายในปีนี้ แม่น้ำหลายสายในฝรั่งเศสจะกลายเป็นน้ำแข็งไปจนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า!

และการที่โรงสีใช้งานไม่ได้ ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของวิกฤตความอดอยากในปี 1788 เช่นกันชาวฝรั่งเศสผู้เย่อหยิ่งยืนกรานว่าจะต้องบดข้าวสาลีเป็นแป้งเพื่อนำมาทำขนมปังเท่านั้น โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ มีคนอดตายจำนวนมากเพราะขาดแคลนขนมปัง

เจตนาเดิมของโจเซฟที่ออกพระราชบัญญัตินี้ คือเพื่อบีบให้ขุนนางใหญ่ยอมควักกระเป๋าซื้อเครื่องจักรไอน้ำมาปรับปรุงโรงสี แต่ขุนนางผู้ตระหนี่ถี่เหนียวและสายตาสั้นเหล่านั้น ก็ยังคงยึดติดกับประสบการณ์ในปีก่อนๆ แม้ว่าธนาคารเขตปกครองจะเสนอเงินกู้ให้ พวกเขาก็ยังไม่ยอมเสียเงินติดตั้งเครื่องจักรไอน้ำอยู่ดี

ผลลัพธ์ก็คือ มีหลายคนที่ต้องสูญเสียภาษีโรงสีในมือไป เพราะโรงสีใช้งานไม่ได้เกินสองเดือน

โมโนยิ้มบางๆ “ข้าคิดว่า พวกขุนนางที่สูญเสียภาษีโรงสีไป จะต้องคาดหวังให้มีขั้วอำนาจที่สามารถทำให้ราชวงศ์ยอมก้มหัวให้ปรากฏตัวขึ้นอย่างแน่นอน”

ดยุกแห่งออร์เลอ็องพยักหน้าอย่างยินดี “ท่านช่างมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลจริงๆ”

“ยังไม่หมดแค่นั้น” โมโนกล่าวต่อ “นโยบายการอพยพคนไปยังตูนิสของมกุฎราชกุมารนั้นเร่งรีบเกินไป แถมเขายังเสนอเงื่อนไขที่ดึงดูดใจมากๆ อีกด้วย

“ที่ดินชั้นดีราคาถูกในตูนิส หรือจะเรียกว่าที่ดินให้เปล่าเลยก็ยังได้ เพียงแค่ไปทำไร่ไถนาที่นั่นสิบปี ก็จะได้เป็นเจ้าของที่ดินแล้ว

“เรื่องนี้ทำให้หลายคนที่ตั้งใจจะซื้อที่ดินทำกิน เปลี่ยนใจไปตูนิสแทน ส่งผลให้ราคาที่ดินในฝรั่งเศสตกลง แม้ว่าจะไม่ได้ลดลงมากนัก แต่ท่านก็รู้ว่า สำหรับขุนนางที่ถือครองที่ดินหลายร้อยเอเคอร์หรือมากกว่านั้น ความสูญเสียของพวกเขานั้นมหาศาลมาก”

ความผันผวนของราคาแม้เพียงเล็กน้อย หากคูณด้วยฐานที่ใหญ่โต ก็ย่อมได้ตัวเลขที่น่าตกใจอย่างแน่นอน

เมื่อเห็นสายตาชื่นชมของดยุกแห่งออร์เลอ็อง โมโนก็รีบพูดต่อทันที “ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่พอใจนโยบายของราชวงศ์ และข้าก็คุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้เป็นอย่างดี”

ทันใดนั้น เขาก็เอามือทาบอก โค้งคำนับ “หากในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของท่าน จะมีตำแหน่งเล็กๆ อย่างอัครมหาเสนาบดีแบ่งให้ข้าล่ะก็ ท่านจะได้รับความจงรักภักดีจากข้า องค์ผู้สำเร็จราชการที่เคารพ”

ดยุกแห่งออร์เลอ็องพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “แน่นอน ไม่มีใครเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ไปกว่าท่านอีกแล้ว”

โมโนดีใจมาก โค้งคำนับอีกครั้ง “กิจการอันยิ่งใหญ่ของท่านจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน!”

ลูกชายเพียงคนเดียวของเขากำลังจะติดคุก หรืออาจจะถึงขั้นถูกตัดหัว ส่วนตัวเขาเองก็คงจะถูกร่างแหจนหมดอนาคตทางการเมืองไปเลย ซึ่งสำหรับคนที่เสพติดอำนาจอย่างเขานั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด

ในตอนนี้ มีเพียงการเข้าร่วมเป็นพวกเดียวกับดยุกแห่งออร์เลอ็องเท่านั้น ที่จะรักษาชีวิตของลูกชายและตำแหน่งของตัวเองเอาไว้ได้

และจากสิ่งที่ดยุกแห่งออร์เลอ็องพูดมา โอกาสสำเร็จก็มีสูงมาก

เพราะทันทีที่โมโนได้ยินแผนการของดยุกแห่งออร์เลอ็อง เขาก็นึกไอเดียเด็ดๆ ออกทันที ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จให้กับอีกฝ่ายได้อย่างมาก

เดิมทีเขาตั้งใจจะใช้แผนการนี้เพื่อแลกกับตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี แต่ไม่คิดเลยว่าเขาแค่แสดงความสามารถออกมานิดหน่อย ว่าที่ผู้สำเร็จราชการก็ตกลงทำตามความปรารถนาของเขาแล้ว

[หมายเหตุ 1: ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 กองกำลังตำรวจของประเทศต่างๆ ในยุโรปยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ กองทัพจึงเป็นกำลังหลักในการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ มักจะเป็นกองทหารรักษาพระองค์ที่ราชวงศ์ส่งไปจับกุม เพราะทหารทั่วไปก็ไม่กล้าจับกุมเช่นกัน]

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note