ตอนที่ 171 ไล่ล่า “ปลาตัวใหญ่”
แปลโดย เนสยังไม่รู้ทำไม ตอนที่โจเซฟได้ยินตัวเลข “สิบล้านลีฟร์” ในใจกลับไม่รู้สึกโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับมีความรู้สึก “สบายใจ” อย่างบอกไม่ถูกแล่นปราดขึ้นมาถึงบนหัวเสียอย่างนั้น
เขาขยับตัวเข้าไปใกล้คาโลน แล้วเอ่ยถามด้วยความคาดหวังอย่างยิ่งว่า:
“ที่ท่านพูดมานี่ คือจำนวนเงินที่เนกเกร์กอบโกยไปได้เอง หรือว่าเป็นยอดรวมของเงินทุนที่มีปัญหาทั้งหมดกันแน่?”
“เป็นผลกำไรที่เนกเกร์ได้รับจากธุรกรรมเหล่านี้พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ในบรรดาเงินกู้ของรัฐบาลที่ผ่านมือเขาในตอนนั้น มีความเป็นไปได้สูงว่ากว่าครึ่งหนึ่งจะมีการดำเนินงานที่ผิดปกติ”
โจเซฟรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบสว่างไสวขึ้นมาทันที ถึงขั้นแว่วเสียงเทวดาตัวน้อยกำลังร้องเพลงประสานเสียงอย่างร่าเริงอยู่ข้างหูเลยทีเดียว
ต้องเข้าใจนะว่า ในช่วงที่เนกเกร์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการคลัง ยอดเงินกู้ที่ฝรั่งเศสกู้ยืมจากธนาคารนั้นเพิ่มขึ้นเกือบ 1 พันล้านลีฟร์
หากสิ่งที่คาโลนพูดเป็นความจริง ประเมินขั้นต่ำสุด ก็แปลว่ามีเงินกู้ถึง 500 ล้านลีฟร์ที่อาจมีการดำเนินการที่ผิดกฎหมาย
หัวใจของโจเซฟเต้นโครมคราม ขอเพียงแค่จับหลักฐานการทำผิดกฎหมายเหล่านี้ได้ ก็จะสามารถนำเงินกู้จำนวน 500 ล้านลีฟร์นี้มาตรวจสอบใหม่ได้ทั้งหมด!
และโดยปกติแล้ว ในระหว่างที่มีการตรวจสอบเงินกู้ใหม่ จะต้องมีการระงับการจ่ายดอกเบี้ยชั่วคราว!!
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความเป็นไปได้ที่จะได้ทำสัญญาเงินกู้กันใหม่!!!
และที่มากไปกว่านั้น สำหรับเงินกู้ที่มีปัญหาขั้นร้ายแรง ก็สามารถจัดการขั้นเด็ดขาดได้เลย…
โจเซฟหยิกต้นขาตัวเองอย่างแรง เพื่อหยุดยั้งไม่ให้ตัวเองคิดเตลิดไปไกลกว่านี้ ภาพอนาคตที่วาดไว้นั้นมันช่างหอมหวานเกินไป จนง่ายต่อการลุ่มหลง
เขาจ้องมองคาโลนเขม็ง แววตาราวกับมีเปลวไฟลุกโชน:
“ท่านมั่นใจแค่ไหน ว่าเงินกู้เหล่านั้นมีปัญหา?”
คาโลนถูกเขาจ้องจนรู้สึกขนลุกซู่ จึงตอบไปตามสัญชาตญาณว่า:
“จากประสบการณ์การทุจ… อะแฮ่ม จากประสบการณ์ด้านการคลังหลายปีของกระหม่อม มีความเป็นไปได้เกิน 90% ที่จะมีปัญหาพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ยังหาหลักฐานไม่พบ…”
“ดีมาก!” โจเซฟลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น ตบบ่าเขาอย่างแรง “ครั้งนี้ท่านได้สร้างผลงานอันยอดเยี่ยมจริงๆ”
ทันใดนั้น โจเซฟก็สั่งการเขาว่า:
“นับจากนี้เป็นต้นไป ท่านจะอยู่ภายใต้การคุ้มครองของทหารองครักษ์ของเราตลอดเวลา ห้ามติดต่อกับคนนอกเด็ดขาด”
“หา?” คาโลนตกใจสุดขีด “นี่พระองค์ จะกักบริเวณกระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“โอ้ เปล่าหรอก นี่เป็นเพียงการชั่วคราวเท่านั้น รอจนกว่าจะจัดการเรื่องของเนกเกร์เสร็จสิ้น เราจะไปต้อนรับท่านที่ปารีสด้วยตัวเองเลย”
โจเซฟพูดพลางหยิบกระดาษและปากกาบนโต๊ะข้างๆ มาเขียนจดหมายสั้นๆ อย่างรวดเร็ว ปิดผนึกด้วยครั่ง ประทับตราส่วนตัวของเขาลงไป แล้วหันหลังเดินออกจากห้อง
เขาส่งจดหมายให้ครอส หัวหน้าทหารองครักษ์ พร้อมสั่งการว่า:
“โปรดส่งคนนำจดหมายนี้กลับไปปารีสให้เร็วที่สุด สั่งให้กรมตำรวจเข้าจับกุมตัวเนกเกร์ทันที ใช่ ฌัก เนกเกร์ อดีตเสนาบดีคลังคนก่อนนู้นแหละ ก่อนที่เราจะกลับไป ห้ามให้ใครเข้าใกล้เนกเกร์และครอบครัวของเขาเด็ดขาด
“ส่งจดหมายฉบับนี้ให้อาร์คบิชอปบรีแยน เขาจะเป็นผู้ประสานงานเรื่องนี้เอง”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”
หลังจากจัดการเรื่องทั้งหมดนี้เสร็จสิ้น โจเซฟก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเห็นว่าเวลายังเช้าอยู่ เขาจึงบิดขี้เกียจ แล้วหันไปยิ้มให้เอม็อง:
“นานๆ จะได้มาลอแรนสักที เราไปดูที่เมืองนองซีกันเถอะ”
…
ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองตูล ห่างจากป้อมปราการรูปดาวที่สร้างโดยจอมพลโวบ็องเพียงสองลี้ ณ เหมืองถ่านหินแบบเปิดดิลูริ
เคลมองตีนทำหน้าบึ้งตึงยืนอยู่ริมขอบเหมืองขนาดมหึมา มองดูคนงานเหมืองที่กำลังแกว่งจอบขุดถ่านหินอยู่เบื้องล่างด้วยสายตาเลื่อนลอย
เมื่อเช้านี้เอง มกุฎราชกุมารได้สั่งให้ทหารองครักษ์คุ้มกันเธอมาเที่ยวชมที่นี่ ก่อนไปเขายังอุตส่าห์ใจดีอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในตูลแห่งนี้ให้เธอฟังอย่างละเอียด พร้อมกับอวยพรให้เธอเที่ยวให้สนุก
บริเวณรอบเหมืองที่ไม่มีต้นไม้บดบัง มีลมพัดมาเบาๆ อยู่ตลอดเวลา หอบเอาฝุ่นผงถ่านหินปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า
สาวน้อยโลลิปัดมือของสาวใช้โรซาเลียที่กำลังจะเช็ดแก้มให้เธอออกอย่างหงุดหงิด พลางบ่นอย่างท้อแท้ว่า:
“ไม่ต้องเช็ดแล้ว มีแต่ฝุ่นถ่านหินเต็มไปหมด เช็ดให้ตายก็ไม่สะอาดหรอก…”
สาวใช้เอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “คุณหนูคะ หรือว่าเราจะกลับกันดีคะ?”
“ไม่ได้” สาวน้อยโลลิทำแก้มป่อง “เผื่อท่านพี่ถามว่าฉันไปดูอะไรมาบ้าง แล้วฉันตอบไม่ได้จะทำยังไงล่ะ?”
“งั้น ดิฉันพาคุณหนูเดินดูรอบๆ ดีไหมคะ?”
“อืม” สาวน้อยโลลิพยักหน้า เดินไปตามทางลาดเกลียวที่อัดแน่นไปด้วยเศษถ่านหินริมขอบเหมือง มุ่งหน้าลงไปก้นเหมืองโดยมีเหล่าทหารองครักษ์ล้อมหน้าล้อมหลัง
คนงานเหมืองหลายคนแบกตะกร้าถ่านหินเดินสวนทางมา เมื่อพวกเขามองเห็นชุดกระโปรงยาวอันหรูหราของเคลมองตีน รวมถึงทหารองครักษ์ท่าทางขึงขังที่เดินนำหน้าและตามหลัง ก็ตกใจกลัวจนต้องรีบเบี่ยงตัวก้มหน้า หลบฉากไปอยู่ริมทางเพื่อเปิดทางให้
สาวน้อยโลลิเดินผ่านหน้าคนงานเหมืองไปโดยมีสาวใช้คอยประคอง ทว่าจู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าพื้นใต้เท้าทรุดยวบลง
คนงานเหมืองคนหนึ่งเหลือบไปเห็นความผิดปกติที่พื้นดิน ก็ตะโกนขึ้นมาทันที “ระวัง!” เขารีบทิ้งตะกร้าถ่านหิน พุ่งตัวเข้าไปผลักเธอและสาวใช้ให้พ้นทางอย่างแรง
วินาทีต่อมา พื้นเศษถ่านหินตรงตำแหน่งที่เคลมองตีนเพิ่งยืนอยู่เมื่อครู่ ก็ปริแตกและร่วงหล่นลงไปดัง “ครืน”
“วิ่งเร็ว!” ทหารองครักษ์ที่อยู่ด้านหลังเคลมองตีนตาไว รีบคว้าตัวเธอหนีบไว้ใต้แขน แล้ววิ่งตะบึงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ทางลาดเกลียวตรงกลางก็แหว่งหายไปเป็นช่องขนาดใหญ่ เคลมองตีนกับพวกคนงานเหมืองยืนอยู่ฝั่งหนึ่งของรอยแหว่ง ส่วนทหารองครักษ์คนอื่นๆ ยืนอยู่อีกฝั่ง ทั้งสองฝ่ายต่างเบิกตากว้างมองหน้ากันด้วยความหวาดเสียว
“แง” สาวน้อยโลลิเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าต้องกลัว จึงปล่อยโฮออกมา
ไม่นานนัก ที่ปากเหมืองด้านบน เจ้าของเหมืองก็ลุกลี้ลุกลนพาคนวิ่งหน้าตั้งลงมา เอ่ยขอโทษเคลมองตีนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือราวกับจะร้องไห้:
“คุณหนูผู้สูงศักดิ์ กระผมต้องกราบขออภัยอย่างยิ่งขอรับ! พระเจ้าเป็นพยานได้ ที่นี่ไม่เคยถล่มมาเป็นสิบปีแล้ว ไม่รู้ทำไม… โอ้ พระเจ้า! นี่ท่านบาดเจ็บหรือขอรับ? ทะ… ทำยังไงดีล่ะเนี่ย…”
“ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก” สาวน้อยโลลิสะอื้นพลางก้มมองน่องของตัวเอง มีแผลขนาดไม่ใหญ่นัก เลือดก็หยุดไหลเกือบหมดแล้ว
เธอหันไปมองคนงานเหมืองกลุ่มนั้นที่อยู่ไม่ไกล พวกเขามีรอยถลอกปอกเปิกตามร่างกายกันคนละนิดคนละหน่อย บวกรวมกับเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งและคราบถ่านหินดำปี๋ที่เลอะเทอะไปทั้งตัว ทำให้ดูน่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง
เคลมองตีนเดินกะเผลกๆ เข้าไปหา ในใจรู้สึกเพียงว่าความโชคร้ายของตัวเองทำให้พวกเขาต้องมาพลอยรับเคราะห์ไปด้วย เธอรู้สึกผิดจึงล้วงเอาลูกอมกำใหญ่ออกมา แจกจ่ายให้กับคนงานเหมืองที่ได้รับบาดเจ็บ:
“พวกคุณเป็นอะไรมากไหมคะ? ฉันให้ลูกอม กินแล้วจะได้ไม่เจ็บนะ”
พวกคนงานเหมืองรู้สึกเหมือนได้รับความกรุณาอย่างล้นพ้น รีบลุกขึ้นยืนรับลูกอมมา แต่กลับเอาแต่ก้มหน้า ไม่รู้จะเอ่ยคำขอบคุณอย่างไรดี
ผ่านไปพักใหญ่ ถึงมีคนงานใจกล้าคนหนึ่งพูดตะกุกตะกักขึ้นมาว่า:
“ขะ… ขอพระเจ้าคุ้มครองท่าน คุณหนูผู้ใจดี”
ในยุคนี้ น้ำตาลถือเป็นของราคาแพงมาก คนพวกนี้เกิดมาจนป่านนี้ยังแทบไม่เคยกินน้ำตาลเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลูกอมชั้นเลิศแบบนี้ บางคนแอบคิดไว้ในใจแล้วว่าจะเก็บลูกอมพวกนี้ไว้เป็นของขวัญวันคริสต์มาสให้ลูกๆ ที่บ้าน รับรองว่ามันจะเป็นความทรงจำอันแสนหวานที่พวกเขาไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิตแน่นอน
โรซาเลีย สาวใช้ที่เดินตามหลังคุณหนูของตนมา ก็ได้แจกเหรียญเงินให้กับคนงานเหมืองที่ได้รับบาดเจ็บอีกคนละหลายเหรียญ
เจ้าของเหมืองมองตามแผ่นหลังของเคลมองตีนที่เดินจากไป ถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เดิมทีเขาคิดว่าคงต้องจ่ายค่าทำขวัญก้อนโตเสียแล้ว ไม่คิดเลยว่าเธอจะไม่เอาความเขาเลยแม้แต่น้อย
เขาหันไปมองเหรียญเงินในมือของพวกคนงานเหมือง จู่ๆ ก็ทำหน้าขึงขังแล้วตวาดว่า:
“เพราะพวกแกไอ้พวกไร้น้ำยา! ทำเอาฉันเกือบจะล่วงเกินคุณหนูผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นไปแล้ว เอาเงินพวกนั้นมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!”
…
ปารีส
เขตลูฟร์ ณ คฤหาสน์สามชั้นที่ล้อมรอบด้วยสวนอันกว้างขวาง กำแพงด้านนอกประดับประดาด้วยงานแกะสลักหินอย่างวิจิตรบรรจง และมีหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่ออกแบบมาอย่างมีศิลปะ
ชายสวมเสื้อคลุมสีเทาอมฟ้า จมูกงุ้ม คางยื่น พยายามข่มความโกรธเอาไว้ พลางใช้เล็งนิ้วชี้ไปที่หน้าของเอริช:
“ไอ้โง่เอ๊ย! ฉันสั่งให้แกไปเฝ้าดูคาโลน แล้วแกไปฆ่าตำรวจสองคนนั้นทำไม? แถมอีกคนก็ดันหนีรอดไปได้อีก!”
“ขอประทานอภัยอย่างยิ่งครับ คุณเนกเกร์!” เอริชเหลือบมองเขาอย่างหวาดหวั่น ก้มหน้าลงแล้วพูดว่า “ตามที่เฟร็ดบอก ตำรวจที่ชื่อมาราตคนนั้นงัดเอาหลักฐานที่บอกว่าการจัดการเงินกู้ของคุณมีปัญหาออกมา แล้วก็ขอให้คาโลนส่งหลักฐานให้เขาเพิ่มอีก
“คุณเคยสั่งไว้ว่า ห้ามปล่อยให้ข่าวสารใดๆ เกี่ยวกับคุณหลุดรอดออกไปจากเมืองตูลเด็ดขาด ผมก็เลย… ก็เลยต้องกำจัดตำรวจสองคนนั้นทิ้งครับ”
ในสายตาของคนนอก สำนักงานสืบสวนความยุติธรรมเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับกรมตำรวจ ดังนั้นมาราตกับพวกก็ต้องเป็นตำรวจอย่างแน่นอน
เนกเกร์ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป รีบถามด้วยความร้อนรนว่า “แล้วคาโลนได้พูดอะไรกับสองคนนั้นไปบ้างไหม?”
“เรื่องนี้ ไม่ค่อยแน่ใจครับ ตอนหลังเฟร็ดถูกคาโลนกันให้ออกไปเสียก่อน”
เนกเกร์ขมวดคิ้ว พึมพำกับตัวเองอยู่สองสามประโยค จู่ๆ ก็ถลึงตาใส่ลูกน้องแล้วตวาดว่า:
“ไอ้โง่! สิ่งที่แกควรทำตอนนี้คือไปฆ่าไอ้ตำรวจคนนั้นทิ้งซะ ไม่ใช่ถ่อมาถึงปารีสเพื่อมาพูดจาไร้สาระกับฉัน!”
“ฟังผมก่อนสิครับ” เอริชรีบอธิบาย “ตำรวจคนนั้นถูกคนคุ้มกันไว้เยอะมาก หาจังหวะลงมือได้ยากมากเลยครับ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่กี่วันต่อมา ที่บ้านของคาโลนก็มีคนแห่กันไปอีกเพียบเลย…”
เนกเกร์เริ่มรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันที “คนพวกไหน?”
“เฟร็ดบอกว่า คนพวกนั้นวางกำลังคุ้มกันแน่นหนามาก ห้ามใครเข้าใกล้เด็ดขาด อ้อ มีทหารองครักษ์ตั้งเป็นร้อยคน บนเครื่องแบบของพวกเขาเหมือนจะมีตราสัญลักษณ์ดอกลิลลี่ของราชวงศ์ด้วยนะครับ”
“ราชวงศ์?”
เอริชพยักหน้า แล้วพูดต่อ “เฟร็ดเหมือนจะเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งด้วย อายุประมาณสิบสี่สิบห้าปี ท่าทางฐานะคงจะไม่ธรรมดาแน่ๆ…”
ม่านตาของเนกเกร์หดเล็กลงจนเหลือเท่ารูเข็มทันที เด็กหนุ่มอายุสิบสี่สิบห้าปีที่สามารถมีทหารองครักษ์ของราชวงศ์ติดตามเป็นร้อยคนได้ ในฝรั่งเศสมีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น มกุฎราชกุมารองค์ปัจจุบัน!
เขาเดินวนไปวนมาในห้องด้วยความร้อนใจ พยายามประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดในหัว
เริ่มจากตำรวจไปหาคาโลน แล้วพูดถึงเรื่องเงินกู้ของตนที่มีปัญหา จากนั้นเอริชก็ไปฆ่าตำรวจตายไปคนหนึ่ง ส่วนอีกคนก็ได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนาทันที หลังจากนั้นราชวงศ์ก็ยังเข้ามาแทรกแซงอีก…
ถ้าเอาเรื่องราวมาผูกโยงกัน ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าราชวงศ์จะรู้เรื่องราวที่ตนทำกับธนาคารแล้ว
สถานการณ์แบบนี้คงจะร้ายแรงแล้วล่ะ!
เนกเกร์รีบไปหยิบถุงเหรียญทองออกมาจากตู้เซฟ ส่งให้เอริช พร้อมตวาดเสียงกร้าว:
“กลับไปที่ตูล พาคนของแกไปหาที่ซ่อนตัวซะ!”
เอริชเดาะถุงเงินดูน้ำหนัก แล้วพูดด้วยความดีใจว่า:
“ได้ครับ คุณเนกเกร์ แต่คนของผมตายไปหมดตั้งแต่วันนั้นแล้ว เพราะงั้นผมไปซ่อนตัวคนเดียวก็พอครับ”
จากนั้น เขาก็โค้งคำนับ แล้วหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี
เหลือแกคนเดียวแล้วงั้นสิ? ในแววตาของเนกเกร์ฉายประกายอำมหิต เขาดึงกระดิ่งเรียกตัวท่อบ้านเข้ามา แล้วทำท่าปาดคอตามหลังเอริชไปด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม
พ่อบ้านพยักหน้ารับคำแล้วเดินออกไป เพียงไม่กี่นาทีต่อมาก็เดินกลับเข้ามาอีกครั้ง:
“คุณเนกเกร์ จัดการเรียบร้อยแล้วครับ”
“ดีมาก” เนกเกร์สั่งการต่อ “ให้มาดามกับลูกๆ เตรียมตัวให้พร้อม พวกเราอาจจะมีปัญหาแล้ว ต้องไปที่ ‘คฤหาสน์ชนบท’ สักหน่อย”
“เข้าใจแล้วครับ คุณเนกเกร์”
เมื่อพ่อบ้านออกไป เนกเกร์ก็เรียกคนสนิทของตนเข้ามาอีกคน แล้วกระซิบสั่งการบางอย่าง
ก่อนตะวันตกดิน คนสนิทคนนั้นก็กลับมา รายงานต่อเนกเกร์ว่า:
“คุณเนกเกร์ เป็นไปตามที่คุณคาดการณ์ไว้เลยครับ เมื่อไม่กี่วันก่อนมีตำรวจลับจำนวนมากถูกส่งตัวไปที่ตูล นอกจากนี้ผมยังสืบข่าวจากพระราชวังแวร์ซายส์มาได้ด้วยว่า ก่อนหน้านี้พระราชาทรงลงพระปรมาภิไธยในเอกสารอภัยโทษให้คาโลนแล้วครับ”
เนกเกร์เป็นเสนาบดีคลังมานานหลายปี ทั้งยังร่ำรวยมหาศาล เขาจึงมีช่องทางหาข่าวในหมู่ขุนนางฝรั่งเศสมากมาย
“ตำรวจลับ? อภัยโทษคาโลน?”
คราวนี้เนกเกร์มั่นใจเต็มที่แล้วว่าราชวงศ์กำลังจะเล่นงานตน แม้ว่าคาโลนอาจจะไม่ให้ความร่วมมือกับราชวงศ์ แต่เขาก็ไม่สามารถเสี่ยงได้
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องที่เขาทำมันใหญ่หลวงเกินไป…
เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็ว หยิบกระเป๋าหนังที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา แล้วเรียกพ่อบ้านเข้ามา:
“ออกเดินทางทันที ไปที่ ‘คฤหาสน์ชนบท'”
“ครับ คุณเนกเกร์”
ไม่นานนัก รถม้าที่ไม่เตะตาหลายคันก็แล่นออกจากบ้านของเนกเกร์ สายลับที่ฟูเชร์แฝงตัวไว้ที่นี่ก็รีบขับรถม้าสะกดรอยตามไปทันที โจเซฟจะไม่มีคนคอยจับตาดูเนกเกร์ได้อย่างไร?
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในบ้านพักธรรมดาๆ หลังหนึ่งที่อยู่ห่างจากบ้านของเนกเกร์ออกไปหลายร้อยเมตร แผ่นกระดานบนพื้นก็ถูกเปิดออก ครอบครัวเนกเกร์รวมถึงพ่อบ้านต่างก็ทยอยมุดขึ้นมาจากช่องนั้น ที่แท้ที่นี่ก็มีอุโมงค์ลับที่ขุดทะลุไปถึงคฤหาสน์ของเขาเตรียมไว้ตั้งนานแล้ว
เนกเกร์กับพวกขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ด้านนอก แล้วแล่นหายไปในความมืดมิดยามค่ำคืน
ผ่านไปเพียงชั่วโมงเดียว ตำรวจเกือบร้อยนายภายใต้การนำของเบซองวาลก็เข้าปิดล้อมคฤหาสน์ของเนกเกร์ โดยมีตำรวจลับและเจ้าหน้าที่จากหน่วยข่าวกรองตำรวจจำนวนมากคอยให้ความช่วยเหลืออยู่รอบนอก
ทว่า พวกเขากลับค้นพบเพียงคนรับใช้สามสิบกว่าคนเท่านั้น ไร้ซึ่งวี่แววของครอบครัวเนกเกร์ รวมถึงสายลับจากหน่วยข่าวกรองตำรวจที่แฝงตัวอยู่ที่นี่มาโดยตลอด ถึงเพิ่งจะรู้ตัวในตอนนั้นเองว่าเนกเกร์หายตัวไปเสียแล้ว
…
ณ บ้านพักของเคานต์ไอแซก ประธานสมาคมธนาคารฝรั่งเศส กำลังมีการจัดงานเต้นรำอยู่พอดี
ชายวัยกลางคนท่าทางทะมัดทะแมงคนหนึ่งเดินจ้ำอ้าวเข้ามาในโถงจัดงาน ตามหาตัวเคานต์ไอแซกจนพบ แล้วกระซิบที่ข้างหูของเขา
ฝ่ายหลังสีหน้าเปลี่ยนไปในพริบตา หันไปถามว่า:
“ข่าวเชื่อถือได้ไหม?”
ชายวัยกลางคนพยักหน้า “หนังสือพิมพ์ทุกฉบับกำลังเร่งเขียนข่าว ‘บ้านเนกเกร์ถูกตำรวจปิดล้อม’ อยู่ครับ แต่ข่าวที่ผมได้มาจากทางตำรวจลับก็คือ พวกเขาหาตัวเนกเกร์ไม่พบ”
ไอแซกรีบกวาดตามองหาคนหลายคนท่ามกลางฝูงชนในงานเต้นรำ แล้วพาพวกเขาขึ้นไปบนชั้นสองด้วยกัน
“ท่านหมายความว่า เนกเกร์อาจจะถูกตำรวจหมายหัวแล้วงั้นหรือ?”
ไอแซกส่ายหน้า:
“ถ้าเป็นแค่ตำรวจธรรมดา คงไม่ถึงกับทำให้เนกเกร์ต้องหนีหัวซุกหัวซุนหรอก มีความเป็นไปได้สูงว่าราชวงศ์จะเป็นคนลงมือ”
ชายชรารูปร่างผอมแห้ง ผิวพรรณแดงก่ำอีกคนหนึ่งขมวดคิ้วพูดว่า:
“คราวนี้ทำไมราชวงศ์ถึงได้ลงมือเร็วนักล่ะ? ไม่มีลมหลุดรอดออกมาให้ได้ยินเลยสักนิด”
“เรื่องนั้นยังไม่ชัดเจน” ไอแซกพูดเสียงเครียด “แต่เชื่อว่าทุกคนคงรู้ดีว่าเนกเกร์นั้น ‘อันตราย’ แค่ไหน”
เขากวาดสายตามองคนในห้อง “ท้ายที่สุดแล้ว พวกเราแทบทุกบ้านก็ล้วนแต่เคยมีธุรกรรมร่วมกับเขาทั้งนั้น”
ชายร่างท้วมที่ทาแป้งบนใบหน้าหนาเตอะ ขอบตาดำคล้ำ กัดฟันพูดว่า:
“ก่อนหน้านี้ ฉันบอกให้ไล่ไอ้หมอนั่นกลับอังกฤษไปให้พ้นๆ พวกนายก็ยังจะดันให้มันเข้าไปเป็นเสนาบดีคลังในพระราชวังแวร์ซายส์อีก! ทีนี้เป็นไงล่ะ ทุกคนต้องมาเดือดร้อนเพราะมันกันหมด!”
“ใจเย็นๆ ก่อน เคานต์เคปเฟล” ชายชรารูปร่างผอมแห้งยกมือขึ้นทำท่ากดลง “มาพูดเรื่องพวกนี้ตอนนี้จะไปมีประโยชน์อะไร? สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ห้ามปล่อยให้ราชวงศ์หาตัวเนกเกร์เจอก่อนเป็นอันขาด”
“มาร์ควิสลูโดพูดถูก” ไอแซกพยักหน้า “พวกเราคุ้นเคยกับเนกเกร์มากกว่าราชวงศ์ ย่อมต้องหาตัวเขาเจอได้เร็วกว่าแน่นอน จากนั้นก็หาทางส่งเขาไปอังกฤษ หรือไม่ก็…”
เขาหรี่ตาลง ใช้มือปาดที่คอเป็นเชิงสัญลักษณ์

0 Comments