You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

คาโลนมองดูสีหน้าหวาดกลัวของเนกเกร์ หรี่ตาลงอย่างสบายใจราวกับได้ดื่มโกโก้ร้อนใส่น้ำตาลเยอะๆ ในวันอากาศหนาวจัด เขาพลิกดูแฟ้มคดีทีละแฟ้ม “อืม ต่อไปเราจะ ‘หารือ’ กันเรื่องข้อตกลงระหว่างคุณกับธนาคารคลาเซนเน่เมื่อหกปีก่อน หรือข้อตกลงกับธนาคารการค้าแว็งซองเมื่อเจ็ดปีก่อนดีล่ะ…”

จู่ๆ เนกเกร์ก็ตบพนักวางแขนเก้าอี้อย่างแรง เบิกตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยตวาดลั่น “คาโลน แกมีสิทธิ์อะไรมาสอบสวนฉัน? เรื่องที่แกเคยทำไว้คิดว่าฉันไม่รู้หรือไง? ฉันจะแฉแก! แฉแกให้หมด! ต่อให้ต้องติดคุก ฉันก็จะลากแกเข้าไปด้วย!”

คาโลนมองเนกเกร์อย่างสบายๆ รอจนเขาแผดเสียงระบายอารมณ์เสร็จ ก็ล้วงเอาเอกสารฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แกว่งไปมาพลางยิ้มกล่าว “ไม่ต้องรอให้คุณมาแฉหรอก เรื่องของผม ผมสารภาพต่อราชวงศ์ไปหมดแล้ว ดูสิ นี่คือราชโองการอภัยโทษที่กษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย การเนรเทศของผมสิ้นสุดลงแล้ว

“และหลังจากที่ผมคืนผลประโยชน์ที่ไม่สมควรได้รับทั้งหมด ผมก็จะไม่ถูกเอาผิดอีก”

เนกเกร์ถึงกับอึ้งไปทันที “นี่… เป็นไปได้ยังไง…”

คาโลนยิ้มกว้างอย่างมีความสุขมากขึ้น “คุณรู้ไหมว่าความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตของคุณคืออะไร?

“นั่นก็คือการประเมินความสามารถของราชวงศ์ต่ำเกินไป โอ้ คุณยังเคยแอบเปิดเผยค่าใช้จ่ายของราชวงศ์ โยนความผิดเรื่องปัญหาการคลังไปให้ราชวงศ์ทั้งหมดด้วยนี่

“ส่วนผม ผมเลือกที่จะจงรักภักดีต่อราชวงศ์อย่างแน่วแน่ ดังนั้น ตอนนี้ผมถึงเป็นคนสอบสวนคุณไงล่ะ

“เอาล่ะ เรามาต่อกันเถอะ…”

ทางด้านพระราชวังปาแล-รัวยาล ในที่สุดดุ๊กแห่งออร์เลอ็องก็รอจนได้ข่าวที่ตนต้องการ

“พันโทลาวิแยร์บอกว่า คนที่ถูกส่งไปวางยาพิษปิดปากสนิทไปตลอดกาลแล้ว จะไม่มีทางสาวมาถึงตัวเขาได้ และยิ่งไม่มีทางโยงมาถึงท่านแน่นอน”

โดนาติแอร์ พ่อบ้านกระซิบจนจบ ก็เหลือบมองหัวคิ้วที่เริ่มคลายลงของดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง ก่อนจะยื่นม้วนกระดาษเล็กๆ ที่ปิดผนึกด้วยครั่งให้อีกชิ้น “นี่เพิ่งส่งมาจากทางตำรวจลับขอรับ”

ตั้งแต่เนกเกร์ถูกจับ สายข่าวของดุ๊กแห่งออร์เลอ็องก็จะส่งสถานการณ์ในคุกบาสตีย์มาให้ทุกวัน

ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องคลี่ม้วนกระดาษออก พบว่าคราวนี้มีตัวหนังสือเยอะกว่าเดิมมาก จึงรีบกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว สีหน้าพลันมืดครึ้มลงอย่างถึงที่สุด

ภายในโถงมีนายธนาคารระดับบิ๊กกว่าสิบคน ซึ่งล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเนกเกร์มารวมตัวกันเพื่อปรึกษาหารือหาทางออก เมื่อพวกเขาเห็นสีหน้าของดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง ต่างก็รีบกรูกันเข้ามา

“ท่านดุ๊ก เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือครับ?”

“ทางฝั่งเนกเกร์เป็นอย่างไรบ้าง มีข่าวอะไรไหม?”

ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องจึงโยนกระดาษแผ่นนั้นให้พวกเขาไปเลย โดยไม่พูดอะไรสักคำ เอาแต่จ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง

เคานต์ไอแซกหยิบกระดาษขึ้นมาอ่าน ก็อุทานด้วยความตกใจทันที “ทำไมถึงเป็นคาโลนที่เป็นคนไต่สวนล่ะ? เขากลับมาจากการถูกเนรเทศแล้วงั้นหรือ?”

เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยัดกระดาษใส่มือไวเคานต์เบรังเยร์ที่อยู่ข้างๆ

ฝ่ายหลังมองเพียงแวบเดียว ก็ราวกับถูกของร้อนลวกมือ รีบโยนกระดาษทิ้งลงบนโต๊ะทันที บนนั้นเขียนไว้ว่า การดำเนินการกู้ยืมเงินระหว่างธนาคารของเขากับเนกเกร์ไม่สามารถปกปิดได้อีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ ตำรวจและตำรวจลับน่าจะกำลังเร่งรุดไปที่บ้านและธนาคารของเขา

“ฉะ… เรื่องของผมถูกตรวจสอบเจอแล้ว ทำยังไงดีล่ะเนี่ย…”

คนอื่นๆ แม้จะอยากรู้เนื้อหาในกระดาษใจแทบขาด แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอื้อมมือไปหยิบ ราวกับว่ามันเป็นแมงป่องมีพิษที่พร้อมจะต่อยคนได้ทุกเมื่อ

เบรังเยร์จบเห่แล้ว ใครจะไปรู้ว่าคนต่อไปจะถึงคิวตัวเองหรือไม่

เคานต์ไอแซกเห็นทุกคนยืนนิ่งเงียบเป็นเป่าสาก ก็รีบร้องตะโกนปลุกขวัญกำลังใจ “ไม่ต้องกลัว พวกเรามีกันตั้งหลายคน ต้องคิดหาวิธีได้แน่!”

เขาพูดพลางหันไปมองดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง ซึ่งเป็นเสาหลักและที่พึ่งพิงของพวกเขา “ท่านว่าอย่างนั้นใช่ไหมครับ ท่านดุ๊ก?”

สายตากว่าสิบคู่พลันหันขวับไปจ้องมองดุ๊กแห่งออร์เลอ็องเป็นตาเดียว

ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องเองก็ใจกระตุก เขารู้ดีว่า ในตอนนี้หากเขาถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว ก็เท่ากับเป็นการประกาศความพ่ายแพ้ในการต่อสู้กับราชวงศ์อย่างสิ้นเชิง

ไม่สิ ต้องมีวิธีสิ…

เส้นเลือดบนหน้าผากของเขาปูดโปน ฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อ เพียงแต่กลเม็ดเด็ดพรายของเขาถูกงัดออกมาใช้จนหมดแล้ว ในเวลานี้จึงไร้ซึ่งหนทางอย่างแท้จริง

ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงคำพูดของไอแซกเมื่อครู่ ปากก็พึมพำว่า “พวกเรามีกันตั้งหลายคน… คนเยอะ”

ดวงตาของเขาพลันมีประกายขึ้นมาอีกครั้ง ใช่แล้ว ลืมไปได้อย่างไรว่าข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของฝ่ายตนก็คือ คนเยอะ!

ต่อให้ราชวงศ์จะใช้เนกเกร์มาเป็นข้ออ้างจับผิดธนาคารใหญ่ได้แล้วยังไงล่ะ? ขอเพียงตนมีคนมากพอ ทำให้เรื่องราวมันบานปลายใหญ่โต ราชวงศ์ก็ต้องยอมประนีประนอมอยู่ดี!

ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องหันขวับไปทันที ชี้ไปทางเบรังเยร์แล้วพูดว่า “คุณรีบไปยอมรับสารภาพข้อกล่าวหาทั้งหมดอย่างเปิดเผยซะ แล้วก็ประกาศล้มละลายธนาคารของคุณ”

“ไม่นะ” หน้าของเบรังเยร์ซีดเผือดกลายเป็นสีเขียว “ท่านจะทำอะไร?”

“จุดไฟเผาป่า ทำให้ผู้คนตกอยู่ในความตื่นตระหนก” บนใบหน้าของดุ๊กแห่งออร์เลอ็องฉายแววอำมหิต “ไม่ต้องไปสนเรื่องหนี้สินและสิทธิเรียกร้องหนี้อะไรทั้งนั้น ไม่ต้องจัดการโอนสิทธิเรียกร้องหนี้ ทิ้งความวุ่นวายหลังจากการล้มละลายให้คนอื่นปวดหัวไป! โอ้ ไม่เพียงแต่ต้องประกาศล้มละลายเท่านั้น แต่ยังต้องเปิดเผยบัญชีของธนาคารด้วย”

“ทะ… ทำไมล่ะ?”

เคานต์ไอแซกกลอกตาไปมา ก็ฉุกคิดถึงกุญแจสำคัญของเรื่องนี้ได้ทันที “เงินในบัญชีของธนาคารเบรังเยร์ไม่มีทางพอจ่ายให้กับผู้ฝากเงินและบรรดาขุนนางที่มาลงทุนอย่างแน่นอน หลังจากประกาศล้มละลาย พวกเขาจะต้องรีบร้อนมาถอนเงินของตัวเองคืนแน่!”

มาร์ควิสลูโดก็ตาเป็นประกายเช่นกัน “แต่เงินของธนาคารส่วนใหญ่ถูกนำไปปล่อยกู้หมดแล้ว และส่วนใหญ่ก็เป็นการปล่อยกู้ให้รัฐบาล ซึ่งในระยะเวลาสั้นๆ ไม่มีทางเรียกคืนได้ และผู้คนที่เอาเงินตัวเองคืนไม่ได้ก็จะต้องตกอยู่ในความบ้าคลั่งอย่างแน่นอน”

ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “บรรดาขุนนางชั้นสูงในพระราชวังแวร์ซายส์ กว่าครึ่งหนึ่งเอาเงินมาลงทุนในธนาคารของพวกคุณ ถ้าหากบอกพวกเขาว่า ราชวงศ์ยังจะตรวจสอบธนาคารอื่นๆ อีก และพวกเขาก็จะต้องล้มละลายเหมือนธนาคารเบรังเยร์ เงินทั้งหมดของพวกเขาจะไม่มีวันได้คืน

“พวกคุณคิดว่าขุนนางเหล่านั้นจะทำอย่างไรล่ะ?”

ไอแซกเผยรอยยิ้มเย็นชา “พวกเขาจะต้องทำให้กษัตริย์และพระราชินีไม่ได้หลับไม่ได้นอนแน่!”

“ถูกต้อง!”

เบรังเยร์มองดูสีหน้าตื่นเต้นของทุกคน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ละ… แล้วผมล่ะ จะทำยังไง…”

ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องก้าวเข้าไปตบไหล่ปลอบใจเขา “วางใจเถอะ รอให้เรื่องนี้ผ่านพ้นไป ผมจะหาทางช่วยให้คุณออกมาจากคุกให้ได้ พร้อมกับให้เงินคุณก้อนหนึ่ง บางทีตอนนั้นคุณอาจจะกลับมาทำอาชีพเดิมได้อีกครั้ง”

เช้าวันรุ่งขึ้น ในขณะที่คนของฟูเชร์และตำรวจลับยังคงตรวจสอบบัญชีอยู่ที่ธนาคารเบรังเยร์ ทางด้านไวเคานต์เบรังเยร์กลับนำผู้บริหารระดับสูงของธนาคารไปยอมรับสารภาพการกระทำผิดกฎหมายทั้งหมดที่ทำร่วมกับเนกเกร์ต่อหน้าผู้สื่อข่าวนับไม่ถ้วน และยังได้ส่งมอบผลกำไรที่ผิดกฎหมายบางส่วนคืนด้วยตัวเองอีกด้วย แบบนี้ก็เท่ากับว่าในบัญชีของธนาคารไม่เหลือเงินสักแดงเดียวแล้ว

หลังจากนั้น ธนาคารเบรังเยร์ก็ประกาศล้มละลาย ตำรวจที่ยังงงๆ อยู่หลังจากอายัดธนาคารแล้ว ก็จับกุมตัวเบรังเยร์และผู้บริหารระดับสูงของธนาคารไป

ข่าวที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้แพร่สะพัดไปทั่วพระราชวังแวร์ซายส์อย่างรวดเร็วภายใต้การยุยงของผู้ไม่หวังดี ชั่วพริบตาเดียวบรรดาขุนนางต่างก็ร้อนรนใจไปตามๆ กัน พอเจอกันก็มักจะถามด้วยความตื่นตระหนกว่า “คุณได้เอาเงินไปลงทุนในธนาคารนั้นหรือเปล่า?”

จากนั้น ก็มีข่าววงในของการล้มละลายของธนาคารเบรังเยร์หลุดออกมา เนกเกร์เคยร่วมมือกับธนาคารทำธุรกรรมผิดกฎหมายมากมาย ตอนนี้เนกเกร์ถูกจับแล้ว เรื่องพวกนี้ก็เลยถูกตรวจสอบพบ

หลังจากนั้นก็มีพวก “หูไวตาไว” นำข่าวที่น่ากลัวยิ่งกว่ามาบอก ธนาคารที่เคยทำธุรกรรมร่วมกับเนกเกร์ไม่ได้มีแค่ธนาคารเบรังเยร์แห่งเดียวเท่านั้น ในขณะที่เนกเกร์กำลังถูกสอบสวนในคุกบาสตีย์ หลังจากนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีธนาคารอีกกี่แห่งที่จะต้องพังทลายลง

ตกเย็น ขุนนางชั้นสูงหลายสิบคนที่มีสีหน้าวิตกกังวลมารวมตัวกันที่โถงใหญ่ของพระราชวังปาแล-รัวยาล เอาแต่จ้องมองไปที่ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องผู้เป็นคนวางแผนให้กับพวกเขาอย่างมีความหวัง

“ธนาคารพวกนี้ล้วนพัวพันกับการติดสินบนและการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย และจะต้องเผชิญกับค่าปรับก้อนโต” ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องกล่าวด้วยสีหน้ากังวล “ดังนั้นจะไม่มีใครยอมรับซื้อธนาคารเหล่านี้เด็ดขาด เพราะไม่มีใครอยากมารับภาระจ่ายค่าปรับส่วนเกินหรอก”

ขุนนางคนหนึ่งพูดด้วยสีหน้าขมขื่น “แล้วฉันจะเอาเงินที่ลงทุนไปกับธนาคารคืนมาได้ยังไง… ฉันได้ยินมาว่าธนาคารคลาเซนเน่ก็กำลังจะมีปัญหาเหมือนกัน”

“ใช่แล้ว ท่านช่วยพวกเราคิดหาวิธีหน่อยสิ! ได้ยินมาว่ามีธนาคารสิบกว่าแห่งที่ถูกไอ้เนกเกร์หลอกเอา”

“โอ้ พระเจ้า นั่นมันครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินฉันเลยนะ!”

“ถ้าธนาคารล้มละลาย เงินที่ฉันเก็บหอมรอมริบมาเป็นสิบปีก็ต้องสูญเปล่าหมดสิ…”

ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องเห็นว่ายุยงปลุกปั่นได้ที่แล้ว ถึงแกล้งทำเป็นพูดด้วยความลำบากใจว่า “อันที่จริง ผมเองก็เอาเงินไปลงทุนในธนาคารพวกนั้นเยอะเหมือนกัน

“ตอนนี้ ถ้าหากการสอบสวนเนกเกร์ยังคงดำเนินต่อไป ธนาคารสิบกว่าแห่งนั้นก็จะต้องพังทลายลงตามๆ กันอย่างแน่นอน

“ดังนั้น หากไม่มีการยุติการสอบสวน ก็จะไม่มีใครสามารถรักษาเงินของพวกเราเอาไว้ได้”

“ใช่!” มีคนร้องตะโกนสนับสนุนขึ้นมาทันที “ต้องหยุดการสอบสวนเนกเกร์เดี๋ยวนี้”

“ควรจะเสนอให้ราชวงศ์เนรเทศเขาไปเลยตรงๆ!”

“แต่ได้ยินมาว่าคราวนี้หลักฐานแน่นหนามาก ราชวงศ์คงไม่ยอมง่ายๆ หรอก…”

ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องรีบชี้ไปยังคนที่พูดขึ้นมาทันที “ไวเคานต์พรอโดมพูดถูก พวกเราต้องร่วมมือกัน กดดันราชวงศ์ให้ยอมยุติการสอบสวนเนกเกร์ให้ได้”

“แต่จะไปกดดันราชวงศ์ได้ยังไงล่ะ? ตอนนี้แม้แต่ศาลฎีกาก็ยังฟังคำสั่งราชวงศ์เลย”

ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องเผยรอยยิ้ม “พวกคุณแค่ทำตามที่ผมบอกก็พอ พวกเราต้องทำแบบนี้…”

ปารีส

ภายในสำนักงานอุตสาหกรรมและการผังเมือง โจเซฟมองดูรายงานในมือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความปีติยินดีที่ปิดไม่มิด

เบรังเยร์ยอมรับสารภาพตรงๆ ซ้ำยังประกาศให้ธนาคารล้มละลายอีกด้วย

เดิมทีโจเซฟคิดว่าอีกฝ่ายจะดิ้นรนสักหน่อย เช่น ใช้การสารภาพผิดหรือการทำข้อตกลงเงินกู้ใหม่มาเป็นข้อต่อรองเพื่อแลกกับการลดโทษหรืออภัยโทษ

และโจเซฟเองก็เตรียมที่จะอาศัยโอกาสนี้ “เชือด” ธนาคารสักตั้ง แต่กลับนึกไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะยอมจำนนโดยตรงแบบนี้

ธนาคารเบรังเยร์ล้มละลาย แม้แต่เรื่องหนี้สินและสิทธิเรียกร้องหนี้ก็ยังไม่ได้จัดการ อีกทั้งยังไม่มีธนาคารอื่นใดยอมมารับช่วงต่อ หหนี้สินทั้งหมดก็กลายเป็นหนี้เสีย นั่นก็หมายความว่า รัฐบาลฝรั่งเศสก็ไม่จำเป็นต้องชดใช้เงินที่กู้ยืมมาจากที่นั่นเลย

ท้ายที่สุดแล้วสัญญาถูกเซ็นไว้กับธนาคารเบรังเยร์ ตอนนี้ก็ยังไม่มีกฎหมายล้มละลาย กฎหมายชำระบัญชีอะไรพวกนั้น ในเมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง “ตายไปแล้ว” สัญญาก็ย่อมต้องยุติลงไปด้วย

นั่นมันเงินกู้ตั้ง 35,200,000 ลีฟร์เลยนะ!

หายวับไปกับตาง่ายๆ แบบนี้เลย

ความสะใจเช่นนี้ มันรุนแรงยิ่งกว่าการที่โจเซฟต้องลำบากตรากตรำหาเงินกว่า 35 ล้านมาเพื่อใช้หนี้ตั้งไม่รู้กี่เท่า

มันเป็นความรู้สึกฟินเหมือนเดินไปเจอเงินตกอยู่ตามถนนเลยล่ะ

เขานับนิ้วคำนวณดู คาโลนเคยบอกว่า ธนาคารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมผิดกฎหมายกับเนกเกร์มีทั้งหมด 13 แห่ง ต่อให้ทั้งหมดนั้นมีวงเงินให้กู้ยืมเท่ากับธนาคารเบรังเยร์ เมื่อจัดการกับพวกนั้นได้ทั้งหมด หนี้สินของรัฐบาลก็จะลดลงไปถึง 450 ล้านลีฟร์ในทันที!!

เร็วยิ่งกว่าปล้นเสียอีก!

ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารเบรังเยร์เป็นเพียงธนาคารขนาดเล็กเท่านั้น หากเป็นธนาคารขนาดใหญ่อย่างธนาคารคลาเซนเน่ เงินกู้ของธนาคารแห่งเดียวอาจจะทะลุร้อยล้านลีฟร์เลยก็ได้!

แม้จะกล่าวว่าวิกฤตหนี้สินของฝรั่งเศสยังไม่ได้คลี่คลายลงเพียงเท่านี้ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าผ่อนคลายลงไปได้มาก และแสงสว่างแห่งความหวังที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินได้อย่างเด็ดขาดก็เริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว

หลังจากสะใจกับเรื่องหนี้สินอยู่พักหนึ่ง โจเซฟก็วางเอกสารลง แต่กลับรู้สึกตะหงิดๆ ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง

มีปัญหาตรงไหนกันนะ?

เขามองออกไปเห็นแสงแดดสดใสที่นอกหน้าต่าง จึงตั้งใจจะออกไปเดินเล่นในสวน พร้อมกับขบคิดหาจุดที่มีปัญหาไปด้วย

ทว่า โจเซฟเพิ่งจะเดินมาถึงหน้าประตูสำนักงานการผังเมือง ก็ได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของผู้หญิงแว่วมาจากห้องทำงานที่มุมตึก พร้อมกับมีอีกเสียงหนึ่งคอยปลอบประโลมอยู่

“โชคดีนะที่เดือนก่อนเธอเบิกเงินไปซื้อกระโปรงสองตัวนั้น ไม่งั้นคงขาดทุนเยอะกว่านี้”

หญิงสาวสะอื้นไห้ “แต่ยังมีเงินตั้ง 80 ลีฟร์อยู่ในธนาคารนะ… ทำไมจู่ๆ มันถึงได้ล้มละลายไปล่ะ?”

“ฉันได้ยินมาว่าไอ้พวกธนาคารเฮงซวยพวกนั้น เพราะเห็นแก่เงินสกปรกนิดๆ หน่อยๆ ก็เลยแอบไปทำข้อตกลงกับขุนนางกังฉิน แล้วก็โดนจับได้น่ะสิ”

“แล้วฉันจะทำยังไงดีล่ะ? นั่นมันเงินค่าซ่อมแซมบ้านของฉันเลยนะ…”

“เฮ้อ จะไปมีวิธีไหนได้ล่ะ? เพื่อนบ้านฉันขาดทุนเยอะกว่าเธออีกมั้ง ตั้ง 100 ลีฟร์แน่ะ”

พอโจเซฟได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป พลันเข้าใจได้ทันทีว่าอะไรที่ไม่ถูกต้อง

เงินของธนาคารไม่ได้เป็นของธนาคารทั้งหมดหรอกนะ แต่ยังมีส่วนที่มาจากผู้ฝากเงินและนักลงทุนอีกเป็นจำนวนมาก!

ธนาคารล้มละลาย รัฐบาลไม่ต้องใช้คืนเงินกู้ก็จริง แต่ท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ต้องแบกรับความสูญเสียเหล่านี้ก็คือประชาชนเหล่านั้นต่างหาก

แม้จะกล่าวว่าตั้งแต่ที่จอห์น ลอว์ ก่อเรื่องบริษัทมิสซิสซิปปีขึ้นมา จนนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ครั้งใหญ่ของธนาคารหลวง ความไว้วางใจที่ชาวฝรั่งเศสมีต่อธนาคารก็ลดต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็ง ส่งผลให้อัตราการออมเงินต่ำมาก

ตัวอย่างเช่น ธนาคารสำรองแห่งฝรั่งเศสของเขาใช้เวลากว่าสี่เดือนกว่าจะระดมเงินฝากได้ไม่ถึง 200,000 ลีฟร์ แต่เงินเพียงเล็กน้อยเท่านี้สำหรับคนธรรมดาแล้ว ก็อาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่หลวงต่อการดำรงชีวิตได้เลยทีเดียว

ยังมีเงินที่พวกขุนนางเอาไปลงทุนในธนาคารอีก ซึ่งจำนวนนั้นมันเยอะกว่ามาก

บางธนาคารอาจจะมีทรัพย์สินกว่าครึ่งหนึ่งที่มาจากขุนนางผู้ร่ำรวย แล้วธนาคารก็เป็นตัวกลางนำเงินไปปล่อยกู้ให้รัฐบาลเพื่อกินดอกเบี้ย

แม้คนพวกนี้จะไม่ถึงขั้นเดือดร้อนจนใช้ชีวิตไม่ได้เพราะขาดทุนจากการลงทุน แต่เงินที่พวกเขานำออกมานั้นล้วนเป็นเงินที่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและขาวสะอาด

รัฐบาลมีหนี้สินลดลงสี่ถึงห้าร้อยล้านในชั่วพริบตาเดียวก็จริง แต่การที่ฝรั่งเศสเกิดหลุมดำทางการเงินขนาดมหึมาขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในสังคมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อคิดถึงตรงนี้ โจเซฟก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้

ดูเหมือนว่าหนี้สินก้อนโตนี้จะต้องค่อยๆ “ระเหย” ไปอย่างช้าๆ เสียแล้ว ไม่ใช่การล้มหายตายจากไปอย่างกะทันหัน

แต่จะต้องทำอย่างไรล่ะ?

ในขณะที่เขากำลังขบคิดหาวิธีลดผลกระทบจากการล้มละลายของธนาคารให้เหลือน้อยที่สุด จู่ๆ ก็เห็นรถม้าสองคันแล่นเข้ามาในลานของสำนักงานผังเมือง

ประตูรถเปิดออก ผู้ติดตามของบรีแยนก้าวลงมาเป็นคนแรก พร้อมกับจัดเตรียมบันไดก้าวลงให้เรียบร้อย

ยังไม่ทันที่เขาจะไปเปิดประตูรถให้ บรีแยนก็ร้อนใจจนทนไม่ไหว ผลักประตูลงมาเองเสียก่อน และบังเอิญเห็นโจเซฟพอดี จึงรีบร้อนก้าวเข้าไปทำความเคารพ แล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท เกรงว่ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

โจเซฟขมวดคิ้ว หยั่งเชิงถามไปว่า “หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับการล้มละลายของธนาคาร?”

บรีแยนพยักหน้า “พระองค์ก็ทรงทราบข่าวแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ? ใช่แล้ว ธนาคารเบรังเยร์ล้มละลายเร็วเกินไป ทำให้ขุนนางหลายคนขาดทุนย่อยยับ ได้ยินมาว่า มีคนขาดทุนจากเรื่องนี้เป็นล้านลีฟร์เลยทีเดียวพ่ะย่ะค่ะ”

เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวต่อ “และขุนนางอีกจำนวนมากก็เกรงว่าจะมีธนาคารอื่นล้มละลายตามมาอย่างกะทันหันอีก จึงพากันไปรวมตัวที่พระตำหนักเปอติ ทริอานง เพื่อขอร้องให้พระราชินีทรงออกพระราชกฤษฎีกา ยุติการสอบสวนเนกเกร์พ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟแค่นเสียงเย็น “เดิมทีฉันก็ตั้งใจจะช่วยพวกเขาลดความสูญเสียอยู่แล้ว แต่ถ้าหากพวกเขาคิดจะใช้เรื่องนี้มาข่มขู่ฝ่าบาทล่ะก็ อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจก็แล้วกัน!”

บรีแยนปาดเหงื่อบนหน้าผาก ร้องด้วยความร้อนรน “ฝ่าบาท เรื่องนี้เกรงว่าจะยุ่งยากมากเลยนะพ่ะย่ะค่ะ

“กระหม่อมได้ยินข่าวมาว่า พวกขุนนางเตรียมจะรวมตัวกันเป็นพันธมิตร บอกว่าถ้าหากไม่ยอมยุติการสอบสวนเนกเกร์ ต่อไปพวกเขาจะไม่ยอมให้รัฐบาลกู้ยืมเงินอีกแม้แต่แดงเดียวพ่ะย่ะค่ะ!”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note