ตอนที่ 225 มณฑลใหม่แห่งฝรั่งเศส
แปลโดย เนสยังเมืองตูนิส
ทหารชาวเบอร์เบอร์ในชุดเสื้อคลุมสั้นสีขาว สวมทับด้วยเสื้อกั๊กปักหมุดสีเทาเข้ม โพกผ้าสีขาวบนศีรษะ ถือดาบโค้งคุมตัวเชลยศึกกองกำลังราชองครักษ์แอลจีเรียหลายร้อยนาย เดินช้าๆ ผ่านบ้านเรือนทรงสี่เหลี่ยมสีเหลืองนวลสองข้างทาง
ชาวตูนิสจำนวนมากเดินตามหลังพวกเขา พากันตะโกนด่าทอผู้รุกรานชาวแอลจีเรียเสียงขรม และคอยปาขยะนานาชนิดใส่หัวเชลยเป็นระยะ
การซุ่มโจมตีที่เมืองอันนาบานั้นประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ภายใต้การขนาบตีจากกองทัพฝรั่งเศส กองกำลังราชองครักษ์แอลจีเรียยืนหยัดต่อต้านได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็ยอมจำนน
โจเซฟจงใจคัดเลือกเชลยศึกบางส่วนส่งมอบให้กับชาวตูนิสในท้องถิ่น เพื่อนำไป “จัดแสดง” ตามเมืองใหญ่ๆ อย่างตูนิสและซูซส์
ส่วนวาทกรรมในการโฆษณาชวนเชื่อที่ป่าวประกาศออกไปก็คือ “สหายชาวฝรั่งเศสผู้ใกล้ชิดที่สุดของตูนิส ภายใต้ความช่วยเหลือจากกองกำลังกบฏ ได้บดขยี้ผู้รุกรานชาวแอลจีเรียจนราบคาบ”
อืม เฌอมิลนำกองกำลังกบฏคอยขนส่งเสบียงให้กับกองพลทหารองครักษ์และกองพลมูลินส์ แถมยังมีส่วนช่วยควบคุมตัวเชลยศึกด้วย ก็นับว่าได้ให้ความช่วยเหลือจริงๆ นั่นแหละ
นับตั้งแต่ที่ฮุสเซนได้ขึ้นเป็นเบย์แห่งตูนิส แอลจีเรียก็มักจะส่งกองทหารเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของตูนิสอยู่เสมอ เรื่องการฆ่าฟันและปล้นสะดมระหว่างทางย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ประกอบกับตูนิสยังต้องส่งเครื่องราชบรรณาการประจำปีจำนวนมหาศาลให้กับแอลจีเรีย ยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนชนชั้นล่างของตูนิส ดังนั้น ชาวตูนิสจึงเกลียดชังแอลจีเรียเข้ากระดูกดำ
ในครั้งนี้ แอลจีเรียอ้างว่าจะส่งกองทหารมาปราบปรามกองกำลังกบฏตูนิส เพื่อช่วยฟื้นฟูอำนาจการปกครองให้กับชนชาติออตโตมันของพวกเขา ประชาชนชาวตูนิสจึงยิ่งโกรธแค้นจนแทบคลั่ง
แต่สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงก็คือ กองทัพแอลจีเรียยังไม่ทันได้กรีฑาทัพเข้าสู่ดินแดนตูนิส พี่น้องชาวฝรั่งเศสก็จัดการเก็บกวาดพวกนั้นจนหมดสิ้น แถมยังจับเชลยมาได้อีกเป็นกอบเป็นกำ
เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ทั่วทั้งตูนิสก็สั่นสะเทือน!
ประชาชนเพิ่งจะโค่นล้มการกดขี่ของกองกำลังราชองครักษ์ลงได้ ตอนนี้ยังสามารถเอาชนะการรุกรานจากต่างชาติได้อีก ชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนต่างก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรี ทุกบ้านทุกครัวเรือนต่างเฉลิมฉลองชัยชนะกันอย่างถ้วนหน้า
และชัยชนะทั้งสองครั้งนี้ ล้วนขาดความช่วยเหลือจาก “พี่น้องชาวฝรั่งเศส” ที่รักไปไม่ได้เลย
โจเซฟจึงคว้าโอกาสนี้ ขอให้ผู้อาวุโสอารายีช่วยเป็นกระบอกเสียงป่าวประกาศ ในเวลานี้ ในสายตาของประชาชนชาวตูนิส กองทัพฝรั่งเศสได้กลายเป็นดั่งญาติสนิทและผู้คุ้มครองของพวกเขาไปแล้ว
เชลยศึกกองกำลังราชองครักษ์แอลจีเรียกว่า 200 คน ถูกนำตัวตระเวน “จัดแสดง” นานถึงหนึ่งสัปดาห์ ในที่สุดก็มาถึงลานกว้างหน้ามัสยิดใหญ่กลางใจเมือง
ผู้พิพากษาสูงสุดของเมืองตูนิสที่เพิ่งจะเข้ารับตำแหน่งได้เพียงหนึ่งเดือน และเจ้าหน้าที่ระบบยุติธรรมอีกสองสามคน นั่งอย่างผ่าเผยอยู่หลังโต๊ะไม้ สั่งให้เชลยคุกเข่าจัดแถวให้เป็นระเบียบ จากนั้นก็เปิด “คู่มือการทำงาน” เพื่อศึกษาในสถานที่จริงว่าควรจะจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร
ใช่แล้ว ระบบบริหารจัดการและระบบยุติธรรมของตูนิส หลังจากการสอบแข่งขัน “ข้าราชการ” ระดับชาติสองครั้ง ก็ได้ถูกจัดตั้งขึ้นตามรูปแบบของประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่โครงสร้างการบริหารไปจนถึงธรรมเนียมการใช้โต๊ะเก้าอี้ ล้วนลอกเลียนแบบมาทั้งหมด
โจอานพานายทหารฝ่ายปกครองชาวฝรั่งเศสกว่าร้อยคนมาด้วย เพื่อจับมือสอนคนท้องถิ่นตูนิสที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองเลยแม้แต่น้อย ให้รู้จักวิธีการบริหารประเทศ
โชคดีที่ชนเผ่าในชนบทของตูนิสมีรูปแบบการปกครองแบบดั้งเดิมของตนเอง จึงไม่ต้องเข้าไปก้าวก่ายอะไรมากนัก มีเพียงเมืองใหญ่ที่มีการค้าขายเจริญรุ่งเรืองเท่านั้นที่ต้องการเจ้าหน้าที่ ดังนั้น ในระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา อย่างน้อยการบริหารจัดการในพื้นที่ตอนกลางและตอนเหนือของตูนิสก็สามารถเริ่มต้นขึ้นได้อย่างถูไถ
โจอานได้ให้คนจัดทำ “คู่มือการบริหารราชการ” สำหรับเจ้าหน้าที่ในทุกตำแหน่ง ซึ่งก็คือเอกสารที่ท่านผู้พิพากษาสูงสุดเพิ่งจะเปิดอ่านเมื่อครู่นี้
ผู้พิพากษาใช้เวลาถึง 20 กว่านาที กว่าจะไล่เรียงได้ว่าควรจะเริ่มทำสิ่งใดก่อน ชาวตูนิสนับพันคนที่ยืนตากแดดเปรี้ยงๆ อยู่โดยรอบ ก็อดทนรอเขาตั้ง 20 นาทีเต็ม
ในที่สุด ผู้พิพากษาก็เริ่มดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเงอะงะ
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกว่า ก็ยังไม่มีใครเข้าใจเลยว่าเขาได้ทำอะไรไปบ้าง แต่ทุกคนต่างก็ได้ยินคำพิพากษาของเขา “ตัดสินประหารชีวิตผู้รุกรานทั้งหมดด้วยการแขวนคอ!”
ในยุคสมัยนี้ไม่มีใครมาพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนกันหรอก ยิ่งเป็นที่แอฟริกาเหนือด้วยแล้ว เมื่อต้องเผชิญกับความโกรธแค้นของฝูงชน เรื่องการทนายแก้ต่างหรือการอุทธรณ์อะไรเทือกนั้น อย่าได้หวังเลย
เสียงไชโยโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วลานกว้างในพริบตา ผู้คนต่างพากันตะโกนเรียกชื่อผู้พิพากษาอย่างบ้าคลั่ง สรรเสริญพี่น้องชาวฝรั่งเศส สรรเสริญชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ก่อนจะกรูเข้ามาคุมตัวเชลยไปยังลานประหาร
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ขณะที่ฮาจิเบย์กำลังทานอาหารเช้า เขาก็ได้ยินเสียงโห่ร้องดังกึกก้องมาจากด้านนอกพระราชวังคาฮีร์
เขาหันไปมองภรรยาข้าวใหม่ปลามันด้วยความประหลาดใจ
“วันนี้มีเชลยแอลจีเรียให้พิพากษาอีกแล้วหรือ?”
ฮัฟซาส่ายหน้า
“ฟังดูไม่น่าจะใช่ อีกอย่าง ทางที่คุมตัวเชลยก็น่าจะไม่ผ่านพระราชวังคาฮีร์ด้วย…”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน คนรับใช้ชายก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามา ค้อมตัวรายงานฮาจิอยู่ที่ประตู
“ท่านเบย์ผู้ยิ่งใหญ่ มีคนนับพันคนมาชุมนุมยื่นฎีกาอยู่หน้าพระราชวังขอรับ”
“ยื่นฎีกา?” ฮาจิถามด้วยความตื่นตระหนก “ยื่นฎีกาเรื่องอะไร?”
“เอ่อ ข้าน้อยก็ไม่ทราบขอรับ” คนรับใช้ชายก้มหน้าตอบ “แต่คนที่นำหน้ามาน่าจะเป็นท่านฮิลาดา เจ้าหน้าที่ฝ่ายมหาดไทยขอรับ”
ฮิลาดาก็คือนักปราชญ์ที่เคย “ประพันธ์” เรื่อง《บทวิเคราะห์ต้นกำเนิดของชาวตูนิส》นั่นเอง ในการ “สอบเข้ารับราชการ” ครั้งนี้ เขาสามารถสอบติดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายมหาดไทยของเมืองตูนิสได้สำเร็จ
ในปัจจุบัน เรื่องสำคัญระดับชาติอย่างการจัดเก็บภาษี การคลัง และการบริหารงานบุคคลของตูนิส ยังคงอยู่ภายใต้สภาวะ “กฎอัยการศึก” ชั่วคราว เจ้าหน้าที่ระดับนี้ยังไม่ถูกคัดเลือกขึ้นมา ดังนั้น นายกเทศมนตรีของเมืองหลวง จึงถือว่าเป็นข้าราชการระดับสูงสุดของตูนิสในเวลานี้
ฮาจิเดินมาที่ประตูพระราชวังคาฮีร์ด้วยความหวาดหวั่น จนกระทั่งได้เห็นสายลับจากหน่วยข่าวกรองที่มาทำหน้าที่ “คุ้มกัน” ตนเอง ความรู้สึกจึงค่อยผ่อนคลายลงบ้าง คราวที่แล้วก็เป็นพี่น้องชาวฝรั่งเศสนี่แหละที่ขัดขวางไม่ให้กองกำลังกบฏฆ่าเขา และช่วยรักษาตำแหน่งเบย์ของเขาเอาไว้
องครักษ์ชาวฝรั่งเศสเปิดประตูพระราชวัง ฮาจิก็ได้ยินเสียงโห่ร้องดังกึกก้องของฝูงชนทันที
“มณฑลตูนิสอันรุ่งโรจน์…”
“รวมเข้าเป็นมณฑลแห่งฝรั่งเศส…”
“กลับคืนสู่อ้อมอกของเครือญาติชาวโรมัน…”
“พวกเราจะอยู่เคียงข้างเครือญาติ…”
เมื่อฮิลาดาเห็นเบย์ปรากฏตัว เขาก็รีบส่งสัญญาณให้ฝูงชนที่มาชุมนุมเงียบเสียงลง ก่อนจะเดินมาค้อมตัวทำความเคารพฮาจิอย่างนอบน้อม แล้วประคองม้วนกระดาษหนังแกะแผ่นใหญ่ส่งให้เขา
“นะ… นี่คืออะไร?” ฮาจิไม่กล้ายื่นมือไปรับ ภาพที่กองกำลังกบฏบุกเข้ามาในพระราชวังคาฮีร์แล้วหมายจะเด็ดหัวเขาคราวก่อน ยังคงสร้างแผลใจอันใหญ่หลวงให้กับเขาอยู่
“นี่คือฎีกาขอรับ ท่านเบย์ผู้ทรงเกียรติ”
ฮิลาดาช่วยเขากางกระดาษหนังแกะออก ก็เห็นตัวอักษรภาษาอาหรับเขียนไว้ที่ด้านบนสุดว่า “คำร้องขอผนวกตูนิสเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรฝรั่งเศส”
ด้านล่างมีรอยนิ้วมือของผู้ที่มาร่วมลงชื่อเรียงรายกันแน่นขนัด ดูคร่าวๆ แล้วน่าจะมีเป็นพันๆ รอย
“เข้าร่วมกับฝรั่งเศสหรือ?” ฮาจิถามเสียงสั่น “เข้าร่วมอย่างไรล่ะ?”
เจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ข้างฮิลาดา ซึ่งก็คือนักปราชญ์ที่เคยร่วมวิเคราะห์เรื่อง《บทวิเคราะห์ต้นกำเนิด》กับเขา ก้าวออกไปข้างหน้าแล้วพูดเสียงดังว่า
“ในอดีต ตูนิสเคยเป็นมณฑลหนึ่งของออตโตมัน แต่ในเมื่อตอนนี้เราแยกตัวออกมาจากออตโตมันแล้ว ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะได้กลายเป็นมณฑลแห่งฝรั่งเศสอันยิ่งใหญ่!”
อีกคนหนึ่งก็เข้ามาสมทบ “ใช่! พวกเราจะอยู่ร่วมกับพี่น้องชาวโรมันตลอดไป!”
“ฝรั่งเศสที่แข็งแกร่งเท่านั้น ที่จะสามารถนำความเจริญรุ่งเรืองและความมั่งคั่งมาสู่ตูนิสได้!”
ฝูงชนที่มาชุมนุมยื่นฎีกาพลันตะโกนสนับสนุนขึ้นพร้อมกัน
“มณฑลตูนิส!”
“เข้าร่วมกับฝรั่งเศส!”
ฮาจิถอยหลังกรูดด้วยความตกใจกลัว ฮัฟซาที่อยู่ด้านหลังเขาตะโกนขึ้นมาว่า
“ถ้าตูนิสกลายเป็นมณฑลไปแล้ว ท่านเบย์จะเป็นอย่างไรล่ะ?”
ฮิลาดารีบอธิบายทันที “เกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้าได้ขอให้ท่านกงสุลโจอานสอบถามไปยังองค์มกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศสแล้วขอรับ
“องค์มกุฎราชกุมารตรัสว่า จะทรงแต่งตั้งท่านให้เป็น ‘ดยุกแห่งตูนิส’ ท่านจะยังคงได้ครอบครองพระราชวังคาฮีร์ และจะได้รับเงินบำนาญก้อนโตทุกปี เช่นเดียวกับเหล่าดยุกผู้สูงศักดิ์ของฝรั่งเศสเลยขอรับ”
นักปราชญ์ที่อยู่ข้างเขาเสริมด้วยความตื่นเต้น “เมื่อเทียบกับการเป็นปาชาของออตโตมันที่กำลังเสื่อมถอยแล้ว การได้เป็นดยุกแห่งฝรั่งเศสอันยิ่งใหญ่นั้น ถือเป็นเกียรติยศที่สูงส่งกว่ามากนะขอรับ!”
เหล่านักปราชญ์ชาวตูนิสพวกนี้ แต่เดิมก็เป็นพวกที่นิยมฝรั่งเศสกันสุดโต่งอยู่แล้ว ในการ “สอบเข้ารับราชการ” ครั้งนี้ พวกเขาก็อาศัยความรู้ความสามารถของตนเอง จนคว้าตำแหน่งงานมาครองได้เป็นจำนวนมาก
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะความ “นิยมฝรั่งเศส” หรือเพื่อความมั่นคงในหน้าที่การงานของพวกเขาเอง พวกเขาต่างก็ยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้ตูนิสกลายเป็นมณฑลของฝรั่งเศส
หลังจากที่กองกำลังกบฏตูนิสเคลื่อนทัพเข้าสู่เมืองตูนิส โจอานก็แค่บอกใบ้ฮิลาดาไปเล็กน้อย ฝ่ายหลังก็นำกลุ่มนักปราชญ์เริ่มขับเคลื่อนกระแสสังคมเรื่อง “การเป็นมณฑลแห่งฝรั่งเศส” อย่างเต็มกำลังทันที
และประชาชนระดับล่างของตูนิสก็ยินดีที่เรื่องนี้จะประสบความสำเร็จเช่นกัน
ในช่วงที่พวกเขาโค่นล้มการปกครองของกองกำลังราชองครักษ์ พวกเขาได้ริบทรัพย์สินจำนวนมหาศาลมาจากบ้านของกองกำลังราชองครักษ์เหล่านั้น และในครั้งนี้ แอลจีเรียกลับส่งกองทัพสองหมื่นนายมา “ปราบกบฏ” ในตูนิส เพื่อฟื้นฟูอำนาจของกองกำลังราชองครักษ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขายอมรับไม่ได้เด็ดขาด เนื้อชิ้นโตที่กลืนลงท้องไปแล้ว จะให้คายออกมาได้อย่างไร?
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงต้องการฝรั่งเศสผู้แข็งแกร่งมาปกป้องความมั่งคั่งที่พวกเขาได้รับมา ส่วนจะเป็นมณฑลของใครนั้น สำหรับพวกเขาแล้วก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย แต่ “พี่น้องชาวโรมัน” ผู้เป็นที่รัก ดูเป็นมิตรและโอบอ้อมอารีกว่าพวกออตโตมันตั้งเยอะ
ส่วนทางด้านกองทัพตูนิสนั้น พวกเขายิ่งต้องการคนมาสนับสนุนการกระทำที่ไปกวาดล้างกองกำลังราชองครักษ์ก่อนหน้านี้ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำสูงสุดของกองกำลังกบฏก็คืออิสฮากจากหน่วยข่าวกรอง เขาย่อมต้องสนับสนุนการเข้าร่วมกับฝรั่งเศสอย่างเต็มที่อยู่แล้ว
สำหรับในด้านศาสนา เนื่องจากออตโตมันใช้นโยบายการปกครองแบบผสมผสานทางศาสนามาโดยตลอด ในเขตอิทธิพลของพวกเขา ศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามจึงอยู่ร่วมกันอย่างสันติมาโดยตลอด แม้แต่ฮุสเซนผู้เป็นปู่ของฮาจิ ก่อนที่จะได้ขึ้นเป็นเบย์ ก็ยังเคยเป็นคริสต์ศาสนิกชนนิกายคาทอลิกมาก่อน
ชาวตูนิสได้รับอิทธิพลจากแนวคิดนี้มาเป็นร้อยปี จึงไม่มีข้อกังขาใดๆ ในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศคาทอลิก
ฮาจิรับฎีกานั้นมาอย่างระมัดระวัง หันไปมองฮัฟซาที่อยู่ด้านหลัง
ฝ่ายหลังกวาดสายตามองฝูงชนมืดฟ้ามัวดินที่มาชุมนุม ก่อนจะกระซิบว่า
“หากเป็นไปตามเงื่อนไขที่มกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศสเสนอมา ก็ไม่ได้เป็นผลเสียกับท่านเลยนะเพคะ อีกอย่าง พอมีสถานะเป็นดยุกแห่งฝรั่งเศสแล้ว ท่านก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีพวกชาวบ้านกล้ามาทำร้ายท่านอีกแล้วล่ะเพคะ”
ฮาจิพยักหน้า ก่อนจะหันไปพูดกับฮิลาดาว่า
“รบกวนท่านช่วยร่างหนังสือ ถวายคำร้องขอให้พระมหากษัตริย์แห่งฝรั่งเศสผู้ยิ่งใหญ่ ทรงรับตูนิสเข้าเป็นมณฑลหนึ่งของฝรั่งเศสด้วยเถิด”
…
ในขณะที่พระราชวังคาฮีร์กำลังถูกฝูงชนที่มายื่นฎีกาปิดล้อม ทหารกองพลทหารองครักษ์หลายพันนายก็กำลังตั้งแถวรวมพลอยู่ที่ค่ายทหารในเมืองบิแซร์ตา เพื่อเข้าร่วมพิธีมอบเหรียญตราให้กับทหารผู้สร้างผลงานในยุทธการอันนาบา
ท่ามกลางเสียงเพลง《เกียรติยศและชัยชนะ》ที่บรรเลงอย่างสง่างามและฮึกเหิม โจเซฟในชุดเครื่องแบบทหารสีขาว คาดดาบไว้ที่เอว ก้าวเท้ายาวๆ ขึ้นไปบนแท่นไม้ที่อยู่ด้านหน้าสุดของขบวนทหาร เขากวาดสายตามองขบวนทหารรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสสิบกว่ากองที่ตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเบื้องหน้า ก่อนจะประกาศเสียงดังก้อง
“วันนี้ พวกเรามารวมตัวกันที่นี่ เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานให้กับเหล่านักรบผู้กล้า ผู้สร้างตำนานอันน่าเลื่อมใส และคว้าเกียรติยศอันสูงสุดมาครองด้วยความกล้าหาญ สติปัญญา และความเชื่อมั่นอันเต็มเปี่ยม! พวกเขาจะได้รับเหรียญตราที่คู่ควรกับเกียรติยศของพวกเขา! ขอให้พวกเราขอแสดงความเคารพต่อพวกเขาด้วย!”
“พรึ่บ” ทหารทั้งหมดพร้อมใจกันยกปืนขึ้นทำความเคารพทหารสิบกว่านายที่กำลังรอรับเหรียญตราอยู่บนแท่นไม้
จากนั้น โจเซฟก็รับเหรียญตรามาจากมือนายทหารเสนาธิการ เริ่มมอบให้กับตัวแทนของทหารที่พลีชีพในสมรภูมิเป็นอันดับแรก
ต่อมา เขาก็เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเลอแฟบวร์ผู้ได้รับเหรียญตราไอริสเงิน เขาประดับเหรียญไอริสเงินที่ถูกจัดทำขึ้นอย่างประณีตงดงามลงบนหน้าอกของอีกฝ่าย ก่อนจะยกหมวกขึ้นทำความเคารพอย่างให้เกียรติ
ทหารที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น พลันโห่ร้องยินดีกันเสียงดังลั่นราวกับคลื่นทะเล
ต้องรู้ไว้ก่อนว่า เลอแฟบวร์นั้นเกิดในครอบครัวสามัญชน หากเป็นในกองทัพฝรั่งเศสกองอื่นๆ อย่างเขาก็คงได้เลื่อนยศเต็มที่แค่ร้อยตรีเท่านั้น แถมยังต้องเสียเงินก้อนโตเพื่อปูทางอีกด้วย
แต่ในตอนนี้ เขาไม่เพียงแต่ได้รับเหรียญตราไอริสเงินเท่านั้น แต่ยังได้รับการเลื่อนยศเป็นพันตรีอย่างรวดเร็ว และมีสิทธิ์บัญชาการทหารหนึ่งกองพันได้เลย
ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นผลมาจากความดีความชอบในการสู้รบอย่างกล้าหาญไร้ความหวาดกลัวของเขา
ชาติตระกูลไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปแล้ว!
หัวใจของทหารแทบทุกคนล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง เพราะพวกเขารู้ดีว่า ขอเพียงแค่ตนเองสู้รบฆ่าฟันศัตรูในสนามรบอย่างกล้าหาญ ก็จะสามารถได้รับเกียรติยศเช่นเดียวกันนี้ได้ และอาจจะได้เป็นนายพลในสักวันหนึ่งด้วย!
และเพียงแค่ความหวังประการนี้ ก็สามารถทำให้ขวัญกำลังใจของพวกเขา บดขยี้กองทัพยุโรปในปัจจุบันได้ทุกกองทัพแล้ว
โจเซฟเดินมาที่เบื้องหน้าของดาวูต์ ประดับเหรียญไอริสทองแดงลงบนหน้าอกของเขา พร้อมกับยกหมวกทำความเคารพ
เขามองจอมพลดาวูต์ที่กำลังยืนตรงทำความเคารพตอบตนเอง ก่อนจะชำเลืองมองเบอร์เทียร์และเลอแฟบวร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วลอบทอดถอนใจ: จักรพรรดินโปเลียนเอ๋ย จอมพลใต้บังคับบัญชาของท่าน ข้าหาเจอสามคนแล้วนะ แต่ตัวท่านเองมัวไปหลบอยู่ที่ไหนกันเนี่ย?
ความจริงแล้ว โจเซฟเริ่มให้เสนาบดีกระทรวงสงครามช่วยตามหาทหารที่ชื่อ นโปเลียน โบนาปาร์ต มาตั้งแต่หลายเดือนก่อนแล้ว
ตามความทรงจำของเขา ตอนนี้นโปเลียนน่าจะเรียนจบจากโรงเรียนทหารปืนใหญ่ และรับราชการอยู่ในกองทัพใดกองทัพหนึ่งแล้ว
ทว่า มาร์ควิสเดอแซงต์-พรีส กลับบอกเขาว่า ไม่มีทหารในประจำการที่ชื่อนี้เลย
ในตอนแรก โจเซฟก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะข้อมูลข่าวสารในยุคสมัยนี้เข้าถึงยากมาก อีกทั้งกองทัพก็ยังถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของขุนนาง ก็เหมือนกับเวลาที่คุณจะไปตรวจสอบรายการบัญชีธนาคารของคนอื่นนั่นแหละ การที่พวกเขาจะปิดบังคุณก็ถือเป็นเรื่องปกติ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมอบหมายให้ฟูเชร์ไปจัดการเรื่องนี้แทน เพียงแต่จนถึงตอนนี้ ก็ยังหาร่องรอยของจักรพรรดินโปเลียนไม่พบเลย
เขาส่ายหน้าเบาๆ บอกตัวเองว่าไม่จำเป็นต้องร้อนใจไป ท้ายที่สุดแล้ว ตอนนี้จักรพรรดินโปเลียนก็ยังเป็นเพียงชายหนุ่มอายุ 19 ปี ตราบใดที่ยังคงค้นหาต่อไป เขาเชื่อว่าจะต้องขุดตัวชายคนนี้ขึ้นมาได้ในเร็วๆ นี้แน่นอน!
…
พระราชวังแวร์ซายส์
พระราชินีมารีรับรายงานสถานการณ์ในตูนิสมาอ่านกวาดสายตา ความยินดีพลันแปรเปลี่ยนเป็นหยาดน้ำตา นางโผเข้าสวมกอดหัวหน้ามหาดเล็กที่นำจดหมายมาส่ง “ดีเหลือเกิน โจเซฟปลอดภัยดี!”
นางถอยหลังไปสองก้าว และทำเครื่องหมายกางเขนที่หน้าอกอย่างต่อเนื่อง “ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ ขอบคุณที่ทรงคุ้มครองโจเซฟ!”
นางอ่านรายงานนั้นอย่างละเอียดอีกครั้ง เดินวนไปวนมาในห้องด้วยความตื่นเต้น ในที่สุดก็มาหยุดอยู่ตรงหน้านางกำนัล ก่อนจะสั่งการว่า “ช่วยจัดเตรียมพิธีต้อนรับให้ด้วยนะ โจเซฟของฉันกำลังจะกลับมาแล้ว!
“จริงสิ พระเจ้าหลุยส์ทรงทราบข่าวดีนี้หรือยัง?”
“ทราบแล้วเพคะ ฝ่าบาท มีการส่งเอกสารแบบเดียวกันนี้ไปถวายพระเจ้าหลุยส์แล้วเพคะ”
“ดี ดี! ถ้าอย่างนั้น ไปเอาเค้กสตรอว์เบอร์รีมาสองชิ้น ราดซอสโกโก้ให้ชุ่มๆ เลยนะ ฉันจะฉลองให้เต็มที่เลย!”
ในขณะเดียวกัน มาร์ควิสเดอแซงต์-เวรอง ที่เพิ่งจะเดินทัพไปถึงท่าเรือตูลง ก็ได้รับข่าวจากตูนิสเช่นกัน ทว่าเขากลับดูหมดความกระตือรือร้น
คิดไม่ถึงเลยว่าทหาร 6,000 นายนั้นจะสามารถกำราบกองทัพใหญ่ของแอลจีเรียลงได้ คราวนี้มกุฎราชกุมารก็ปลอดภัยแล้ว ส่วนเขาก็หมดโอกาสที่จะได้โกยเงินทุนสนับสนุนแล้วเช่นกัน
จู่ๆ เขาก็รู้สึกเสียใจขึ้นมา รู้อย่างนี้ น่าจะไม่มัวอืดอาดยืดยาดอยู่หลายวันเพียงเพราะเงินก้อนนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ ผลงานในการตีกองทัพแอลจีเรียจนแตกพ่ายและคุ้มครองมกุฎราชกุมารก็คงตกเป็นของเขาแล้ว

0 Comments