ตอนที่ 183 แพะรับบาป
แปลโดย เนสยังช่างเทคนิคชาวอังกฤษสองคนทยอยลาออกจากงานภายในครึ่งเดือนต่อมา และเดินทางมายังฝรั่งเศสพร้อมกับมาร์ควิสลูโดโดยเรือ สิ่งที่ตามพวกเขามาด้วยคือช่างทอผ้าอีกหกคนและครอบครัวของพวกเขา
จากนั้น ทั้งเครื่องทอผ้าและช่างเทคนิคก็ถูกส่งตัวไปที่พระราชวังแวร์ซายส์ ณ ที่แห่งนั้น “ประธานกิตติมศักดิ์ตลอดชีพแห่งสมาคมวิศวกรรมเทคโนโลยีฝรั่งเศส” ควบตำแหน่งกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จะเป็นผู้ลงมือถอดแยกชิ้นส่วนและจำลองเครื่องจักรนี้ด้วยพระองค์เอง
เดิมทีโจเซฟตั้งใจจะให้เมอร์ด็อกเป็นผู้รับผิดชอบในการลอกเลียนแบบ แต่เมื่อพิจารณาว่าทางนั้นกำลังง่วนอยู่กับการวิจัยและพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำแรงดันสูงรุ่นใหม่ ประกอบกับโรงปฏิบัติงานหลวงในพระราชวังแวร์ซายส์มีอุปกรณ์และเครื่องมือที่มีความละเอียดสูงมากกว่า ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจมอบหมายภารกิจสำคัญนี้ให้กับพระบิดา
ในตอนแรกที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงทราบว่าภารกิจวิจัยและพัฒนาครั้งใหม่ ไม่ใช่ปืนเกลียวรุ่นใหม่ตามที่ตกลงกันไว้ ก็ทรงไม่ค่อยพอพระทัยนัก ทว่าเมื่อโจเซฟอธิบายถึงผลกำไรมหาศาลของอุตสาหกรรมสิ่งทอในอังกฤษ รวมถึงความสำคัญของเครื่องทอผ้าอัตโนมัติเครื่องนี้ที่มีต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ พระองค์ก็ทรงถลกแขนเสื้อลุยงานอย่างไม่ลังเล ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของฝรั่งเศสอย่างเต็มที่
ทว่า การขาดแคลนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาก็ทำให้โจเซฟเริ่มรู้สึกถึงวิกฤต
ทั่วทั้งประเทศฝรั่งเศส มีเพียงทีมงานเล็กๆ ของกษัตริย์ และคนอังกฤษที่ถูกซื้อตัวมาด้วยค่าจ้างสูงลิ่วเท่านั้นที่มีความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาทางวิศวกรรม ในขณะที่นักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์จำนวนมากในประเทศกลับไม่สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ได้เลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
สาเหตุหลักก็คือ ระบบการวิจัยและพัฒนาของประเทศยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ
ระหว่างทางกลับปารีส โจเซฟมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า พลางขบคิดในใจว่าควรจะก่อตั้งสมาคมวิศวกรรมเทคโนโลยีฝรั่งเศสขึ้นมาอย่างเป็นทางการดีหรือไม่ แล้วอาจจะมีการมอบ “รางวัลความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลวง” หรืออะไรทำนองนั้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทางวิศวกรรมให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
…
เมื่อมาร์ควิสลูโดกลับมาถึงคฤหาสน์ ก็ได้รับข่าวการลอบสังหารเนกเกร์จนเสียชีวิตทันที
เขายังไม่ทันจะได้แสดงความดีใจ ก็เห็นหนังสือพิมพ์ที่พ่อบ้านนำมาให้ พาดหัวตัวหนาหราเขียนว่า “มือสังหารลอบฆ่าเนกเกร์ถูกจับกุมตัวได้ในที่เกิดเหตุ กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน”
มาร์ควิสลูโดถึงกับรู้สึกหน้ามืดตาลาย ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างช้าๆ กัดฟันพึมพำกับตัวเอง “บัวส์ร็องดาล ไอ้โง่เอ๊ย… เอาแต่คุยโวว่าตัวเองมีอิทธิพลในโลกมืดมากแค่ไหน สุดท้ายก็นักฆ่าที่หามาก็เป็นแค่พวกไม่ได้เรื่อง!”
อันที่จริง จะไปโทษบัวส์ร็องดาลก็คงไม่ได้ เพราะมือสังหารที่เขาหามานั้นถือเป็นระดับแนวหน้าอย่างแน่นอน แต่ปัญหาคือหน่วยข่าวกรองตำรวจได้จัดกำลังคนกว่า 80 นายคอยสะกดรอยตามเนกเกร์อยู่ห่างๆ และควบคุมพื้นที่ในรัศมีครึ่งลี้เอาไว้ทั้งหมด หากนักฆ่าพวกนี้บินไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้เลย
โจเซฟรู้ดีว่า บรรดาธนาคารยักษ์ใหญ่ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการถูกดึงเข้ามาพัวพันในคดีเนกเกร์ ย่อมต้องเคียดแค้นเนกเกร์เข้ากระดูกดำ เขาจึงจงใจปล่อยข่าวเรื่องที่อยู่ของเนกเกร์ออกไป และให้หน่วยข่าวกรองตำรวจที่รับหน้าที่คุ้มกันคอยให้ความร่วมมือ
ราชวงศ์ฝรั่งเศสได้อภัยโทษให้เนกเกร์แล้วก็จริง แต่สมาคมธนาคารต้องการจะฆ่าเขา แล้วมันเกี่ยวอะไรกับราชวงศ์ล่ะ?
ยิ่งไปกว่านั้น มือสังหารยังถูกจับได้คาหนังคาเขา หลักฐานและอาวุธที่ใช้ก่อเหตุก็อยู่ครบ แถมแรงจูงใจก็ยังชัดเจนแจ่มแจ้ง ต่อให้ใครอยากจะกุเรื่องทฤษฎีสมคบคิดขึ้นมา ก็คงหาช่องทางไม่ได้เลย
แน่นอนว่า หากมาร์ควิสลูโดและพรรคพวกเป็นคนสุขุมลุ่มลึก ไม่ยอมลงมือ โจเซฟก็ไม่รีบร้อนหรอก ท้ายที่สุดแล้ว เคานต์เคปเฟลก็ดูเป็นพวกที่มีอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล หลังจากนี้ก็แค่ส่งสายลับไปปล่อยข่าวยั่วยุเขาสักสองสามครั้ง ไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะทนไหว
มาร์ควิสลูโดจ้องมองหนังสือพิมพ์ในมือ ก่อนจะลุกพรวดขึ้น สั่งให้พ่อบ้านเตรียมรถม้ามุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ของเคานต์เคปเฟลทันที
สองชั่วโมงต่อมา บรรดานายธนาคารยักษ์ใหญ่ก็มารวมตัวกัน ทุกคนล้วนมีสีหน้าอมทุกข์ อันที่จริงพวกเขารู้ข่าวการจับกุมตัวมือสังหารตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อนแล้ว แต่เนื่องจาก “มันสมอง” อย่างมาร์ควิสลูโดไม่ได้อยู่ในฝรั่งเศส พวกเขาจึงทำได้แค่รออย่างกระวนกระวายใจ
มาร์ควิสลูโดกวาดสายตามองคนทั้ง 5 ที่อยู่ตรงหน้า แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แม้ว่าเนกเกร์จะถูกเนรเทศไปแล้ว แต่เขาก็ยังเคยเป็นถึงเสนาบดีคลัง ดังนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงร้ายแรงมาก!”
“แล้วพวกเราจะทำยังไงกันดี?”
มาร์ควิสลูโดมีประกายความเหี้ยมเกรียมในดวงตา “ในเมื่อมือสังหารเป็นคนที่บัวส์ร็องดาลหามา งั้นก็คงต้องรบกวนให้เขารับบาปทั้งหมดไปคนเดียวแล้วล่ะ!”
ทุกคนตกใจเล็กน้อย ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าวันนี้บัวส์ร็องดาลไม่ได้มาร่วมประชุมด้วย
ผ่านไปพักใหญ่ ทุกคนก็ทำได้เพียงถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง และยอมรับข้อเสนอของมาร์ควิสลูโดแต่โดยดี
…
สวิตเซอร์แลนด์
ริมฝั่งแม่น้ำมูร์ก เมืองเฟราเอินเฟลด์
เคานต์เซกูร์กำลังหมุนถ้วยน้ำชาตรงหน้าเล่นอย่างเบื่อหน่าย โดยไม่ได้มีความสนใจในชาแดงในถ้วยเลยแม้แต่น้อย ชาคุณภาพแย่แบบนี้ ต่อให้เป็นคนรับใช้ที่บ้านเขาก็คงไม่ยอมดื่มหรอก
“พวกคนสวิสที่เชื่องช้าพวกนี้…” เขาหยิบนาฬิกาพกขึ้นมาดูเวลา ตัดสินใจว่าจะไปเร่งรัดสมาพันธรัฐสวิสอีกครั้ง
เขาเดินทางมายังสถานที่ที่เต็มไปด้วยภูเขากันดารแห่งนี้ได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว แม้ว่าชาวสวิสจะให้ความเคารพเขาในฐานะทูตพิเศษจากประเทศมหาอำนาจ แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้ให้คำตอบที่น่าพอใจแก่เขาสักที
เมื่อผู้ช่วยเห็นเขากำลังจะออกไปข้างนอก ก็รีบเดินตามมาติดๆ “ท่านเคานต์ ยังจะไปที่รัฐสภาอีกหรือครับ?”
“ใช่แล้ว” เคานต์เซกูร์สวมหมวก ขมวดคิ้วพูดว่า “ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อแม้แต่วันเดียว ชาดีๆ ก็ไม่มีให้ดื่ม แม้แต่กาแฟที่พอดื่มได้ก็ยังไม่มีเลย…”
ผู้ช่วยช่วยเปิดประตูให้ “จะทำยังไงได้ล่ะครับ? สมาพันธรัฐสวิสของพวกเขาก็จัดการอะไรไม่ได้ ต้องคอยไปถามสภาระดับรัฐอยู่เรื่อยเลย หรือว่าเราควรไปที่รัฐชวีทซ์กันดีครับ?”
เคานต์เซกูร์ค้อนใส่เขา “ฉันเป็นตัวแทนของกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสผู้ยิ่งใหญ่นะ จะให้ฉันไปเจรจากับแค่สภาระดับรัฐได้อย่างไร?”
คนรับใช้ชาวสวิสหลายคนรีบวิ่งไปเรียกรถม้ามาให้ แล้วนำบันไดไม้มาวางให้เคานต์เซกูร์ก้าวขึ้นรถ ฝ่ายหลังบ่นกระปอดกระแปดขณะขึ้นรถว่า “ประเทศที่ทั้งยากจนและน่าสมเพชแบบนี้ แม้แต่เมืองหลวงก็ยังไม่มี คุณลองจินตนาการดูสิ ประเทศที่ไม่มีเมืองหลวง!
“พระเจ้าช่วย ทำไมฉันถึงต้องมารับงานที่แสนจะลำบากแบบนี้ด้วยนะ ธนาคารเดอนาโรนั่นควรจะควักเงิน 7 ล้านลีฟร์นั่นออกมาซะให้จบๆ ไป ไม่งั้นเรื่องมันจะยุ่งยากกว่านี้อีกแน่ๆ…”
ใช่แล้ว การที่เขาเดินทางมาสวิตเซอร์แลนด์ในครั้งนี้ ก็เพื่อเรียกร้องให้มีการส่งตัวผู้ถือหุ้นของธนาคารเดอนาโรที่หลบหนีความผิดกลับประเทศ และเร่งรัดให้ธนาคารส่งมอบเงินที่ได้มาโดยมิชอบรวมถึงค่าปรับต่างๆ
รถม้าแล่นไปตามถนนบนภูเขาที่ขรุขระ เป็นระยะๆ ที่คนรับใช้ชาวสวิสสองคนที่ “เกาะ” อยู่ท้ายรถม้าต้องกระโดดลงมาช่วยเข็นรถ จึงจะสามารถขึ้นเนินชันๆ ไปได้อย่างราบรื่น
เมื่อเคานต์เซกูร์เดินทางมาถึงอาคารสองชั้นสีเทาอมเหลืองซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐสภาสวิส ชายวัยกลางคนหน้าเหลี่ยม รูปร่างเตี้ยเล็กคนหนึ่งก็เดินสวนออกมา พอเห็นเขาก็รีบถอดหมวกทำความเคารพ “โอ้ เคานต์เซกูร์ผู้สูงเกียรติ ผมกำลังจะไปหาท่านพอดี ทางฝั่งรัฐชวีทซ์มีข่าวมาแล้วครับ”
เคานต์เซกูร์จำได้ว่าเขาคือฟูลเลอร์ สมาชิกสมาพันธรัฐสวิส จึงรู้สึกยินดีเล็กน้อยและถามว่า “จับตัวผู้ร้ายหลบหนีสองคนนั้นได้แล้วหรือ? แล้วเงินล่ะ?”
ฟูลเลอร์เชิญให้เขาเข้าไปในรัฐสภา ก่อนจะฝืนยิ้มตอบ “เอ่อ ตอนนี้ยังจับตัวไม่ได้หรอกครับ แต่ทางสภารัฐชวีทซ์ได้ทำการอายัดธนาคารเดอนาโรแล้ว เพียงแต่ว่า ในบัญชีของธนาคารมีเงินเหลืออยู่ไม่ถึง 4 ล้านลีฟร์ และกว่าครึ่งก็เป็นเงินกู้ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะเรียกคืนมาได้…”
สีหน้าของเคานต์เซกูร์มืดครึ้มลงทันที เขายืดตัวตรงและจ้องมองฟูลเลอร์พลางกล่าวว่า “ในนามขององค์กษัตริย์แห่งฝรั่งเศส ผมขอแจ้งให้ท่านทราบอย่างเป็นทางการว่า ประเทศสวิตเซอร์แลนด์จะต้องชำระคืนเงินที่ได้มาโดยมิชอบและค่าปรับทั้งหมดให้กับธนาคารสำรองแห่งฝรั่งเศสภายในเวลาสามเดือน”

0 Comments