ตอนที่ 168 พระราชินีทรงสอนหลักแห่งการเป็นกษัตริย์
แปลโดย เนสยังพระราชินีมารีทรงลังเลเพียงครึ่งวินาที ก่อนจะทรงอนุญาตด้วยความยินดี: “ท่านพูดได้ถูกต้อง อาร์คบิชอปบรีแยน ถึงเวลาที่จะอภัยโทษให้ไวเคานต์คาโลน แล้วเรียกตัวเขากลับมายังปารีสได้แล้ว”
แต่เดิมพระองค์ก็ทรงชื่นชมในความสามารถของคาโลนอยู่แล้ว ยิ่งพอพระทัยในความจงรักภักดีที่เขามีต่อราชวงศ์ หากไม่ใช่เพราะถูกสภาชนชั้นสูงบีบคั้นจนหาทางออกไม่ได้ พระองค์ก็คงไม่มีทางเนรเทศคาโลนอย่างแน่นอน
ในเมื่อตอนนี้แม้แต่บรีแยนยังไม่คัดค้านการอภัยโทษคาโลน พระองค์จึงทรงยินดีที่จะทำตามคำขออย่างเต็มใจ
บรีแยนสบตากับโจเซฟแล้วพยักหน้าให้กันอย่างแนบเนียน ก่อนจะโค้งคำนับให้พระราชินี: “ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
“โอ้ ความมีใจกว้างของท่านสิ ที่ทำให้เรายิ่งรู้สึกยกย่อง” พระราชินีมารีแย้มพระสรวลให้เขาเช่นกัน “ในแง่หนึ่ง ไวเคานต์คาโลนก็คือคู่แข่งของท่าน แต่ท่านกลับกล้าเสนอให้เราอภัยโทษเขา โดยไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง เพียงเพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติของราชวงศ์”
“ขอบพระทัยในคำชมพ่ะย่ะค่ะ การจงรักภักดีต่อราชวงศ์ถือเป็นหน้าที่ของกระหม่อมอยู่แล้ว”
บรีแยนรู้สึกได้กำไรขึ้นมาทันที เพียงแค่เสียเวลาไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เขาก็ได้ความโปรดปรานจากทั้งมกุฎราชกุมารและพระราชินีไปเต็มๆ
อาลักษณ์ของพระราชินีรีบร่างราชโองการอภัยโทษตามรูปแบบที่กำหนดไว้อย่างรวดเร็ว หลังจากที่พระราชินีทรงลงพระนามาภิไธยแล้ว ก็นำไปให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงลงพระปรมาภิไธยและประทับตราต่อไป
โจเซฟเห็นว่าจัดการเรื่องราวต่างๆ เรียบร้อยแล้ว จึงขอทูลลาไปพร้อมกับบรีแยน
ใครจะรู้ว่าทั้งสองคนเพิ่งจะเดินมาถึงประตู พระราชินีมารีก็ทรงเรียกพระโอรสเอาไว้กะทันหัน: “โจเซฟ ลูกรัก รอก่อน แม่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องบางอย่างจะพูดกับลูกน่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น บรีแยนก็ค้อมตัวให้มกุฎราชกุมาร ก่อนจะเดินออกจากพระตำหนักเปอติ ทริอานง ไปเพียงลำพัง
โจเซฟหันกลับมาด้วยความประหลาดใจ ทำท่าทางไร้เดียงสาก่อนจะเอ่ยถาม: “เสด็จแม่ ทรงมีเรื่องอะไรจะคุยกับลูกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
พระราชินีทรงจูงมือเขาเดินไปที่ระเบียงเล็กๆ ซึ่งล้อมรอบด้วยราวหินอ่อนสีขาว ทรงหรี่พระเนตรมองดวงอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า: “โจเซฟ ในอนาคตลูกจะต้องกลายเป็นกษัตริย์อย่างแน่นอน
“เมื่อก่อนแม่คิดเสมอว่าลูกยังเด็กเกินไป เรื่องบางเรื่องแม่เลยไม่ได้พูดถึง แต่ตอนนี้ลูกแสดงพรสวรรค์ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง และยังได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น แม่จึงจำเป็นต้องสอนลูก ถึงวิธีในการเป็นกษัตริย์ที่ดี”
“ท่านแม่…” โจเซฟเบิกตากว้าง แอบนึกในใจ ‘เสด็จแม่จะสอนหลักการเป็นกษัตริย์ให้ลูกงั้นหรือ? ทรงเอาจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?’
พระราชินีมารีทรงทอดพระเนตรแผ่นหลังของบรีแยนที่กำลังเดินจากไปที่ชั้นล่าง น้ำเสียงแฝงความจริงจังอย่างหาได้ยากยิ่ง: “ในฐานะของกษัตริย์ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องมีจุดยืนของตนเอง ลูกอาจจะสนิทสนมกับเหล่าเสนาบดีบางคนได้ แต่ห้ามปล่อยให้ความคิดของพวกเขามาครอบงำเด็ดขาด และยิ่งไปกว่านั้นคือต้องไม่ยอมให้พวกเขามาชี้นำลูก”
โจเซฟ: “???”
เมื่อพระราชินีทรงเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนของเขา ก็ทรงถอนหายใจออกมา ก่อนจะตรัสให้ชัดเจนยิ่งขึ้น: “ตั้งแต่ที่ลูกได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการของคณะรัฐมนตรี ลูกก็มักจะคอยติดตามบรีแยนอยู่เสมอ มีความคิดเห็นที่สอดคล้องกับเขาไปเสียทุกเรื่อง ยิ่งเวลาที่เขามีเรื่องสำคัญมาขอร้องแม่ ลูกก็มักจะคอยให้การสนับสนุนเขาอยู่ข้างๆ”
โจเซฟถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด ‘ท่านแม่พ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่ช่างสังเกตได้ละเอียดอ่อนเสียจริง เพียงแต่ว่าเรื่องลำดับความสำคัญนี่มันสลับกันหรือเปล่า…’
เขาพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้:
“อา พ่ะย่ะค่ะ”
พระราชินีตรัสต่อ: “ถึงแม้ว่าอาร์คบิชอปบรีแยนจะมีความสามารถและประสบการณ์ทางการเมืองอย่างล้นเหลือ แต่ลูกก็แค่เรียนรู้จากเขาก็พอ ไม่จำเป็นต้องทำตามเขาไปเสียทุกเรื่อง”
โจเซฟจำใจต้องพยักหน้ายอมรับต่อไป: “ใช่แล้ว ใช่แล้ว เสด็จแม่ตรัสได้ถูกต้องที่สุดเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อพระราชินีมารีทรงเห็นบุตรชายทำท่าทีน้อมรับคำสอนด้วยความเต็มใจ พระทัยของพระองค์ก็ทรงเบิกบานยิ่งนัก จึงทรงสอนด้วยความอดทนต่อไปว่า: “อย่างเช่นเสนาบดีแบบบรีแยน ลูกยิ่งต้องแสดงอำนาจบารมีของมกุฎราชกุมารต่อหน้าเขา อย่างเช่น…”
โจเซฟหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ ตอนนี้บรีแยนแทบจะเชื่อฟังเขาทุกอย่างแล้ว แล้วแบบนี้เขายังจะต้องทำตัวให้ดูมีอำนาจบารมีกว่านี้อย่างไรอีกล่ะ?
“พ่ะย่ะค่ะ พ่ะย่ะค่ะ ลูกจะจำไว้ให้ขึ้นใจเลยพ่ะย่ะค่ะ”
พระราชินีมารีดูเหมือนจะตรัสจนติดลมเสียแล้ว หลักการเป็นกษัตริย์ของพระองค์ถูกบรรยายจนกระทั่งท้องฟ้ามืดมิดลง แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะจบลงง่ายๆ
โจเซฟกำลังร้อนใจอยากจะรีบไปจัดการเรื่องทางฝั่งคาโลนให้เรียบร้อย แต่เมื่อเห็นพระราชินียังคงตรัสอย่างไหลลื่นเป็นน้ำไหลไฟดับ เขาก็แทบจะหาจังหวะแทรกไม่ได้เลย
ในตอนที่เขากำลังร้อนใจดั่งไฟลนอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็เหลือบไปเห็นร่างเล็กๆ แสนร่าเริง ท่ามกลางแสงไฟจากโคมไฟถนนที่สาดส่องลงมา กำลังเดินผ่านระเบียงด้านล่าง
นั่นคือเคลมองตีนนั่นเอง หลังจากงานแฟชั่นวีคจบลง พระราชินีมารีตรัสว่าอยากให้พระราชนัดดามาอยู่เป็นเพื่อน จึงทรงให้เธอพำนักอยู่ที่พระราชวังแวร์ซายส์ต่อไป ซึ่งเธอก็เต็มใจและดีใจเป็นอย่างยิ่ง
ดวงตาของโจเซฟเป็นประกายขึ้นมา: ต้องให้เธอมา ‘ก่อกวน’ แล้ว! คิดได้ดังนั้น เขาก็หันหน้าไปพยายามขยิบตาให้คนข้างล่างอย่างสุดชีวิต
เคลมองตีนรู้สึกเหมือนมีสายตาร้อนผ่าวคู่หนึ่งกำลังจ้องมองตัวเองอยู่ จึงหันมองไปรอบๆ และบังเอิญสบเข้ากับดวงตาอันหล่อเหลาเปี่ยมเสน่ห์ของพระเชษฐาญาติพอดี
“ฝ่าบาทมกุฎราชกุมาร!” เธอฉีกยิ้มกว้างทันที ก่อนจะยกชายกระโปรงขึ้น แล้ววิ่งขึ้นไปบนชั้นสองอย่างรวดเร็ว
พอมีเด็กแสบคนนี้มาคอยส่งเสียงเจื้อยแจ้ว พระราชินีจึงจำเป็นต้องหยุด ‘วิชาบังคับสำหรับกษัตริย์’ เอาไว้ชั่วคราว แล้วหันมายิ้มทักทายพระราชนัดดาตัวน้อย
โจเซฟสบโอกาส จึงรีบฉวยจังหวะขอทูลลา แล้วชิ่งหนีออกมาทันที
สาวน้อยโลลิที่เมื่อครู่ยังซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของพระราชินี พอเห็นพระเชษฐาญาติเดินจากไป ก็รีบกระโดดลุกขึ้นราวกับนกน้อยทันที ก่อนจะย่อตัวถวายบังคมพระราชินี: “ฝ่าบาท หม่อมฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า…”
พระราชินีมารียิ้มอย่างรู้ทัน ทรงส่งสายตาบอกใบ้ไปทางโจเซฟ: “รีบไปเถอะ พยายามเข้านะ!”
เคลมองตีนหน้าแดงก่ำ แต่เพียงครู่เดียวก็หันหลังวิ่งตามไป ทิ้งไว้เพียงประโยคที่ว่า: “ขอบพระทัยเพคะ เสด็จป้า!”
ทางด้านของโจเซฟ หลังจากเดินออกมาจากพระตำหนักเปอติ ทริอานง เขาก็กำลังขบคิดอยู่ในใจว่าจะส่งใครไปติดต่อกับคาโลนดี มาราตก็ได้รับบาดเจ็บ ฐานะของฟูเชร์ก็ไม่เหมาะสม ส่วนคนอื่นๆ ดูเหมือนจะไม่เหมาะที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้
เขานึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่มิราโบเคยบอกว่า เขตพัฒนาอุตสาหกรรมในเมืองนองซีได้เปิดทำการแล้ว รวมถึงโรงงานผลิตเครื่องจักรไอน้ำของเขาก็เริ่มดำเนินการผลิตแล้วเช่นกัน เขาอยากจะไปดูมาตลอด แต่ก็ยังหาเวลาว่างไม่ได้เสียที
และเมืองตูลกับเมืองนองซีก็อยู่ใกล้กันนิดเดียว ไม่สู้ตนเองเดินทางไปพบคาโลนด้วยตัวเอง แล้วแวะไปที่เมืองนองซีเพื่อดูความคืบหน้าของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่นั่นด้วยเลยน่าจะดีกว่า
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียง “ตึกๆ” ของรองเท้าหนังคู่เล็กๆ ดังมาจากด้านหลัง พอหันกลับไปก็เห็นพระขนิษฐาญาติกำลังวิ่งตามมาด้วยความตื่นเต้น
“ท่านพี่ จะไปไหนหรือเพคะ?” สาวน้อยโลลิเบิกตากลมโตเป็นประกายถามขึ้น
“ข้า…” โจเซฟเผลอหลุดปากตอบ “จะไปที่ลอแรนน่ะ”
เคลมองตีนแทบไม่ได้คิดอะไรเลย รีบร้องขึ้นมาทันทีว่า: “หม่อมฉันก็อยากไปเที่ยวที่ลอแรนด้วย! ท่านพี่พาหม่อมฉันไปด้วยนะเพคะ!”
“เที่ยวหรือ?” โจเซฟเริ่มปวดหัว จึงต้องยิ้มตอบ “ที่ลอแรนนั่นห่างไกลและทุรกันดารมากเลยนะ ไม่มีอะไรน่าสนุกหรอก”
“หม่อมฉันอยากไปดู…” สาวน้อยโลลิไม่ได้รู้เรื่องสภาพของลอแรนเลยแม้แต่น้อย จึงได้แต่ลอบมองสาวใช้ของตัวเอง สายตาล่อกแล่ก
สาวใช้คนนั้นก็เป็นชาวออสเตรียเช่นกัน สมองของเธอชอร์ตไปชั่วขณะ จู่ๆ เธอก็นึกขึ้นได้ว่า ไม่รู้ไปได้ยินมาจากไหนว่าที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส มีอาหารจานหนึ่งที่ชื่อว่า “อาร์ติโชกตุ๋นเนื้อลูกวัว” จึงแข็งใจกระซิบบอกชื่ออาหารนั้นออกไป
ภาษาฝรั่งเศสของเคลมองตีนไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว บวกกับเสียงที่เบาหวิวของสาวใช้ ทำให้เธอได้ยินแค่คำสุดท้ายที่ว่า “อาร์ติโชก” เธอจึงถือมันประหนึ่งเป็นของล้ำค่า แล้วรีบตอบพระเชษฐาญาติด้วยความตื่นเต้นว่า “ไปดูถ่านหินเพคะ!”
คำสองคำนี้ออกเสียงใกล้เคียงกันมาก จึงโทษเธอไม่ได้หรอก
โจเซฟเบิกตากว้าง: “เจ้า… จะไปดูถ่านหินหรือ? ที่ลอแรนก็มีถ่านหินอยู่เยอะจริงๆ นั่นแหละ”
“…ที่ลอแรนก็มีเหมืองถ่านหินอยู่เยอะจริงๆ นั่นแหละ”
สาวน้อยโลลิรู้สึกเหมือนว่าตัวเองจะพูดผิดไป แต่พูดไปแล้วเรียกคืนไม่ได้ จึงจำต้องกัดฟันพยักหน้าตอบ: “อ้อ ใช่เพคะ! หม่อมฉันชอบเหมืองถ่านหินเป็นพิเศษ… ความรู้สึกที่มันกว้างใหญ่และลึกลับ นำพาแสงสว่างและความอบอุ่นมาสู่ผู้คน… มันทำให้หม่อมฉันรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูกเลยเพคะ”

0 Comments