ตอนที่ 192 มรสุมยุโรป
แปลโดย เนสยังกลางเวทีประลอง โซแรลใช้ใบดาบแตะกับคู่ต่อสู้เบาๆ เพื่อทำความเคารพ จากนั้น นางก็ถอยหลังไปสามก้าว เอียงตัว ซ่อนมือซ้ายไว้ด้านหลัง แล้วตั้งท่าเตรียมพร้อมอย่างถูกระเบียบ
ผู้ชมด้านล่างเริ่มซุบซิบกันทันที:
“โอ้! สุภาพสตรีท่านนี้ดูเหมือนจะใช้ดาบเป็นจริงๆ นะเนี่ย”
“นี่คุณไม่รู้หรือ? นางคือน้องสาวของไวเคานต์แฟรซ เป็นลูกศิษย์ของมาร์ควิสบียาฟูเอร์เต ฝีมือดาบเก่งกาจมากเลยนะ”
“มาร์ควิสบียาฟูเอร์เต? ปรมาจารย์ดาบชาวสเปนผู้โด่งดังคนนั้นน่ะหรือ?”
“ใช่แล้ว คนนั้นแหละ”
“อาฮะ ดูท่าวันนี้จะมีเรื่องสนุกๆ ให้ดูแล้วล่ะ!”
เสียงระฆังจากฝั่งกรรมการดังขึ้น แววตาของโซแรลพลันเปลี่ยนเป็นดุดัน นางตวัดดาบหลอกล่อไปที่หน้าอกซ้ายของคู่ต่อสู้ ฝีเท้าพลิ้วไหวรวดเร็ว ชั่วพริบตาก็เบี่ยงตัวหลบไปทางขวา พร้อมกับกดปลายดาบลง พุ่งตรงไปที่หน้าท้องของชายหนุ่ม
ชายหนุ่มขุนนางร่างสูงใหญ่ผู้นั้นก็ไม่ใช่ย่อย แม้จะถูกชิงจังหวะโจมตีก่อน แต่ท่าร่างการตั้งรับก็ไม่ได้รวนเรแต่อย่างใด เขาใช้ใบดาบปัดป้องไปด้านข้างอย่างแรง
โซแรลไม่รอให้ดาบทั้งสองปะทะกัน นางชักดาบกลับแล้วถอยหลังไปครึ่งก้าว เหลือบเห็นช่องโหว่ที่ท่อนบนของคู่ต่อสู้ ก็ตวัดดาบพุ่งตรงไปที่ใบหน้าของเขาทันที
ชายหนุ่มรู้สึกว่าจะหลบไม่พ้น จึงจำต้องออกแรงฟาดดาบสกัดอย่างสุดกำลัง เพื่อหวังผลักโซแรลให้ถอยร่นไป
ทว่า นางกลับพลิ้วไหวดุจผีเสื้อที่โบยบินอยู่ท่ามกลางหมู่มวลพฤกษา เพียงแค่ย่อตัวหลบลงเล็กน้อย ก็สามารถหลีกเร้นจากประกายดาบนั้นได้ แล้วพุ่งดาบแทงสวนไปที่ต้นขาของคู่ต่อสู้
หลังจากนั้น การตั้งรับและการตอบโต้ที่ทุลักทุเลของชายหนุ่มถึงสองครั้งสองครา ก็ถูกโซแรลหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับถูกสวนกลับด้วยการแทงในมุมที่คาดไม่ถึง
ผู้ชมด้านล่างพากันปรบมือโห่ร้องด้วยความชื่นชม
ทว่า หลังจากการปะทะกันเพียงห้าหกกระบวนท่า โซแรลก็รู้สึกได้ว่าส้นเท้าซ้ายของตนไปชนเข้ากับอะไรบางอย่าง
นางตระหนักได้ทันทีว่านั่นคือขอบของเวทีประลอง หัวใจของนางพลันกระตุกวูบ เดิมทีนางมักจะอาศัยความเร็วในการกระโดดหลบหลีกไปมา แล้วค่อยหาจังหวะสวนกลับ แต่กลับลืมคำนึงถึงขนาดของเวทีประลองไปเสียสนิท
คู่ต่อสู้ฉวยจังหวะที่นางเผลอ ฟาดดาบเข้าใส่อย่างไม่ลังเล ท่ามกลางผู้ชมที่เป็นขุนนางนับร้อยคน แถมยังมีมกุฎราชกุมารทอดพระเนตรอยู่ เขาคงไม่มีความคิดที่จะออมมือให้ผู้หญิงหรอกนะ เขายังอยากจะแสดงฝีมือดาบต่อหน้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ในวันมะรืนนี้อยู่เลย
โซแรลถูกสกัดไว้ด้วยรั้วไม้ริมเวที ไม่สามารถหลบหลีกได้ จึงจำต้องยกดาบขึ้นป้องกัน
เสียง “เคร้ง” ดังสนั่น นางรู้สึกชาไปทั้งข้อมือ เรื่องพละกำลังไม่ใช่จุดแข็งของนางเลยแม้แต่น้อย
คู่ต่อสู้ฉวยโอกาสฟันลงมาจากอีกทิศทางหนึ่ง นางก็จำต้องป้องกันไว้อีกครั้ง
พละกำลังของทั้งสองแตกต่างกันมากเกินไป ในครั้งนี้ดาบของนางถึงกับถูกฟาดจนกระเด็นไปด้านข้าง ชายหนุ่มที่อยู่ตรงข้ามจึงตวัดข้อมือขึ้น ปลายดาบที่หุ้มด้วยไม้ก็จ่ออยู่ที่หน้าท้องของนาง
แพ้แล้ว…
ตัวเองมาเพื่อคว้าแชมป์แท้ๆ แต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ตั้งแต่รอบแรก!
โซแรลรู้สึกเหมือนหัวสมองขาวโพลนไปหมด จนกระทั่งกรรมการเดินเข้ามาเร่ง นางถึงได้เดินลงจากเวทีไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก
นางนึกถึงตอนที่ตัวเองโอ้อวดให้มกุฎราชกุมารซื้อพนันข้างนาง แถมยังรับประกันว่าจะทำให้พระองค์ได้รับเงินรางวัลอย่างแน่นอน ก็รู้สึกอับอายจนแทบอยากจะขุดหลุมฝังตัวเองเสียเดี๋ยวนั้น
ภาพห้านิ้วที่มกุฎราชกุมารชูขึ้นตอนลงเดิมพันเมื่อครู่นี้ผุดขึ้นมาในหัวของนาง ทำให้นางใจสั่นระรัว ด้วยฐานะของราชวงศ์ พระองค์จะต้องลงเดิมพันอย่างน้อย 500 ลีฟร์แน่ๆ!
หรือไม่ก็ 5,000 ลีฟร์…
ใช่แล้ว! ต้องเป็น 5,000 ลีฟร์แน่ๆ!
จบกัน จบสิ้นกันหมดแล้ว! โซแรลแทบจะร้องไห้ออกมา มกุฎราชกุมารอุตส่าห์ช่วยให้นางได้ขึ้นประลอง แต่นางกลับทำให้พระองค์ต้องสูญเสียเงินมากมายขนาดนี้ จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย? มกุฎราชกุมารจะต้องเกลียดนางแน่ๆ ใช่แล้ว! พระองค์จะต้องเกลียดนางเข้าไส้แน่ๆ!
เสียงหัวเราะของผู้ชมดังแว่วมาเข้าหู อันที่จริงแล้ว นี่ไม่ใช่การหัวเราะเยาะหรอก ผู้ชมส่วนใหญ่แค่รู้สึกว่าเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ นี้มันตลกดีเท่านั้นเอง
แต่เมื่อโซแรลได้ยินเสียงหัวเราะ นางกลับรู้สึกเหมือนลูกแมวขโมยอาหารที่ถูกจับได้ นางก้มหน้างุด ซ่อนอกไว้ พลางพึมพำในใจว่า “ไม่มีใครเห็นฉัน ไม่มีใครเห็นฉัน ไม่มีใครเห็นฉัน!” แล้วก็วิ่งฝ่าฝูงชนหนีไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ได้! ไม่ได้เด็ดขาด!
นางเดินพลางส่ายหัวไปมา นั่นมันเงินตั้ง 5,000 ลีฟร์เชียวนะ! จะทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้!
ใช่แล้ว! นางตั้งปณิธานไว้ในใจ แม้ตอนนี้จะไม่มีเงินมากขนาดนั้น แต่สักวันนางจะหามาคืนมกุฎราชกุมารให้ครบทุกแดงอย่างแน่นอน!
บนอัฒจันทร์ เคลมองตีนยังคงกวัดแกว่งลูกอมในมืออย่างร่าเริง ท่าทางดูเสียดายเล็กน้อย:
“ท่านพี่ หม่อมฉันอุตส่าห์เตรียมลูกอมไว้จะมอบให้คุณผู้หญิงคนนั้นตอนที่นางชนะ ไม่คิดเลยว่านางจะรีบจากไปขนาดนี้
“อืม แต่ก็ดีแล้วล่ะ ที่ท่านพี่เดิมพันข้างนางแค่ 10 ลีฟร์”
โจเซฟยิ้มตอบ: “ที่นี่อาจจะไม่ใช่สถานที่ที่นางถนัดก็ได้”
“แล้วนางถนัดประลองดาบที่ไหนล่ะเพคะ?” เคลมองตีนแหงนหน้าถาม
โจเซฟยิ้มแต่ไม่ตอบ ในใจนึกว่าขอแค่เป็นที่ปาแล-รัวยาลก็พอแล้วล่ะ ที่นั่นต่อให้มีทหารเป็นร้อยก็ยังหยุดนางไม่ได้เลย
เมื่อการแข่งขันฟันดาบในช่วงบ่ายสิ้นสุดลง โจเซฟก็เดินลงจากอัฒจันทร์มาพร้อมกับมกุฎราชกุมารแห่งสเปนและสาวน้อยโลลิด้วยท่าทีสนทนากันอย่างสนุกสนาน เอม็องรีบก้าวเข้ามาขนาบข้างโจเซฟ แล้วกระซิบว่า:
“ฝ่าบาท อาร์คบิชอปตาลแลร็องกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้กำลังรอพระองค์อยู่ที่ห้องรับรองพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟพยักหน้ารับเล็กน้อย เขารู้ดีว่าการกลับมาของตาลแลร็องจากการเดินทางรอบทวีปอเมริกาและยุโรปในครั้งนี้ จะต้องมีเรื่องราวมากมายมารายงานอย่างแน่นอน
ดังนั้น เขาจึงขอตัวลามกุฎราชกุมารอันโตนิโอ มอบเคลมองตีนให้อยู่ในความดูแลของนางกำนัล แล้วมุ่งหน้ากลับไปยังห้องบรรทมของตน
ระหว่างทาง เขาก็นึกขึ้นได้ถึงเรื่องสวมเขาของมกุฎราชกุมารอันโตนิโอ เรื่องนี้คงต้องรีบจัดการล่วงหน้าเสียแล้ว
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งการเอม็อง ฝ่ายหลังรับคำสั่งแล้วรีบจากไปทันที
โจเซฟกลับมาถึงห้องรับรองของตน ตาลแลร็องก็รีบเข้ามาต้อนรับ พร้อมกับโค้งคำนับอย่างจริงจัง:
“ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงคุ้มครองฝ่าบาท หลังจากออกจากปารีสมา กระหม่อมก็เฝ้าคิดถึงพระองค์อยู่เสมอ นี่ไงพ่ะย่ะค่ะ พอลงจากรถม้าปุ๊บ กระหม่อมก็รีบมาหาพระองค์ปั๊บเลย”
คำพูดของเขาดูเหมือนเป็นการทักทายตามมารยาท แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อโจเซฟ หลังจากกลับมาถึงพระราชวังแวร์ซายส์ กระหม่อมไม่ได้ไปเข้าเฝ้าอัครมหาเสนาบดี หรือไปรายงานต่อเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง แต่เลือกที่จะมาเข้าเฝ้าฝ่าบาทเป็นคนแรก
“โอ้ เราเองก็คิดถึงท่านเช่นกัน อาร์คบิชอปตาลแลร็อง เชิญนั่งก่อนเถอะ” โจเซฟยิ้มพลางผายมือไปทางโซฟา “การเดินทางออกจากปารีสในครั้งนี้ ท่านคงเดินทางไปไกลกว่า 7,000 ไมล์ทะเลเลยใช่ไหม?”
ตาลแลร็องพยักหน้าตอบ: “เกิน 7,800 ไมล์ทะเลเลยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ต้องข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกถึงสองครั้งสองครา”
“ลำบากท่านมากจริงๆ” โจเซฟพูดพลางส่งสัญญาณให้นางกำนัลนำกาแฟและของว่างมาเสิร์ฟให้ตาลแลร็อง “อันที่จริง ท่านสามารถเดินทางกลับมาพร้อมกับขบวนของมกุฎราชกุมารเปาล์ได้นะ”
ตาลแลร็องพยักหน้าขอบคุณนางกำนัล ก่อนจะหันมามองโจเซฟ พร้อมกับยิ้มและกล่าวว่า:
“ฝ่าบาท กระหม่อมเดินทางกลับมาโดยเรือ ออกเดินทางช้ากว่ามกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียหลายวัน แต่ดูสิพ่ะย่ะค่ะ สุดท้ายกระหม่อมก็ยังเดินทางมาถึงก่อนอยู่ดี แถมกระหม่อมยังคิดว่า มีบางเรื่องที่ควรจะมารายงานให้พระองค์ทราบล่วงหน้าไว้ก่อนน่าจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย: “เชิญท่านว่ามาได้เลย”
“สถานการณ์ในอเมริกาเป็นไปตามที่พระองค์ทรงคาดการณ์ไว้ทุกประการพ่ะย่ะค่ะ พวก ‘เฟดเดอรัลลิสต์’ ของพวกเขาให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ในการจัดซื้อเรือรบและร่วมมือกันปราบปรามโจรสลัด” ตาลแลร็องกล่าว “หากไม่ใช่เพราะขัดสนเรื่องเงินทอง คุณแฮมิลตันก็คงอยากจะซื้อกองเรือรบขนาดเล็กไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟตอบว่า: “เราแค่ต้องการขายเรือเก่าๆ ไม่ได้อยากจะให้กองทัพเรืออเมริกาแข็งแกร่งขึ้นมาหรอกนะ”
ตาลแลร็องรีบพยักหน้ารับ: “ใช่พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท กระหม่อมก็สัมผัสได้ว่า พวกเขามีความสนใจในทะเลแคริบเบียนอย่างผิดปกติ”
“วิสัยทัศน์ของท่านเฉียบแหลมมาก” โจเซฟรู้ดีว่า เมื่อชาวอเมริกันพอจะมีเงินบ้างแล้ว พวกเขาก็จะเริ่มสร้างกองเรือขนาดใหญ่ และเข้าปะทะกับฝรั่งเศสในทะเลแคริบเบียนอย่างดุเดือด
และผลลัพธ์ก็คือ ฝรั่งเศสต้องสูญเสียผลประโยชน์มหาศาลในทะเลแคริบเบียน ประกอบกับการปฏิวัติเฮติ ทำให้ผลประโยชน์ของฝรั่งเศสในอาณานิคมอเมริกาแทบจะสูญสิ้นไปทั้งหมด
“สำหรับชาวอเมริกัน เราต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากพวกเขา และพยายามจำกัดบทบาทของพวกเขาให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องระวังการขยายอิทธิพลไปทางทิศตะวันตกของพวกเขา พวกเขามีความโลภในดินแดนอเมริกาเหนือราวกับปีศาจร้ายเลยทีเดียว” โจเซฟกล่าวอย่างจริงจัง
ตาลแลร็องกลับดูไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก: “ฝ่าบาท พวกคนอเมริกันน่ะ ทั้งขี้เหนียวและขาดความกล้าหาญ กระหม่อมคิดว่า พวกเขาคงไม่กล้าท้าทายผลประโยชน์ของสเปนหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
ในขณะนี้ ดินแดนทางตะวันตกของอเมริกาอยู่ภายใต้การควบคุมของสเปน
โจเซฟก็คร้านที่จะอธิบายให้เขาฟังว่า ในประวัติศาสตร์ อเมริกาใช้เวลาเพียงสิบกว่าปี ก็สามารถกลืนกินลุยเซียนาไปได้จนเกือบหมดแล้ว
ตาลแลร็องกล่าวต่อ: “ส่วนเรื่องการค้า คุณแฮมิลตันได้รับปากกับกระหม่อมเป็นการส่วนตัวว่า ภายใต้ราคาที่เท่ากัน พวกเราจะได้รับสิทธิ์ในการซื้อฝ้ายจากพวกเขาก่อนคนอังกฤษพ่ะย่ะค่ะ”
“ดีมาก” โจเซฟพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ตอนนี้อเมริกาเหนือคือแหล่งส่งออกฝ้ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก การมีฝ้ายจากอเมริกาคอยป้อนให้ ฝรั่งเศสก็จะมีแต้มต่อมากขึ้น ในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอกับอังกฤษ
เรื่องของอเมริกานั้นค่อนข้างเรียบง่าย ตาลแลร็องเล่าเพียงแป๊บเดียวก็จบ จากนั้นก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทูตในรัสเซีย
“ฝ่าบาท หลังจากที่กระหม่อมไปถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ก็ได้เข้าเฝ้าซาร์แห่งรัสเซียในเวลาไม่นาน และในช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมา พระองค์ยังทรงเรียกกระหม่อมไปเข้าเฝ้าอีกถึงสองครั้ง แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและฝรั่งเศสมากเพียงใด”
โจเซฟไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับเรื่องนี้เลย รัสเซียและฝรั่งเศสมีผลประโยชน์ร่วมกันหลายอย่าง และมีโอกาสในการร่วมมือกันอย่างกว้างขวาง เยกาเจรีนาที่ 2 ซึ่งเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์รัสเซีย ย่อมมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ตาลแลร็องกล่าวว่า: “ซาร์แห่งรัสเซียได้ฝากคำขอบคุณมายังพระองค์ สำหรับปืนและชุดทหารที่พระองค์ทรงมอบให้ โดยเฉพาะชุดทหารเหล่านั้น แทบจะกลายเป็นของสงวนสำหรับเหล่านายทหารไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ในยุคนี้ เทคโนโลยีการผลิตของรัสเซียยังล้าหลังกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรป แม้จะสามารถผลิตปืนคาบศิลาเองได้ แต่คุณภาพก็ยังสู้ของชั้นนำจากฝรั่งเศสไม่ได้
แม้แต่ปืนเก่าที่ตาลแลร็องขอมาจากอเมริกา ก็ยังเป็นที่ต้องการของทหารรัสเซีย เยกาเจรีนาได้แจกจ่ายปืนชาร์ลวิลล์ 15,000 กระบอกนั้น ให้กับกองทหารแนวหน้าในสงครามรัสเซีย-ตุรกีโดยตรงเลยทีเดียว
ส่วนชุดทหารเหล่านั้น โจเซฟได้สั่งตัดเย็บเป็นพิเศษที่เมืองลียง เพื่อใช้เป็นใบเบิกทางในการเข้าสู่ตลาดเสื้อผ้าของรัสเซีย มีจำนวนทั้งหมด 1,800 ชุด
อย่างไรเสีย ชุดทหารในยุคนี้ก็ไม่ได้มีรูปแบบที่เป็นมาตรฐานเดียวกันอยู่แล้ว ยิ่งในรัสเซียก็ยิ่งวุ่นวาย ขอแค่สีสันใกล้เคียงกันก็พอแล้ว
ดังนั้น ชุดทหารที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส จึงดู “ทันสมัย” กว่าชุดทหารเดิมของรัสเซียมาก พอไปถึงที่นั่น ก็ถูกเหล่านายทหารรัสเซียแย่งชิงกันจนหมดเกลี้ยง
แม้ชุดทหารเหล่านี้จะมีราคาไม่ถูกนัก ต้นทุนต่อชุดก็เกิน 60 ลีฟร์แล้ว แต่โจเซฟก็ถือว่าคุ้มค่ามาก ฝรั่งเศสแค่เสียสละปืนและชุดทหารเพียงเล็กน้อย ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางการเมือง จากการสนับสนุนสงครามรัสเซีย-ตุรกีได้แล้ว ต้องรู้ไว้ว่า ทหารรัสเซียที่ถือปืนฝรั่งเศส ใส่ชุดทหารฝรั่งเศส หากรบชนะ ผลงานส่วนหนึ่งก็ต้องตกเป็นของฝรั่งเศสด้วย
ในขณะที่ออสเตรียต้องส่งทหารไปรบกับออตโตมันตั้งหลายหมื่นนาย ความซาบซึ้งใจที่รัสเซียมีต่อออสเตรีย ก็อาจจะไม่ได้มากกว่าที่มีต่อฝรั่งเศสสักเท่าไหร่นัก
นอกจากนี้ ตราบใดที่ชุดทหารที่มอบให้รัสเซียได้รับความนิยมในหมู่นายทหารรัสเซีย ต่อไปก็จะต้องมีขุนนางจำนวนมากแห่มาขอซื้ออย่างแน่นอน
อันที่จริง หลังจากนั้นก็มีชุดทหารแบบเดียวกันอีกสองลอตใหญ่ ถูกบรรทุกขึ้นเรือส่งไปยังรัสเซีย โดยมีราคาขายสูงกว่า 100 ลีฟร์ต่อชุด
ตาลแลร็องพูดพลางเผยรอยยิ้ม:
“ซาร์แห่งรัสเซียทรงแสดงความสนับสนุนและขอบคุณ สำหรับปฏิบัติการของเราในการตึงกำลังกองทัพเรือออตโตมันในแอฟริกาเหนือ พระองค์ยังทรงหวังว่าเราจะขยายขอบเขตการโจมตี ไปจนถึงอ่าวอเล็กซานเดรียด้วยซ้ำพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟได้ยินดังนั้นก็หรี่ตาลง อ่าวอเล็กซานเดรียอยู่ใกล้กับอียิปต์ ความหมายของเยกาเจรีนาก็คือ รัสเซียยอมรับว่าแอฟริกาเหนือตั้งแต่แอลจีเรียไปจนถึงอียิปต์ ล้วนเป็นเขตอิทธิพลของฝรั่งเศส!
นี่ก็หมายความว่า ในบรรดาประเทศมหาอำนาจในยุโรปปัจจุบัน มีเพียงอังกฤษเท่านั้นที่ยังไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสในแอฟริกาเหนือ แน่นอนว่า ปรัสเซียก็คงจะไม่ยอมรับเช่นกัน แต่ด้วยกองทัพเรืออันน้อยนิดของปรัสเซีย ท่าทีที่พวกเขามีต่อแอฟริกาเหนือก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจนัก
ตาลแลร็องกล่าวต่อ: “ในขณะเดียวกัน ซาร์แห่งรัสเซียก็ทรงหวังว่า เราจะสนับสนุนข้อเรียกร้องบางประการของพวกเขาในโปแลนด์เช่นกัน
“แม้ว่าในตอนนี้ รัสเซียจะไม่สามารถปลีกตัวจากสงครามออตโตมันได้ แต่พระองค์ก็ทรงบอกเป็นนัยว่า เมื่อสงครามทางใต้สิ้นสุดลง พวกเขาจะขยายอิทธิพลไปทางโปแลนด์อีกครั้ง”
โจเซฟอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ มิน่าล่ะ เยกาเจรีนาที่ 2 ถึงได้ใจกว้างสนับสนุนให้ฝรั่งเศสเข้ายึดครองแอฟริกาเหนือ ที่แท้ก็มีเงื่อนไขอื่นๆ แอบแฝงอยู่นี่เอง
ความทะเยอทะยานของรัสเซียที่มีต่อโปแลนด์นั้น เป็นเรื่องที่รู้กันไปทั่ว ในประวัติศาสตร์ เยกาเจรีนาที่ 2 ก็เคยร่วมมือกับปรัสเซียและออสเตรีย แบ่งแยกโปแลนด์ผู้น่าสงสารจนไม่เหลือชิ้นดี
ทว่า รัสเซียก็ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง จากการทำลายระเบียบของยุโรป ในการแบ่งแยกโปแลนด์เช่นกัน จึงต้องการให้ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ มาช่วยสนับสนุน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ ที่ออสเตรียยังมีท่าทีไม่ค่อยกระตือรือร้นในการแบ่งแยกโปแลนด์นัก การแสดงท่าทีของฝรั่งเศสจึงยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
ตาลแลร็องกล่าว: “ฝ่าบาท บางทีเราอาจจะใช้โปแลนด์เป็นข้อต่อรอง เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่มากขึ้นจากรัสเซียก็ได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟกลับส่ายหน้า: “แม้ฝรั่งเศสจะไม่ได้มีผลประโยชน์ในโปแลนด์มากนัก แต่เราก็ควรพยายามรักษาโปแลนด์ไว้ไม่ให้ถูกรัสเซียกลืนกิน อย่างน้อยก็ต้องไม่ให้พวกเขากลืนกินได้ง่ายเกินไป”
ตาลแลร็องชะงักไป ถามด้วยความสงสัย: “ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”
“เพราะเราจะปล่อยให้ปรัสเซียกับออสเตรียสนิทสนมกันเกินไปไม่ได้”
“เรื่องนี้… กระหม่อมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนักพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
ตาลแลร็องคือขุนนางคนสำคัญ ที่โจเซฟเลือกให้มาดูแลงานด้านการทูต ดังนั้น การอธิบายเรื่องการวางกลยุทธ์ทางการเมืองให้เขาเข้าใจล่วงหน้า ก็ถือเป็นเรื่องดี
โจเซฟจึงอธิบายอย่างใจเย็นว่า:
“คู่แข่งโดยตรงที่สุดของฝรั่งเศสบนแผ่นดินยุโรป ก็คือปรัสเซีย ไม่เพียงแต่เพราะปรัสเซียมีความทะเยอทะยานในลุ่มแม่น้ำไรน์มาโดยตลอด แต่ยังเป็นเพราะปรัสเซียคือตัวแทนของอังกฤษในยุโรป การบั่นทอนกำลังของปรัสเซีย ก็เท่ากับบั่นทอนกำลังของอังกฤษ”
ตาลแลร็องพยักหน้าอย่างครุ่นคิด อังกฤษคือศัตรูตัวฉกาจของฝรั่งเศส และเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจในยุโรปของฝรั่งเศส ทั้งสองประเทศสู้รบกันมานานนับร้อยปี การยับยั้งอังกฤษในเชิงกลยุทธ์ ถือเป็น “ความถูกต้องเด็ดขาด” ของฝรั่งเศส แน่นอนว่า ในทางกลับกัน ในตอนนี้อังกฤษก็พยายามหาทางยับยั้งฝรั่งเศสอยู่เช่นกัน
ทว่า เขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี ว่าเรื่องนี้มันไปเกี่ยวอะไรกับโปแลนด์
โจเซฟกล่าวต่อ:
“และในการรับมือกับพันธมิตรอังกฤษ-ปรัสเซีย เราก็ต้องพยายามดึงออสเตรียเข้ามาเป็นพวก โชคดีที่ปรัสเซียกับออสเตรียก็มีความขัดแย้งกันหลายเรื่อง อย่างเช่น ไซลีเซีย”
ไซลีเซียเป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรีย เมื่อกว่า 50 ปีก่อน จักรพรรดิคาร์ลที่ 6 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์เสด็จสวรรคต พระราชธิดามาเรีย เทเรซา ซึ่งก็คือพระสัสสุของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระอัยยิกาของโจเซฟ ได้ขึ้นครองราชย์ ในตอนนั้น ปรัสเซียใช้ข้ออ้างว่าผู้หญิงไม่มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์ ก่อสงครามไซลีเซียขึ้น
และออสเตรียก็สู้ปรัสเซียไม่ได้ ประกอบกับโดนกดดันจากอังกฤษ ในที่สุดก็ต้องยอมยกดินแดนไซลีเซียให้กับปรัสเซีย
ตั้งแต่นั้นมา ไซลีเซียก็กลายเป็นหนามยอกอกของชาวออสเตรียมาโดยตลอด

0 Comments