ตอนที่ 187 ความตื่นตระหนกและมาตรการรับมือ
แปลโดย เนสยัง“ที่รัก ตอกเสร็จหรือยังคะ?”
เสียงของภรรยาปลุกให้กัซกาตื่นจากภวังค์ เขารีบหันไปตะโกนบอกที่ใต้ชายคา “โอ้ เสร็จแล้ว ปูหญ้าได้เลย”
สายตาของเขาเหลือบไปเห็นรอยแผลที่หางคิ้วของภรรยา ซึ่งเกิดจากเศษไม้บนหลังคาที่หักลงมาบาดเอาในวันที่มีลูกเห็บ โชคดีที่แผลไม่ลึก เธอและลูกๆ เข้าไปหลบใต้โต๊ะอาหาร จึงรอดพ้นเคราะห์ภัยมาได้
ภรรยาของกัซกามัดหญ้าคาฟ่อนใหญ่ มองดูสามีดึงมันขึ้นไปบนหลังคา แล้วค่อยๆ ปูให้เรียบเนียน
จนกระทั่งถึงตอนเที่ยง หลังคาบ้านของกัซกาก็กลับคืนสู่สภาพเดิมในที่สุด
กัซกาปาดเหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้าผากเดินเข้ามาในบ้าน ก็เห็นภรรยาเดินออกมาจากห้องด้านใน วางจานที่บิ่นไปชิ้นใหญ่ลงบนโต๊ะ นี่คือจานที่สมบูรณ์ที่สุดในบ้านของพวกเขาแล้ว ยิ้มทักทายว่า “เหนื่อยแล้วใช่ไหมคะ รีบมากินอะไรหน่อยเถอะ”
กัซกาตักซุปผักรวมแช่ขนมปังเข้าปากสองสามคำ แล้วก็ผลักจานออกไป “เฮ้อ เก็บไว้กินตอนเย็นเถอะ ผมจะไปดูที่ทุ่งนาอีกรอบ เผื่อจะมีอะไรเก็บกลับมาได้บ้าง”
แม้อีกกว่าครึ่งเดือนข้าวสาลีถึงจะสุก แต่ก็มีเมล็ดข้าวสีเขียวๆ ออกรวงแล้วจำนวนไม่น้อย ถึงแม้ว่าหลังถูกลูกเห็บตกใส่พวกมันจะปะปนอยู่ในโคลนตม แต่ก็น่าจะพอเก็บกู้กลับมาได้บ้าง
เขาต้องพยายามหาเสบียงให้ได้ทุกเม็ด! เพราะหลังจากที่สูญเสียผลผลิตครั้งนี้ เสบียงในบ้านของเขาก็พอให้กินได้แค่สามเดือนเท่านั้น และในฐานะชาวนาเช่า เขายังไม่ได้จ่ายค่าเช่าให้กับไวเคานต์โกลแบร์เลยด้วยซ้ำ
กัซกาถอนหายใจออกมาอย่างเงียบๆ ครุ่นคิดว่าจะต้องยืมเงินเท่าไหร่ถึงจะพอซื้อเมล็ดพันธุ์สำหรับปลูกทดแทนในช่วงครึ่งปีหลัง และประคองชีวิตครอบครัวไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง
จู่ๆ เขาก็ทำเครื่องหมายกางเขนที่หน้าอก รำพึงในใจว่า: ขอขอบคุณมกุฎราชกุมารผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงคุ้มครองพระองค์ ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน!
หากไม่ใช่เพราะมกุฎราชกุมารทรงช่วยชำระหนี้สินที่ค้างชำระก่อนหน้านี้ให้ การสูญเสียผลผลิตในครั้งนี้คงจะทำให้ครอบครัวของเขาต้องล้มละลายไปแล้วเป็นแน่…
เขาก้าวเดินออกจากบ้าน เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ดังมาจากบ้านของจอฟเฟรย์ที่อยู่ไม่ไกล แว่วเสียงเด็กร้อง “หิว” ออกมาให้ได้ยิน
ภรรยาของกัซกาก็ได้ยินเสียง จึงเดินตามออกมา สบตากับสามี แล้วพูดว่า “เมื่อคืนต้มข้าวสาลีสีเขียวไว้ ยังพอมีเหลืออยู่บ้าง จะเอาไป…”
“เฮ้อ…” กัซกาพยักหน้ารับ
ต้นปีจอฟเฟรย์ป่วยเป็นวัณโรค วันๆ เอาแต่นอนซมอยู่บนเตียง ฐานะทางบ้านก็ยากจนข้นแค้นสุดๆ หลังจากผ่านพ้นภัยพิบัติในครั้งนี้ ครอบครัวของเขาคงต้องล้มละลายอย่างแน่นอน
กัซการับชามบิ่นๆ ที่ภรรยานำมาให้ เห็นว่ามีขนมปังดำวางอยู่บนข้าวสาลีต้มอีกหนึ่งชิ้น เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ยกชามเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านเพื่อนบ้าน
ภรรยาของจอฟเฟรย์รับของกินมาด้วยมือที่สั่นเทา กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนลูกๆ ที่ผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกสามคน ก็อดใจไม่ไหวรีบเข้ามารุมล้อม หยิบของกินยัดเข้าปากทันที
กัซกายืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ถึงเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง “ยังมีอะไรให้ช่วยอีกไหม?”
“มะ… ไม่มีแล้ว…” ภรรยาของจอฟเฟรย์คืนชามเปล่าให้กัซกา ก้มหน้าลง ดูเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไป “ของกินพวกนี้ช่วยได้มากจริงๆ”
เธอรู้ดีว่า แม้เพื่อนบ้านจะพอมีพอกิน แต่ก็ไม่มีทางที่จะมาคอยช่วยเหลือตัวเองได้ทุกวัน
เศษข้าวสาลีครึ่งถุงใต้โต๊ะของเธอ ต่อให้จะประหยัดกินแค่ไหน อย่างมากก็คงอยู่ได้แค่ครึ่งเดือน ส่วนสัตว์เลี้ยง ก็ถูกเชือดกินไปจนหมดตั้งแต่ปีที่แล้ว นั่นก็หมายความว่า อีกครึ่งเดือน เธอคงมีเพียงทางเลือกเดียวคือต้องพาทั้งครอบครัวเข้าไปขอทานในเมือง
ใช่แล้ว ด้วยสภาพครอบครัวของเธอ ต่อให้ไปกู้เงินนอกระบบก็คงไม่มีใครให้กู้หรอก
กัซกาถอนหายใจ ขณะกำลังจะหันหลังกลับ ก็เห็นบาทหลวงมาร์ม็องแห่งสังฆมณฑลเดินเข้ามา พูดกับภรรยาของจอฟเฟรย์ด้วยความร้อนรนว่า “ขอพระเจ้าคุ้มครอง คุณสามารถไปขอ ‘สินเชื่อขนมปัง’ ได้แล้วนะ!”
หญิงชาวนาชะงักไป รีบทำความเคารพ ก่อนจะถามด้วยความร้อนใจ “ท่านบาทหลวงที่เคารพ ‘สินเชื่อขนมปัง’ คืออะไรหรือคะ?”
“กษัตริย์ทรงต้องการช่วยเหลือครอบครัวอย่างพวกคุณ จึงให้ธนาคารสังฆมณฑลปล่อยเงินกู้ให้คุณ” บาทหลวงมาร์ม็องกล่าว “คุณไปที่โบสถ์ก่อน ไปกรอกใบสมัครที่นั่น ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป คุณจะได้รับเงินกู้เดือนละ 4 ลีฟร์ หรือไม่ก็เป็นเสบียงในมูลค่าที่เท่ากัน ดอกเบี้ยก็แค่ 6 เฟินเท่านั้น”
“คุณรีบไปเถอะ ฉันยังต้องไปแจ้งครอบครัวจูเลียงอีก”
เขาหันหลังเดินไปได้สองก้าว ก็รีบหันกลับมาพูดอีกว่า “โอ้ จริงสิ เมล็ดพันธุ์สำหรับเพาะปลูกทดแทนของบ้านคุณคงยังไม่มีใช่ไหมล่ะ?
“งั้นคุณอย่าลืมยื่นขอเมล็ดพันธุ์บรรเทาทุกข์จากรัฐบาลด้วยล่ะ แต่ว่ามีแค่พอดาโต (มันฝรั่ง) เท่านั้นนะ
“อันที่จริง รสชาติของมันก็ไม่เลวหรอกนะ อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องทนหิว จริงไหม? แถมยังไม่ต้องเสียดอกเบี้ยด้วย ยืมมาเท่าไหร่ สิ้นปีก็คืนเท่านั้นก็พอแล้ว”
เมื่อบาทหลวงมาร์ม็องและกัซกาจากไปแล้ว ขอบตาของภรรยาจอฟเฟรย์ก็แดงก่ำขึ้นมาทันที เธอรู้ดีว่า แม้จะเป็นเงินเพียง 4 ลีฟร์ต่อเดือน แต่มันก็เพียงพอที่จะรักษาชีวิตคนทั้งครอบครัวไว้ได้อย่างหวุดหวิด!
เธอสูดหายใจเข้าลึก หันไปเรียกลูกๆ ทั้งสามคนมาหา สั่งให้พวกเขาคุกเข่าลงพร้อมกับตนเอง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ขอขอบพระทัยกษัตริย์ ขอบพระทัยในความเมตตาของพระองค์! ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า! พวกเราตารอดตายแล้ว…”
เธอลุกขึ้นยืนท่ามกลางสายตาอันไร้เดียงสาของลูกๆ เบือนหน้าหนี ปาดน้ำตาที่หางตา แล้วรีบมุ่งหน้าไปยังโบสถ์ประจำสังฆมณฑลให้เร็วที่สุด
สถานการณ์เช่นเดียวกับครอบครัวของจอฟเฟรย์ กำลังเกิดขึ้นในหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศฝรั่งเศสเช่นกัน
ภายใต้การเตรียมการล่วงหน้าหลายเดือนของโจเซฟ แม้ภัยพิบัติทางธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัวจะยังคงมาเยือนตามกำหนดการ แต่ฝรั่งเศสกลับไม่ได้ตกอยู่ในสภาพเหมือนนรกบนดินอย่างที่เคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
หากครอบครัวอย่างจอฟเฟรย์ต้องล้มละลาย พวกเขาก็ทำได้เพียงแห่กันเข้าไปขอทานในเมือง และส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็นกำลังหลักในการปฏิวัติฝรั่งเศสในเวลาต่อมา ครอบครัวแบบนี้ทั่วประเทศฝรั่งเศสมีมากถึงนับล้านครอบครัวเลยทีเดียว!
ในขณะเดียวกัน เมื่อในเมืองมีปากท้องที่ต้องกินเพิ่มขึ้นหลายล้านคน ก็จะดันราคาขนมปังให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวเมืองก็พลอยไม่มีปัญญาซื้อกินไปด้วย ในประวัติศาสตร์ หลังจากเกิดลูกเห็บตก ราคาขนมปังในปารีสก็พุ่งขึ้นเป็นเท่าตัวในเวลาไม่นาน และกลายเป็นชนวนเหตุโดยตรงที่นำไปสู่การปะทุของการปฏิวัติฝรั่งเศส
แต่ในตอนนี้ เริ่มจากการนำเครื่องจักรไอน้ำไปลงพื้นที่ชนบท เพื่อช่วยให้พื้นที่เพาะปลูกที่เดิมทีจะต้องสูญเสียผลผลิตทั้งหมดเพราะภัยแล้ง กลับมามีผลผลิตบ้าง แม้จะเป็นเพียงข้าวสาลีสีเขียว และผลผลิตจะเหลือเพียงประมาณ 30% ของช่วงปกติ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
นอกจากนี้ สำหรับมณฑลที่มีการปลูกมันฝรั่งจำนวนมาก ผลกระทบจากลูกเห็บก็มีจำกัดมาก โดยเฉพาะทางภาคใต้ที่มันฝรั่งเกือบจะสุกได้ที่แล้ว หลังลูกเห็บตก ชาวนาก็แค่ขุดมันฝรั่งขึ้นมาจากใต้ดิน ก็สามารถรับประกันเสบียงอาหารในช่วงครึ่งปีหลังได้แล้ว
ในขณะเดียวกัน “ธนาคารขนาดเล็กประจำสังฆมณฑล” ที่โจเซฟตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยให้เกษตรกรซื้อเครื่องจักรไอน้ำ ก็ได้แสดงบทบาทที่คาดไม่ถึงในครั้งนี้
เพราะตอนนี้ ในมือของเขามีอาวุธที่ยอดเยี่ยมอย่างธนาคารสำรองแห่งฝรั่งเศสอยู่
หลังจากเกิดภัยพิบัติ โจเซฟและคณะรัฐมนตรีก็ตกลงกันว่า ให้ธนาคารสำรองแห่งฝรั่งเศสเป็นผู้ปล่อยเงินกู้โดยตรงให้กับธนาคารประจำสังฆมณฑล จากนั้นจึงนำไปปล่อยกู้ย่อยให้กับเกษตรกรที่ยากไร้ เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรผู้ประสบภัยจะไม่อดตาย
รูปแบบการบรรเทาทุกข์ด้วยเงินทุนของรัฐบาลขนาดใหญ่นี้ ไม่เคยปรากฏให้เห็นเลยในศตวรรษที่ 18 อันที่จริง การบรรเทาทุกข์แบบนี้ไม่ได้ใช้เงินมากนัก เดือนละเกือบ 4 ล้านลีฟร์ จนกว่าจะถึงฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง ก็ใช้เงินทั้งหมดเพียง 12 ล้านถึง 14 ล้านลีฟร์เท่านั้น แลกมากับความมั่นคงของชนชั้นล่างทั่วประเทศฝรั่งเศส
สำหรับประเทศชาติ ความวุ่นวายคือความสูญเสียที่ร้ายแรงที่สุดเสมอ
มันไม่ได้ผลาญแค่เงิน แต่ยังผลาญรากฐานและโอกาสในการพัฒนาประเทศ รวมถึงทำลายความเชื่อมั่นที่ผู้คนมีต่อประเทศด้วย สิ่งเหล่านี้ต่อให้ใช้เงินมากแค่ไหนก็ยากที่จะซื้อกลับคืนมาได้
ในประวัติศาสตร์ หลังจากความวุ่นวายของการปฏิวัติฝรั่งเศส ประเทศต้องใช้เวลานานนับสิบปี กว่าจะค่อยๆ กลับเข้าสู่สภาวะปกติและเริ่มพัฒนาได้อีกครั้ง นี่ยังเป็นเพราะมีนโปเลียน ผู้มีความสามารถระดับพลิกแผ่นดินก้าวขึ้นมา ไม่อย่างนั้นก็อาจจะต้องเสียเวลาไปอีกสิบปี
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับเงิน 12 ล้านลีฟร์ที่ใช้บรรเทาทุกข์ โจเซฟก็ยังมีแผนการแอบแฝงอยู่ นั่นก็คือสามารถนำมาใช้เร่งการหมุนเวียนของเงินกระดาษได้
ธนาคารสำรองจะเริ่มออกเงินกระดาษอย่างเป็นทางการในเดือนหน้า และเงินกู้ที่ธนาคารประจำสังฆมณฑลได้รับจากธนาคารสำรอง ก็จะถูกจ่ายเป็นเงินกระดาษทั้งหมด
แน่นอนว่า เพื่อความมั่นคงของชนบท ในช่วงสองเดือนแรก ธนาคารสำรองจะจัดส่งเหรียญเงินที่มีมูลค่าเท่ากันไปยังสังฆมณฑลต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำเงินกระดาษมาแลกเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
รอจนผู้คนคุ้นเคยกับเงินกระดาษ และมีความไว้วางใจในเงินกระดาษในระดับหนึ่งแล้ว จึงค่อยๆ ลดปริมาณการจัดส่งเหรียญเงินลง
ตามแผนของโจเซฟ ปริมาณการออกเงินกระดาษชุดแรกคือ 50 ล้านลีฟร์ โดยเป็นการพิมพ์เกิน 5% นั่นก็หมายความว่า เหรียญเงินที่ธนาคารสำรองเตรียมไว้จริงๆ มีเพียง 47.5 ล้านลีฟร์เท่านั้น
สัดส่วนการพิมพ์เกินเพียงเล็กน้อยเท่านี้ ย่อมไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อระบบการเงินของประเทศ ในความเป็นจริง ภาวะเงินเฟ้อที่พอเหมาะยังส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยซ้ำ
ดังนั้น งบประมาณสำหรับบรรเทาทุกข์ จึงเพียงแค่ออกเงินกระดาษ 200 ล้านลีฟร์ โดยพื้นฐานแล้วก็สามารถนำส่วนที่พิมพ์เกินมาครอบคลุมได้ทั้งหมด
ทว่า โจเซฟก็รู้ซึ้งดีถึงความสำคัญของความมั่นคงของค่าเงิน โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการมีเงินกระดาษ ห้ามพิมพ์เกินสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะต้องโดนผลสะท้อนกลับอย่างแน่นอน และเหตุผลสำคัญที่สุดที่ธนบัตรปอนด์สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง และค่อยๆ ได้รับการยอมรับจากประเทศต่างๆ ในยุโรป ก็คือค่าเงินที่มีความมั่นคงอย่างยิ่ง
ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านจากเหรียญทองและเหรียญเงินไปสู่เงินกระดาษ มาตรฐานทองคำคือนโยบายการเงินที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งนี่ก็เป็นตัวกำหนดว่าจะไม่สามารถพิมพ์เงินกระดาษออกมาเป็นจำนวนมากได้
…
ในเมืองใหญ่ๆ อย่างปารีส ผู้คนแทบจะสัมผัสไม่ได้ถึงความสิ้นหวังของชาวนา ผลกระทบจากภัยแล้งและลูกเห็บตกที่มีต่อพวกเขา นอกเหนือจากการต้องซ่อมแซมอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะที่ได้รับความเสียหายแล้ว หลักๆ ก็ไปสะท้อนให้เห็นที่ราคาขนมปัง
เมื่อข่าวการสูญเสียผลผลิตอย่างหนักในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทยอยส่งเข้ามายังปารีส แม้จะยังไม่เห็นวี่แววของการขาดแคลนเสบียงอาหารเลยแม้แต่น้อย แต่ภายใต้อิทธิพลของความตื่นตระหนก ราคาขนมปังก็เริ่มพุ่งสูงขึ้นทันที
ราคาขนมปังในปารีสเป็นปัญหาที่คณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญมากที่สุดเสมอมา ไม่มีข้อแม้ใดๆ เพราะทุกครั้งที่ชาวเมืองปารีสไม่พอใจกับราคาขนมปัง นั่นก็หมายความว่าการจลาจลกำลังจะเกิดขึ้น!
พระราชวังแวร์ซายส์
“สรุปก็คือ มีขุนนางหลายคนออกมาประท้วงข้อกำหนดเหล่านี้สินะ?”
โจเซฟพลิกดู ‘พระราชบัญญัติภาระหน้าที่ของเจ้าของโรงสี’ ในมือ หันไปมองบรีแยนที่อยู่ตรงหน้า
เสนาบดีคลังพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้: “พระองค์ก็ทรงทราบดี ภาษีโรงสีคือแหล่งรายได้สำคัญของคนเหล่านั้น แม้ในร่างพระราชบัญญัติจะแค่สมมติสถานการณ์บางอย่างขึ้นมา แต่พวกเขาก็ยังคงต่อต้านอย่างรุนแรงพ่ะย่ะค่ะ”
นี่คือร่างพระราชบัญญัติที่โจเซฟยื่นไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่ก็ยังไม่ผ่านการอนุมัติเสียที
เนื้อหาหลักคือ: เจ้าของโรงสีมีภาระหน้าที่ต้องดูแลรักษาให้โรงสีสามารถใช้งานได้ตามปกติ หากโรงสีไม่สามารถใช้งานได้ติดต่อกันเป็นเวลาสองเดือน สังฆมณฑลที่ตั้งของโรงสีจะมีสิทธิ์สร้างโรงสีสาธารณะแห่งใหม่ขึ้นมาแทน
ในขณะนี้ สิทธิในการโม่แป้งของประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปยังคงอยู่ในมือของขุนนางเจ้าที่ดิน ต่อให้ชาวนามีข้าวสาลี หากอยากกินขนมปัง ก็ต้องเสียภาษีนำไปโม่ที่โรงสีของขุนนางเจ้าที่ดินเท่านั้น
โจเซฟคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเปลี่ยนคำในเอกสารนั้นเสียใหม่ กลายเป็น ‘พระราชบัญญัติสิทธิของเจ้าของโรงสี’
“เอาอย่างนี้แล้วกัน ตอนแรกให้บรรยายสิทธิดั้งเดิมของโรงสีอย่างละเอียด ส่วนที่เป็นภาระหน้าที่ก็ให้ใช้พื้นที่แค่ครึ่งหน้ากระดาษไว้ตอนท้ายก็พอ ทำแบบนี้ก็ไม่น่าจะมีใครคัดค้านแล้วล่ะ”
ในขณะนี้ สิทธิของเจ้าของโรงสีสืบทอดกันมาตามธรรมเนียมตั้งแต่ยุคกลาง ยังไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนรองรับ แต่ด้วยอำนาจทางโลกที่แข็งแกร่งดั่งหินผา ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็บังคับใช้กันแบบนี้ แม้แต่ศาลก็ยังตัดสินตามนี้
ดังนั้น การที่โจเซฟนำเรื่องนี้มาเขียนลงในกฎหมายโดยตรง ดูเหมือนจะเป็นการสนับสนุนพวกขุนนาง แต่จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้ประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นเลย ทว่า ในส่วนท้ายที่เป็นเรื่องของภาระหน้าที่ กลับถูกเพิ่มเข้าไปอย่างแท้จริง
บรีแยนถึงกับยิ้มออกมาทันที: “ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าทำแบบนี้แล้ว พวกเขาจะต้องตั้งตารอให้ร่างพระราชบัญญัตินี้ผ่านการอนุมัติโดยเร็วที่สุดอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่ ก็มีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลังคนหนึ่งเคาะประตูเข้ามา ทำความเคารพอย่างลุกลี้ลุกลน ก่อนจะรายงานด้วยความร้อนใจว่า:
“ฝ่าบาท ท่านอาร์คบิชอป เมื่อครู่นี้ได้รับข่าวจากปารีสว่า ขนมปังขึ้นราคาเป็น 4 ปอนด์ต่อ 8 ซู 7 เดอนิเยร์แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อบรีแยนได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที: “เวลาแค่สองวัน ก็ขึ้นราคามาถึง 7 เดอนิเยร์เชียวหรือ?”
“ดูเหมือนจะ… เป็นอย่างนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“ไอ้พวกนี้!” บรีแยนลุกพรวดขึ้น “สั่งให้คนไปตรวจสอบร้านขนมปังทุกแห่งอย่างเข้มงวด หากมีใครกล้ากักตุนสินค้า หรือแอบขึ้นราคา ให้จับกุมทันที!”
ในขณะนี้ กฎหมายควบคุมราคาขนมปังในปารีสเข้มงวดมาก ใครกล้าขึ้นราคา แม้แต่เดอนิเยร์เดียว เจ้าของร้านก็จะต้องถูกจับกุมทันที
โจเซฟรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย: “อาร์คบิชอปบรีแยน หลังเกิดพายุลูกเห็บ รัฐบาลก็เน้นย้ำเรื่องการควบคุมราคามาโดยตลอด แม้แต่ตำรวจก็ยังช่วยกันจับตาดู แล้วทำไมถึงยังมีคนกล้าขึ้นราคาอีกล่ะ?”
“พระองค์อาจจะยังไม่ทรงทราบ” บรีแยนถอนหายใจ “ไอ้พวกพ่อค้าหน้าเลือดร้านขนมปังพวกนั้น ต่อหน้าก็ขายในราคาปกติ แต่ลับหลังกลับสรรหาสารพัดวิธีมาเพื่อขึ้นราคาแอบแฝง
“อย่างเช่น พวกเขาจะขายขนมปังในราคาปกติแค่วันละ 40 ปอนด์ แล้วก็บอกว่าหมดแล้ว ใครอยากได้ขนมปัง ก็ต้องไปที่หลังร้าน จ่าย ‘ค่าสอบถามราคา’ ก่อน ถึงจะซื้อได้
“หรือไม่ก็ใช้วิธีขายพ่วง เอาแยมทาบนขนมปังนิดเดียวขนาดเท่าเมล็ดถั่ว แล้วก็บอกว่าเป็นขนมปังทาแยม เพื่อขึ้นราคาอีกหลายเดอนิเยร์”
โจเซฟเลิกคิ้วขึ้น กล่าวว่า: “ถ้าเป็นแบบนั้น ต่อให้ท่านจะส่งคนไปตรวจสอบมากแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์
“ฉันว่า สู้ฉวยจังหวะที่การขึ้นราคายังไม่รุนแรงนัก นำเสบียงสำรองออกมาเพื่อแทรกแซงราคาเลยดีกว่า”
บรีแยนส่ายหน้า: “ฝ่าบาท ตอนนี้ปริมาณเสบียงในตลาดยังมีเพียงพอ ยังไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นพ่ะย่ะค่ะ
“พระองค์ก็ทรงทราบดี ว่าพอไอ้พวกพ่อค้าหน้าเลือดพวกนั้นรู้ว่ามีการสูญเสียผลผลิต พวกเขาก็จะคลุ้มคลั่งกักตุนเสบียง รอขายในราคาแพงหูฉี่ ดังนั้น เสบียงที่ถูกปล่อยเข้าสู่ตลาดในตอนนี้ ส่วนใหญ่ก็จะถูกพวกเขาเหมาไปหมดพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟหัวเราะออกมาอย่างมั่นใจ:
“อาร์คบิชอปบรีแยน ท่านลืมไปแล้วหรือว่า ตอนนี้พวกเรามี ‘อาวุธ’ อย่างบัตรประชาชนอยู่นะ”
“บัตรประชาชนหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ใช่แล้ว ท่านให้ตั้ง ‘จุดแจกคูปอง’ ขึ้นทั่วปารีสก่อน ใครก็ตามสามารถนำบัตรประชาชนไปรับคูปองอาหารได้วันละหนึ่งใบ
“ส่วนทางคลังเสบียงสำรอง ก็ให้ขายเสบียงในราคาควบคุม แต่การจะซื้อได้ต้องมีคูปองอาหาร คูปองหนึ่งใบสามารถซื้อเสบียงสำหรับทำขนมปังได้วันละสองปอนด์ และห้ามใช้ข้ามวัน
“ส่วนไอ้พวกพ่อค้าเสบียง ต่อให้เป็นพวกมัน ก็มีบัตรประชาชนแค่ใบเดียว ไม่มีทางที่จะไปแย่งซื้อเสบียงสำรองทีละมากๆ ได้หรอก
“
ก่อนหน้านี้บรีแยนยังไม่ค่อยคุ้นชินกับเรื่องบัตรประชาชนเท่าไหร่นัก แต่พอได้ยินมกุฎราชกุมารตรัสเช่นนี้ ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที: “มิน่าล่ะ ตอนแรกพระองค์ถึงทรงให้บัตรประชาชนแต่ละใบมีหมายเลขไม่เหมือนกัน ที่แท้ก็เอามาใช้ประโยชน์แบบนี้ได้ด้วย!”
เขารีบเรียกผู้ใต้บังคับบัญชามาสองสามคน แล้วอธิบายวิธีการของโจเซฟให้ฟัง สั่งให้พวกเขารีบไปจัดการทันที
โจเซฟคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ:
“ตอนนี้การขึ้นราคาขนมปัง สาเหตุหลักมาจากความตื่นตระหนก ดังนั้น พวกเราต้องพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน ให้พวกเขาเลิกหมกมุ่นอยู่กับปัญหาเรื่องเสบียงอาหาร”

0 Comments