Header Background Image
แหล่งรวมนิยายแปลไทย

ลามาร์กรีบหยิบมีดพกและอ่างทองแดงออกมาจากกระเป๋าหนัง แล้วหันไปสั่งเปรินทันที: “เตรียมเจาะเลือดระบายไข้ให้มกุฎราชกุมาร”

โจเซฟเอ่ยห้ามเสียงแข็ง: “อย่า! ข้าขอสั่งห้ามท่านเจาะเลือดเด็ดขาด…”

ลามาร์กมองดูสีหน้าที่อ่อนแรงของเขาพลางเอ่ยอย่างจริงจัง: “ฝ่าบาท ข้าจำเป็นต้องทำพ่ะย่ะค่ะ หากปล่อยให้ไข้สูงนานเกินไป จะส่งผลเสียที่รุนแรงตามมา!”

โจเซฟพยายามดิ้นรนจะไปหยิบดาบโค้ง ลามาร์กจึงเอ่ยดักคออีกว่า: “หากพระองค์ทรงปฏิเสธการรักษา ข้าจะนำเรื่องนี้ไปทูลรายงานต่อพระราชินีพ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟรู้สึกปวดหัวตึ้บ กำลังขบคิดว่าจะโน้มน้าวตาคนหัวแข็งนี่อย่างไรดี พอดีกับที่ลาเซนนีเดินถือขวดแก้วผลักประตูเข้ามา

“ฝ่าบาท นี่คือของที่พระองค์ทรงต้องการพ่ะย่ะค่ะ” ลาเซนนีดูท่าทางร้อนตัวนิดๆ เขาส่งขวดให้พลางพึมพำว่า “อาจจะ… สกัดออกมาได้ไม่บริสุทธิ์เท่าไหร่นะพ่ะย่ะค่ะ…”

โจเซฟมองดูของเหลวหนืดๆ สีเทาในขวด พอเปิดฝาออกก็ได้กลิ่นแอลกอฮอล์โชยมาเตะจมูกทันที ในใจเขาได้แต่ยิ้มขื่น นี่มันไม่ใช่ ‘ไม่บริสุทธิ์เท่าไหร่’ แล้วล่ะมั้ง แต่เขาก็ยังเอ่ยปลอบใจหมอไปว่า: “ท่านเพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรก ได้ขนาดนี้ก็ดีมากแล้ว ขอบใจท่านมาก”

โจเซฟเตรียมจะดื่มซาลิซิน แต่แล้วเขาก็พลันฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ จึงหันไปถามลามาร์ก: “คุณลามาร์ก หากข้ายอมรับการเจาะเลือดของท่าน ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ไข้ถึงจะลด?”

ลามาร์กตรึกตรองครู่หนึ่งแล้วตอบว่า: “บางทีอาจจะคืนนี้อุณหภูมิถึงจะกลับมาปกติ หรือไม่ก็เช้าวันพรุ่งนี้พ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟชูขวดแก้วในมือขึ้น: “หากใช้ยาที่ข้าเตรียมเอง เพียงหนึ่งชั่วโมงไข้ก็ลดแล้ว”

ลามาร์กพลันรู้สึกว่าศักดิ์ศรีในวิชาชีพถูกท้าทาย เขาจึงส่ายหัวทันที: “ฝ่าบาท อาการปอดบวมของพระองค์ยังไม่ถูกควบคุม ในบรรดาตัวยาที่ข้ารู้จัก ไม่มีทางมียาตัวไหนลดไข้ได้รวดเร็วขนาดนั้นพ่ะย่ะค่ะ”

เขาคือสมาชิกราชบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์แห่งฝรั่งเศส นักชีววิทยาและนักเภสัชวิทยาชื่อดังของยุโรป ผู้เป็นปรมาจารย์คนแรกๆ ที่เสนอทฤษฎี “วิวัฒนาการ” และ “การคัดเลือกโดยธรรมชาติ” ทั้งยังเป็นหมอระดับท็อปของฝรั่งเศส เขาย่อมมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมที่จะพูดประโยคนี้ออกมา

โจเซฟยิ้มอย่างอ่อนแรง: “งั้นเรามาพนันกันเถอะ หากข้าไข้ลดภายในหนึ่งชั่วโมง ต่อไปท่านห้ามเจาะเลือดข้าอีกเด็ดขาด”

ลามาร์กชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอย่างมั่นใจ: “ตกลงพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท แต่ถ้าหากยาของพระองค์ไม่ได้ผลดีขนาดนั้น ต่อไปพระองค์จะทรงปฏิเสธการรักษาใดๆ จากหมอไม่ได้อีกนะพ่ะย่ะค่ะ”

“ตกลง!”

โจเซฟรินซาลิซินออกมาหนึ่งช้อนแล้วกลืนลงคอ รสชาติขมจัดพ่วงด้วยกลิ่นเหล้าฉุนกึกทำให้เขาแทบจะขย้อนออกมา

ลามาร์กหยิบนาฬิกาพกออกมาดูอย่างเคร่งครัดพลางแจ้งโจเซฟ: “ฝ่าบาท ตอนนี้เวลา 4 โมง 21 นาทีพ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟพยักหน้า เดิมทีเขาตั้งใจจะนอนต่ออีกสักพัก แต่การที่มีคนยืนจ้องอยู่ข้างเตียงถึงสามคน แถมหนึ่งในนั้นยังเป็นเด็กสาว ทำให้เขารู้สึกอึดอัด จึงตัดสินใจลุกขึ้นมานั่งคุยกับลาเซนนีเรื่องการสกัดซาลิซินให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นแทน

ลามาร์กที่ยืนฟังอยู่ด้านข้าง พอได้ยินว่ายาตัวนี้สกัดมาจากเปลือกต้นหลิวก็ลอบส่ายหัวในใจ เมื่อสิบกว่าปีก่อนชาวอังกฤษเคยศึกษาเรื่องสรรพคุณของเปลือกต้นหลิวมาแล้ว แม้จะมีฤทธิ์ลดไข้จริง แต่ต้องกินติดต่อกันหลายวันถึงจะเห็นผล

แถมของพรรค์นี้ยังไม่เป็นมิตรต่อกระเพาะอาหารเอาเสียเลย หลายคนยังไม่ทันไข้ลดก็ต้องถอนตัวเพราะปวดท้องไปเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม เขาค่อนข้างทึ่งในความรู้เชิงทฤษฎีการทดลองของมกุฎราชกุมาร ซึ่งดูเหนือกว่าลูกศิษย์ของเขาหลายคนนัก หากมกุฎราชกุมารทุ่มเทให้กับการผลิตยาหรือวิชาการทดลอง ในอนาคตจะต้องสร้างชื่อเสียงที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน

ความจริงแล้ว โจเซฟในเรื่องนี้ก็เป็นแค่พวก “งูๆ ปลาๆ” เท่านั้น เขาแค่ได้รับอิทธิพลมาจากเพื่อนร่วมหอพักสมัยมหาวิทยาลัยที่เป็นเด็กคณะเคมีมานิดหน่อย แต่พอนำมาใช้ในศตวรรษที่ 18 มันกลับดูเป็นมืออาชีพอย่างยิ่ง

“เพราะฉะนั้น การทำให้เย็นลงเพื่อตกผลึกน่าจะทำได้เร็วกว่านี้สักหน่อย…”

โจเซฟพูดถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักลง เขาคลึงหน้าผากเล็กน้อยก่อนจะหันไปยิ้มให้ลามาร์ก: “คุณลามาร์ก ดูเหมือนข้าจะไข้ลดแล้วล่ะ”

ลามาร์กที่กำลังตั้งใจฟังเรื่องการทดลองจนเกือบลืมเรื่องพนันไป รีบก้มดูนาฬิกาพก… 4 โมง 58 นาที ผ่านไปเพียง 37 นาทีหลังจากมกุฎราชกุมารดื่มยาลงไป

เขามองกลับไปที่โจเซฟ เห็นแววตาของพระองค์เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น จึงรีบก้าวเข้าไปแตะหน้าผาก… ไม่ร้อนแล้วจริงๆ ด้วย!

“เปริน ขอเทอร์โมมิเตอร์ที”

ลามาร์กรับเทอร์โมมิเตอร์มาเสียบเข้าปากมกุฎราชกุมาร รออยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงนำออกมาดูด้วยตัวเอง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ

36.8 องศาเซลเซียส! อุณหภูมิร่างกายกลับมาเป็นปกติแล้ว!!

“นี่… นี่เป็นไปได้อย่างไรกัน?!” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะคว้าไหล่โจเซฟไว้อย่างตื่นเต้น “ฝ่าบาท สิ่งที่พระองค์ทรงเสวยเมื่อครู่คือสารสกัดจากเปลือกต้นหลิวจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ?”

โจเซฟพยักหน้ายิ้มรับ

“นึกไม่ถึงว่าพอสกัดให้บริสุทธิ์แล้วจะได้ผลดีขนาดนี้!” ดวงตาของลามาร์กเป็นประกายวาววับ “ฝ่าบาท หากตัวยานี้มีฤทธิ์ที่เสถียร นี่คือยาที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การแพทย์ชัดๆ! ข้าขออนุญาตทดลองผลิตยาตัวนี้ได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ?”

“แน่นอน ขั้นตอนโดยละเอียดให้ท่านลาเซนนีบอกท่านก็แล้วกัน”

“ข้าไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยายความซาบซึ้งใจที่มีต่อพระองค์ได้เลยพ่ะย่ะค่ะ!” ลามาร์กคำนับโจเซฟอย่างนอบน้อมครั้งใหญ่ ก่อนจะลนลานหยิบสมุดบันทึกออกไปหาลาเซนนี แต่แล้วก็หันกลับมาถามอีกครั้ง: “ฝ่าบาท ยาตัวนี้พระองค์ทรงเป็นผู้คิดค้นขึ้นเองหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“เอ่อ…” โจเซฟชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอ้างไปส่งเดชว่า: “อา… คงจะเป็นเทวบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้า ที่ประทานประกายความคิดมาให้ข้าน่ะ”

โอ้ พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก! ลามาร์กตกตะลึงในใจ หรือว่าฝ่าบาทจะเป็นบุตรแห่งเทวบัญชาจริงๆ? ตัวยาระดับนี้กลับคิดออกมาได้เพียงแค่ประกายความคิดแวบเดียวเท่านั้น!

แต่ด้วยจิตวิญญาณความเคร่งครัดของนักวิทยาศาสตร์ เขาเห็นว่าควรต้องผ่านการทดลองจำนวนมากก่อนถึงจะยืนยันสรรพคุณยาได้จริงๆ เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงใจ ลากตัวลาเซนนีมุ่งหน้าไปยังห้องปฏิบัติการเล่นแร่แปรธาตุทันที ทิ้งท้ายไว้เพียงว่า: “เปริน คอยเฝ้าสังเกตอาการของฝ่าบาทไว้ให้ดี มีอะไรผิดปกติรีบไปบอกข้าทันทีนะ”

“ค่ะ คุณหมอ”

สองวันต่อมา

หลังจากรักษาด้วยซาลิซิน อาการของโจเซฟก็คงที่ขึ้นมาก แม้จะยังมีอาการไออยู่บ้าง แต่ไข้ก็ไม่กลับมาขึ้นอีกเลย

เขาก้าวผ่านประตูสีทองของห้องประชุมตำหนักตะวันออกในพระราชวังแวร์ซายส์ตอนที่ยังไม่ถึงเก้าโมงเช้า เหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีก่อนที่การประชุมคณะรัฐมนตรีจะเริ่มขึ้น

เสนาบดีคนอื่นๆ ต่างมากันครบแล้ว เมื่อเห็นมกุฎราชกุมารเดินเข้ามา ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนคำนับ

เสนาบดีมหาดไทยโมโนเดินรี่เข้ามาหาโจเซฟด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพลางกระซิบเบาๆ: “ขอบพระคุณฝ่าบาท เมื่อวานคำสั่งลงโทษกีโซถูกประกาศออกมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ ไม่มีการเอ่ยถึงเรื่องการปลุกปั่นจลาจลเลย”

โจเซฟยิ้มพลางพาเขานั่งลง เมื่อวานตอนมื้อเที่ยงเขาแอบพูดกับพระราชินีไปสองสามประโยค ใจความคือโยนความผิดทั้งหมดไปที่ตัวกีโซเพียงคนเดียว จากนั้นก็ให้เลขานุการเขียนรายงานเป็นทางการเพิ่มเข้าไป เรื่องนี้ก็ถือว่าปิดจ๊อบลงตัว

แม้โจเซฟจะรู้สึกว่าเรื่องของกีโซอาจจะมีเงื่อนงำซ่อนอยู่ แต่ก็น่าจะไม่เกี่ยวกับโมโน ไว้รอให้องค์กรข่าวกรองของเขาก่อตั้งสำเร็จ เรื่องนี้จะเป็นเรื่องแรกที่เขาจะสั่งให้สืบ

จู่ๆ โมโนก็ลุกขึ้นยืน อ้าแขนออกกว้างแล้วประกาศเสียงดังต่อหน้าทุกคน: “การปฏิรูปกรมตำรวจที่มกุฎราชกุมารทรงเป็นประธานนั้นประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งพ่ะย่ะค่ะ! อย่างที่ทุกท่านทราบกันดี ยามนี้อาชญากรในย่านแซงต์อองตวนถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก! ฝ่าบาททรงสมกับนามบุตรแห่งเทวบัญชาโดยแท้! ให้พวกเรามาร่วมแสดงความยินดีกับพระองค์กันเถอะพ่ะย่ะค่ะ!”

(จบตอนที่ 18)

โฆษณานะค๊ะ

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note