ตอนที่ 21 มกุฎราชกุมารผู้ยากจะหยั่งถึง
แปลโดย เนสยัง“จุดชี้ขาดของศึกนี้อยู่ที่ตัววิลเฮลมีนา” โจเซฟได้คิดถึงปัญหานี้ไว้นานแล้ว “ขอเพียงพรรคผู้รักชาติถ่วงเวลาไว้ได้อีกสักระยะ แล้วพวกเราใช้ประโยชน์จากวิลเฮลมีนาให้ดี พร้อมกับวางกำลังทหารไว้ที่ชายแดนฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ปรัสเซียน่าจะยอมถอนทัพไปเอง”
“สำหรับแผนการโดยละเอียด ข้าจะส่งเป็นเอกสารทางการให้แก่มาร์ควิสเดอแซงต์-พรีส”
พระราชินีทรงพยักหน้าพลางตรัสว่า: “ตกลง แม่จะตัดสินใจว่าจะให้ความช่วยเหลือต่อไปหรือไม่ โดยพิจารณาจากความเห็นของเสนาบดีกระทรวงสงคราม”
ในขณะนั้นเอง พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ผู้ซึ่งดูไร้ตัวตนมาตลอดก็พลันตรัสขึ้นว่า: “ไม่ต้องใช้งบประมาณจากท้องพระคลังหรอก พ่อจะควักกระเป๋าส่วนตัว 600,000 ลีฟร์ เพื่อนำไปช่วยเหลือพรรคผู้รักชาติเอง”
ตรัสจบ พระองค์ก็ส่งยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นให้แก่โจเซฟ
บรีแอนน์พลันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขารีบทำความเคารพพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พลางกล่าวว่า: “ขอบพระทัยในความกรุณาของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ
“เมื่อได้เงินก้อนนี้จากฝ่าบาท ท้องพระคลังก็สามารถระงับการจ่ายเงินสนับสนุนให้พรรคผู้รักชาติไว้ก่อนได้ ผ่านไปสองเดือนค่อยพิจารณาจากสถานการณ์ในเนเธอร์แลนด์แล้วจึงตัดสินใจอีกครั้งว่าจะช่วยเหลือต่อไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เขาหันไปทูลพระนางมารี อ็องตัวเน็ต: “ฝ่าบาท ทรงเห็นควรตามนี้ไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
พระราชินีทรงพยักหน้า: “ตกลง เริ่มวาระต่อไปเถอะ”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” บรีแอนน์เหลือบมองมกุฎราชกุมารด้วยความประหม่าเล็กน้อย ด้วยเกรงว่าพระองค์จะเข้ามาป่วนการประชุมอีก ทว่าโชคดีที่แผนการตัดลดงบประมาณในส่วนที่เหลือโจเซฟไม่ได้เอ่ยอะไรเพิ่มเติมอีก ส่วนใหญ่จึงผ่านมติไปได้อย่างราบรื่น
หลังจากนั้น การประชุมคณะรัฐมนตรีได้หารือเรื่องจิปาถะอีกไม่กี่เรื่อง ก่อนจะดำเนินมาถึงช่วงท้าย
พระนางมารี อ็องตัวเน็ตทรงลงนามในเอกสารสองฉบับสุดท้าย ก่อนจะตรัสถามบรีแอนน์โดยไม่เงยพระพักตร์ขึ้นว่า: “บิชอปบรีแอนน์ ข้าได้ยินมาว่าเรื่องร่างกฎหมายภาษีดูจะไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่นัก”
สิ่งที่พระนางตรัสถึงคือร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับใหม่ที่รัฐบาลพยายามผลักดันมาตั้งแต่ต้นปี สาระสำคัญคือ: ให้ชนชั้นขุนนางผู้มีอภิสิทธิ์ต้องจ่ายภาษีที่ดินเช่นเดียวกับสามัญชน; อนุญาตให้ขนส่งและซื้อขายธัญพืชได้อย่างเสรี; ยกเลิกการเกณฑ์แรงงาน; และเพิ่มภาษีอากรแสตมป์ เป็นต้น
จุดประสงค์ย่อมเป็นการเพิ่มรายได้ทางการคลังเพื่ออุดรอยรั่วในท้องพระคลัง ซึ่งหากสามารถบังคับใช้ได้จริง ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไปอย่างแท้จริง
ทว่าร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีกลับถูกต่อต้านอย่างเป็นเอกฉันท์จากเหล่าขุนนางชั้นสูง เวลาผ่านไปกว่าครึ่งปีก็ยังไม่สามารถผ่านมติได้ และเพราะเรื่องนี้เอง เสนาบดีคลังคนก่อนจึงต้องถูกปลดออกจากตำแหน่งอย่างน่าอนาถ
บรีแอนน์ทำหน้าเบี้ยวพลางพยักหน้า: “ฝ่าบาท ร่างกฎหมายฉบับใหม่ถูกศาลสูงสุด ดึงเรื่องไว้พ่ะย่ะค่ะ ข้อมูลที่หม่อมฉันได้รับมาคือ พวกเขามีแนวโน้มที่จะปัดตกกฎหมายฉบับนี้พ่ะย่ะค่ะ”
ตามกฎหมายของฝรั่งเศส ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีจำเป็นต้องได้รับการจดทะเบียนในศาลสูงสุดเสียก่อน จากนั้นจึงให้องค์กษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย จึงจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
ทว่าศาลของฝรั่งเศสนั้นถูกควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จโดยชนชั้นขุนนาง ร่างกฎหมายที่ไปแตะต้องผลประโยชน์ของพวกเขาฉบับนี้จึงถูกแช่แข็งอยู่ในขั้นตอนการจดทะเบียน ทำให้ไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้
สุรเสียงของพระนางมารี อ็องตัวเน็ตแฝงความเหนื่อยล้า: “ท่านก็รู้ถึงสถานะทางการเงินของพวกเรา กฎหมายภาษีจำเป็นต้องรีบบังคับใช้โดยเร็วที่สุด”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท หม่อมฉันจะทุ่มเทอย่างสุดความสามารถพ่ะย่ะค่ะ!”
โจเซฟลอบส่ายหัวอย่างเงียบๆ ฉันรู้ดีว่าตามเส้นทางประวัติศาสตร์เดิม บรีแอนน์ไม่เคยทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านมติได้เลย สุดท้ายหลุยส์ที่ 16 ที่เข้าตาจนก็รักษาโรคแบบส่งเดช ไม่รู้ว่าไปเชื่อคำแนะนำของฝ่ายสายแข็งคนไหน ทรงริบอำนาจหลายประการของศาลสูงสุด เนรเทศผู้พิพากษาหัวรั้น แล้วใช้ศาลที่ขึ้นตรงต่อราชวงศ์มาทำหน้าที่แทน เพื่อบังคับใช้กฎหมายให้ผ่านไปได้
ทว่าพวกขุนนางชั้นสูงกลับฉวยโอกาสจากเรื่องนี้ปลุกปั่นกระแสสังคมทันที พวกเขาป้ายสีให้หลุยส์ที่ 16 กลายเป็นทรราชผู้เผด็จการและเมินเฉยต่อกฎหมาย จนจุดชนวนให้เกิดขบวนการต่อต้านการจ่ายภาษีไปทั่วฝรั่งเศส ส่งผลให้การคลังของประเทศตกอยู่ในความโกลาหล
หลุยส์ที่ 16 ผู้ไร้ซึ่งกระบอกเสียงในการควบคุมสื่อไม่อาจแก้ต่างให้ตนเองได้ สุดท้ายจึงต้องจำใจเชิญตัวผู้พิพากษาที่ถูกเนรเทศกลับมา และคืนอำนาจให้แก่ศาลสูงสุด ซึ่งต่อมาศาลสูงสุดก็ได้สั่งยกเลิกกฎหมายปฏิรูปภาษีที่เพิ่งบังคับใช้ไปได้ไม่นานทันที
และผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดจากเรื่องนี้ก็คือ เหล่าขุนนางชั้นสูงมั่นใจแล้วว่าองค์กษัตริย์ไม่มีปัญญาต่อกรกับพวกตนได้ นับแต่นั้นมาจึงยิ่งกำเริบเสิบสานและโอหังหนักกว่าเดิม หลุยส์ที่ 16 ผู้สิ้นไร้หนทางจึงจำต้องเปิดการประชุมสภาฐานันดร ด้วยความหวังว่าชนชั้นสามัญชนจะช่วยสนับสนุนพระองค์ในการต่อต้านพวกขุนนาง
ส่วนผลลัพธ์ที่ตามมาน่ะหรือ… นั่นก็คือพวกขุนนางได้ใช้สภาฐานันดรเป็นเครื่องมือในการปลุกระดมการจลาจล ทว่ากลับคาดไม่ถึงว่าจะประจวบเหมาะกับเหตุการณ์ทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ของฝรั่งเศสในปี 1788 พอดี หลังจากนั้นสถานการณ์ก็ลุกลามเกินควบคุม จนนำไปสู่การปะทุของการปฏิวัติฝรั่งเศส…
โจเซฟมองไปที่บรีแอนน์พลางคิดในใจ ท่านคิดจะให้พวกขุนนางยอมรับร่างกฎหมายที่บังคับให้พวกเขาต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นงั้นหรือ? นี่มันไม่ใช่การขอหนังสัตว์จากเสือหรอกหรือไง?
หากคิดจะปฏิรูปภาษี ขั้นแรกก็ต้องเล่นงานพวกขุนนางเหล่านี้ให้หนัก ทำให้พวกเขารู้ซึ้งถึงอานุภาพของอำนาจกษัตริย์เสียก่อน ถึงจะยอมจ่ายภาษีอย่างว่าง่าย
นอกจากนี้ อำนาจในการควบคุมสื่อและกระแสสังคมก็ต้องกุมไว้ในมือให้มั่น พวกขุนนางชั้นสูงเหล่านี้เก่งนักเรื่องการกลับดำเป็นขาว ปลุกระดมมวลชน และสร้างความวุ่นวายในประเทศเพื่อตักตวงผลประโยชน์ มีเพียงการทำให้ชาวฝรั่งเศสได้ยินเสียงจากรัฐบาลและล่วงรู้ความจริงเท่านั้น ถึงจะไม่ถูกพวกขุนนางหลอกใช้
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก การที่ฉันได้นั่งตำแหน่งผู้ช่วยเสนาบดีคลังถือว่าก้าวแรกได้เริ่มขึ้นแล้ว ทว่าการจะเปลี่ยนแปลงเส้นทางประวัติศาสตร์ ย่อมต้องเผชิญกับอุปสรรคอีกมากมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นพวกขุนนางหัวรั้น คริสตจักร หรือพวกนายทุน หากใครกล้าลุกขึ้นมาขวาง ฉันก็จะไม่เกรงใจทั้งนั้น!
“พอแค่นี้เถอะ เลิกประชุมได้”
สุรเสียงของพระราชินีขัดจังหวะห้วงความคิดของโจเซฟ เขาและเหล่าเสนาบดีต่างลุกขึ้นยืน ทำความเคารพองค์กษัตริย์และพระราชินี ก่อนจะเตรียมตัวหันหลังเดินจากไป
“โจเซฟ ลูกอย่าเพิ่งไป” ทว่าพระนางมารี อ็องตัวเน็ตกลับตรัสเรียกเขาไว้
โจเซฟจึงจำต้องกลับมานั่งที่เดิม
รอจนเสนาบดีคนอื่นๆ เดินออกจากห้องประชุมไปหมดแล้ว พระราชินีจึงทรงแย้มพระสรวลแล้วหันมามองเขาพลางตรัสว่า: “โจเซฟ ลูกทำการปฏิรูปตำรวจได้ดีมาก ย่านแซงต์อองตวนได้กลายเป็นสถานที่ที่มีความสงบเรียบร้อยที่สุดในปารีสอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว”
พระนางทรงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ: “เพียงแต่ว่า การปฏิรูปตำรวจครั้งนี้จำเป็นต้องยุติลง”
“เพราะอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
พระราชินีตรัสด้วยน้ำเสียงจริงจังและห่วงใย: “หลังจากที่ลูกปฏิรูปแล้ว เงินเดือนของตำรวจนั้นสูงเกินไป และภาระทั้งหมดก็ตกอยู่ที่เทศบาล เมื่อก่อนลูกใช้เงินส่วนตัวจ่ายเงินเดือนให้กองกำลังตำรวจ แต่ศาลาว่าการไม่มีปัญญาจะจ่ายเงินก้อนนี้หรอกนะ การรักษาความสงบของชาวเมืองทั่วไป ยังคงต้องพึ่งพาหน่วยตระเวนภาคประชาชนตามเดิม”
ทว่าโจเซฟกลับตอบอย่างไม่ลังเลว่า: “ความสงบเรียบร้อยเป็นสิ่งสำคัญมากพ่ะย่ะค่ะ ข้าเห็นว่า นอกจากจะยุติไม่ได้แล้ว ยังต้องขยายผลไปทั่วทั้งปารีส หรือแม้แต่ทั่วประเทศด้วยซ้ำ!”
“ส่วนเรื่องเงินท่านแม่ไม่ต้องทรงกังวลไปพ่ะย่ะค่ะ ในเมื่อมีข้าเข้ามารับช่วง… แค็ก… เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารการคลังแล้ว ท้องพระคลังจะกลับมาเต็มในเร็ววันแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
พระนางมารี อ็องตัวเน็ตมองดูลูกชาย ทรงตรัสถามด้วยความสนพระทัย: “แล้วลูกเตรียมจะไปเอาเงินมาจากไหนล่ะ?”
โจเซฟชะงักไปครู่หนึ่ง ในใจคิดว่า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรไอน้ำ, การถลุงเหล็กด้วยเตาสูง, ยางพารา, การทำเหมือง, ซีเมนต์ หรือแม้แต่อาวุธยุทโธปกรณ์ ขอแค่หยิบมาสักอย่างก็สามารถทำเงินได้นับสิบล้านลีฟร์แล้ว
แต่เรื่องพวกนี้จะบอกให้ท่านรู้ตอนนี้ไม่ได้…
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลือกคำตอบที่พระราชินีพอจะรับได้มาสองสามอย่าง: “ยกตัวอย่างเช่น ด้านการเงิน, อสังหาริมทรัพย์ หรือสินค้าฟุ่มเฟือยพ่ะย่ะค่ะ สรุปก็คือ ข้ามีความมั่นใจแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
พระนางมารี อ็องตัวเน็ตทรงขมวดพระขนง รู้สึกว่ามันดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่นัก จึงทรงตรึกตรองแล้วตรัสว่า: “เอาแบบนี้แล้วกัน แม่จะให้เวลาลูกครึ่งปี หากลูกสามารถแก้ปัญหาเรื่องเงินเดือนตำรวจได้ ลูกก็สามารถดำเนินการปฏิรูปตำรวจต่อไปได้ มิเช่นนั้นก็ต้องให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิมทันที”
“ตกลงพ่ะย่ะค่ะ ข้าคิดว่าคงใช้เวลาไม่ถึงครึ่งปีหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
ทางด้านข้าง พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงแอบดูเวลา ก่อนจะตรัสกับสองแม่ลูกว่า: “ใกล้จะถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว งานไหนๆ ก็ต้องไม่มาทำให้เวลาอาหารต้องล่าช้า”
พระองค์ทรงพาทั้งสองคนเดินมุ่งหน้าไปยังห้องอาหารส่วนพระองค์ ระหว่างทางเดิน โจเซฟนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จึงทูลถามพระนางมารี อ็องตัวเน็ตว่า: “เสด็จแม่ พอจะมีใครที่เหมาะสมจะรับตำแหน่งผู้อำนวยการตำรวจปารีสบ้างไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
“ผู้อำนวยการตำรวจงั้นหรือ? เรื่องนี้คงต้องถามเคานต์โมโนดูนะ”
“อืม… ข้าเชื่อว่าเขาจะยอมรับคำแนะนำของข้าพ่ะย่ะค่ะ”
พระราชินีทรงชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเข้าพระทัยถึงปมสำคัญในเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว: “ลูกใช้เรื่องของกีโซไปข่มขู่เขางั้นหรือ?”
“เปล่าเลยพ่ะย่ะค่ะ” โจเซฟตอบอย่างตรงไปตรงมา “ข้าเพียงแค่ช่วยทำให้เขา ‘สบายใจ’ ขึ้นเท่านั้นเองพ่ะย่ะค่ะ”
(จบตอนที่ 21)

0 Comments