You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เมืองตูนิเซีย

ภายในพระราชวังคาสร์ ฮามูด อาลี เบย์แห่งตูนิเซีย กำลังนั่งฟังรายงานการรบจากแนวหน้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน

ในตอนแรก ที่เขารู้ว่ายูนิสกลับมาที่ตูนิเซียจริงๆ เขาก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่พักหนึ่ง โชคดีที่ฮาฟซาพระชายาองค์โปรดของเขาฉลาดหลักแหลม คาดการณ์ไว้แล้วว่าไอ้เจ้ายูนิสจะต้องเสี่ยงชีวิตลอบโจมตีไครรูอาน

ภายใต้คำสั่งของเขาที่ให้โคจาเตรียมตัวรับมือล่วงหน้า ก็ได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ สามารถจับเป็นและสังหารกบฏได้หลายพันคน

ขุนนางหลายคนในท้องพระโรงต่างรีบประจบประแจง:

“สำหรับเบย์ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว การจัดการกับพวกกบฏเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือเลยขอรับ!”

“ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงคุ้มครองเบย์ ทำให้กองทัพของพระองค์ไร้พ่าย!”

“พอกำจัดยูนิสไปได้ พวกแอลจีเรียก็ไม่สามารถมารีดไถเครื่องบรรณาการรายปีจากเราได้อีกแล้ว!”

เมื่ออาลีกลับเข้าไปในฝ่ายในอย่างเบิกบานใจ ก็แทบรอไม่ไหวที่จะบอกข่าวดีเรื่องชัยชนะนี้ให้กับฮาฟซาฟัง

ทว่า กลับไม่เป็นไปตามที่เขาคาดคิด ฮาฟซากลับดูมีสีหน้ากังวล:

“เบย์เพคะ วัวป่าที่ถูกสิงโตกัดจนบาดเจ็บ จะยิ่งดุร้ายกว่าปกติเป็นสิบเท่า เผลอๆ อาจจะขวิดสิงโตจนบาดเจ็บกลับได้ ท่านแม้จะเอาชนะยูนิสได้ครั้งหนึ่ง แต่ก็ประมาทไม่ได้เด็ดขาด ข้าคิดว่า ยิ่งเป็นเวลาแบบนี้ ก็ยิ่งต้องเพิ่มกำลังทหาร เพื่อพยายามกวาดล้างพวกกบฏให้เร็วที่สุดเพคะ”

แม้อาลีจะรู้สึกนับถือที่นางคาดเดาสถานการณ์ของพวกกบฏได้ถูกต้องถึงสองครั้งก่อนหน้านี้ แต่คราวนี้เขากลับไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เพราะตามรายงานของโคจา ตอนนี้ยูนิสเหลือทหารแค่ 4,000 กว่านายเท่านั้น แถมพอก่อกบฏก็พ่ายแพ้ยับเยินทันที คงไม่มีปัญญาสร้างความวุ่นวายอะไรได้อีกแล้ว

เขาตอบส่งๆ พระชายาไปสองสามประโยค ก่อนจะเรียกให้บรรเลงดนตรีและร่ายรำต่อไป

ทว่า ฮาฟซากลับเป็นดั่งผู้หยั่งรู้ เพียงห้าวันต่อมา ก็มีข่าวร้ายส่งมาจากแนวหน้า

โคจารวบรวมกองทัพ 13,000 นายไปล้อมโจมตียูนิส แต่กลับถูกปืนใหญ่ของอีกฝ่ายระดมยิงอย่างหนักเกินคาด

ในรายงานบอกว่า ปืนใหญ่พวกนั้นยิงได้ไกลมากและมีอานุภาพทำลายล้างสูง ระดมยิงพร้อมกันสิบกว่าชุด ก็ทำให้กองหน้าของโคจาบาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก

แถมยูนิสยังไปหาปืนไฟคุณภาพเยี่ยมมาจากไหนไม่รู้เป็นจำนวนมาก มีอำนาจการยิงที่ดุดันมาก ภายใต้การยิงคุ้มกันของปืนใหญ่ ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถทะลวงวงล้อมของโคจาได้ และยังไล่ต้อนเขาออกไปจนถึงนอกหุบเขาชูครีอีกด้วย

หลังจากการรบครั้งนี้ โคจาที่นำกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ก็ไม่กล้าปะทะกับยูนิสอีก ตอนนี้ โคจาทำได้เพียงอาศัยป้อมปราการไครรูอานเพื่อยันกับยูนิสไว้เท่านั้น

เมื่อฮามูด อาลี หันกลับมามองฮาฟซาอีกครั้ง ในใจของเขาก็เหลือเพียงความนับถืออย่างหมดใจ เขาจึงทำตามที่นางแนะนำ ส่งกองกำลังรักษาการณ์ 3,000 นายในเมืองตูนิเซียไปเสริมทัพที่ไครรูอาน พร้อมกับมอบเงิน 20,000 ริยัลให้โคจาเพื่อใช้เป็นงบประมาณทางทหาร

และที่หน้าป้อมปราการไครรูอาน ยูนิสที่เพิ่งจะชนะศึกมาหมาดๆ ก็มีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน

สัปดาห์ก่อน เป็นไปตามที่ที่ปรึกษาชาวฝรั่งเศสบอกไว้ เรือขนส่งของฝรั่งเศสลำหนึ่งเดินทางมาถึงท่าเรือสฟักซ์ พร้อมกับนำปืนคาบศิลาชาร์ลวิลล์แบบจุดชนวนด้วยหินเหล็กไฟ 2,000 กระบอก ปืนใหญ่ขนาด 6 ปอนด์ 4 กระบอก และเหรียญทองดูคัท 15,000 เหรียญมาให้

เขาอาศัยอาวุธและเงินจำนวนนี้จัดระเบียบกองทัพใหม่อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ทำลายวงล้อมของโคจาได้อย่างเด็ดขาด และไล่ต้อนโคจาให้หนีเข้าไปในป้อมปราการไครรูอาน

ทว่า เมื่อต้องเผชิญกับป้อมปราการที่แข็งแกร่ง และทหารกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ตูนิเซียนับหมื่นนายที่ประจำการอยู่ที่นี่ เขาก็รู้สึกปวดหัวอย่างหนัก

หากเขามีดินปืนและกระสุนปืนใหญ่มากกว่านี้ เขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถบุกยึดป้อมปราการแห่งนี้ได้ หรืออย่างน้อยก็ระดมยิงจนพวกทหารรักษาการณ์ไม่กล้าโผล่หัวออกมา แล้วอาศัยจังหวะนั้นอ้อมป้อมปราการไปยึดเมืองซูซา

แต่ตอนนี้ เขาเหลือกระสุนเพียง 4 คันรถม้า ซึ่งไม่เพียงพอที่จะใช้ยิงถล่มป้อมปราการเลย และก็ไม่รู้ว่าเสบียงลอตต่อไปของฝรั่งเศสจะส่งมาเมื่อไหร่

ไม่กี่วันต่อมา กองหนุนของฮามูด อาลี ก็เดินทางมาถึงไครรูอาน โคจาจึงนำกองทัพออกมารุกโจมตีกองทัพยูนิสอย่างดุเดือดอีกครั้ง…

ในขณะที่โคจาและยูนิสกำลังทำสงครามยืดเยื้อกันอยู่นั้น เรือขนส่งกว่าสิบสิบลำที่บรรทุกกองทัพองครักษ์มกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศส ก็ปรากฏตัวขึ้นที่นอกท่าเรือบิแซร์ตา ในตูนิเซีย ภายใต้การคุ้มกันของกองเรือร่วมปราบปรามโจรสลัด

ที่นี่คือท่าเรือทางเหนือสุดของตูนิเซีย และยังเป็นฐานที่มั่นสำคัญของโจรสลัดบาร์บารี หรือถ้าจะพูดให้ถูก ก็คือฐานทัพของกองทัพเรือตูนิเซีย

เรือเล็กๆ ลำหนึ่งถูกปล่อยลงมาจากเรือธง ‘L’Avancée’ ของกองเรือร่วม นำเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการเจรจาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือบิแซร์ตา

เขายื่นรายชื่อที่มีชื่อคนหลายร้อยคนให้กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของบิแซร์ตา พร้อมเรียกร้องให้ส่งตัวโจรสลัดเหล่านี้ให้กับกองเรือร่วมภายใน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ เรือที่พวกนั้นใช้ปล้นสะดมก็ต้องถูกกองเรือร่วมนำกลับไปด้วย

หากเลย 24 ชั่วโมงไปแล้ว กองเรือร่วมจะลงมือจับกุมโจรสลัดที่ยังไม่ยอมมอบตัวด้วยตนเอง

รายชื่อนี้เป็นรายชื่อที่ฮาจิ หลานชายของฮามูด อาลี เป็นคนให้มา ทุกคนบนรายชื่อนี้ล้วนเคยก่อเหตุฆ่าและปล้นสะดมชาวยุโรปมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งสำหรับกองทัพเรือตูนิเซียแล้ว ถือเป็น ‘ผลงานการรบ’ ที่คนในสามารถตรวจสอบหาข้อมูลได้ง่ายมาก

และก็เป็นไปตามคาด คำเรียกร้องของกองเรือร่วมถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย

โจรสลัดในรายชื่อส่วนใหญ่เป็นนายทหารประจำการในบิแซร์ตา แถมหลายคนยังเป็นผู้มีอิทธิพลในตูนิเซีย พวกเขาจะยอม “มอบตัว” ได้อย่างไร?

บนป้อมปืนของท่าเรือบิแซร์ตา นายทหารกองทัพเรือตูนิเซียคนหนึ่งมองดูเรือรบของกองเรือร่วมที่มองเห็นอยู่ลิบๆ ด้วยความตึงเครียด:

“คราวนี้พวกประเทศคาทอลิกทำไมถึงได้จัดทัพใหญ่โตขนาดนี้? พวกมันต้องการอะไรกันแน่?”

อีกคนก็พยักหน้า: “นั่นสิ ไม่เห็นมีท่าทีจะเจรจาด้วยเลย”

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ต่อให้พวกเขาเผลอไปทำร้ายเรือสินค้าของฝรั่งเศส สเปน หรือประเทศอื่นๆ อย่างมากก็แค่จ่ายเงินชดเชยไปก็จบเรื่องแล้ว

ไม่เคยเจอสถานการณ์ที่กองทัพเรือยกทัพมากดดัน แล้วยื่นคำขาดให้ส่งคนให้ทันทีแบบนี้มาก่อนเลย

นายทหารที่ยืนอยู่ข้างๆ ลูบหนวดทรงแปดตัว แล้วพูดว่า:

“ข้าว่า อเมริกาน่าจะเป็นคนหนุนหลังแน่ๆ หลายเดือนก่อน ปาร์กาลีไปปล้นเรือพวกมันมาสองลำ แถมยังฆ่าคนไปตั้งสิบกว่าคน”

“ครั้งนี้ดูเหมือนพวกมันจะเอาจริงนะ” นายทหารอีกคนใช้กล้องส่องทางไกลส่องดู สีหน้าดูเป็นกังวลมาก “ข้าเห็นเรือรบหนักขนาด 60 กระบอกปืนด้วย”

แต่ชายหนวดทรงแปดตัวกลับแค่นหัวเราะอย่างดูถูก:

“หึ กลัวอะไรล่ะ? ต่อให้เป็นเรือรบชั้นหนึ่งก็เถอะ อย่างมากก็แค่ลอยลำอยู่หน้าอ่าว เรามีป้อมปืนอยู่นะ”

นายทหารอีกคนก็พยักหน้า: “ใช่ การค้าในท่าเรือหยุดชะงัก พวกมันก็เสียหายหนักเหมือนกัน ข้าว่าสุดท้ายก็คงจบด้วยการจ่ายเงินชดเชยนั่นแหละ อย่างมากก็จ่ายเพิ่มอีกหน่อย”

ทว่า ไม่ว่าพวกโจรสลัดจะคิดอย่างไร บรรยากาศภายในท่าเรือบิแซร์ตาก็ยังคงตึงเครียดราวกับพายุกำลังจะมา เรือสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรือของยุโรป ต่างก็รีบถอนสมอหนีออกจากพื้นที่อันตรายแห่งนี้ไปอย่างไม่ลังเล

บนทะเล ภายในห้องเคบินของ ‘L’Avancée’ แบร์ตีเยมองดูเจ้าหน้าที่เจรจาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะพูดขึ้นว่า:

“ไม่เกินความคาดหมาย ดูเหมือนพวกเราคงต้องลงมือจับพวกโจรสลัดด้วยตัวเองเสียแล้ว”

พลเรือตรีซิสเนรอส ผู้บัญชาการกองเรือร่วม ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพูดว่า:

“พันโท ถึงแม้ว่าผมจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการบุกโจมตีท่าเรือ แต่ผมก็จะพยายามสนับสนุนอำนาจการยิงให้กับกองทัพของท่านอย่างเต็มที่”

แม้เขาจะได้รับคำสั่งจากกองทัพเรือให้ ‘ปราบปรามโจรสลัดบาร์บารีอย่างเต็มที่’ แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีใครบอกเขาเลยว่าจะต้องมาโจมตีท่าเรือใหญ่ที่มีการป้องกันแน่นหนาแบบนี้

เขาคิดมาตลอดว่า แค่รับเงินก้อนนั้นมา แล้วพากองเรือมาแล่นวนในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จับโจรสลัดส่งๆ ไปให้ชาวอเมริกันก็พอแล้ว

แต่พอมาสมทบกับแบร์ตีเยในครั้งนี้ อีกฝ่ายกลับเอาคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทหารเรือมาให้ดู และบอกว่าเป้าหมายในครั้งนี้คือการยึดท่าเรือบิแซร์ตา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพวกโจรสลัด

คำสั่งนี้ โจเซฟย่อมต้องไปขอมาจากมาร์ควิส เดอ คาสตรี อยู่แล้ว สำหรับอีกฝ่าย การปราบปรามโจรสลัดก็เป็นเรื่องที่พระราชินีทรงอนุญาตในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว ส่วนเรื่องบุกโจมตีท่าเรือ ก็เป็นเรื่องของกองทัพของแบร์ตีเย ไม่เกี่ยวกับเขา กองทัพเรือมีหน้าที่แค่ขนส่งทหารและยิงสนับสนุนอยู่รอบนอกเท่านั้น เอาเรื่องนี้ไปแลกเปลี่ยนเป็นน้ำใจให้กับมกุฎราชกุมาร จะมีอะไรเสียหายล่ะ?

พลเรือตรีซิสเนรอสกล่าวต่อ:

“ท่านก็รู้ว่า เราไม่สามารถเข้าไปใกล้ป้อมปืนได้มากนัก… ดังนั้น กองทัพของท่านอาจจะต้องเผชิญหน้ากับปืนใหญ่หนักที่ตั้งอยู่บนนั้นเพียงลำพัง”

“วางใจเถอะครับ ท่านนายพล” แบร์ตีเยพยักหน้า “ผมมั่นใจในตัวทหารของผม”

แผนการยกพลขึ้นบกได้ถูกเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว หลังจากแบร์ตีเยหารือกับเจ้าหน้าที่ทหารเรืออีกสองสามคน เขาก็ลุกขึ้นเดินกลับไปยังเรือขนส่ง พรุ่งนี้ เขาจะนำกองทัพบุกเข้าไปในรังของพวกโจรสลัดจากที่นั่น

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เรือขนส่งทั้งสิบลำจอดเรียงรายอยู่นอกท่าเรือบิแซร์ตา ทหารของกองทัพองครักษ์มกุฎราชกุมารเข้าแถวอยู่บนดาดฟ้าเรือ มองดูเหล่ากะลาสีที่กำลังทยอยปล่อยเรือเล็กสำหรับยกพลขึ้นบกลงไปในน้ำอย่างเงียบๆ

บนเรือขนส่ง ‘สตัลเลียน’ แบร์ตีเยเดินตรวจแถวทหารแต่ละนาย พร้อมกับพยักหน้าให้อย่างจริงจัง จากนั้น เขาก็เดินมาหยุดที่หน้าแถว ชี้ไปที่แนวชายฝั่งที่อยู่ไม่ไกล แล้วพูดเสียงดังว่า:

“ที่นั่น คือสถานที่ที่พวกเราจะไปคว้าเกียรติยศอันสูงสุดมา!

“ทหารทั้งหลาย ฉันจะไปกับพวกนาย เราจะใช้ความกล้าหาญและความมุ่งมั่นอันไร้เทียมทาน บดขยี้พวกโจรสลัดขี้ขลาดพวกนั้น และส่งพวกมันไปรับการลงทัณฑ์จากพระผู้เป็นเจ้า!

“ตอนนี้ จงให้คนทั้งโลกได้เห็นถึงความกล้าหาญและความห้าวหาญของนักรบฝรั่งเศสเถอะ! ก้าวไปคว้าชัยชนะของพวกนาย ขอเพียงมุ่งหน้าต่อไป บดขยี้ทุกสิ่ง!”

เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ชูแขนขึ้นสูง แล้วตะโกนว่า:

“แด่องค์กษัตริย์! แด่มกุฎราชกุมาร! เพื่อเกียรติยศ!”

เหล่าทหารต่างตะโกนตอบรับดังกึกก้อง:

“แด่องค์กษัตริย์! แด่มกุฎราชกุมาร! เพื่อเกียรติยศ!”

เสียงตะโกนดังก้องไปถึงเรือขนส่งลำอื่นๆ ทหารที่นั่นก็ส่งเสียงร้องตาม:

“แด่องค์กษัตริย์! แด่มกุฎราชกุมาร…”

เวลา 10.00 น. การเปิดตัวครั้งแรกของกองทัพองครักษ์มกุฎราชกุมารก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

เหล่าทหารโหนเชือกลงไปบนเรือเล็กอย่างชำนาญ พวกเขาฝึกฝนท่าทางนี้มาเป็นร้อยครั้งแล้วก่อนจะมาที่นี่ จากนั้นทุกคนก็หยิบไม้พายขึ้นมาแล้วออกแรงพายอย่างแข็งขัน

เรือเล็กหลายสิบลำพุ่งตรงไปยังชายฝั่งราวกับลูกธนูที่หลุดจากแล่ง

บนป้อมปืนของท่าเรือ ทหารสังเกตการณ์ก็มองเห็นความเคลื่อนไหวในทะเลอย่างรวดเร็ว และรีบรายงานให้นายทหารทราบ

นายทหารตูนิเซียกว่าสิบคนจับกลุ่มปรึกษาหารือกันอย่างตึงเครียด พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่า กองเรือที่อยู่หน้าอ่าวจะตั้งใจยกพลขึ้นบกจริงๆ

“ทำยังไงดี? จะยิงปืนใหญ่ใส่พวกมันไหม?”

“อายาส ปาชาอยู่ที่ไหน? ถ้าไม่มีคำสั่งของเขา ขืนยิงใส่คนฝรั่งเศสไปมั่วๆ ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น!”

อายาสก็คือนายทหารสูงสุดที่รับผิดชอบการป้องกันท่าเรือ

“เขาเหมือนจะอยู่ที่…” นายทหารเกือบจะหลุดคำว่า ‘พวกผู้หญิง’ ออกมา แต่ก็รีบเปลี่ยนคำพูด “ข้าส่งคนไปรายงานเขาแล้ว”

ไม่ได้แปลว่าอายาสจะหละหลวมในการป้องกันตัวขนาดนั้น เมื่อวานหลังจากได้รับคำขาด เขาก็รู้สึกกังวลอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ด้วยธรรมเนียมดั้งเดิมของนายทหารออตโตมัน ทำให้เขายังคงกลับไปค้างคืนที่บ้านพักในตัวเมือง ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไปหลายกิโลเมตร

ความหละหลวมของนายทหารตูนิเซีย ช่วยลดการสูญเสียของกองทัพองครักษ์ไปได้มาก ในระหว่างการบุกขึ้นฝั่งที่แสนจะอันตราย ป้อมปืนของท่าเรือไม่ได้ยิงปืนใหญ่เลยสักนัดเดียว เรือเล็กกลุ่มแรกจึงสามารถพุ่งทะยานขึ้นฝั่งได้สำเร็จ

ในระยะห่างออกไปหลายร้อยก้าว ก็มองเห็นสิ่งกีดขวางที่พวกโจรสลัดเตรียมไว้ มันคือท่อนไม้ที่ถูกเหลาจนแหลม ปักลงไปในพื้นดิน มีถึงสี่ห้าแถว เรียงรายกินพื้นที่เกือบทั้งชายหาด

ด้านหลังสิ่งกีดขวาง มีทหารเรือตูนิเซียหลายร้อยคนกำลังถือปืนคาบศิลาหลากหลายชนิด มองมาที่แนวชายฝั่งอย่างตึงเครียด

ดาวูต์ในฐานะกองกำลังบุกทะลวงกลุ่มแรก กระโดดลงจากเรือเล็ก หันกลับไปกวักมือเรียกทหารในกองร้อย พร้อมตะโกนเสียงดัง:

“เร็วเข้า! ลงเรือ จัดแถว! มัวโอ้เอ้อะไรอยู่ ลืมวิธีวิ่งไปแล้วหรือไง?”

เมื่อคนถือธงปักธงลงบนชายหาด ทหารหลายสิบคนจากเรือเล็กบริเวณใกล้เคียงก็รีบวิ่งมารวมตัวกันที่เขา การฝึกซ้อมอย่างเข้มงวดของกองทัพองครักษ์ในเวลาปกติได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในเวลานี้ เพียงเวลาไม่ถึงสิบนาที พวกเขาก็จัดแถวหน้ากระดานสามแถวได้อย่างเป็นระเบียบ และเริ่มบรรจุกระสุน

ทหารอีกสองสามคนช่วยกันหามปืนครกขนาดเล็กที่สูงเพียงระดับเข่ามาวางไว้ที่ด้านซ้ายของขบวน คนที่อยู่ด้านหลังก็ช่วยกันงัดกล่องไม้ที่บรรจุกระสุนปืนใหญ่ออกมาวางไว้หน้าปืน

จนกระทั่งถึงตอนนั้น คำสั่งของอายาส ผู้บัญชาการกองทัพตูนิเซีย ถึงเพิ่งจะถูกส่งมาถึงป้อมปืน เมื่อทหารตูนิเซียได้รับคำสั่ง “อนุญาตให้ยิงข้าศึกได้” พวกเขาก็รีบปรับมุมปืนใหญ่ เล็งไปที่กองทหารที่เพิ่งยกพลขึ้นฝั่ง

ทว่า ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ยิงปืนใหญ่ เรือ ‘L’Avancée’ ที่ลอยลำอยู่ไกลๆ ก็ชิงเปิดฉากโจมตีก่อน

ปืนใหญ่ขนาด 32 ปอนด์และ 24 ปอนด์ระดมยิงไฟและควันออกมา ท่ามกลางเสียงคำรามอันกึกก้อง ลูกเหล็กสีดำสนิทพุ่งทะยานเข้าใส่ป้อมปืนฝั่งตะวันตกของท่าเรือ

แม้ว่าระดับการฝึกซ้อมของกองทัพเรือฝรั่งเศสจะเทียบไม่ได้กับอังกฤษ แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป พวกเขาก็ยังคงอยู่ในระดับแนวหน้า

ในระยะยิงที่เกือบจะไกลที่สุด จากกระสุนปืนใหญ่ยี่สิบนัด มีถึงสามนัดที่ยิงโดนกำแพงของป้อมปืนเข้าอย่างจัง แรงกระแทกอันมหาศาลทำให้เศษหินแตกกระจาย ร่วงหล่นลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ป้อมปืนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พวกโจรสลัดบนนั้นต่างก็ตื่นตระหนกตกใจ มีสองคนที่รีบจุดชนวนปืนใหญ่ แต่ส่วนใหญ่ต่างก็หวาดกลัวจนต้องกอดหัวหดตัวอยู่มุมกำแพง

กระสุนปืนใหญ่ที่ยิงออกมาจากป้อมปืน นัดหนึ่งตกลงไปในน้ำ ส่วนอีกนัดตกลงห่างจากกองทัพองครักษ์ไปกว่าสองร้อยก้าว ทรายปลิวว่อนไปทั่ว

ทางฝั่งกองเรือร่วม ก็มีเรือรบเข้าร่วมการยิงถล่มป้อมปืนมากขึ้น เสียงปืนใหญ่จึงดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ

ความพยายามของพวกเขาดึงดูดความสนใจของพวกโจรสลัดไปได้มาก ปืนใหญ่บนป้อมกว่าเจ็ดในสิบจึงหันกระบอกไปทางทะเล พยายามจะขับไล่กองเรือให้ถอยห่างออกไป

ทางฝั่งกองทัพองครักษ์ กองร้อยที่ยกพลขึ้นฝั่งกลุ่มแรกทั้ง 8 กองร้อย หรือทหารเกือบ 800 นาย ได้จัดแถวเสร็จสมบูรณ์แล้ว

ภายใต้คำสั่ง “เริ่มโจมตี” ของนายทหาร พลปืนก็นำดินปืนและกระสุนใส่ลงไปในปืนครก หรือก็คือปืนขนาดเล็กที่สูงเพียงระดับเข่า จากนั้นก็จุดชนวน

ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่น ลูกปืนใหญ่ที่พ่นประกายไฟ 5 ลูกก็พุ่งวาดเป็นเส้นโค้ง ลอยไปตกท่ามกลางกลุ่มโจรสลัดที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

แม้ปืนชนิดนี้จะมีขนาดเล็ก แต่เนื่องจากมีหน้าตัดกว้าง ประกอบกับเป็นการยิงแบบวิถีโค้ง ระยะยิงจึงไกลพอสมควร

ลูกปืนใหญ่ทยอยตกลงในระยะห่างสามสี่ร้อยก้าว เมื่อสายชนวนไหม้หมด ก็ระเบิดออกดังสนั่นทีละลูก

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note