ตอนที่ 23 วาดฝันให้เสนาบดีทหารเรือ — เรือรบในฝัน
แปลโดย เนสยังลามาร์กลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยกับโจเซฟว่า: “ฝ่าบาท ข้ารู้สึกว่ามีหน้าที่ต้องทูลเตือนพระองค์ว่า โรงงานผลิตยาแห่งนี้น่าจะต้องใช้เงินลงทุนราวๆ 50,000 – 60,000 ลีฟร์ หากทรงเก็บผลกำไรเพียง 3% พระองค์อาจจะต้องใช้เวลายาวนานมากทีเดียวกว่าถอนทุนคืนได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟยิ้มพลางส่ายหน้า: “กำไร 3% นี้นำมาเผื่อไว้เป็นเงินสำรองสำหรับกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝันเท่านั้น ข้าไม่ได้กะจะใช้ยาตัวนี้มาหาเงินหรอก”
ฉันไม่ได้คิดจะเป็นพ่อพระใจบุญที่เอาเงินมาละลายน้ำเล่นหรอกนะ แต่ฉันมีแผนธุรกิจที่สุกงอมเตรียมพร้อมไว้แล้ว
ซาลิซินในฐานะที่เป็นยานั้น สามารถช่วยชีวิตคนได้ไม่น้อย การนำมาขายในราคาถูกก็ถือเป็นการทำความดีอย่างหนึ่ง
ทว่า ของสิ่งนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่ใช้ลดไข้เท่านั้น แต่มันยังเป็นเครื่องสำอางที่มีผลลัพธ์อันน่าทึ่งอีกด้วย! จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 21 ในผลิตภัณฑ์รักษาสิวและบำรุงผิวพรรณก็ยังคงมีการเติมกรดซาลิไซลิก ซึ่งก็คืออนุพันธ์ที่เกิดจากการออกซิไดซ์ของซาลิซินลงไปอยู่เลย
คนยุคหลังมีคำกล่าวอมตะประโยคหนึ่งไว้ว่าเงินของใครหาได้ง่ายที่สุด?
ก็ต้องเป็นผู้หญิงกับเด็กน่ะสิ!
ขอเพียงออกแบบบรรจุภัณฑ์และการโปรโมทให้ดี ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากซาลิซินต่อให้ขายส่งๆ ในราคาขวดละสิบกว่าลีฟร์ พวกคุณนายขุนนางชั้นสูงเหล่านั้นก็จะต้องแห่กันมาแย่งซื้อราวกับคนบ้าอย่างแน่นอน
ลามาร์กกล่าวว่า: “พระองค์ช่างทรงยิ่งใหญ่เหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ ข้าขอเป็นตัวแทนของชาวเมืองปารีสธรรมดานับไม่ถ้วนขอบพระทัยพระองค์!”
โจเซฟโบกมือ: “เรื่องแค่นี้ไม่นับเป็นอะไรหรอก”
ลามาร์กนั้นรีบร้อนอยากจะผลักดันยาวิเศษนี้ให้กระจายไปทั่วปารีส จึงรีบเสนอแนะว่า: “ฝ่าบาท ข้ารู้จักสถานที่แห่งหนึ่งที่เหมาะสมกับการสร้างโรงงานมากพ่ะย่ะค่ะ ไม่ทราบว่าพระองค์ทรงเห็นว่า…”
โจเซฟคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า: “การสกัดซาลิซินให้บริสุทธิ์ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อนอะไรมากมาย การไปสร้างโรงงานขึ้นมาใหม่ตั้งแต่แรกมันจะให้ประสิทธิภาพที่ต่ำเกินไป สู้ไปกว้านซื้อบริษัทผลิตยาหรือโรงงานผลิตสารเคมีที่มีอยู่แล้วมาทำต่อเลยจะดีกว่า”
มหาดเล็กเอมงที่อยู่ข้างๆ พลันเอ่ยขึ้นว่า: “ฝ่าบาท ข้าขอประทานอนุญาตทูลแทรกสักประโยคได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
“ว่ามาสิ”
“ข้าจำได้ว่าในบรรดาทรัพย์สินของราชวงศ์ มีโรงงานผลิตน้ำหอมอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งขาดทุนมาเป็นเวลานานแล้ว และกำลังเตรียมที่จะประกาศขาย บางทีมันอาจจะตอบโจทย์ตามที่พระองค์ทรงต้องการได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านช่วยข้าได้มากจริงๆ!” โจเซฟพยักหน้า “ท่านพอจะจำได้ไหมว่าราคาขายอยู่ที่เท่าไหร่?”
“ดูเหมือนจะอยู่ที่ 26,000 ลีฟร์พ่ะย่ะค่ะ…”
โจเซฟไม่รอให้เขาพูดจนจบ ก็พลันเอามือตบหน้าผากตัวเองแล้วกล่าวว่า: “ในเมื่อเป็นทรัพย์สินของราชวงศ์ แล้วข้าจะต้องควักเงินจ่ายทำไมอีกล่ะ? เดี๋ยวข้าไปขอจากเสด็จแม่มาเลยก็สิ้นเรื่อง”
เมื่อพระนางมารี อ็องตัวเน็ตทรงทราบว่าพระโอรสต้องการผลิตยาราคาถูกเพื่อนำไปช่วยเหลือราษฎรทั่วไป พระนางก็ทรงพยักหน้าเห็นชอบทันที และรับสั่งให้ทนายความส่วนพระองค์ไปดำเนินการด้านเอกสาร ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง โรงงานผลิตน้ำหอมแห่งนั้นก็ถูกโอนมาอยู่ในชื่อของมกุฎราชกุมาร
เดิมทีโจเซฟตั้งใจจะไปดูที่โรงงานด้วยตนเอง ทว่าคนรับใช้กลับเข้ามารายงานว่า มาร์ควิสเดอคาสตรีขอเข้าเฝ้า
โจเซฟหมดทางเลี่ยง จึงทำได้เพียงฝากฝังเรื่องโรงงานยาให้ลามาร์กเป็นคนไปจัดการ ส่วนตนเองก็มุ่งหน้าไปยังห้องรับแขกเพื่อไปพบกับเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ
ภายในห้องรับแขกอันกว้างขวาง คาสตรีทำความเคารพอย่างนอบน้อม ก่อนจะพุ่งเข้าประเด็นทันที: “ฝ่าบาท พระราชินีทรงให้ข้ามาปรึกษากับพระองค์เรื่องการสร้างเรือรบใหม่พ่ะย่ะค่ะ ข้าเห็นว่าไม่สมควรจะปรับลดงบลงอย่างเด็ดขาด…”
โจเซฟยิ้มพลางเอ่ยขัดเขาว่า: “มาร์ควิสเดอคาสตรี ข้าอยากจะขอถามท่านสักประโยคหนึ่งก่อน ท่านต้องการสร้างเรือรบจำนวนมหาศาลไปเพื่ออะไรหรือ?”
“ก็ย่อมต้องเพื่อรับมือกับพวกอังกฤษสิพ่ะย่ะค่ะ!” น้ำเสียงของเสนาบดีทหารเรือนั้นแข็งกร้าวราวกับเหล็กกล้า “เพื่อบดขยี้กองเรือที่พวกเขาภาคภูมิใจนักหนา ช่วงชิงเอาอาณานิคมที่ถูกแย่งชิงไปกลับคืนมา และเพื่อมอบความอับอายขายหน้าให้แก่พวกเขาอย่างสาสม เหมือนกับที่พวกเขาเคยทำกับท่านปู่ของข้าในอดีตอย่างไรล่ะพ่ะย่ะค่ะ!”
โจเซฟพยักหน้า: “ถ้าเช่นนั้นท่านคิดว่า ต่อให้กระทรวงการคลังจะสนับสนุนการต่อเรือให้ท่านอย่างเต็มที่ ท่านก็มีความมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะพวกอังกฤษได้จริงๆ หรือ?”
ครั้งนี้คาสตรีเตรียมตัวมาอย่างดี: “หากเราร่วมมือกับทางสเปน บวกกับการประยุกต์ใช้ยุทธวิธีที่สมเหตุสมผล มันก็มีโอกาสเป็นไปได้พ่ะย่ะค่ะ!”
“โอกาสนั้นมีน้อยมาก” โจเซฟตอบกลับอย่างไม่เกรงใจ “อีกทั้งหากพูดถึงเรื่องยุทธวิธีทางทหารเรือแล้ว พวกอังกฤษก็ยังเหนือกว่าพวกเรา”
สีหน้าของคาสตรีหมองลงไปเล็กน้อย แต่เขาก็ยังเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้ว่า: “ถ้าไม่ลองดูแล้วจะรู้ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟผายมือเชิญให้เขาดื่มชา ด้วยสีหน้าที่ราบเรียบเป็นอย่างยิ่ง: “หากกองทัพเรือได้รับการติดตั้งเรือรบที่ทำความเร็วได้เกิน 20 นอต บรรทุกปืนใหญ่ขนาด 42 ปอนด์ได้ถึง 25 กระบอก ปืนใหญ่ขนาด 24 ปอนด์อีก 30 กระบอก และยังเป็นเรือที่ใช้เกราะเหล็กหุ้มห่อรอบตัวเรือล่ะ
“บวกกับเรือรบทั้งหมดที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ท่านคิดว่าจะสามารถเอาชนะกองเรือของอังกฤษได้หรือไม่?”
“นั่นมันเป็นเพียงจินตนาการที่ไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเลยนะพ่ะย่ะค่ะ” คาสตรียิ้ม “หากมีเรือรบชนิดนั้นอยู่จริง ข้าคงตีพวกไอ้อังกฤษจนฉี่ราดกางเกงไปแล้ว”
(จบตอนที่ 23)

0 Comments