ตอนที่ 178 แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในวงการธนาคาร
แปลโดย เนสยัง“ฮ่าฮ่า นี่มันเรื่องตลกที่น่าสนใจจริงๆ” ชาร์ลส์หัวเราะดังยิ่งกว่าเดิม
เขาเดินเรือในเส้นทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมานานกว่าสิบปีแล้ว จึงพอมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในกลุ่มประเทศแอฟริกาเหนืออยู่บ้าง คุกแห่งนี้มีปาชาของตูนิเซียที่ถูกขังอยู่ชื่อว่า ยูนิส แต่อันที่จริงเขาไม่ใช่ปาชาตัวจริงหรอก
คำว่า “ปาชา” หมายถึงผู้ว่าการตูนิเซียที่ได้รับการแต่งตั้งจากจักรวรรดิออตโตมัน หรือถ้าพูดง่ายๆ ก็คือกษัตริย์ตูนิเซียนั่นแหละ ยูนิสเคยเป็นถึงเจ้าชายนำทัพก่อกบฏ แต่งตั้งตนเองเป็นปาชา แต่สุดท้ายก็ถูกปราบปรามโดยบิดาของเขาเอง จากนั้นเขาก็หนีมาที่แอลจีเรียและถูกคุมขังไว้
บุคคลสำคัญระดับนี้ จะหนีรอดไปได้ง่ายๆ ได้อย่างไร?
อาลีจิบซุปไปหนึ่งคำ ก่อนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องของวันนี้ นี่คือกิจวัตรประจำวันของเขากับชาร์ลส์ พวกเขาจะผลัดกันเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้กันฟัง เพื่อฆ่าเวลาอันแสนน่าเบื่อนี้ หลังเที่ยงเป็นต้นไป พวกผู้คุมมักจะโผล่มาตรวจตราเป็นระยะๆ ทำให้ไม่สามารถขุดอุโมงค์ต่อไปได้
“อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ควรไปบอกใครหรอกนะ แต่ในเมื่อนายเป็นชาวอเมริกัน เล่าให้ฟังก็คงไม่เป็นไร”
อาลีกินอาหารจนเกลี้ยง เช็ดปากแล้วพูดว่า “อย่าคิดว่าท่านยูนิสเป็นแค่นักโทษล่ะ เมื่อก่อนเขาในตูนิเซียมีผู้ติดตามมากมาย ในบรรดานั้นก็มีนายพลตั้งหลายคน แถมตอนที่เขามาแอลจีเรียก็ยังขนสมบัติมามหาศาลด้วย
“ตอนที่เขาถูกกองทหารรักษาพระองค์จับมาขังไว้ที่นี่ ไม่ถึงปีก็มีคนช่วยให้เขาหนีออกไปได้แล้ว
“ตอนนี้เขาอาศัยอยู่ที่ชายฝั่งตะวันตก มีทั้งเงินและอำนาจ แถมยังมีปราสาทสวยๆ อีกหนึ่งหลังด้วย ผู้คนมากมายในแถบนั้นต้องพึ่งพาเขาในการทำมาหากิน”
ชาร์ลส์เบ้ปาก “ตำนานพวกนี้มักจะชอบโม้เกินจริงเสมอ เหมือนกับโจรสลัดปีศาจแห่งแคริบเบียนนั่นแหละ”
อาลีรีบแย้ง “นี่ไม่ใช่ตำนานนะ เพื่อนรัก นายก็รู้ว่าฉันทำงานอะไร เจ้านายของฉันเคยพบท่านยูนิสตัวจริงมาแล้ว แถมยังเคยร่วมรับประทานอาหารกับท่านด้วย”
ชาร์ลส์รู้ดีว่า อาลีเป็นพ่อค้าของเถื่อนที่ทำธุรกิจขนาดใหญ่ สินค้าเถื่อนที่ลักลอบนำเข้าจากอังกฤษมายังแอลจีเรียในแต่ละปี กว่าหนึ่งในเจ็ดเป็นของเจ้านายเขา นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ถูกแขวนคอในทันทีหลังจากที่ถูกจับได้ เจ้านายของเขาอาจจะยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อไถ่ตัวเขา
อาลีเล่าเรื่องเกี่ยวกับยูนิสต่อไป ได้ยินมาว่าธุรกิจของเถื่อนบนฝั่งตะวันตกของแอลจีเรีย หากไม่มียูนิสคอยพยักหน้าให้ ก็ไม่อาจดำเนินต่อไปได้
บางครั้งแม้แต่ธุรกิจของกองทัพเรือแอลจีเรีย เขาก็ยังเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย
ชาร์ลส์ถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างไม่สบอารมณ์ เขาก็ถูก “กองทัพเรือ” แอลจีเรียจับมาที่นี่นั่นแหละ
จนกระทั่งท้องฟ้ามืดมิด อาลีก็กลับไปเริ่มขุดอุโมงค์ต่อ “เสวนาเรื่องเล่า” ของพวกเขาถึงได้ยุติลง
สองวันต่อมา เมื่อผู้คุมมาส่งอาหารก็พบว่า อาลีหายตัวไปแล้ว
ชาร์ลส์มองดูทหารแอลจีเรียที่ล้อมรอบอุโมงค์ในห้องขังตรงข้ามพลางสบถด่าด้วยความตกตะลึง ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากตอนนั้นเขาเชื่ออาลี ยอมขุดอุโมงค์ทะลุไปห้องข้างๆ ป่านนี้ก็คงได้หนีรอดไปพร้อมกับเขาแล้ว!
เขาถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง มองดูเพดานพลางนึกถึงคำพูดที่อาลีพร่ำบอกมาหลายต่อหลายครั้ง “เพื่อนรัก ถ้าเราหนีออกไปจากที่นี่ได้ ฉันจะเลี้ยงน้ำองุ่นหมักชั้นยอด แล้วก็จะหาสาวๆ ที่สวยที่สุดมาให้นาย โอ้ จำที่อยู่ฉันไว้ให้ดีล่ะ…”
บ่ายวันนั้น ก็มีข่าวลือแพร่สะพัดไปในหมู่ขุนนางแห่งพระราชวังแวร์ซายส์ พระราชินีทรงตัดสินพระทัยก่อตั้ง “กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งฝรั่งเศส” ขึ้น
ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ชัดเจนว่าไอ้ “กองทุน” นี่มันคืออะไร เพียงแต่เข้าใจคร่าวๆ ว่า รัฐบาลจะรวบรวมเงินก้อนโตเพื่อนำไปลงทุนในภาคอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส ในขณะเดียวกันก็เปิดรับการลงทุนจากบุคคลภายนอกด้วย หากการลงทุนมีผลกำไร ผู้ที่ลงทุนก็จะได้รับส่วนแบ่ง
ฟังดูคล้ายกับการถือหุ้นของบริษัท แต่ความเสี่ยงกลับดูน้อยกว่ามาก ทว่า ด้วยข่าวลือที่ว่าเงินทุนทั้งหมดของกองทุนอาจสูงถึงร้อยล้านลีฟร์ ทำให้กลายเป็นที่สนใจของผู้คนในทันที
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรดา “พันธมิตรคดีเนกเกร์” ก็พากันไปรวมตัวประท้วงที่หน้าประตูใหญ่ของพระราชวังแวร์ซายส์
เมื่อเทียบกับเมื่อวาน จำนวนคนของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นอีก ถึงสี่ร้อยกว่าคนแล้ว
อันที่จริงมีขุนนางหลายพันคนลงทุนในธนาคารที่พัวพันกับคดีเนกเกร์ เพียงแต่หลายคนไม่กล้าออกมาก่อเรื่องเท่านั้น
แต่ถ้าหากบรรดาแกนนำหลายร้อยคนสามารถสร้างสถานการณ์ได้ พวกเขาก็จะต้องแห่ตามมาอย่างแน่นอน
ไวเคานต์พรอโดมยืนตะโกนคำขวัญอยู่บนบันไดหน้าประตูใหญ่พักหนึ่ง ก็ชูหมัดขึ้นฟ้า “ทุกคนตามฉันไปเข้าเฝ้าพระราชินีเพื่อขอความเมตตา!”
ปากบอกว่าขอความเมตตา แต่อันที่จริงแล้วก็คือการใช้ข้ออ้าง “ไม่ให้รัฐบาลกู้ยืมเงิน” มากดดันต่างหาก
ขณะที่ฝูงชนกำลังจะเคลื่อนขบวนไปยังพระตำหนักเปอติ ทริอานง จู่ๆ ก็มีทหารองครักษ์ในชุดเครื่องแบบสีแดงสองกองร้อยวิ่งเหยาะๆ เข้ามา ยืนประจำการอยู่รอบบริเวณตามคำสั่งของนายทหาร
เหล่าขุนนางต่างก็ตกใจกันเล็กน้อย คิดว่าราชวงศ์จะส่งทหารองครักษ์มาสลายการชุมนุม แต่พวกที่อาศัยอยู่ในพระราชวังแวร์ซายส์มานานก็ชินชากับภาพแบบนี้แล้ว จึงไม่แสดงความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังเตรียมตัวใช้เสียงประท้วงที่ดุดันยิ่งขึ้น เพื่อเผชิญหน้ากับเหล่าทหาร
ในขณะนั้นเอง บรีแยนก็เดินออกมาจากประตูใหญ่ของพระราชวังแวร์ซายส์ โดยมีมกุฎราชกุมารและบรรดาเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลังเดินขนาบข้าง
บรรดาขุนนางกลุ่ม “พันธมิตรคดีเนกเกร์” ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาเล่นงานเสนาบดีคลังทันที “อาร์คบิชอปบรีแยน โปรดแนะนำให้พระราชินีทรงยุติการสอบสวนเนกเกร์ด้วยเถอะ!”
“การใช้เนกเกร์มาเป็นข้ออ้างเล่นงานธนาคารพวกนั้น ต้องเป็นแผนการชั่วร้ายของคณะรัฐมนตรีแน่ๆ!”
“อาร์คบิชอปบรีแยน โปรดพิจารณาปัญหาการคลังอย่างจริงจัง แล้วปล่อยให้คดีของเนกเกร์จบลงแต่เพียงเท่านี้เถอะ”
“ใช่ มิฉะนั้นเราคงไม่กล้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอีกแล้ว!”
บรีแยนยิ้มพลางยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบ ก่อนจะตะโกนเสียงดังว่า “เนกเกร์ทำการทุจริตอย่างร้ายแรงในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง การสอบสวนเขาไม่มีทางหยุดลงได้อย่างแน่นอน”
“และธนาคารที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็จะถูกลงโทษอย่างหนักด้วย” โจเซฟพูดเสริมขึ้นมา เขาปรากฏตัวที่นี่ในฐานะผู้ช่วยเสนาบดีคลัง รับหน้าที่สนับสนุนเป็นหลัก
เหล่าขุนนางที่อยู่เบื้องล่างต่างก็เดือดดาลขึ้นมาทันที “พวกท่านทำแบบนี้ไม่ได้นะ!”
“แล้วธนาคารพวกนั้นจะล้มละลายยังไงล่ะ?”
“พวกเราไปถวายฎีกาต่อพระราชินีกันเถอะ!”
“ผมมีข่าวดีจะมาบอกทุกคน” เสียงของบรีแยนทำให้ทุกคนเงียบลง “ธนาคารสำรองแห่งฝรั่งเศสจะรับซื้อกิจการของธนาคารเบรังเยร์ พร้อมกับรับช่วงต่อหนี้สินทั้งหมดของธนาคารด้วย”
หนี้สินส่วนใหญ่ของธนาคารก็คือเงินลงทุนของพวกขุนนางนั่นแหละ
ขุนนางกลุ่ม “พันธมิตรคดีเนกเกร์” พากันส่งเสียงโห่ร้องยินดี “รับซื้อกิจการ? ช่างวิเศษอะไรเช่นนี้!”
“กษัตริย์จงเจริญ! ธนาคารสำรองแห่งฝรั่งเศสจงเจริญ!”
“แบบนี้ก็รอดแล้วสิ!”
ทว่า ขุนนางบางคนที่หัวไวก็ตระหนักถึงปัญหาได้ทันที จึงร้องถามเสียงดัง “อาร์คบิชอปบรีแยน ขอถามหน่อยว่า ธนาคารสำรองมีเงินทุนมากขนาดนั้นเลยหรือ?”
“ใช่! หลังจากนี้อาจจะมีธนาคารอีกหลายแห่งที่มีปัญหา ธนาคารสำรองจะรับซื้อทั้งหมดเลยหรือเปล่า?”
บรีแยนพยักหน้าตอบ “ใช่ครับ รัฐบาลจะนำเงินไปลงทุนในธนาคารสำรอง หากรวมกับทรัพย์สินเดิมของธนาคาร ก็น่าจะมีเงินทุนหลายสิบล้านลีฟร์เลยล่ะ”
ยังไม่ทันที่พวกขุนนางจะท้วงติง โจเซฟก็ก้าวออกมาชี้แจงว่า “ถูกต้อง เงินจำนวนนี้ไม่เพียงพอที่จะจ่ายคืนเงินลงทุนของทุกท่านในธนาคารอย่างแน่นอน แต่ธนาคารที่ทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกลงโทษ!
“ดังนั้น ด้วยความเมตตาของพระราชินี เพื่อเป็นการปกป้องเงินของทุกคนไม่ให้สูญเปล่า จึงทรงตัดสินพระทัยก่อตั้งกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งฝรั่งเศสขึ้น”
จากนั้นเขาก็อธิบายความหมายของกองทุน และกล่าวปิดท้ายว่า
“เอกสารหลักฐานการลงทุนของธนาคารทั้งหมดที่ถูกธนาคารสำรองแห่งฝรั่งเศสเข้าซื้อ สามารถนำมาใช้เพื่อลงทุนในกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งฝรั่งเศสได้”
คำพูดของเขาทำให้ทุกคนนึกถึงความทรงจำอันเจ็บปวดจาก “กลลวงบริษัทมิสซิสซิปปี” ขึ้นมาทันที ในปีนั้น จอห์น ลอว์ ก็ให้ทุกคนนำพันธบัตรรัฐบาลไปแลกกับหุ้นของบริษัทมิสซิสซิปปี แต่สุดท้ายก็ขาดทุนย่อยยับจนไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
พวกขุนนางต่างก็ส่งเสียงประท้วงอย่างรุนแรง โจเซฟรอจนพวกเขาหยุดตะโกน ถึงหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาแกว่งไปมา “กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมได้รับการค้ำประกันโดยธนาคารสำรองและกระทรวงการคลังแห่งฝรั่งเศส
“ประการแรก บัญชีของกองทุนจะถูกเปิดเผยทั้งหมด ลูกค้าที่มีเงินลงทุนตั้งแต่ 500,000 ลีฟร์ขึ้นไป สามารถตรวจสอบบัญชีได้ตลอดเวลา
“กองทุนจะประกาศงบประมาณทุกต้นปี และจะประกาศรายงานทางการเงินเพื่อชี้แจงรายได้ทุกๆ ครึ่งปี
“ประการที่สอง เราจะกำหนดให้บริษัททุกแห่งที่ได้รับเงินลงทุน ต้องประกาศผลการดำเนินงาน และยอมรับการตรวจสอบทางการเงินจากกองทุนเช่นเดียวกัน
“และประการสุดท้าย กิจการทั้งหมดของกองทุนจะถูกตัดสินโดยคณะกรรมการกองทุน รัฐบาลไม่มีสิทธิ์เข้ามาแทรกแซง”
ความโปร่งใส นโยบายทางการเงินเหล่านี้อาจจะดูเป็นเรื่องปกติธรรมดามากในยุคหลัง แต่ในศตวรรษที่ 18 กลับถือว่าล้ำสมัยเป็นอย่างยิ่ง ในขณะนี้ ต่อให้เป็นบริษัทที่มีการจัดการโปร่งใสที่สุดอย่างบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ก็ยังทำไม่ได้ถึงขนาดนี้เลย
บรรดาขุนนางที่อยู่ด้านล่างได้ยินดังนั้น ก็เริ่มกระซิบกระซาบกัน พวก “หน้าม้า” สิบกว่าคนที่โจเซฟเตรียมไว้ล่วงหน้า ก็เริ่มปฏิบัติการพร้อมกัน
“ถ้าตรวจสอบบัญชีได้ตลอดเวลา แบบนั้นก็น่าเชื่อถืออยู่นะ”
“ที่สำคัญคือมีธนาคารสำรองกับกระทรวงการคลังค้ำประกัน ฉันคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอก”
“อีกอย่าง นี่ก็เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมภายในประเทศ ไม่เหมือน ‘เหมืองทอง’ อันแสนห่างไกลในอเมริกาแบบเมื่อก่อน แถมยังสามารถดูสถานการณ์การดำเนินงานได้ตลอดเวลาด้วย”
พวกเขาชักจูงผู้คนได้มากขึ้นเรื่อยๆ ชั่วพริบตาเดียวพวกขุนนางต่างก็พากันพยักหน้าเห็นด้วย
ไวเคานต์พรอโดมเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดี จึงรีบร้องตะโกนว่า “กองทุนอะไรกัน ใครจะไปรู้ว่าต่อไปจะบริหารจัดการได้ดีแค่ไหน? ระงับการสอบสวนเนกเกร์นั่นแหละ ปลอดภัยที่สุด!”
โจเซฟแค่นเสียงเย็น “อาร์คบิชอปบรีแยนก็เพิ่งจะบอกไป ว่าคดีนี้จะต้องสืบให้ถึงที่สุด!”
“งั้นพวกเราก็คงต้องพิจารณาเรื่องที่จะไม่ให้รัฐบาลยืมเงินอีกแล้วล่ะ…”
ไวเคานต์พรอโดมเพิ่งพูดจบ หน้าม้าของโจเซฟก็เริ่มกระซิบกระซาบกับคนรอบข้าง “ฉันว่า การที่ทุกคนจะไม่ยอมให้รัฐบาลยืมเงิน มันเป็นไปไม่ได้หรอก”
“ทำไมล่ะ? ครั้งก่อนที่ปฏิเสธการจ่ายภาษี ก็ยังสำเร็จเลยนี่?”
“หึหึ นั่นมันต้องควักเงินจ่ายออกไป พอคุณบอกว่าจะไม่จ่าย ทุกคนก็ย่อมยินดีให้ความร่วมมืออยู่แล้ว แต่นี่มันคือการให้รัฐบาลยืมเงิน ซึ่งมันได้ดอกเบี้ยนะ”
“ฉันเดาว่าสุดท้ายแล้ว ทุกคนก็คงจะปากบอกว่าไม่ให้ยืม แต่ลับหลังก็ให้ยืมเหมือนเดิมนั่นแหละ”
“นั่นสิ พวกเขาหลอกให้พวกเราไม่ให้รัฐบาลยืม พออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสูงขึ้น พวกเขาก็จะแอบไปลงทุนกันเอง”
“ตอนนี้ให้รัฐบาลยืมนี่แหละปลอดภัยที่สุด คุณดูสิ ก่อนหน้านี้เอาไปลงทุนในธนาคาร ก็มีปัญหาใหญ่โตวุ่นวายขนาดนี้”
เวลาผ่านไปเพียงสิบกว่านาที พวกขุนนางก็ไม่คิดที่จะเอ่ยถึงเรื่อง “ปฏิเสธการให้รัฐบาลกู้ยืมเงิน” อีกต่อไป ก่อนหน้านี้ที่พร่ำบอก ก็เพื่อข่มขู่ราชวงศ์เท่านั้น แต่ตอนนี้มีทางออกอย่างกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมแล้ว ใครยังอยากจะมีปัญหากับดอกเบี้ยอีกล่ะ?
ในขณะนั้นเอง ก็มีคนส่งสารขี่ม้ามาจอดอยู่ไม่ไกล ก่อนจะรีบวิ่งเข้ามาส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้กับบรีแยน
ฝ่ายหลังรีบเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะประกาศเสียงดังฟังชัด “เมื่อครู่นี้ ได้มีการตรวจสอบพบการทำธุรกรรมผิดกฎหมายสามรายการระหว่างเนกเกร์กับธนาคารคลาเซนเน่แล้ว ผู้บริหารธนาคาร 11 คนถูกจับกุม และกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบบัญชีของธนาคารอย่างละเอียด”
พวกขุนนางที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ตื่นตระหนกกันไปหมด โดยเฉพาะคนที่มีเงินลงทุนในธนาคารคลาเซนเน่ ยิ่งร้อนใจจนเหงื่อท่วมหน้าไปหมด
หากเป็นไปตามสถานการณ์ของธนาคารเบรังเยร์ก่อนหน้านี้ ธนาคารที่ถูกตรวจสอบก็จะต้องล้มละลายในไม่ช้า และเงินของพวกเขาก็จะต้องสูญเปล่าไปทั้งหมด!
อันที่จริง หากธนาคารเหล่านี้ดำเนินงานตามปกติ ต่อให้เกิดปัญหาผิดกฎหมาย ก็สามารถหาเงินมาจ่ายค่าปรับได้ และใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้แล้ว
ทว่า เพื่อเป็นการบีบบังคับกระทรวงการคลัง ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องได้สั่งให้ธนาคารเบรังเยร์ล้มละลายอย่างรวดเร็ว ทำให้ขุนนางที่ไปลงทุนตกใจกลัว ส่งผลให้ขุนนางคนอื่นๆ พากันไปถอนเงินที่ลงทุนในธนาคารอื่นๆ คืนอย่างล้นหลาม ทำให้สภาพคล่องของธนาคารลดลงอย่างมาก
ยิ่งมาเจอคดีของเนกเกร์เข้าไปอีก ธนาคารจึงไม่มีกำลังที่จะหมุนเงินได้ทัน จึงเหลือเพียงเส้นทางเดียวก็คือล้มละลาย
แน่นอนว่า จังหวะในการประกาศข่าวเรื่องธนาคารคลาเซนเน่นั้น โจเซฟได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว
ขุนนางในที่เกิดเหตุถึงกับทนไม่ไหวอีกต่อไป โดยเฉพาะคนที่ลงทุนในธนาคารคลาเซนเน่ ต่างตะโกนขึ้นมาว่า “ฉันยอมโอนเงินในธนาคารไปลงทุนในกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรม!”
“ฉันก็ลงทุนด้วย ขอเอกสารสัญญาให้ฉันชุดหนึ่ง!”
“ฉันก็ขอด้วย!”
“ฉันด้วย…”
โจเซฟก้าวออกมาในเวลาที่เหมาะสม ส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบ “มีเรื่องหนึ่งที่ต้องชี้แจงก่อน หากเป็นการใช้เงินลงทุนในธนาคารมาลงทุนในกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรม จะต้องรอให้ครบห้าปีเท่านั้น จึงจะสามารถถอนเงินต้นทั้งหมดออกมาได้”
นี่แหละคือหัวใจสำคัญของการทำ “แปลงหนี้เป็นกองทุน” เพื่อบรรเทาความตื่นตระหนก และหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแห่ถอนเงินของขุนนางนักลงทุน อันที่จริง หากกองทุนมีผลกำไรดี ห้าปีให้หลังพวกเขาก็จะไม่ยอมถอนเงินทุนออกไปเองนั่นแหละ มีเงินให้กอบโกย ใครบ้างจะไม่อยากได้?
เมื่อได้ยินว่า “ต้องรอห้าปีถึงจะถอนเงินได้” ผู้คนก็เริ่มลังเลอีกครั้ง
บรีแยนจึงรีบปล่อยหมัดเด็ดตามบทที่เตรียมไว้ “เพื่อเป็นการรับประกันความปลอดภัยของเงินลงทุนของทุกคน กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมขอรับรองว่า หากเกิดภาวะขาดทุนติดต่อกันครึ่งปี จะทำการคืนเงินลงทุนเต็มจำนวนให้ทันที หากกองทุนมีเงินไม่เพียงพอ กระทรวงการคลังแห่งฝรั่งเศสจะรับผิดชอบชดใช้แทน!”
ดวงตาของขุนนางในเหตุการณ์พลันเป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง
หากกองทุนทำกำไร ก็แค่นั่งรอรับผลตอบแทน แต่หากขาดทุน ก็มีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันว่าจะได้เงินลงทุนคืน
แบบนี้ยังมีอะไรให้ต้องกังวลอีกล่ะ?
อันที่จริง ต่อให้มีความเสี่ยง ตอนนี้ก็คงสนใจอะไรไม่ได้มากแล้ว การโอนเงินไปลงทุนในกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรม ก็ยังดีกว่าต้องสูญเสียเงินไปพร้อมกับการล้มละลายของธนาคารเป็นไหนๆ
เจ้าหน้าที่ข้างกายบรีแยนรีบส่งสัญญาณให้ทุกคนทราบว่า สามารถไปรับเอกสารข้อตกลง “แปลงหนี้เป็นกองทุน” ได้ที่ห้องทำงานของเสนาบดีคลัง
ชั่วพริบตาเดียว ฝูงชนที่อยู่หน้าประตูใหญ่พระราชวังแวร์ซายส์ก็หายวับไปกับตา ไวเคานต์พรอโดมเห็นว่าไม่อาจขวางผู้คนได้อีกต่อไป จึงขมวดคิ้วลังเลอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะแอบเดินตามขึ้นไปที่ชั้นบนเช่นกัน
ช่วงเที่ยง กษัตริย์และพระราชินีทรงเป็นประธานในพิธีเปิด “กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งฝรั่งเศส” ด้วยพระองค์เอง ถือเป็นการใช้สถานะของราชวงศ์มาสนับสนุนกองทุนอีกครั้ง
เมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไป บรรดาขุนนางที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงทุนในธนาคาร ก็พากันหลั่งไหลไปที่ห้องทำงานของเสนาบดีคลัง และไม่นานก็พังประตูห้องทำงานจนพังทลายลง
หนึ่งวันต่อมา เนกเกร์ภายใต้แรงกดดันอันหนักอึ้งของคาโลน ก็ได้พังทลายลงในที่สุด การทำธุรกรรมระหว่างเขากับธนาคาร ถูกอีกฝ่ายเปิดเผยออกมาได้อย่างแม่นยำ จนทำให้มีธนาคารสองแห่งต้องล้มละลายไปแล้ว
หลังจากได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้รับการลดหย่อนโทษหากยอมรับสารภาพ เนกเกร์ก็เปิดปากเล่าเรื่องราวการทำธุรกรรมผิดกฎหมายกับธนาคารทั้งหมดออกมาจนหมดเปลือก
ทางด้านคาโลนเองก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขาเลือกเอาคดีที่มีเบาะแสเยอะและตัวเองมั่นใจมาไว้ก่อน ถึงได้สืบสวนได้เร็วขนาดนี้
หากเนกเกร์ยังคงปากแข็งไม่ยอมรับ การสืบสวนในภายหลังของเขาก็จะช้าลงเรื่อยๆ ซ้ำยังมีธุรกรรมอีกเกือบครึ่งที่เขาไม่มั่นใจเลยว่าจะสามารถสืบสาวราวเรื่องได้
ทว่า เนกเกร์กลับยอมจำนนแล้ว แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ของวงการธนาคารแห่งฝรั่งเศสกำลังจะมาถึงแล้ว!

0 Comments