ตอนที่ 207 ดุดันดั่งหมาป่า
แปลโดย เนสยังการยิงปืนใหญ่ในนัดแรกมักจะเป็นการยิงปรับศูนย์ โดยเฉพาะปืนครกที่เป็นการยิงวิถีโค้ง การปรับมุมยิงจากจุดที่กระสุนตกจึงเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้
ทว่า ก็ยังคงมีลูกปืนใหญ่ลูกหนึ่งตกลงในแนวป้องกันของพวกโจรสลัดอย่างพอดิบพอดี
อานุภาพการระเบิดของดินปืนดำแม้จะไม่รุนแรงนัก ทำให้โจรสลัดสองคนที่อยู่ใกล้ที่สุดล้มลง แต่เศษสะเก็ดระเบิดที่กระเด็นออกไปกลับฝังเข้าที่หน้าอกและหน้าท้องของพวกเขาทั้งสอง เลือดสาดกระเซ็นใส่โจรสลัดที่อยู่ใกล้เคียงจนเต็มตัว
ยังไม่ทันที่พวกโจรสลัดจะได้ตั้งสติ กองทัพองครักษ์ก็ระดมยิงปืนใหญ่อีกระลอก
พลปืนได้ทำการปรับศูนย์ยิงจากความคลาดเคลื่อนในครั้งก่อน คราวนี้ลูกปืนใหญ่กว่าครึ่งจึงตกลงท่ามกลางกลุ่มโจรสลัดอย่างแม่นยำ ทำให้มีเลือดสาดกระเซ็นเพิ่มขึ้นอีก
หลังจากยิงปืนใหญ่ไปได้หลายระลอก นายทหารระดับพันตรีคนหนึ่งก็ขึ้นฝั่งมาด้วยเรือเล็ก
เขาขมวดคิ้วมองไปที่ป้อมปืนของท่าเรือที่กำลังระดมยิงอยู่ทางด้านหน้าเฉียงๆ โชคดีที่ทักษะของพลปืนฝั่งโจรสลัดนั้นไม่ค่อยได้เรื่อง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีกระสุนนัดไหนยิงโดนกองทัพองครักษ์เลย แต่ขืนปล่อยไว้แบบนี้ ช้าเร็วก็คงต้องโดนยิงโดนเข้าสักนัดสองนัดแน่
พันตรีหันไปมองโจรสลัดหลายร้อยคนที่กำลังตั้งรับอยู่ที่ชายหาด แล้วหันไปสั่งคนส่งสารว่า:
“บุกโจมตีเดี๋ยวนี้”
“ครับผม ผู้พัน!”
เมื่อธงสัญญาณถูกโบกขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง มือกลองของกองทัพองครักษ์ก็เดินมาที่หน้าขบวน ยืนเรียงหน้ากระดานกับผู้บังคับกองร้อย แล้วเริ่มตีกลองเดินหน้า
ทหารที่อยู่ด้านหลังก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยจังหวะที่พร้อมเพรียงกัน ไม่สนใจเสียงปืนที่ยิงมาอย่างสะเปะสะปะของพวกโจรสลัดเลย
จนกระทั่งกลุ่มแรก 7 กองร้อยที่ขึ้นฝั่งเดินเข้าไปใกล้ในระยะ 70 ก้าว ก็ยังไม่มีทหารคนใดถูกยิงเลย
“หยุด”
นายทหารสั่งการตามธงสัญญาณอย่างต่อเนื่อง:
“เตรียมปืน!”
“เล็ง!”
“ยิง!”
ขบวนรบของกองทัพองครักษ์ระดมยิงกระสุนปืนออกไปอย่างหนาแน่น ทางฝั่งโจรสลัดก็มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นทันที มีคนล้มลงไปนอนบนทรายนับสิบคน
พวกโจรสลัดที่กำลังวุ่นวายเพราะถูกปืนใหญ่ยิงใส่เมื่อครู่ ยิ่งเกิดความโกลาหลหนักขึ้น เสียงปืนที่เคยยิงสลับกันไปมาก็เริ่มเบาบางลง
จากนั้นทหารแถวที่สองของกองทัพองครักษ์ก็ก้าวขึ้นมาสามก้าว และยิงพร้อมกันตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
หลังจากสลับกันยิงและเดินหน้าแบบนี้ ระยะห่างระหว่างพวกเขากับโจรสลัดก็เหลือไม่ถึง 40 ก้าว
กองทัพองครักษ์มีจำนวนคนมากกว่าพวกโจรสลัดอยู่แล้ว แถมยังใช้ปืนแบบเพอร์คัสชันที่บรรจุกระสุนได้เร็วกว่าและมีอานุภาพสูงกว่า บวกกับระดับการฝึกฝนที่เหนือกว่าพวกโจรสลัดอย่างเทียบไม่ติด ดังนั้น ภายใต้การดวลปืนอย่างต่อเนื่อง โจรสลัดจึงถูกยิงตายไปนับร้อยคน ส่วนคนที่เหลือก็เริ่มมีอาการถอดใจอยากจะหนี
ส่วนทางฝั่งกองทัพองครักษ์ มีเพียงทหารสี่ห้าคนที่โชคร้ายถูกยิงเท่านั้น
ในที่สุด แนวป้องกันทางจิตใจของพวกโจรสลัดก็ถูกบดขยี้ด้วยความกดดันที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง
หลังจากการยิงพร้อมกันอีกระลอกด้วยปืนเพอร์คัสชันรุ่นออกุสต์นับร้อยกระบอก โจรสลัดสี่ห้าร้อยคนที่โพกหัวสีขาวและใส่เสื้อคลุมหลากสีต่างก็ร้องโวยวาย “จบแล้ว! จบสิ้นแล้ว! หนีเร็ว!” แล้วก็ทิ้งอาวุธ หันหลังวิ่งหนีเข้าไปในเมืองที่อยู่หลังท่าเรือ
ทางด้านกองทัพองครักษ์ก็รีบรื้อถอนสิ่งกีดขวางที่ทำจากไม้ปลายแหลม ในขณะเดียวกัน ก็มีทหารอีกหลายคนนั่งเรือเล็กขึ้นฝั่งมาสมทบ พร้อมกับนำปืนใหญ่ขนาด 4 ปอนด์มาด้วยอีก 3 กระบอก
หลังจากการจัดแถวอย่างรวดเร็ว กองพันทหารราบ 2 กองพันและกองร้อยปืนใหญ่ 1 กองร้อย ก็รีบอ้อมทางลาดชันหลังป้อมปืนของท่าเรือไปล้อมป้อมปืนไว้แต่ไกล
ในเวลานี้ โจรสลัดรอบๆ ป้อมปืนก็หนีไปจนหมดแล้ว แบร์ตีเยเองก็ขึ้นฝั่งมาแล้ว กำลังมองดูป้อมปืนที่ตั้งอยู่บนที่สูงด้วยสีหน้าผ่อนคลาย พลางคิดว่าจะบุกยังไงให้สูญเสียน้อยที่สุด ป้อมปืนที่ไม่มีทหารราบคุ้มกันนั้นไม่ได้น่ากลัวเลย แค่ใช้การบุกโจมตีแบบกระจายกำลัง ควบคู่ไปกับการใช้ปืนใหญ่ยิงสกัด ก็สามารถตีแตกได้อย่างง่ายดาย
ในตอนนั้นเอง นายทหารหนุ่มเลือดร้อนจากโรงเรียนตำรวจสองสามคนก็วิ่งเข้ามา ทำความเคารพด้วยความตื่นเต้น:
“ผู้พัน อนุญาตให้พวกเราไปบุกยึดป้อมปืนเถอะครับ!”
“พวกเราจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน!”
แบร์ตีเยใช้กล้องส่องทางไกลมองดูโจรสลัดบนป้อมปืนที่กำลังยิงปืนใหญ่อย่างสะเปะสะปะ แล้วพยักหน้าตอบ:
“เอาล่ะ ไปคว้าเกียรติยศของพวกนายมาให้ได้ พ่อหนุ่ม!”
“ครับผม ผู้พัน!” นายทหารหนุ่มสองคนมองหน้ากันด้วยความดีใจ รีบกลับไปที่กองร้อยของตน ไม่นานนักเสียงกลองก็ดังขึ้น ทหารต่างก็รีบจัดแถวเป็นขบวนบุกทะลวงนับสิบขบวน
ในขณะเดียวกัน ปืนใหญ่ 3 กระบอกก็เริ่มยิงคุ้มกัน
ดาวูต์ที่อยู่ไม่ไกล เมื่อรู้ว่าพวกนักเรียนตำรวจจะบุกโจมตี ก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที จึงไปขออนุญาตแบร์ตีเยเพื่อเข้าร่วมการบุกยึดป้อมปืนด้วย
หากโจเซฟได้เห็นภาพนี้ คงต้องร้องโวยวายด้วยความเสียดายของแน่ นี่คือจอมพลดาวูต์ หนึ่งในสามเทพสงครามของนโปเลียนเลยนะเนี่ย ดันเอามาใช้กับภารกิจบุกป้อมปืนที่อันตรายสุดๆ แบบนี้ได้ยังไง!
แต่ก็นะ ยอดขุนพลคนไหนก็ต้องมีช่วงที่ยังเป็นมือใหม่กันทั้งนั้น ถ้าไม่ได้ผ่านการขัดเกลาจากห่ากระสุน จะมีประสบการณ์ในสนามรบที่โชกโชนได้อย่างไร? แม้แต่ดาวูต์ในวัยหนุ่มก็ไม่เว้น
และนี่ก็คือเป้าหมายสำคัญอีกประการหนึ่งที่โจเซฟส่งพวกเขามาที่แอฟริกาเหนือ
อันที่จริง เมื่อเทียบกันแล้ว ความรุนแรงของสงครามในแอฟริกาเหนือยังถือว่าต่ำกว่าในยุโรปมาก การมาสะสมประสบการณ์การรบที่นี่ถือว่าปลอดภัยที่สุดแล้ว
แบร์ตีเยคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็อนุญาตตามคำขอของนายทหารที่เพิ่งเรียนจบผู้นี้ โดยให้เขาและอีกกองร้อยหนึ่งทำหน้าที่คุ้มกันพวกนักเรียนตำรวจที่อยู่ด้านหลัง หากพวกนักเรียนตำรวจบุกป้อมปืนไม่สำเร็จ ก็ให้พวกเขาเป็นฝ่ายบุกระลอกที่สอง
ดาวูต์รีบวิ่งกลับไปที่กองร้อยของตนด้วยความเร็วสูงสุด นำทหารไปสมทบกับนักเรียนตำรวจที่รับหน้าที่บุกทะลวง และจัดขบวนกระจายกำลังตามอยู่ด้านหลังเยื้องๆ
ไม่นานนัก ขบวนบุกทะลวงที่มีนักเรียนตำรวจ 2 กองร้อยเป็นผู้นำ ก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนทางลาดชัน มุ่งหน้าตรงไปยังป้อมปืนของโจรสลัดที่อยู่บนยอดเนิน
พวกโจรสลัดก็สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของกองทัพองครักษ์เช่นกัน จึงรีบระดมคนกว่า 150 คนออกมาจากป้อมปืน และจัดแถวรับมืออย่างลุกลี้ลุกลนอยู่บนทางลาดชัน นี่คือกำลังพลทั้งหมดที่มีอยู่ในป้อมปืนแล้ว
ในความเป็นจริง มันไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นในหนังและละครโทรทัศน์หรอกนะ หากฝ่ายป้องกันมัวแต่หดตัวอยู่ในป้อมปืน ไม่นานฝ่ายโจมตีก็จะเข้ามาอยู่ในมุมอับของปืนใหญ่ และค่อยๆ ทำลายจุดยิงของป้อมปืนไปทีละจุด
วิธีป้องกันที่ถูกต้องที่สุด คือการใช้ทหารราบถ่วงเวลาศัตรูไว้ แล้วใช้ปืนใหญ่ของป้อมปืนยิงสังหาร จนกว่าศัตรูจะล่าถอยไป
ทว่า พวกโจรสลัดเพิ่งจะจัดแถวอันยุ่งเหยิงเสร็จ นักเรียนตำรวจ 200 คนก็วิ่งเข้ามาใกล้ในระยะเจ็ดแปดสิบก้าวแล้ว แม้เสียงปืนใหญ่บนป้อมปืนจะดังอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยทักษะการเล็งที่แย่มากของโจรสลัด จึงทำให้ไม่ค่อยมีกระสุนลูกไหนยิงโดนเป้าหมายเลย
ปืนใหญ่ที่อยู่ใต้ป้อมปืนเพิ่งจะยิงกระสุนออกไปได้แค่สองระลอก ก็ได้ยินเสียงนักเรียนตำรวจตะโกนร้องว่า “ในนามของมกุฎราชกุมาร” แล้วก็ถือปืนติดดาบปลายปืนพุ่งเข้ามาหา
ดาวูต์ก็สั่งให้ทหารยิงคุ้มกันไปหนึ่งชุด
กองทัพเรือตูนิเซียอาจจะเก่งกาจพอตัวเวลาที่ต้องรังแกพวกลูกเรือบนเรือสินค้า แต่พอต้องมาเผชิญหน้ากับกองทัพชั้นยอดที่มีทั้งความดุดันและไม่เกรงกลัวความตายแบบนี้ พวกเขาก็หมดสิ้นความคิดที่จะต่อสู้ขัดขืนไปเลย
แนวป้องกันพังทลายลงในพริบตา โจรสลัดต่างส่งเสียงร้องโหยหวนและวิ่งหนีกลับไปที่ป้อมปืน แต่ส่วนใหญ่กลับหนีไม่ทัน จึงต้องทิ้งอาวุธ คุกเข่าลงยอมจำนน
ป้อมปืนชายฝั่งแบบนี้มักจะสร้างไว้ในที่สูงมากๆ แต่ตัวป้อมปืนเองกลับไม่ได้สูงมากนัก มักจะมีความสูงเพียงแค่ประมาณตึกสองชั้นเท่านั้น
ดาวูต์มองดูพวกนักเรียนตำรวจปีนขึ้นไปบนป้อมปืนราวกับหมาป่าหิวโซ พร้อมกับโยนศพโจรสลัดลงมาเป็นระยะๆ ดวงตาของเขาถึงกับแดงก่ำด้วยความอิจฉา นั่นมันเกียรติยศสูงสุดของการเป็นผู้ตีค่ายศัตรูแตกเลยนะเนี่ย แต่ดันมาคลาดกับเขาไปซะได้…

0 Comments