ตอนที่ 186 “ค้อนน้ำแข็ง” อันน่าสะพรึงกลัว
แปลโดย เนสยังบรรดาเสนาบดีได้ยินดังนั้น ก็รีบกล่าวคำสรรเสริญเยินยอกษัตริย์และพระราชินีอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ยังรวมถึงมกุฎราชกุมารด้วย
พวกเขาต่างก็ยังจำได้ว่า ในตอนนั้นมกุฎราชกุมารทรงเป็นผู้เสนอแผนการปราบปรามโจรสลัดโดยไม่ต้องเสียเงินนี้ขึ้นมา และตอนนี้ก็เห็นผลสัมฤทธิ์แล้วจริงๆ
โจเซฟรับรายงานจากมาร์ควิส เดอ คาสตรี มาอ่านด้วยความสนใจอย่างมาก ไม่นานเขาก็พบว่า เป็นชาวอเมริกันที่ชื่อชาร์ลส์ซึ่งได้ข่าวกรองเรื่องโจรสลัดมาจากแอลจีเรีย ถึงทำให้การซุ่มโจมตีสำเร็จลุล่วงไปได้
เมื่อเขาอ่านเจอที่ชาร์ลส์ระบุว่า ข่าวกรองของเขาน่าจะมาจากอดีตปาชาแห่งตูนิเซียที่ชื่อ ยูนิส เขาก็อดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลง
“มกุฎราชกุมาร” องค์ก่อนแห่งตูนิเซีย ยังมีอิทธิพลในตูนิเซียอยู่อีกหรือ? หากเรื่องนี้เป็นความจริง บางทีแผนการในแอฟริกาเหนือของเขาคงต้องมีการปรับเปลี่ยนเสียแล้ว
ก่อนหน้านี้ เขาตั้งใจจะดำเนินตามรอยประวัติศาสตร์ คือบุกโจมตีฐานที่มั่นของโจรสลัดทางชายฝั่งตอนเหนือของแอลจีเรียก่อน จากนั้นจึงเริ่มกวาดล้างโจรสลัดทั่วทั้งแอลจีเรีย อีกหนึ่งสถานะของโจรสลัดบาร์บารีก็คือกองทัพเรือของประเทศต่างๆ ในแอฟริกาเหนือ ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับชนชั้นสูงของพวกเขาอย่างสลับซับซ้อน เมื่อกวาดล้างโจรสลัดจนสิ้นซาก ก็แทบจะเท่ากับพลิกแผ่นดินทั้งประเทศแล้ว
แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ ตูนิเซียน่าจะมีช่องทางให้เจาะเข้าได้ง่ายกว่า!
เมื่อการประชุมคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง โจเซฟก็รีบไปหามาร์ควิส เดอ คาสตรี เพื่อให้เขาส่งคำสั่งไปยังกองเรือร่วม ให้เรียกตัวชาวอเมริกันที่ชื่อชาร์ลส์มาที่ปารีสสักหน่อย
เสนาบดีกระทรวงทหารเรือแม้จะรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่ก็รับปากทันที
จากนั้น โจเซฟก็เรียกตัวฟูเชร์มา เพื่อให้เขาเร่งสร้างเครือข่ายข่าวกรองในแอลจีเรียและตูนิเซีย
…
ตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก เรือใบขนาดกลางสองลำที่มีตัวอักษร ‘บริษัทการค้าเจมินี’ ประทับอยู่บนตัวเรือ กำลังแล่นไปบนผืนทะเลราวกับไร้จุดหมาย
สินค้าบนเรือถูกขนถ่ายลงที่ตะวันออกไกลจนหมดแล้ว และไม่ได้ซื้ออะไรกลับมาเลย ทำให้ตัวเรือเบามาก ส่งผลให้แล่นได้เร็วสุดๆ
หลังจากที่เรือทั้งสองลำแล่นตรงไปทางทิศตะวันตกได้หนึ่งสัปดาห์ ก็หันหัวเรือมุ่งหน้าลงใต้ไปอีกสิบกว่าไมล์ทะเล ก่อนจะหันหัวเรือกลับมาทางทิศตะวันออกแล้วกางใบเรือเต็มที่
หากได้ดูบันทึกการเดินเรือของพวกเขากว่าหนึ่งเดือนมานี้ ก็จะพบว่าพวกเขาเอาแต่วนเวียนอยู่ในน่านน้ำแถวนี้ ราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง
บนเรือสินค้าติดอาวุธ ‘แบดเทมเปอร์’ กัปตันฟลาวท์ขีดเขียนลงบนแผนที่เดินเรือสองสามเส้น หันไปมองต้นเรือของตน แล้วขมวดคิ้วกล่าวว่า “หากล่องลงใต้ไปอีก 100 ไมล์ทะเลแล้วยังหาไม่เจอ พวกเราก็คงต้องไปเติมเสบียงที่ปัตตาเวีย แล้วค่อยกลับยุโรปแล้วล่ะ”
ในขณะนั้นเอง เสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นของทหารสังเกตการณ์ก็ดังมาจากท่อสื่อสารข้างๆ “แผ่นดิน! แผ่นดินครับ! ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ 25 ไมล์ทะเล!”
ฟลาวท์รีบตรวจสอบบนแผนที่อย่างละเอียด เมื่อแน่ใจว่าตำแหน่งที่ทหารสังเกตการณ์บอกไม่ได้มีเกาะใดๆ ที่ถูกค้นพบมาก่อน เขาก็คว้ากล้องส่องทางไกลด้วยความตื่นเต้น แล้ววิ่งขึ้นไปบนดาดฟ้าหัวเรือในไม่กี่ก้าว
และก็เป็นไปตามคาด ไม่นานนัก เกาะสีเทาเข้มที่มีรอยด่างสีเขียวประปราย ก็ปรากฏขึ้นในกล้องส่องทางไกลของเขา
เขาตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง มกุฎราชกุมารตรัสไว้ไม่ผิด ที่นี่มีเกาะอยู่จริงๆ!
ในช่วงเวลาต่อมา ฟลาวท์ได้นำลูกเรือค้นหาท่าเรือหลบภัยที่เหมาะสม และสร้างฐานที่มั่นล่วงหน้าขึ้นบนเกาะ พร้อมกับปักธงดอกลิลลี่อันเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ฝรั่งเศส
ห้าวันต่อมา พวกเขาก็พบชนพื้นเมืองกลุ่มแรกบนเกาะ หลังจากพยายามสื่อสารด้วยท่าทางอย่างยากลำบาก พวกเขาก็ใช้ของเล็กๆ น้อยๆ อย่างมีดพก หรือหม้อเหล็ก ว่าจ้างชนพื้นเมืองเกือบร้อยคน ให้มาเริ่มขุดหินร่วนซุยที่พบเห็นได้ทั่วไปบนเกาะ
กัปตันเรือ ‘ลองออร์แกน’ มองดูลูกเรือและชนพื้นเมืองขนหินเข้าไปในท้องเรือ หันไปถามฟลาวท์ว่า “คุณแน่ใจนะ ว่านี่คือหินที่มกุฎราชกุมารต้องการ?”
ฝ่ายหลังพยักหน้า “ในน่านน้ำแถบนี้มีเกาะนี้อยู่เกาะเดียว ไม่ผิดแน่”
“งั้นก็ตกลง อย่างน้อยพวกเราก็ได้ค้นพบดินแดนใหม่ คงจะได้เงินรางวัลไม่น้อยเลยใช่ไหม?”
“ก็หวังว่าอย่างนั้นนะ” ฟลาวท์มองออกไปที่ผืนทะเลอันกว้างไกล “แต่ตำแหน่งของเกาะนี้มกุฎราชกุมารเป็นคนบอกมา พวกเราก็แค่มายืนยันเท่านั้น อ้อ แม้แต่ชื่อเกาะพระองค์ก็ยังทรงรู้เลย ชื่ออะไรนะ?”
“เหมือนจะชื่อ ‘นาอูรู’ นะ”
“ใช่ นาอูรู ช่างเป็นชื่อที่แปลกประหลาดจริงๆ”
เมื่อชนพื้นเมืองนาอูรูรู้ข่าวและแห่กันมาขุดหินมากขึ้น ใช้เวลาเพียงสิบกว่าวัน ชนพื้นเมืองหลายร้อยคนก็สามารถนำหินมาถมจนเต็มระวางบรรทุกของเรือสินค้าติดอาวุธระวางขับน้ำเกือบ 500 ตันทั้งสองลำได้สำเร็จ
ฟลาวท์ทิ้งกะลาสีสิบกว่าคนไว้เฝ้าฐานที่มั่น ก่อนจะสั่งให้เรือทั้งสองลำชักใบเรือเพื่อเดินทางกลับยุโรป
…
เดือนกรกฎาคมอันแสนอบอ้าวมาเยือน
ฝรั่งเศส ณ หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งห่างจากเมืองแบร์รีไปทางเหนือ 30 ลี้
กัซกาเอนกายพิงหลังคาเรือน รับแผ่นไม้จากภรรยาที่ยืนอยู่ด้านล่างอย่างยากลำบาก ขยับมันไปวางทับรอยโหว่รอยสุดท้าย กะระยะให้พอดี แล้วหยิบตะปูขึ้นมาตอกลงไปอย่างแรง
บนหลังคามีแต่รอยปะผุเต็มไปหมด แค่ซื้อแผ่นไม้พวกนี้ ก็ผลาญเงินกัซกาไปตั้ง 1 ลีฟร์ 7 ซู
กัซกามองไปยังเล้าไก่ที่อยู่ไม่ไกล ซึ่งพังทลายลงมาเกินครึ่ง ทำให้เขาอดนึกถึงภัยพิบัติอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อสามวันก่อนไม่ได้
ตอนนั้นท้องฟ้ายังแจ่มใส เขาและบล็องช์คนในหมู่บ้านกำลัง “ดูแล” เครื่องสูบน้ำที่สังฆมณฑลเพิ่งซื้อมาใหม่ จู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมากระแทกที่ไหล่อย่างแรงจนต้องสบถด้วยความเจ็บปวด เมื่อหันไปมองก็พบว่าไหล่ของตนมีรอยช้ำขนาดใหญ่
เขาคิดว่าเป็นฝีมือของเด็กซนในหมู่บ้าน จึงเบิกตาถลึงมองไปรอบๆ แต่ยังไม่ทันจะได้เห็นเด็กคนไหน ก็ได้ยินเสียงบล็องช์ร้องโหยหวน แล้วกุมหัวล้มลงกองกับพื้น
“นายเป็นอะไรไป?” กัซการีบเข้าไปประคองเขาขึ้นมา ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นแผลแตกที่หน้าผากของเขา และในโคลนข้างๆ ก็มี “ลูกแก้ว” ขนาดเท่ากำปั้นเปื้อนเลือดตกอยู่
กัซกาหยิบ “ลูกแก้ว” นั้นขึ้นมา ความเย็นยะเยือกก็แล่นปราดเข้าสู่ฝ่ามือทันที เขาถึงเพิ่งรู้ว่ามันคือลูกเห็บ!
จากนั้นรอบๆ ก็เริ่มมีเสียงของหนักๆ หล่นกระแทกพื้นดัง “ตุ้บๆ”
บล็องช์ที่กำลังนอนเอนตัวอยู่ ชี้ขึ้นไปบนฟ้าพลางร้องลั่น “บนฟ้า! รีบหลบเร็ว! ไอ้ของพวกนี้มันตกลงมาจากฟ้า!”
โชคดีที่บนเครื่องสูบน้ำมีการสร้างเพิงไม้ไว้ก่อนแล้ว ทั้งสองจึงรีบมุดเข้าไปหลบภัย
ไม่นานนัก เสียง “ตุ้บๆ” รอบๆ ก็เริ่มดังต่อเนื่องประสานกันเป็นสาย เพิงไม้เหนือหัวของพวกเขาถึงกับส่งเสียงดัง “ปังๆ” อย่างน่ากลัว ราวกับมีปีศาจอยู่ข้างนอกกำลังใช้ค้อนเหล็กทุบตีพวกเขาให้ตาย
“ค้อนเหล็ก” อันน่าสะพรึงกลัวทุบลงมานานเกือบ 40 นาที ถึงค่อยๆ สงบลง กัซกามองเห็นว่า แม้แต่แผ่นไม้หนาๆ บนหลังคาเพิงก็ยังมีรอยแตกร้าวอยู่หลายรอย
เขาฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบผลักประตูเพิงไม้ออก แล้วก็ต้องยืนอึ้งอยู่กับที่
ทุ่งข้าวสาลีที่เคยเขียวขจี บัดนี้กลายเป็นที่ราบเรียบ ข้าวสาลีที่ใกล้จะสุกงอมถูกลูกเห็บขนาดเท่ากำปั้นนับไม่ถ้วนทุบจนแหลกเหลว ปะปนไปกับก้อนน้ำแข็งและโคลนตม
ต้นไม้ในที่ไกลออกไปกว่าครึ่งมีกิ่งก้านหักพัง ราวกับถูกยักษ์คลุ้มคลั่งย่ำยี บนพื้นยังเห็นซากสัตว์ป่าที่ถูกทุบจนแบนแต๊ดแต๋ จมกองเลือดอยู่
“ไม่ อย่าเลย ขอพระผู้เป็นเจ้าคุ้มครอง…” กัซกาพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ไม่สนใจลูกเห็บที่เกลื่อนกลาดเต็มพื้น วิ่งเตลิดเปิดเปิงกลับบ้านอย่างทุลักทุเล
“แอนเน็ตต์! พวกคุณยังสบายดีไหม?!”
วินาทีต่อมา เขาก็เห็นภรรยาที่มีเลือดเต็มหน้า อุ้มลูกสองคน เดินออกมาจากในบ้านด้วยใบหน้าตื่นตระหนกสุดขีด

0 Comments