ตอนที่ 199 เจ้าหน้าที่จัดหาเสบียงของนโปเลียน
แปลโดย เนสยังในความเป็นจริง อองเดรประเมินความ “บ้าระห่ำ” ของหนุ่มๆ พวกนี้ต่ำเกินไปมาก
รถม้าขนาดใหญ่ 30 คัน ของนักเรียนตำรวจกว่า 1,200 นาย มีถึง 22 คันที่ใช้สำหรับลากปืนใหญ่และขนกระสุน
ส่วนเรื่องเสบียงและของใช้ส่วนตัว พวกเขาตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปเกือบหมด!
ในเป้ของทหารแต่ละนาย มีขนมปังแห้ง 11 ปอนด์ เนื้อตากแห้ง 3 ปอนด์ครึ่ง ข้าวโอ๊ตสำหรับม้าศึก 4 ปอนด์ และไวน์อีกสองถุง นี่คือเสบียงทั้งหมดที่พวกเขาพกติดตัว
ส่วนกองทัพมูแล็ง กว่าจะเก็บของและเตรียมตัวออกเดินทางได้ ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงแล้ว
นี่ยังถือว่าเร็วแล้วนะ เพราะอองเดรได้ยิน “ข่าวกรอง” จากน้องชายเมื่อวานนี้ จึงสั่งให้ทหารทิ้งพวกตู้เสื้อผ้า โต๊ะกินข้าว และสัมภาระชิ้นใหญ่ๆ ไว้ข้างหลังทั้งหมด
อันที่จริง สำหรับกองทัพแบบดั้งเดิม ความเร็วระดับนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบ มันก็เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
ในเวลานี้ กองทัพนักเรียนตำรวจได้เดินทัพล่วงหน้าไปไกลกว่า 10 กิโลเมตรแล้ว
เวลา 18.00 น. กองทัพมูแล็งเริ่มตั้งค่ายและเตรียมอาหารค่ำ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา กองทัพนักเรียนตำรวจก็หยุดพักริมลำธารสายเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไป 16 กิโลเมตร หลังจากวางเวรยามเสร็จ พวกเขาก็ก่อกองไฟและอุ่นเสบียงที่พกติดตัวมา
เวลา 20.15 น. นักเรียนตำรวจก็ล้อมวงรอบกองไฟ ปูผ้าห่มลงบนพื้นหญ้า และหลับสนิทไปภายใต้แสงดาว
รุ่งเช้าวันต่อมา หลังจากรับประทานอาหารเช้าอย่างง่ายๆ พวกเขาก็รีบออกเดินทางทันที
ส่วนฝั่งกองทัพมูแล็ง ยังคงวุ่นวายอยู่กับการเก็บเต็นท์และขนของขึ้นรถม้าเป็นพัลวัน โดยมีเสียงบ่นพึมพำของเหล่านายทหารที่นอนหลับไม่เต็มอิ่มเพราะไม่ได้เอาฟูกที่นอนมาด้วยเป็นระยะๆ
อองเดรมองไม่เห็นร่องรอยของข้าศึกอีกต่อไป แต่จากร่องรอยบนพื้นดิน ทำให้รู้ว่าพวกนักเรียนตำรวจได้ผ่านบริเวณนี้ไปนานแล้ว
ช่วงบ่ายสามโมงกว่า ทหารม้าลาดตระเวนสองนายที่มีรอยคล้ำใต้ตาก็ควบม้ากลับมาที่กองทัพมูแล็ง อองเดรอยากรู้มากว่านักเรียนตำรวจจัดการเรื่องเสบียงได้อย่างไร จึงส่งคนให้ควบม้าไล่ตามไปสืบข่าวเมื่อคืนนี้
“ท่านหมายความว่า พวกเขาพกอาหารติดตัวไปกว่า 15 ปอนด์เชียวหรือ?” อองเดรมองทหารม้าลาดตระเวนด้วยความประหลาดใจ “ถ้ารวมกับอาวุธ กระสุน และเครื่องนอน ก็เท่ากับว่าพวกเขาต้องแบกน้ำหนักถึงเกือบ 35 ปอนด์เลยสิ?”
“ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นครับ ท่านผู้บัญชาการ”
“พวกเขามันปีศาจชัดๆ…” อองเดรเดาะลิ้น แบกสัมภาระเยอะขนาดนี้ ยังเดินทัพได้เร็วขนาดนั้นอีก!
จู่ๆ เขาก็นึกถึงปัญหาขึ้นมาข้อหนึ่ง: “ไม่สิ ต่อให้ทหารจะพกเสบียงไปเองได้ แล้วม้าศึกของพวกเขากินอะไรล่ะ?”
ตามปกติแล้ว คนมักจะคิดว่าเสบียงหลักของกองทัพคืออาหารของคน แต่ในความเป็นจริง เสบียงส่วนใหญ่กลับเป็นอาหารของม้า
ม้าศึกต้องใช้พลังงานอย่างหนักในช่วงสงคราม แถมยังไม่สามารถปล่อยให้กินหญ้าตามทุ่งนาได้เหมือนม้าของชาวบ้าน เพราะหญ้ามีสารอาหารต่ำ หากม้าจะกินให้อิ่ม ก็ต้องใช้เวลากินหลายชั่วโมง ซึ่งกองทัพไม่มีเวลาว่างมากขนาดนั้น
แถมในระหว่างเดินทัพ ก็ไม่ใช่ว่าจะหาหญ้ากินได้ทุกที่
ดังนั้น ม้าศึกในกองทัพจึงต้องพึ่งพาหญ้าแห้งและข้าวโอ๊ตที่ขนส่งมาโดยกองเสบียง ซึ่งต้องใช้ปริมาณมากกว่าอาหารของคนเสียอีก
คนยังพอแบกเสบียงสิบกว่าปอนด์ประทังชีวิตได้ แต่จะให้ม้าแบกหญ้าแห้งเป็นร้อยๆ ปอนด์ไปด้วยได้อย่างไร?
ทหารม้าลาดตระเวนสองนายมองหน้ากัน แล้วตอบว่า: “ท่านผู้บัญชาการ พวกเขาพกอาหารม้ามาด้วยนิดหน่อย แต่ส่วนใหญ่จะไปหาอาหารม้าจากชาวบ้านแถวนั้นครับ”
“แม้แต่ฟืนที่ใช้ก่อไฟ ก็ยังได้มาจากชาวบ้านเกินครึ่งเลยครับ อ้อ ยังมีไวน์อีกด้วย”
อองเดรเบิกตากว้าง ตะโกนเสียงดังว่า: “พวกเขากำลังโกงนี่!”
เขารีบเรียกคนส่งสารมา สั่งให้ควบม้าไล่ตามกองทัพนักเรียนตำรวจไป เพื่อประท้วงอย่างรุนแรงในฐานะตัวแทนของเขา
วันต่อมา คนส่งสารก็กลับมา พร้อมกับครูฝึกของโรงเรียนตำรวจอีกหนึ่งคน
เมื่อครูฝึกได้พบอองเดร ก็อธิบายอย่างสุภาพว่า: “ท่านผู้บัญชาการที่เคารพ พวกเราปฏิบัติตามกฎการจัดหาเสบียงทุกประการ ไม่ได้โกงแต่อย่างใด”
อองเดรแทบจะหัวเราะด้วยความโมโห: “ท่านกำลังจะบอกว่า การปล้นชิงจากชาวบ้าน คือกฎการจัดหาเสบียงมาตรฐานงั้นหรือ?”
“ไม่ ท่านคงเข้าใจผิดแล้ว” ครูฝึกรีบแย้ง “เจ้าหน้าที่จัดหาเสบียงของเราจ่ายเงินซื้อของทุกอย่าง แถมยังให้ราคาที่สูงกว่าราคาตลาดเล็กน้อยด้วยซ้ำ”
เขาไม่ได้บอกว่า หากไม่ใช่เพราะช่วงนี้ข้าวของขาดแคลน กฎการจัดหาเสบียงระบุไว้ชัดเจนว่า สามารถจัดหาเสบียงทั้งหมดได้จากพื้นที่ใกล้เคียงเลย
อองเดรโบกมือปัด: “ท่านกำลังโกงชัดๆ! ถ้าเกิดสงครามขึ้นจริงๆ กองทัพของท่านก็จะไม่เอาขบวนรถเสบียงไป แต่จะไปพึ่งพาการซื้อเสบียงจากชาวบ้านงั้นหรือ?”
ครูฝึกพยักหน้าอย่างจริงจัง: “ถูกต้องแล้วครับ แต่บางทีพวกเราอาจจะล่าสัตว์ป่ามาเสริมด้วย…”
“น่าขำสิ้นดี! การจัดหาเสบียงแบบนี้จะเชื่อถือได้อย่างไร? ถ้าบริเวณนั้นไม่มีชาวบ้านอาศัยอยู่เลยล่ะ?”
“สถานการณ์ที่ท่านพูดถึงคงไม่มีทางเกิดขึ้นหรอกครับ ทั่วทั้งยุโรปนี้ มีที่ไหนบ้างที่ไม่มีหมู่บ้านให้หาเสบียงได้? อีกอย่าง ทหารก็มีเสบียงฉุกเฉินพกติดตัวมาด้วยอยู่แล้ว”
“นี่…” อองเดรถึงกับอึ้งไปเลย
ใช่แล้ว ต่อให้เป็นดินแดนที่แร้นแค้นอย่างสวิตเซอร์แลนด์หรือทางตอนใต้ของฮังการี การจะหาหมู่บ้านที่สามารถเลี้ยงดูกองทัพนับหมื่นนายได้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ถ้าทำแบบนี้ได้ ก็เท่ากับว่าสามารถตัดขบวนรถเสบียงที่ทั้งเทอะทะและเป็นเป้าโจมตีได้ง่ายออกไป ทำให้กองทัพสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัว มิน่าล่ะ พวกนักเรียนตำรวจถึงได้จัดแถวและเดินทัพได้เร็วขนาดนี้!
อันที่จริง นี่ก็คือรูปแบบการจัดหาเสบียงแบบ “หาเสบียงในพื้นที่” ที่โจเซฟลอกเลียนมาจากนโปเลียนนั่นเอง
นโปเลียนในยุคหลังสามารถกวาดต้อนยุโรปจนราบคาบได้ ครึ่งหนึ่งของความสำเร็จก็มาจากระบบการจัดหาเสบียงที่เป็นเอกลักษณ์นี้
เป็นที่รู้กันดีว่า ในการทำสงคราม โดยเฉพาะสงครามระหว่างประเทศมหาอำนาจ ปัจจัยชี้ขาดความพ่ายแพ้ชัยชนะที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งก็คือ เสบียง ถึงขั้นมีคำกล่าวที่ว่า การทำสงครามก็คือการทำสงครามเสบียง
นโปเลียนได้แหกกฎเกณฑ์ดั้งเดิมของกองทัพขุนนางยุโรป โดยการทิ้งขบวนรถเสบียงจำนวนมหาศาล ไม่อนุญาตให้นายทหารนำสิ่งของฟุ่มเฟือยติดตัวไป [หมายเหตุ 1] หรือแม้แต่ทิ้งเต็นท์ที่ทั้งกางยากและพกพาลำบากไปเลย เรื่องกินเรื่องดื่มก็พึ่งพาหมู่บ้านตามรายทาง หากฝนตกหนักหรือหิมะตกหนักจนไม่สามารถนอนกลางแจ้งได้ ทหารก็สามารถไปขอยืมที่พักในหมู่บ้านได้เช่นกัน
ของที่ใช้ไปก็จ่ายเงินชดเชยให้ชาวบ้านตามราคา ค่าใช้จ่ายที่เสียไป เผลอๆ อาจจะน้อยกว่าการขนส่งเสบียงจากแดนไกลเสียอีก ในขณะที่ชาวนาจะได้รับค่าชดเชยที่มากกว่า
ส่วนการทำสงครามในต่างแดน ค่าใช้จ่ายของกองทัพก็ยิ่งน้อยลงไปอีก
แน่นอนว่า แม้จะฟังดูง่าย แต่การนำไปปฏิบัติจริงก็ต้องอาศัยระบบการจัดการที่เป็นระบบและเป็นวิทยาศาสตร์อย่างมาก
ตัวอย่างเช่น เจ้าหน้าที่จัดหาเสบียงจะต้องมีความเป็นมืออาชีพ รู้ว่าควรไปหาเสบียงที่ไหน และจะสื่อสารกับชาวบ้านอย่างไร
ในเส้นทางที่กองทัพจะเคลื่อนผ่าน ต้องส่งคนไปแจ้งล่วงหน้าให้หมู่บ้านเตรียมเสบียงให้พร้อม ซึ่งนี่ก็ต้องอาศัยการคำนวณปริมาณการใช้เสบียงอย่างแม่นยำ
รวมถึงการจัดสรรเสบียงที่หามาได้ให้กับกองร้อยต่างๆ อย่างรวดเร็ว
และจะประสานงานกับหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างไร เพื่อไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อนจากการถูกเกณฑ์เสบียง
สำหรับเรื่องเหล่านี้ โจเซฟก็รู้แค่หลักการคร่าวๆ จากสารคดีในชาติก่อนเท่านั้น รายละเอียดของกฎการจัดหาเสบียงยังคงต้องให้นายทหารไปปรับปรุงและพัฒนาจากการปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่อง
ทว่า ระบบการจัดหาเสบียงแบบนี้ก็มีข้อจำกัดอยู่มากเช่นกัน อย่างเช่น นโปเลียนก็เคยพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในรัสเซียที่ทั้งแร้นแค้นและเต็มไปด้วยความเป็นศัตรู เพราะพึ่งพาการจัดหาเสบียงในพื้นที่มากเกินไป [หมายเหตุ 2] ทว่า โจเซฟในฐานะผู้มาก่อนกาล ย่อมต้องหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นอย่างแน่นอน
อองเดรจำใจต้องส่งครูฝึกของโรงเรียนตำรวจกลับไป ส่วนตนเองก็เรียกประชุมนายทหาร เพื่อปรึกษาหารือว่าควรจะให้กองทัพของตนนำรูปแบบการจัดหาเสบียงในพื้นที่นี้มาใช้บ้างหรือไม่
นี่ก็คือหนึ่งในเหตุผลที่โจเซฟให้กองทัพมูแล็งมาร่วมฝึกซ้อมกับนักเรียนตำรวจ ในฐานะกองกำลังที่เขาไว้ใจได้ เขาก็หวังว่าอองเดรจะได้เรียนรู้แนวคิดใหม่ๆ จากเหล่านักเรียนตำรวจ เพื่อนำไปพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพตนเอง
หลังจากเดินทางออกจากเมืองตุซซีได้ 5 วัน กองทัพนักเรียนตำรวจก็เดินทางถึงปารีสอย่างราบรื่น และชิง “ยึดครอง” พื้นที่สูงซึ่งเป็นเป้าหมายของการฝึกซ้อมไว้ได้ก่อน จากนั้นก็เริ่มทำการสำรวจภูมิประเทศโดยรอบอย่างละเอียด
ส่วนทางฝั่งอองเดร ต้องใช้เวลาอีกถึง 4 วัน กว่าจะเดินทางมาถึงอย่างหอบแฮกๆ และต้องเผชิญหน้ากับแนวป้องกันที่ “กองทัพข้าศึก” เตรียมการไว้จนแข็งแกร่งดั่งหินผา
ทว่า อองเดรก็เป็นถึงทหารผ่านศึกที่เคยผ่านสมรภูมิมาแล้ว แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เสียเปรียบอย่างมาก เขาก็ยังคงใจเย็น และเรียกประชุมนายทหารเพื่อวางแผนยุทธวิธีในการรับมือ
รุ่งเช้าวันต่อมา กองทัพมูแล็งก็จัดกระบวนทัพที่หน้าแนวป้องกันของนักเรียนตำรวจ โดยตั้งเป็นแนวพลปืนยาวสามแถวซ้อนกัน
แบร์ตีเยซึ่งเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ลดกล้องส่องทางไกลลง ถอนหายใจพลางพูดกับดิบุสที่อยู่ข้างๆ: “พวกนักเรียนพลาดโอกาสโจมตีที่ดีที่สุดไปแล้ว”
ฝ่ายหลังพยักหน้าเห็นด้วย: “ใช่แล้วครับ เมื่อบ่ายวานนี้ กองทัพมูแล็งเพิ่งจะผ่านการเดินทัพอย่างหนักหน่วงมา ถือว่าเป็นช่วงที่พวกเขาเหนื่อยล้าที่สุด หากฉวยจังหวะนั้นบุกโจมตี ก็อาจจะคว้าชัยชนะมาได้ในรวดเดียว”
แบร์ตีเยกล่าวต่อ: “พวกเขายังคงตัดใจทิ้งชัยภูมิที่ได้เปรียบไปไม่ได้ เด็กหนุ่มพวกนี้แม้จะมีความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่ก็ยังขาดประสบการณ์รบจริงอยู่มาก”
ไม่นานนัก อองเดรก็สั่งให้ทหารราบเปิดฉากบุกโจมตีตรงๆ ในขณะเดียวกัน ปืนใหญ่ขนาดหกปอนด์ 3 กระบอกของกองทัพมูแล็ง ก็ส่งเสียงคำรามจากเนินดินที่สูงกว่าเล็กน้อยทางฝั่งตะวันตก เพื่อคุ้มกันการบุกของทหารราบ
ทว่า ฝั่งนักเรียนตำรวจเตรียมการรับมือไว้แล้ว ปืนใหญ่จึงยิงตอบโต้ทันที และเนื่องจากจุดตั้งปืนใหญ่ของนักเรียนตำรวจอยู่สูงกว่า แถมยังมีปืนใหญ่ขนาดแปดปอนด์อีกหนึ่งกระบอก ทำให้มีระยะยิงที่ไกลกว่า จึงสามารถสยบปืนใหญ่ของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อระยะห่างของทหารราบทั้งสองฝ่ายร่นเข้ามาเหลือไม่ถึง 100 ก้าว แนวพลปืนของนักเรียนตำรวจก็เป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน พวกเขาได้เปรียบเรื่องพื้นที่สูง แถมปืนเพอร์คัสชันยังมีระยะยิงที่ไกลกว่า จึงสามารถเปิดฉากยิงได้ก่อนอย่างสบายๆ
ทหารทั้งสองฝ่ายใช้กระสุนที่ทำจากไม้สน ซึ่งจะแตกกระจายทันทีเมื่อได้รับแรงอัดจากดินปืน จึงไม่เป็นอันตรายใดๆ ทว่า เสียงระเบิดที่ดังสนั่นหวั่นไหว และควันปืนที่ลอยคลุ้งไปทั่วท้องฟ้า ก็ยังคงทำให้ทหารทุกคนตื่นเต้นเร้าใจ ราวกับอยู่ในสนามรบจริงๆ
กองทัพมูแล็งรุกคืบเข้าไปอีกระยะหนึ่ง ก็เริ่มยิงตอบโต้ เสียงปืนดังกึกก้องหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ทหารหลายคนถูกตัดสินว่า “เสียชีวิต” และต้องออกจากการฝึกซ้อมไป
สิ่งที่ทำให้อองเดรประหลาดใจอย่างมากก็คือ ทักษะการยิงปืนของนักเรียนตำรวจหนุ่มเหล่านี้ ไม่ได้ด้อยไปกว่าทหารผ่านศึกของเขาเลย เผลอๆ ด้วยความช่วยเหลือของปืนเพอร์คัสชัน ความเร็วในการยิงของพวกเขายังเร็วกว่าฝ่ายเขาถึงสองจังหวะอีกด้วย
เมื่อกองทัพมูแล็งสูญเสียกำลังพลไปเรื่อยๆ ในที่สุดนายทหารแนวหน้าก็ทนไม่ไหว ต้องสั่งถอยร่น
ธงสีน้ำเงินประดับตราสัญลักษณ์มกุฎราชกุมาร ถูกชูขึ้นเหนือค่ายของนักเรียนตำรวจทันที จากนั้นมือกลองและผู้ถือธงของแต่ละกองร้อยก็ก้าวออกมาข้างหน้าสามก้าว เสียงกลองรัวเร่งจังหวะการบุก
ทหารราบนักเรียนตำรวจเริ่มรุกคืบไปข้างหน้า
กองทัพมูแล็งที่ถูกโจมตี แตกพ่ายถอยร่นเร็วขึ้นกว่าเดิม ไม่นานนัก แนวพลปืนแถวที่สองของพวกเขาก็ถูกเปิดเผยต่อหน้าศัตรู
ฝ่ายนักเรียนตำรวจรีบเปลี่ยนขบวนทัพทันที แนวพลปืนแถวแรกเปลี่ยนเป็นขบวนแถวตอนลึก ส่วนแถวที่สองทำหน้าที่ยิงคุ้มกัน
เมื่อทหารราบหลายขบวนพุ่งเข้าประชิดกองทัพมูแล็งในระยะ 20 ก้าว กองทัพมูแล็งก็ไม่สามารถต้านทานได้อีกต่อไป เริ่มแตกพ่ายหนีกันกระเจิง
เสียงกลองของนักเรียนตำรวจเร่งจังหวะเร็วขึ้นไปอีก ทหารพลปืนแถวที่สองก็เปล่งเสียงโห่ร้อง ติดดาบปลายปืน และบุกทะลวงเข้าใส่ศัตรู
แนวพลปืนแถวสุดท้ายของกองทัพมูแล็งเริ่มถอยร่นไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้พวกเขาถอยร่นลงมาถึงที่ราบด้านล่างเนินเขาแล้ว เพียงสิบกว่านาทีต่อมา กองทัพนักเรียนตำรวจถึง 7 กองร้อยก็บุกเข้ามาประชิดตัวพวกเขา
เรื่องที่น่าแปลกก็คือ กองทัพมูแล็งกลับไม่มีทีท่าตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย แต่นายทหารกลับสั่งให้ทหารที่แตกพ่ายแยกย้ายกันไปหลบด้านข้าง ส่วนพลปืนแถวสุดท้ายก็เปิดฉากยิงสกัดอย่างดุเดือด
ในขณะเดียวกัน ปืนใหญ่ 3 กระบอกก็ปรากฏตัวขึ้นทางด้านข้างของกองทัพมูแล็ง และเริ่มระดมยิงใส่กลุ่มนักเรียนตำรวจที่กำลังรุกคืบเข้ามา
เห็นได้ชัดว่า ปืนใหญ่เหล่านี้แกล้งทำเป็นสู้แรงยิงของอีกฝ่ายไม่ได้ และแอบเคลื่อนย้ายมาประจำการที่นี่
อองเดรเผยรอยยิ้ม หันไปพยักพเยิดกับคนส่งสาร
คนส่งสารรีบวิ่งไปหาคนถือธง และตะโกนถ่ายทอดคำสั่งเสียงดัง
ไม่กี่นาทีต่อมา กองทหารม้าของกองทัพมูแล็งก็ควบม้าอ้อมมาจากด้านหลังเนินดินทางฝั่งตะวันออก มุ่งหน้าเข้าตีตลบหลังแนวพลปืนของนักเรียนตำรวจที่บุกเข้ามาลึกเกินไป
ส่วนแนวพลปืนสองแถวแรกของกองทัพมูแล็งที่แตกพ่ายไปก่อนหน้านี้ ก็จัดกระบวนทัพใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และโอบล้อมเข้ามาจากทั้งสองด้าน
ครูฝึกของนักเรียนตำรวจถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าหลงกลศัตรูเข้าแล้ว เมื่อเห็นว่ากองทหารราบกำลังจะถูกโอบล้อม จึงรีบส่งกองหนุนและทหารม้าทั้งหมดเข้าสู่สนามรบ เตรียมจะใช้การสู้รบระยะประชิดเพื่อช่วยเหลือทหารราบออกมา
เมื่อเกิดการปะทะกันแบบตะลุมบอน ผู้ตัดสินการฝึกซ้อมก็ยากที่จะประเมินความเสียหายได้อย่างแม่นยำ
ท้ายที่สุด แบร์ตีเยก็สั่งยุติการต่อสู้หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง เพราะกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุจากการสู้รบระยะประชิด
ในเวลานี้ กองทัพมูแล็ง “สูญเสีย” กำลังพลไปกว่า 200 นาย ส่วนนักเรียนตำรวจแม้จะหลงกล แต่ด้วยการยิงตอบโต้ที่ได้เปรียบในตอนแรก ประกอบกับความกล้าหาญในการสู้รบระยะประชิดที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าอีกฝ่ายเลย ทำให้ “ยอดสูญเสีย” ของพวกเขากลับน้อยกว่ากองทัพมูแล็งเสียอีก
หลังจากพักผ่อนหนึ่งวัน กองกำลังของแบร์ตีเยก็เข้าร่วมการฝึกซ้อมด้วย การฝึกซ้อมรบแบบเสมือนจริงของทั้งสามฝ่ายดำเนินไปอย่างดุเดือด และจะกินเวลาไปจนถึงสิ้นเดือน
…
ณ ห้องทำงานของสำนักงานอุตสาหกรรมและการผังเมือง
โจเซฟอ่านรายงานการฝึกซ้อมภาคสนามที่แบร์ตีเยและคนอื่นๆ ส่งมาให้ พลางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ: “ทักษะทางการทหารของนักเรียนเหล่านี้ถือว่าดีมากแล้ว แต่ยังต้องเพิ่มประสบการณ์รบจริงให้มากกว่านี้”
เขาหันไปมองเฟรียงต์ แล้วกล่าวต่อ: “สำหรับนักเรียนที่มีผลงานโดดเด่นในการฝึกซ้อม สามารถให้พวกเขาเรียนจบก่อนกำหนด เพื่อเข้าไปเป็นนายทหารชั้นผู้น้อยในกองกำลังของแบร์ตีเยได้เลย”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ข้าและผู้บังคับการแบร์ตีเยก็เห็นตรงกันว่า นักเรียนบางคนมีฝีมือไม่ได้ด้อยไปกว่านายทหารที่เป็นขุนนางเลยพ่ะย่ะค่ะ”
ในขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่ เอม็องก็เคาะประตูเข้ามา โค้งคำนับโจเซฟแล้วรายงานว่า: “ฝ่าบาท มีข่าวส่งมาจากมาร์กเซยว่า กษัตริย์สเปนได้ทรงส่งธัญพืชมาให้พระองค์ 3 ลำเรือ ตอนนี้จอดเทียบท่าเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ 10 วันก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
[หมายเหตุ 1] ในความเป็นจริงแล้ว ในกองทัพของนโปเลียน ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของนายทหารมักจะเป็นฝันร้ายของกองเสบียงอยู่เสมอ และไม่เคยถูกสั่งห้ามได้อย่างเด็ดขาด ขนาดนโปเลียนเองก็ยังพกอ่างอาบน้ำไปสนามรบด้วย แต่สำหรับกองทัพในยุคอดีตแล้ว นายทหารของนโปเลียนถือว่ามีความอดทนอดกลั้นมากแล้ว
[หมายเหตุ 2] นโปเลียนคาดการณ์ไว้แล้วว่าการจัดหาเสบียงในรัสเซียจะเป็นเรื่องยาก และได้เตรียมเสบียงไว้มากกว่าทุกครั้ง แต่เขาก็ยังคงตั้งความหวังไว้กับการหาเสบียงในพื้นที่ ทว่าความจริงก็คือ กองทัพฝรั่งเศสสามารถหาเสบียงในรัสเซียได้น้อยมาก ทำให้สถานการณ์ของกองทัพฝรั่งเศสย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็ว

0 Comments