ตอนที่ 202 เป้าหมายคือตูนิเซีย!
แปลโดย เนสยังนายพลเจอร์วิสกล่าวต่อ:
“นอกจากนี้ แอลจีเรียยังต้องการกองทัพ เพื่อเตรียมรับมือในกรณีที่ฝรั่งเศสสามารถยกพลขึ้นบกได้สำเร็จ
“เท่าที่ผมรู้ กองกำลังรักษาพระองค์ของพวกเขาเอาแต่ดื่มเหล้าและมั่วสุมกับโสเภณี ประสิทธิภาพการรบคงไม่เท่าไหร่นัก”
“สามารถจ้างทหารรับจ้างชาวแอลเบเนียได้” ดุ๊กแห่งลีดส์สูดกลิ่นหอมของชา กล่าวด้วยท่าทีผ่อนคลาย “คนพวกนั้นดุดันมาก แถมยังพูดภาษาอาหรับได้ด้วย ที่สำคัญที่สุดคือราคาถูก”
พิตต์พยักหน้าเล็กน้อย หันไปมองเจอร์วิส: “ท่านประเมินว่า ต้องใช้ทหารรับจ้างสักกี่คนถึงจะป้องกันแอลจีเรียได้?”
“อย่างน้อยก็ต้อง 10,000 คน ถ้าได้ 15,000 คนก็จะดีมาก”
“ท่านดุ๊ก โปรดระวังด้วยครับ” เสียงของกงสุลสจวร์ตขัดจังหวะห้วงความคิดของดุ๊กแห่งลีดส์ ฝ่ายหลังรีบดึงสติกลับมา เดินผ่านสะพานเทียบเรือ ก้าวเท้าขึ้นสู่ท่าเรือมิติญา
หลังจากนั่งรถม้าต่ออีกประมาณสองชั่วโมง ในที่สุดดุ๊กแห่งลีดส์และคณะก็ได้พบกับมันซูร์ เบย์แห่งแอลจีเรียคนปัจจุบันอย่างลับๆ เนื่องจากในขณะนี้มีสายสืบของชาวฝรั่งเศสอยู่มากมาย พวกเขาจึงต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง
มันซูร์ต้อนรับชาวอังกฤษอย่างอบอุ่น ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็มาเพื่อมอบผลประโยชน์ให้ ใครบ้างล่ะจะไม่ต้อนรับ?
ครั้งก่อน ดุ๊กแห่งลีดส์ก็นำปืนใหญ่ที่แทบจะให้ฟรี และวิศวกรอีกหลายสิบคนมามอบให้เขาแล้ว และสิ่งที่เขานำมาในครั้งนี้ ก็คือสัญญาว่าจ้างทหารรับจ้าง
ในตอนแรก มันซูร์รู้สึกต่อต้านการให้ทหารรับจ้างชาวแอลเบเนียกว่าหมื่นคนเข้ามาในแอลจีเรียเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายถึงหนึ่งในสาม
ทว่า ไม่นานเขาก็ได้เห็นพระราชสาส์นของสุลต่านฮามิดที่ 1 แห่งออตโตมัน ซึ่ง “ที่ปรึกษาสุลต่าน” อย่างสจวร์ตนำมามอบให้ โดยมีเนื้อหาหวังให้เขาเสริมสร้างกำลังทหาร และใช้ทหารรับจ้างเพื่อป้องกันการรุกรานจากกองกำลังภายนอกที่อาจเกิดขึ้นได้
อันที่จริง พระราชสาส์นที่ฮามิดที่ 1 ส่งมานั้น เป็นเหมือนหนังสือค้ำประกันมากกว่า โดยมีเนื้อหาหลักคือการรับรองว่า ทหารรับจ้างเหล่านี้จะรับฟังคำสั่งของรัฐบาลแอลจีเรีย และเมื่อภัยคุกคามผ่านพ้นไป พวกเขาก็จะถอนกำลังออกไปทันที
ในการประชุมรัฐสภาแอลจีเรียในวันถัดมา ผู้เข้าร่วมประชุมได้ถกเถียงกันอย่างดุเดือด
กลุ่มโจรสลัด ซึ่งก็คือกองทัพเรือ รวมถึงชาวเบอร์เบอร์ในพื้นที่ ต่างก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับการจ้างทหารรับจ้าง ท้ายที่สุดแล้ว ข้อมูลที่ชาวอังกฤษนำมามอบให้มันซูร์ก็ชี้ให้เห็นว่า ฝรั่งเศสมีแนวโน้มสูงที่จะบุกโจมตีฐานทัพของกองทัพเรือแอลจีเรีย
ในขณะที่กลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์กลับกังวลว่าทหารรับจ้างจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อตนเอง จึงต่อต้านการให้พวกเขาเข้ามาในแอลจีเรียอย่างรุนแรง
ท้ายที่สุด ภายใต้คำมั่นสัญญาของมันซูร์ที่จะแบ่งความช่วยเหลือจากอังกฤษจำนวน 60% ให้กับกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ ประกอบกับจุดยืนที่แข็งกร้าวของกองทัพเรือ กลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์จึงต้องยอมตกลงให้ทหารรับจ้างเข้ามาประจำการอย่างเสียไม่ได้
ดุ๊กแห่งลีดส์ดีใจมากเมื่อทราบข่าว เขาจึงทิ้งสจวร์ตไว้เพื่อจัดการเรื่องต่างๆ ในแอลจีเรีย ส่วนตนเองก็ก้าวขึ้นเรือรบเดินทางกลับอังกฤษอย่างพึงพอใจ
การเดินทางตระเวนไปทั่วทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนานกว่าสองเดือนในครั้งนี้ เขาใช้เงินไปเพียง 4 แสนกว่าปอนด์ ก็สามารถยับยั้งความทะเยอทะยานในการขยายอิทธิพลของฝรั่งเศสในแอฟริกาเหนือได้สำเร็จ นี่ถือเป็นความสำเร็จทางยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่มาก! ต้องรู้ไว้ว่า ก่อนหน้านี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในลักษณะเดียวกัน อังกฤษถึงกับต้องก่อสงคราม และสูญเสียเงินไปเกือบสิบล้านปอนด์เลยทีเดียว
โลกในยุคปัจจุบันได้เริ่มเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมแล้ว การมีอาณานิคมจำนวนมหาศาลเท่านั้น ที่จะสามารถเป็นแหล่งตลาดและวัตถุดิบเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศได้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รายได้กว่าครึ่งของจักรวรรดิก็มาจากอาณานิคมในตะวันออกไกลและอเมริกา
ส่วนฝรั่งเศสที่ขาดแคลนอาณานิคมน่ะหรือ? หึ พวกเขาจะไม่มีวันมีศักยภาพพอที่จะมาแข่งขันกับจักรวรรดิได้หรอก!
…
ฝรั่งเศส, ปารีส
ภายในห้องทำงานชั้นสองของพระราชวังทุยเลอรี โจเซฟกำลังพลิกดูรายงานปริมาณสำรองธัญพืชจากพื้นที่ต่างๆ อย่างตั้งใจ เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคอุตสาหกรรม ประกอบกับการที่เสนาบดีอุตสาหกรรมเข้ามารับตำแหน่ง ทำให้จำนวนเจ้าหน้าที่ในระบบอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมาก สำนักงานอุตสาหกรรมและการผังเมืองเดิมจึงเริ่มไม่เพียงพอแล้ว โจเซฟจึงตัดสินใจแบ่งพื้นที่เล็กๆ ในพระราชวังทุยเลอรี เพื่อทำเป็นห้องทำงานใหม่ของสำนักงานผังเมือง อย่างไรเสีย ที่นี่ก็มีห้องพักมากมาย ปกติก็แทบจะไม่มีคนพักอยู่แล้ว
ตัวเลขในรายงานทำให้โจเซฟถึงกับขมวดคิ้ว ปริมาณสำรองธัญพืชในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมลดลงเพียงเล็กน้อย แต่พอเริ่มเข้าสู่เดือนกันยายน ปริมาณสำรองก็ลดฮวบลงถึงหลายสิบล้านปอนด์
นั่นคิดเป็น 17% ของปริมาณสำรองทั้งหมดเลยทีเดียว!
เขารู้ดีว่า นี่เป็นเพราะก่อนหน้านี้ประชาชนยังพอมีเสบียงตุนไว้บ้าง แต่เมื่อผลผลิตถูกพายุลูกเห็บทำลายจนพินาศ เสบียงของหลายๆ คนก็ร่อยหรอลง จนต้องพึ่งพาเสบียงสำรองของรัฐบาลในการประทังชีวิต
โชคดีที่เขาเริ่มกว้านซื้อธัญพืชจากต่างประเทศมาตั้งแต่ต้นปี ไม่อย่างนั้นป่านนี้ฝรั่งเศสคงจะเกิดความวุ่นวายไปแล้ว ในประวัติศาสตร์ ก็ตั้งแต่ช่วงนี้นี่แหละ ที่รัฐบาลฝรั่งเศสเริ่มหมดปัญญาที่จะแก้ไขเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า จนต้องจำใจประกาศเรียกประชุมสภาฐานันดรในปีหน้า ซึ่งนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติครั้งใหญ่
โจเซฟคิดมาถึงตรงนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ แม้ว่าตอนนี้สถานการณ์จะพอทรงตัวอยู่ได้ แต่ก็ยังชะล่าใจไม่ได้เด็ดขาด
อันดับแรก เนื่องจากภัยแล้งที่รุนแรง ผลผลิตธัญพืชในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะลดลงต่ำกว่าปีก่อนๆ อย่างมาก จากการประเมินของคริสตจักร มีแนวโน้มสูงมากที่ผลผลิตจะเหลือเพียง 70% ของปีก่อนๆ หรืออาจจะต่ำกว่านั้นด้วยซ้ำ
ต้องรู้ไว้ว่า ในเวลานี้ฝรั่งเศสยังคงเป็นประเทศเกษตรกรรม ผลผลิตธัญพืชที่ลดลง 30% ก็แทบจะหมายถึงพลังชีวิตของประเทศลดลงไป 30% เลยทีเดียว!
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่มีการกว้านซื้อธัญพืชจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากเมื่อปีที่แล้ว ประกอบกับประเทศอื่นๆ ก็เผชิญกับภัยแล้งเช่นกัน ทำให้ตอนนี้ราคาธัญพืชในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วถึง 60% และยังมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นไปอีก
ประเทศอย่างอังกฤษ ปรัสเซีย และรัฐต่างๆ ในเยอรมนี ต่างก็ออกกฎหมายควบคุมการส่งออกธัญพืชอย่างเข้มงวด ทำให้ตอนนี้ต่อให้มีเงินก็หาซื้อไม่ได้
แถมฝรั่งเศสในตอนนี้ก็ไม่ได้มีเงินมากมายอะไร…
โจเซฟเพิ่งจะได้ดูรายงานจากระบบการคลัง หลังจากที่เขาได้ดำเนินการหลายๆ อย่าง วิกฤตหนี้สินของฝรั่งเศสก็ได้รับการบรรเทาลงอย่างมาก อย่างน้อยก็ไม่ต้องคอยพะวงว่าจะล้มละลายเมื่อไหร่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ในความเป็นจริง รายรับรายจ่ายในปัจจุบันก็ยังคงติดลบอยู่
รายจ่ายในแต่ละปีสูงกว่ารายรับถึง 20.7 ล้านลีฟร์
แม้ว่าจะลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการขาดดุลถึง 130 ล้านลีฟร์ในปีที่แล้ว แต่มันก็ยังคงเป็นตัวเลขที่น่ากลัวอยู่ดี!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีหน้า ที่จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เสบียงสำรองอาจจะหมดลง ถึงตอนนั้นก็จะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อธัญพืช หากจัดการได้ไม่ดี สถานะทางการคลังที่เพิ่งจะดีขึ้นมาบ้าง ก็อาจจะกลับไปพังพินาศอีกครั้งได้
ในประวัติศาสตร์ ในช่วง 3 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1787 ถึง 1789 เพื่อรับมือกับภาวะทุพภิกขภัยและการจลาจล หนี้สินของประเทศก็เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว!
และโจเซฟก็รู้ดีว่า: ภัยแล้งจะยังคงยืดเยื้อไปจนถึงครึ่งปีหลังของปีหน้าถึงจะเริ่มบรรเทาลง ก่อนหน้านี้เขาจะประมาทไม่ได้เลย
การรับมือกับวิกฤตอาหาร สิ่งแรกที่ต้องมีก็คือเงิน
ไม่ว่าจะเป็นการซื้อธัญพืช หรือการนำกองกำลังออกไปปล้นชิงในกรณีที่ไม่มีทางเลือก ก็ล้วนต้องใช้เงินทุนสนับสนุนอย่างมหาศาล
ในปัจจุบัน ฝรั่งเศสมีช่องทางในการหาเงินหลักๆ อยู่สองทาง:
ทางแรกคือภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่งจะเริ่มฟื้นตัว แม้ว่าอุตสาหกรรมบางประเภทอย่างเช่น กระดาษ การหมักไวน์ และรถม้า จะพัฒนาได้ค่อนข้างดี สามารถสร้างรายได้ให้กับฝรั่งเศสได้ถึง 8 ล้านกว่าลีฟร์ แต่เมื่อเทียบกับภาระทางการคลังของประเทศแล้ว มันก็เป็นเพียงแค่หยดน้ำในมหาสมุทรเท่านั้น
ส่วนในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างมากก็ทำกำไรได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหลักอย่าง เครื่องจักรไอน้ำ สิ่งทอ และเหล็กกล้า ที่ยังคงต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มอีกมาก กว่าจะทำกำไรได้ก็คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่
ส่วนอีกหนึ่งแหล่งรายได้ที่จะช่วยเพิ่มรายรับได้ ก็คือแอฟริกาเหนือนั่นเอง
ตูนิเซียนั้นเป็นศูนย์กลางการค้าที่ร่ำรวยมาก มีท่าเรือพาณิชย์ที่สำคัญหลายแห่ง แถมพื้นที่เกือบทั้งหมดของตูนิเซียก็ยังเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ หากสามารถบุกเบิกพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ที่นั่นได้ ก็จะสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนเสบียงอาหารของฝรั่งเศสได้อย่างมหาศาล
หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ก็สามารถส่งผู้หิวโหยไปที่นั่น ให้พวกเขาทำนาปลูกข้าวเลี้ยงตัวเองไปเลย
เรียกได้ว่า ในแผนการด้านยุทธศาสตร์ของโจเซฟ ตูนิเซียคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษาความมั่นคงให้กับฝรั่งเศส
ในขณะนั้นเอง เอม็องก็เคาะประตูแล้วพูดว่า:
“ฝ่าบาท กงสุลโจแอนมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ แล้วก็พาคนๆ นั้นมาด้วย”
โจเซฟรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที จึงสั่งว่า:
“ให้พวกเขาเข้ามาได้เลย”
หลังจากที่เขาได้รับรายงานเกี่ยวกับแอฟริกาเหนือจากหน่วยข่าวกรองเมื่อหลายวันก่อน เขาก็ตั้งตารอคอยชายคนนี้มาตลอด ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงเสียที
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
ไม่นานนัก โจแอนชายรูปร่างผอมสูง ผิวคล้ำแดด ก็นำคนสองคนเดินเข้ามาในห้องทำงาน
เมื่อเขาเห็นมกุฎราชกุมารกำลังมองมา ก็รีบก้มตัวทำความเคารพอย่างนอบน้อม:
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทมกุฎราชกุมารผู้ทรงเกียรติ! หม่อมฉันคือกงสุลประจำตูนิเซีย แบร์นาร์ อาร์โนด์ เดอ โจแอน พ่ะย่ะค่ะ”
หญิงสาวที่อยู่ข้างๆ เขา สวมหมวกปีกกว้างที่มีผ้าคลุมหน้า สวมชุดกระโปรงทรงเข้ารูปที่ทันสมัย รูปร่างกำยำล่ำสัน เห็นได้ชัดว่านางรู้สึกประหลาดใจกับอายุของโจเซฟมาก นางกระซิบถามโจแอนสองสามประโยคอย่างไม่ค่อยมีมารยาทนัก เมื่อได้รับคำตอบยืนยัน นางจึงถอดหมวกออก ย่อตัวลงทำความเคารพโจเซฟ พร้อมกับพูดภาษาอาหรับรัวๆ ออกมาเป็นชุด
โจแอนรีบผายมือไปยังหญิงสาวคนนั้น เพื่อแปลให้มกุฎราชกุมารฟังว่า:
“อา ฝ่าบาท นี่คือท่านหญิง ไอชา ราเบีย ลูกสาวคนโตของยูนิส ปาชา พ่ะย่ะค่ะ ธุรกิจหลายๆ อย่างของท่านยูนิสก็อยู่ภายใต้การดูแลของนาง และในครั้งนี้ นางก็เป็นตัวแทนเต็มอำนาจของยูนิส ปาชา เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ
“เมื่อครู่นี้นางได้กล่าวชื่นชมในความสง่างามและพระเกียรติยศของพระองค์ และขอถวายความเคารพอย่างจริงใจ พร้อมทั้งขอให้พระองค์ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนานพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟยิ้มตอบรับราเบียหญิงสาวที่มีใบหน้าแบบชาวต่างชาติ: “ยินดีต้อนรับสู่ปารีสนะ แม้ว่าการเดินทางจะยาวไกลก็ตาม” ก่อนจะผายมือไปยังโซฟาที่ปูด้วยพรมขนแกะอันประณีต “เชิญนั่งก่อนเถอะ”
ราเบียชี้มือออกไปนอกประตู แล้วพูดภาษาอาหรับออกมาอีกชุด อิซัคจึงรีบแปลให้โจเซฟฟังว่า:
“ฝ่าบาท นางบอกว่า นางเป็นตัวแทนของบิดา นำของขวัญบางอย่างมาถวายพระองค์ หวังว่าพระองค์จะทรงโปรดพ่ะย่ะค่ะ”
เขาลดเสียงลงเล็กน้อย:
“อา บางส่วนก็วางอยู่หน้าประตูนี่แหละพ่ะย่ะค่ะ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกอัญมณี แล้วก็ยังมีบางส่วนที่ทิ้งไว้ที่ท่าเรือมาร์กเซย เป็นพวกทาสน่ะพ่ะย่ะค่ะ มีประมาณห้าสิบหกสิบคน… ล้วนเป็นคนที่นางซื้อมา ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวฝรั่งเศส แล้วก็มีชาวอิตาลีอยู่บ้างประปรายพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟหรี่ตาลงเล็กน้อย เขารู้ดีว่า นี่ก็คือ “ทาสผิวขาว” ที่ถูกโจรสลัดบาร์บารีลักพาตัวไปขายเป็นทาสในแอฟริกาเหนือนั่นเอง ดูเหมือนว่ายูนิสจะต้องการเอาใจเขา ด้วยการส่งตัวชาวฝรั่งเศสกลับมาให้
เขาหันไปทางราเบีย แล้วส่งยิ้มบางๆ ให้:
“ฝากไปขอบคุณท่านยูนิสด้วยนะ นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออันดีระหว่างเรา”
ราเบียรีบค้อมตัวตอบรับทันที:
“ทั้งหม่อมฉันและท่านพ่อต่างก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเพคะ ฝ่าบาท”
โจแอนรับหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาให้อย่างต่อเนื่อง
โจเซฟพยักหน้าให้โจแอนเป็นเชิงรับรู้ ก่อนจะหันไปถามราเบียว่า:
“ฉันคิดว่าท่านบารอนโจแอนคงจะอธิบายความต้องการของฉันให้ท่านยูนิสฟังแล้ว ไม่ทราบว่าเขาตอบกลับมาว่าอย่างไรบ้าง?”
แววตาของราเบียพลันมีประกายดุดันพาดผ่าน นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า:
“ฝ่าบาทผู้ทรงเกียรติ ท่านพ่อของหม่อมฉันชื่นชมในข้อเสนอของพระองค์มากเพคะ!
“โมฮัมเหม็ดและอาลี ไอ้พวกสารเลวชั้นต่ำสองคนนั้น ขโมยตูนิเซียไปนานกว่ายี่สิบปีแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องคืนมันให้กับเจ้าของที่แท้จริงเสียที
“หากพระองค์สามารถช่วยเหลือให้ท่านพ่อของหม่อมฉันกลับคืนสู่พระราชวังคาสร์ได้ ท่านก็จะพยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อแสดงความขอบคุณต่อพระองค์อย่างแน่นอนเพคะ!”
พระราชวังคาสร์ที่นางพูดถึง ก็คือพระราชวังของราชวงศ์ฮัฟซิดแห่งตูนิเซีย และยังเป็นที่ประทับของเบย์คนต่อๆ มาด้วย
โจเซฟพยักหน้ารับอย่างยินดี
เขาคาดการณ์ไว้ก่อนแล้วว่า คนอย่างยูนิส ที่เคยเป็นถึงผู้กุมอำนาจทางทหารในตูนิเซีย และเคยก่อกบฏต่อต้านบิดาของตนเอง จะต้องไม่มีทางยอมแก่ตายอย่างโดดเดี่ยวในแอลจีเรียอย่างแน่นอน
ดังนั้น เขาจึงสั่งให้หน่วยข่าวกรองทำงานร่วมกับกงสุลตูนิเซียเพื่อติดต่อกับยูนิส ผลปรากฏว่ารายงานที่หน่วยข่าวกรองส่งกลับมาเมื่อไม่นานมานี้ก็ระบุว่า ยูนิสมีความสนใจอย่างมากที่จะยึดตำแหน่งเบย์กลับคืนมา และเขาก็ยังมีผู้สนับสนุนอยู่ในตูนิเซียอีกเป็นจำนวนมาก
ทว่า ยูนิสก็เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยเชื่อใจโจแอนและพวกสายลับสักเท่าไหร่ จึงยื่นเงื่อนไขว่าจะต้องได้รับคำมั่นสัญญาจากราชวงศ์ฝรั่งเศสเสียก่อน จึงเป็นที่มาของการพบกันในวันนี้
โจเซฟยิ้มตอบ: “ท่านยูนิส ปาชา มีสายเลือดของเบย์ที่บริสุทธิ์ที่สุด เขาย่อมสมควรที่จะได้กลับไปปกครองตูนิเซียอีกครั้ง
“ถ้าเช่นนั้น ท่านลองบอกมาก่อนสิ ว่าฉันจะสามารถช่วยเหลือเขาได้อย่างไรบ้าง?”
ราเบียดูเหมือนจะอดใจรอไม่ไหว จึงรีบตอบว่า:
“ขอบพระทัยเพคะ ฝ่าบาท อันดับแรก ท่านพ่อของหม่อมฉันถูกกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ของแอลจีเรียสั่งกักบริเวณ พระองค์ต้องช่วยให้เขาหนีออกจากแอลจีเรียให้ได้ก่อนเพคะ”
โจแอนรีบเสริมว่า: “ฝ่าบาท เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณเปรอสแปร์ได้วางแผนไว้เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ คนของเขาจะหาทางถ่วงเวลากลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ของแอลจีเรียไว้
“จากที่พักของท่านยูนิส ปาชา ไปจนถึงชายฝั่ง ใช้เวลาเดินทางด้วยรถม้าประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง หากขี่ม้าก็จะยิ่งเร็วกว่านี้อีกพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่า จะต้องมีเรือรบคอยให้การคุ้มกัน ไม่อย่างนั้นก็จะถูกกองทัพเรือแอลจีเรีย… อะแฮ่ม โจรสลัดขัดขวางเอาได้พ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟพยักหน้า: “เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ฉันจะให้กองเรือร่วมไปคอยรับ”
สีหน้าของราเบียเต็มไปด้วยความดีใจ นางกล่าวต่อ:
“ท่านพ่อได้ส่งคนกลับไปที่ตูนิเซีย เพื่อติดต่อกับผู้สนับสนุนของเขาแล้ว ด้วยความเคารพศรัทธาที่ท่านพ่อมี น่าจะสามารถรวบรวมกองทัพขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ในเวลาไม่นานนัก
“ทว่า กองกำลังหลักของกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ตูนิเซีย อาจจะยังคงฟังคำสั่งของฮามูด อาลี อยู่ พระองค์ก็ทรงทราบดี ว่ายุทโธปกรณ์ของกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์นั้นยอดเยี่ยมมาก ซึ่งนี่จะทำให้เราต้องเผชิญกับการต่อสู้อันยากลำบากเพคะ”
ฮามูด อาลี ก็คือเบย์แห่งตูนิเซียคนปัจจุบัน
โจเซฟเข้าใจความหมายของนางแล้ว ดูเหมือนว่ากองกำลังเดิมของยูนิสจะถูกลดบทบาทลงไปมาก น่าจะเหลือเพียงแค่กองกำลังที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร การจะไปงัดกับกองกำลังหลักของกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ตูนิเซียแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน คงจะเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะได้
เขาโบกมืออย่างใจป้ำ: “ฉันสามารถสนับสนุนปืนคาบศิลาชาร์ลวิลล์ให้พวกท่าน 5,000 กระบอก พร้อมกับปืนใหญ่อีก 10 กระบอก”
ยุทโธปกรณ์ที่เรียกกันว่ายอดเยี่ยมของกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ตูนิเซียนั้น ก็เป็นการเปรียบเทียบแค่ในภูมิภาคแอฟริกาเหนือเท่านั้น ในกองทัพของพวกเขายังมีปืนคาบศิลาแบบจุดชนวนด้วยสายชนวนที่ใช้กันในศตวรรษที่ 17 อยู่เลย ต้องรู้ไว้ว่า แม้แต่กลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ของออตโตมันที่พวกเขายกย่องหนักหนา ยุทโธปกรณ์ที่ใช้ก็ยังสู้กองทัพรัสเซียที่รั้งท้ายในยุโรปไม่ได้เลย
ดังนั้น ขอเพียงแค่จัดหาอาวุธมาตรฐานที่กองทัพฝรั่งเศสใช้กันอยู่ไปให้ ก็สามารถสร้างความได้เปรียบเหนือกว่ากองทัพในแอฟริกาเหนือได้อย่างมหาศาลแล้ว
ราเบียไม่คิดเลยว่ามกุฎราชกุมารที่อายุน้อยผู้นี้ จะใจป้ำถึงเพียงนี้ นางดีใจจนต้องรีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพ:
“พระองค์ช่างมีพระเมตตายิ่งนักเพคะ ฝ่าบาท! หากมีอาวุธเหล่านี้ ท่านพ่อของหม่อมฉันจะต้องสามารถกวาดล้างพวกกบฏเหล่านั้นได้อย่างราบคาบแน่นอนเพคะ!”
นางยิ่งมั่นใจในความจริงใจของฝรั่งเศสมากขึ้นไปอีก ก็เล่นให้ทั้งปืนทั้งปืนใหญ่มาแบบนี้ จะให้สงสัยอะไรได้อีกล่ะ?
“ถ้าเช่นนั้น ไม่ทราบว่าพวกเราจะสามารถตอบแทนพระองค์ได้อย่างไรบ้างเพคะ?”
โจเซฟแอบคิดในใจว่า แน่นอนว่าต้องยอมให้ฝรั่งเศสสามารถกว้านซื้อที่ดิน และเปิดโรงงานในตูนิเซียได้อย่างเสรี รวมถึงอัตราภาษีของตูนิเซียก็จะต้องนำมาหารือและกำหนดร่วมกับฝรั่งเศส ในขณะเดียวกัน ทั้งการเมืองและวัฒนธรรมก็ต้องโอนอ่อนผ่อนตามฝรั่งเศสอย่างเต็มรูปแบบด้วย
พื้นที่เพาะปลูกในตูนิเซียมีมากมายมหาศาล ผลผลิตธัญพืชจากที่นี่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรเทาวิกฤตอาหารของฝรั่งเศส
และการเปิดโรงงานในตูนิเซีย สินค้าที่ผลิตได้ก็จะสามารถนำไปขายในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างแอลจีเรีย ตริโปลี กรีซ และขนส่งไปออตโตมันก็ถือว่าไม่ไกลนัก
ด้วยวิธีนี้ ต้นทุนการขนส่งก็จะต่ำกว่าสินค้าที่ขนส่งมาจากอังกฤษมาก แม้ว่าอังกฤษจะมีความได้เปรียบทางด้านอุตสาหกรรม แต่ท้ายที่สุดแล้วราคาขายก็ยังคงสูงกว่าสินค้าของฝรั่งเศสอยู่ดี
นี่ก็เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้ฝรั่งเศสได้ครอบครองตลาดอันกว้างใหญ่ไพศาล ตั้งแต่แอฟริกาเหนือไปจนถึงคาบสมุทรบอลข่าน และแผ่ขยายไปจนถึงเอเชียกลาง!
ทว่า เรื่องเหล่านี้เขาไม่คิดจะบอกกับผู้หญิงตรงหน้าหรอก เพราะมันไม่จำเป็นเลย
เขาเพียงแค่ยิ้มตอบว่า:
“ฉันหวังว่ากองทัพเรือตูนิเซียจะประกาศห้ามปล้นชิงเรือสินค้า และการค้าจะต้องโอนอ่อนผ่อนตามฝรั่งเศสอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะเดียวกันก็ต้องมอบท่าเรือบิแซร์ตาให้ฝรั่งเศสเป็นผู้ดูแลด้วย”

0 Comments