You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

โจเซฟแวะไปเยี่ยมดูอาการบาดเจ็บของมาราตก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองนองซี

เมืองตูลอยู่ห่างจากเมืองนองซีเพียงไม่ถึง 5 ลี้ ดังนั้นพอเลยเที่ยงไป ขบวนรถม้าของเขาก็เดินทางมาถึงเขตพัฒนาอุตสาหกรรมนองซีที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ

เขตพัฒนาอุตสาหกรรมตั้งอยู่ริมแม่น้ำเมิร์ต (Meurthe) ล้อมรอบด้วยกำแพงหินสีเทาที่ยาวเหยียดจนสุดลูกหูลูกตา ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่า 500-600 หมู่ (ประมาณ 200 กว่าไร่)

ยังไม่ทันจะเข้าใกล้เขตพัฒนาอุตสาหกรรม โจเซฟก็มองเห็นกลุ่มควันลอยโขมงขึ้นสู่ท้องฟ้าจากในเขตฯ แล้ว ที่นี่มีเหมืองถ่านหินอยู่เต็มไปหมด ดังนั้นในการผลิตจึงนิยมใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงอย่างแพร่หลาย ยิ่งหลังจากเริ่มมีการใช้เครื่องจักรไอน้ำ ปริมาณการใช้ถ่านหินก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล

บรรดาเจ้าหน้าที่ของเขตพัฒนาอุตสาหกรรมเมื่อทราบข่าวการมาเยือนของมกุฎราชกุมาร ต่างก็รีบวางมือจากงานที่ทำอยู่ มารวมตัวกันที่ประตูทิศตะวันตกของเขตฯ เพื่อรอรับเสด็จ

ผู้รับผิดชอบสูงสุดของเขตพัฒนาอุตสาหกรรมมีชื่อว่า อเล็กซานเดอร์ ราโม เขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเมืองนองซี แต่เป็นคนที่มิราโบแนะนำให้มาบริหารงานที่นี่ ตัวเขาเองก็เป็นเจ้าของโรงงานเหล็กขนาดใหญ่แห่งหนึ่งเช่นกัน

ในฐานะผู้ริเริ่มและผู้วางผังเขตพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งนี้ โจเซฟจึงได้รับความเคารพยกย่องอย่างสูงที่นี่ เขาถูกล้อมรอบไปด้วยเจ้าหน้าที่และเจ้าของโรงงานนับร้อยคน ท่ามกลางเสียงทักทายและเสียงยกย่องสรรเสริญที่ดังระงมไปทั่ว

ด้วยความที่ไม่อาจปฏิเสธความกระตือรือร้นของทุกคนได้ โจเซฟจึงจำต้องกล่าวสุนทรพจน์ปลุกใจสั้นๆ ก่อนจะ “ปลีกตัว” ออกมาได้ในที่สุด

ราโมและผู้บริหารหลักของเขตฯ อีกสิบกว่าคน นำทางเขาเดินชมภายในนิคมอุตสาหกรรม ส่วนคนอื่นๆ ที่ไม่ยอมจากไปไหน ก็เดินตามอยู่ห่างๆ ราวห้าหกสิบเมตร คอยชะเง้อชะแง้มองอยู่ตลอด

“ฝ่าบาท ทางด้านนั้นคือโรงถลุงเหล็กพ่ะย่ะค่ะ โรงถลุงเหล็กของพี่น้องเกรกรีและไวเคานต์โอลิเวียร์นั้นมีขนาดใหญ่มาก” ราโมชี้ไปที่กลุ่มอาคารริมแม่น้ำที่ถูกปกคลุมไปด้วยควันดำ เขาจดจำข้อมูลต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ “ทั้งสองโรงงานมีเตาหลอมรวมกัน 7 เตา มีโรงตีเหล็กอีก 9 แห่ง สามารถผลิตเหล็กแท่งได้มากกว่า 5 หมื่นปอนด์ต่อวันเลยทีเดียวพ่ะย่ะค่ะ

“โดยเฉพาะโรงงานของพี่น้องเกรกรี พวกเขายังใช้เตาแบบสะท้อนความร้อน (Reverberatory Furnace) รุ่นใหม่ล่าสุดด้วย ทำให้ได้เหล็กแท่งที่มีคุณภาพสูงมากพ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟกล่าวชื่นชมและให้กำลังใจโรงงานถลุงเหล็กทั้งสองแห่ง แต่ในใจกลับไม่ค่อยพอใจนัก

5 หมื่นปอนด์ฟังดูเหมือนเยอะ แต่จริงๆ แล้วก็คือผลิตได้แค่วันละ 25 ตัน หรือ 7,000 ตันต่อปีเท่านั้นเอง

ต้องไม่ลืมว่า นี่คือปริมาณการผลิตเหล็กกล้ากว่า 90% ของเมืองนองซีเลยทีเดียวนะ

ในปัจจุบัน ปริมาณการผลิตเหล็กหล่อของฝรั่งเศสทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 120,000 ตันต่อปี ซึ่งยังห่างไกลจากความต้องการในการปฏิวัติอุตสาหกรรมอยู่มาก

ยิ่งไปกว่านั้น โจเซฟเองก็ไม่ค่อยสันทัดเรื่องกรรมวิธีการถลุงเหล็กเท่าไหร่นัก ทฤษฎีที่เขาพอจะนึกออกก็มีแค่ “การใช้ถ่านโค้ก” และ “การใช้เครื่องเป่าลมในการถลุงเหล็ก” เท่านั้น ในระยะสั้น หากต้องการเพิ่มปริมาณการผลิต เกรงว่าคงต้องพึ่งพาการขยายขนาดโรงงานเพียงอย่างเดียว

อันที่จริงแล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ปริมาณการผลิตเหล็กกล้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดก็คือความต้องการของตลาด

หากสามารถปูรางรถไฟได้ทั่วประเทศ ภายใต้แรงกระตุ้นจากความต้องการอันมหาศาลนี้ จึงจะมีนายทุนยอมควักกระเป๋าลงทุนในอุตสาหกรรมถลุงเหล็ก ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนากรรมวิธีใหม่ๆ ต่อไป

และเงื่อนไขเบื้องต้นของการสร้างทางรถไฟก็คือรถไฟ และเงื่อนไขเบื้องต้นของรถไฟก็คือเครื่องจักรไอน้ำที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้

โจเซฟรำพึงอยู่ในใจว่า คงต้องรอดูความคืบหน้าทางฝั่งของเมอร์ด็อกแล้วล่ะ…

ราโมนำทางเขาเดินทะลุผ่านกลุ่มอาคารริมแม่น้ำ ระหว่างทางก็ได้แนะนำโรงงานผลิตกระจก โรงงานผลิตภัณฑ์เหล็ก และโรงบดถ่านหินอีกหลายแห่ง

จนกระทั่งปรากฏอาคารสองชั้นสีเทาอ่อนให้เห็นอยู่ไม่ไกล ราโมก็พูดด้วยน้ำเสียงยินดีว่า “ฝ่าบาท นั่นคือ ‘บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการการผลิต’ ที่นายชองซงเนต์เพิ่งจะก่อตั้งขึ้นพ่ะย่ะค่ะ

“เรื่อง ‘การแปรสภาพเป็นโรงงาน’ และ ‘การผลิตที่ได้มาตรฐาน’ ที่พระองค์ทรงรับสั่ง ตอนนี้ก็เป็นพวกเขาที่รับผิดชอบเผยแพร่อยู่พ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟพยักหน้ารับ บริษัทที่ปรึกษาแห่งนี้เป็นบริษัทที่เขาสั่งให้ชองซงเนต์ก่อตั้งขึ้นมา หลังจากที่ฝ่ายหลังได้รับการฝึกอบรมเรื่องการจัดการการผลิตที่ได้มาตรฐานจากเขาแล้ว ก็รีบเดินทางมาที่เมืองนองซีทันที เพื่อรับหน้าที่ถ่ายทอดแนวคิดการบริหารจัดการแบบใหม่นี้

การเปลี่ยนผ่านจากโรงงานหัตถกรรม (Workshop) ไปสู่โรงงานอุตสาหกรรม (Factory) ถือเป็นภารกิจสำคัญของเขตพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งนี้ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นต้นแบบให้กับทั่วทั้งฝรั่งเศสได้เห็น

แม้ว่าคำว่า “โรงงานหัตถกรรม” กับ “โรงงานอุตสาหกรรม” จะต่างกันแค่คำๆ เดียว แต่ความหมายโดยนัยนั้นต่างกันถึงขั้นพลิกโฉมหน้าการปฏิวัติอุตสาหกรรมเลยทีเดียว!

สิ่งที่เรียกว่า “โรงงานหัตถกรรม” นั้น เป็นเพียงการนำช่างฝีมือมารวมตัวกันทำงานในบริเวณเดียวกัน ซึ่งนอกจากขนาดที่ใหญ่ขึ้นแล้ว ก็แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างจากโรงฝึกงานขนาดเล็กในสมัยโบราณเลย การจัดการโดยพื้นฐานแล้วยังต้องพึ่งพาระบบแส้ของเจ้าของโรงงานอยู่

ส่วน “โรงงานอุตสาหกรรม” นั้นเป็นผลผลิตของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ประการแรกเลยคือต้องมีระบบการบริหารจัดการที่เป็นกิจจะลักษณะ ตั้งแต่กฎระเบียบพื้นฐานอย่างการมาสายกลับก่อน ไปจนถึงการจัดแบ่งความรับผิดชอบของหัวหน้ากะและหัวหน้าคนงาน และก้าวไปสู่การผลิตที่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะช่วยให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างพุ่งพรวด

นอกจากนี้ รูปแบบการจ้างงานก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โรงงานอุตสาหกรรมใช้ระบบการจ้างงานแบบทุนนิยมอย่างเต็มรูปแบบ คนงานและโรงงานทำสัญญาจ้างงานกัน มีอิสระในการเลือกงานทั้งสองฝ่าย ในขณะที่โรงงานหัตถกรรมมักจะใช้ระบบเถ้าแก่กับลูกจ้าง ซึ่งลูกจ้างจะถูกผูกมัดติดกับตัวเถ้าแก่ และยังมีสมาคมวิชาชีพคอยควบคุมและเสริมสร้างระบบความผูกพันนี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอีกด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ในฝรั่งเศสยุคปัจจุบัน หากคุณต้องการเข้าสู่อาชีพใดอาชีพหนึ่ง ไม่ใช่ว่าคุณมีทักษะความรู้แล้วจะทำได้เลย คุณต้องหาเถ้าแก่รับรองพาคุณเข้าสมาคมวิชาชีพก่อน แล้วเริ่มต้นช่วงเป็นลูกมือฝึกหัด 5-7 ปี ซึ่งในช่วงเวลานี้เถ้าแก่สามารถขูดรีดคุณได้ตามใจชอบ เมื่อผ่านช่วงฝึกหัดแล้วจะได้เลื่อนขั้นเป็นช่างผู้ช่วย แม้ในนามจะสามารถทำงานอิสระได้แล้ว แต่ในหลายๆ ด้านก็ยังคงต้องพึ่งพาเถ้าแก่อยู่ดี จากนั้นก็ต้องผ่านไปอีก 3-5 ปี ถึงจะสามารถจดทะเบียนกับสมาคมวิชาชีพและกลายเป็นช่างฝีมือตัวจริงได้ แล้วคุณก็ค่อยไปขูดรีดลูกมือฝึกหัดรุ่นต่อไป…

ระบบแบบนี้เป็นตัวถ่วงความเจริญของอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง หลายครั้งที่งานในโรงงานซึ่งใช้เวลาฝึกอบรมเพียงไม่กี่เดือนก็สามารถลงมือทำได้แล้ว แต่ด้วยกฎเกณฑ์ของสมาคมวิชาชีพ กลับต้องเสียเวลาไปเป็นปีๆ หรือเป็นสิบปีเลยทีเดียว

ประการสุดท้าย โรงงานอุตสาหกรรมจำเป็นต้องแสวงหาและปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ

การใช้เครื่องจักรเพื่อการผลิตแบบอัตโนมัติให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ได้รับผลกำไรที่สูงขึ้น นี่คือคุณลักษณะเด่นของโรงงานอุตสาหกรรม

หากเป็นไปตามครรลองประวัติศาสตร์ปกติ การเปลี่ยนผ่านจากโรงงานหัตถกรรมไปสู่โรงงานอุตสาหกรรมนั้น ต้องผ่านบททดสอบจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมยาวนานเป็นสิบๆ ปีหรืออาจจะนานกว่านั้น ถึงจะค่อยๆ เสร็จสมบูรณ์ได้

ทว่า ภายใต้การชี้แนะของโจเซฟ เขตพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งนี้จะนำรูปแบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุดมาใช้โดยตรง เพื่อให้ก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด

รอให้ระบบโรงงานมีความเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็จะสามารถนำไม้ตายของการผลิตทางอุตสาหกรรม นั่นคือการผลิตแบบสายพานประกอบ ออกมาใช้งานได้

ถึงตอนนั้น โรงงานอุตสาหกรรมของฝรั่งเศสก็จะสามารถกวาดล้างคู่แข่งทั่วทั้งยุโรปได้อย่างราบคาบ!

ราโมที่อยู่ข้างๆ กล่าวว่า “ฝ่าบาท แม้ว่าเขตพัฒนาอุตสาหกรรมจะสั่งห้ามระบบสมาคมวิชาชีพอย่างเด็ดขาดแล้ว แต่พวกช่างฝีมือก็ยังคงคุ้นเคยกับระบบเถ้าแก่กับลูกจ้างอยู่ การจะปรับเปลี่ยนให้ได้ทั้งหมดคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะพ่ะย่ะค่ะ

“ส่วนเรื่องการผลิตที่ได้มาตรฐาน… ตอนนี้ก็กำลังเผยแพร่อยู่ ยังไม่มีโรงงานไหนที่สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริงเลยพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ พวกท่านก็อย่าเพิ่งใจร้อนไป ทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการไม่กระทบต่อการผลิตของโรงงาน” โจเซฟรู้ดีว่า การยกระดับรูปแบบการบริหารจัดการที่ก้าวกระโดดขนาดนี้ ย่อมไม่มีทางสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืนอย่างแน่นอน

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

จากนั้น ราโมก็นำโจเซฟเดินชมบริเวณหอพัก โรงเรียน และโรงพยาบาลของเขตพัฒนาอุตสาหกรรม

สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อโรงงานที่เข้ามาตั้งฐานผลิต เฉพาะแค่เรื่องหอพักอย่างเดียว ก็สามารถช่วยลดต้นทุนให้โรงงานได้มหาศาล จนถึงขั้นที่สามารถรับคนจรจัดเข้ามาทำงานในโรงงานได้เลยทีเดียว ส่วนโรงพยาบาลก็ช่วยเพิ่มอัตราการมาทำงานของคนงานได้อย่างมากเช่นกัน

เดินต่อไปอีกพักหนึ่ง ราโมก็ชี้ไปยังกลุ่มอาคารกว้างขวางที่พ่นควันขาวโขมงอยู่เบื้องหน้า: “ฝ่าบาท นั่นคือบริษัทเครื่องจักรไอน้ำสหฝรั่งเศสพ่ะย่ะค่ะ”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note