ตอนที่ 164 “ชาแมนสายฟ้า” แฟรงคลิน
แปลโดย เนสยัง“10 ล้าน!” ชายวัยกลางคนตาสีน้ำตาลยืนอึ้งไป ราวกับว่าหน่วยความจำในสมองไม่สามารถรองรับตัวเลขมหาศาลเช่นนี้ได้
ครู่ต่อมา เขาก็หัวเราะลั่นออกมาทันที “ฮ่าฮ่า ผมรู้แล้ว คนที่คุณพูดถึงต้องเป็นพระราชาแน่ๆ ใช่ไหม?”
มาราตรีบส่ายหน้า “ไม่ วาลส์ คุณทายผิดแล้ว”
ตั้งแต่เขาสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของรัฐบาลได้ เขาก็รู้ดีว่า ต่อให้พระราชาจะทรงอยากทำ แต่ก็ไม่มีทางที่จะทุจริตเงินได้ถึงหลักสิบล้านอย่างแน่นอน อันที่จริงแล้ว ส่วนใหญ่ก็มีแต่พระราชาเสียอีกที่ต้องควักกระเป๋ามาอุดหนุนคลังหลวง
“คือเนกเกร์ต่างหากล่ะ” มาราตพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ฌัก เนกเกร์”
วาลส์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะดังยิ่งกว่าเดิม “คุณเนกเกร์น่ะหรือ? ฮ่าฮ่า คุณบอกว่าคุณเนกเกร์ทุจริตหรือ?
“อย่าล้อเล่นน่า มาราต! เขาเป็นรัฐมนตรีคลังที่ห่วงใยคนยากจนที่สุดเชียวนะ! ตอนที่เขาดำรงตำแหน่ง เขายังแทบไม่เคยขึ้นภาษีเลยด้วยซ้ำ”
เนกเกร์อยู่ในฝรั่งเศสมาหลายปี เขาทุ่มเทแรงกายและเงินทองมหาศาล เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองเป็นมิตรของคนยากจน ผู้คอยช่วยเหลือคนจนต่อกรกับพระราชอำนาจ ซึ่งความพยายามของเขาในด้านนี้ก็ประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม
“เขาไม่ได้ขึ้นภาษีจริงๆ” มาราตพยักหน้า “แต่นั่นอาจเป็นเพียงเพราะการขึ้นภาษี ไม่สามารถเข้าไปอยู่ในกระเป๋าของเขาได้โดยตรงต่างหากล่ะ”
เขาไม่รอให้วาลส์ได้โต้แย้ง ก็รีบพูดต่อทันที “หลังจากที่เขารับตำแหน่งได้ไม่นาน เขาก็ใช้ข้ออ้างว่า ‘เพื่ออุดช่องโหว่ทางการคลัง’ ไปเซ็นสัญญากู้เงิน 5 ล้านลีฟร์กับธนาคารสวิสแห่งหนึ่ง โดยมีดอกเบี้ยสูงถึง 23%
“ในขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันนั้น มีธนาคารหลายแห่งที่สามารถให้เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่านี้มาก ผมยังเคยเห็นในเอกสารเลยว่า ในเดือนเดียวกันนั้น ศาลาว่าการเมืองเบรอตาญกู้เงินจากธนาคารได้ด้วยอัตราดอกเบี้ยเพียง 19%
“เหตุผลที่เนกเกร์ให้มาก็คือ ‘ความน่าเชื่อถือของธนาคารสวิสแห่งนั้นมั่นคงกว่า’ หึ! ธนาคารเป็นฝ่ายมอบเหรียญทองของตัวเองให้กับรัฐบาล แต่กลับกลายเป็นว่าเรายังต้องมากังวลเรื่องความน่าเชื่อถือของธนาคารเสียอีก”
มาราตมองออกไปนอกหน้าต่าง ดูพนักงานทำความสะอาดที่กำลังจัดการกับโปสเตอร์งานแฟชั่นวีค “ในขณะที่คุณกำลังเพลิดเพลินกับงานแฟชั่นวีคอันยิ่งใหญ่ ผมได้เดินทางไปที่สวิตเซอร์แลนด์ และสืบพบว่าธนาคารที่ให้เงินกู้ 5 ล้านนั้น แท้จริงแล้วเป็นของเพื่อนของเนกเกร์ โอ้ ก่อนหน้านี้พวกเขายังเคยเป็นหุ้นส่วนในการนำเข้าธัญพืชจากอังกฤษด้วยนะ
“แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงเงินกู้ก้อนแรกที่มีปัญหาจากที่ผมสืบสวนพบเท่านั้น
“ในระยะเวลากว่า 7 ปีที่เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการคลัง รัฐบาลฝรั่งเศสกู้เงินจากธนาคารยักษ์ใหญ่ หรือจากขุนนางชั้นผู้ใหญ่ รวมแล้วกว่า 1 พันล้านลีฟร์ ผมสงสัยว่าส่วนใหญ่ของเงินกู้เหล่านั้นจะมีปัญหาด้วย”
วาลส์ขมวดคิ้ว “คุณกำลังจะบอกว่า คุณเนกเกร์ใช้เงินกู้ที่ไม่สมเหตุสมผลเหล่านี้ เพื่อหาผลประโยชน์จากธนาคารหรือ?”
“เรื่องมันก็น่าจะเป็นแบบนั้น ขอเพียงแค่เขาได้ผลประโยชน์จากเงินกู้เหล่านี้สัก 1% มันก็เกิน 10 ล้านลีฟร์แล้ว!”
“ไม่ ไม่มีทาง!” วาลส์ส่ายหน้าและพึมพำ “คุณเนกเกร์ไม่มีทางที่จะ…”
มาราตเตรียมตัวมาพร้อมแล้ว เขาล้วงกระดาษสองสามแผ่นออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม คลี่ออกแล้ววางลงบนโต๊ะ “นี่คือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเงินกู้ 5 ล้านก้อนนั้นที่ผมคัดลอกมา คุณดูเอาก็รู้แล้ว หากคุณยังไม่เชื่อ ผมสามารถพาคุณไปดูต้นฉบับได้”
วาลส์ใช้สองนิ้วหมุนเอกสารให้ตรง เอียงคออ่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหดมือกลับราวกับถูกงูกัด น้ำเสียงของเขาฟังดูหดหู่ลง “คุณมาบอกเรื่องพวกนี้กับผมทำไม?”
“คุณเคยเป็นนักข่าวที่เก่งกาจที่สุดในด้านการเงินและการค้า และยังมีเพื่อนฝูงมากมายในระบบการคลัง บางทีคุณอาจจะสามารถให้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับเนกเกร์แก่ผมได้”
วาลส์เม้มปากครุ่นคิดอยู่หลายวินาที ก่อนจะส่ายหน้า “ขอโทษด้วย เกรงว่าจะทำให้คุณต้องผิดหวังแล้วล่ะ ช่วงหลายปีมานั้น ผมสนใจแต่ข่าวเชิงบวกของเนกเกร์ ผมไม่มีอะไรที่มีคุณค่าพอจะให้คุณได้เลยจริงๆ”
“อะไรก็ได้ทั้งนั้น”
“ไม่มีจริงๆ…”
วาลส์พูดไปได้ครึ่งประโยคก็ชะงักไปกะทันหัน เขาหันไปมองมาราตแล้วพูดว่า “เดี๋ยวก่อน มีคนๆ หนึ่ง เขาอาจจะมีสิ่งที่คุณต้องการก็ได้!”
“ใครหรือ?”
“คาโลน รัฐมนตรีคลังคนก่อน” วาลส์ตอบ “เขามีความขัดแย้งกับเนกเกร์ไม่น้อย ว่ากันว่า การที่เขาถูกปลดจากตำแหน่งก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนกเกร์
“เขาเคยถูกเนกเกร์โจมตีนโยบายภาษีของตน จนถึงขั้นพูดออกมาในที่สาธารณะว่า ‘อย่าคิดนะว่าเรื่องที่คุณทำไว้ ผมจะไม่รู้’ คุณก็รู้ว่า บ่อยครั้งศัตรูของคุณนั่นแหละ ที่เป็นคนที่รู้จักคุณดีที่สุด”
“คาโลน” มาราตพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?”
“คุณลืมไปแล้วหรือ? เขาถูกเนรเทศไปอยู่ที่ลอแรนแล้วไง”
“ขอบคุณมากครับ!” มาราตตบไหล่นักข่าววัยกลางคนอย่างแรง หยิบหมวกขึ้นมาแล้วหันหลังเดินออกจากบ้านไป
…
ในสำนักงานของโรงงานสรรพาวุธหลวง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของพระราชวังแวร์ซายส์ โจเซฟที่เพิ่งเรียน ‘วิชาการจัดการการผลิต’ เสร็จ กำลังนวดหัวคิ้วด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะมองไปยังเอกสารสองสามฉบับที่อยู่ตรงหน้า
ชายวัยกลางคนที่มีคางแหลมซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ชี้ไปที่เอกสารเหล่านั้นแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท นี่คือรายงานการปฏิบัติงานตามปกติพ่ะย่ะค่ะ นี่คือรายงานการสอบสวนพิเศษของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับงานแฟชั่นวีค นี่คือรายงานการสอบสวนพิเศษของหน่วยข่าวกรองตำรวจ และนี่คือรายงานการขอเพิ่มกำลังคนของนายมาราตพ่ะย่ะค่ะ…”
โจเซฟเปิดดูและเซ็นชื่อทีละฉบับ พลางเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ “ขอบใจสำหรับคำอธิบายนะ คุณครอส เออ จริงสิ วันนี้ทำไมคุณมาราตถึงไม่มาล่ะ?”
งานส่งมอบเอกสารแบบนี้ ปกติแล้วมาราตจะเป็นคนมาทำเอง และไม่เคยเปลี่ยนคนเลย อย่างไรเสีย เหล่าสมาชิกสโมสรฌากอแบ็ง (Jacobin Club) ในภายหลังเหล่านี้ ก็มักจะมีท่าทีต่อต้านราชวงศ์อยู่บ้าง
ครอสตอบ “นายมาราตมีเรื่องด่วน เมื่อคืนนี้เขาเดินทางไปที่ลอแรนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ลอแรนหรือ?” โจเซฟหยุดปากกาในมือ “เขาได้บอกไหมว่าเป็นเรื่องอะไร?”
“ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ที่เขากำลังสืบสวนอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
เนกเกร์งั้นหรือ? โจเซฟขมวดคิ้ว เรื่องใหญ่ขนาดนี้ มาราตกลับไม่ยอมบอกเขาสักคำ
“เขาพาคนไปกี่คน?”
“พระองค์ก็ทรงทราบดี กำลังคนของสำนักงานสืบสวนความยุติธรรมนั้นมีจำกัดมาก มีแค่เขากับนายอีแวนส์สองคนเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟรู้สึกได้ทันทีว่าไม่เข้าทีเสียแล้ว มาราตประเมินระดับความโหดเหี้ยมอำมหิตของพวกนายทุนต่ำเกินไป บางทีอาจเป็นเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เนกเกร์เสแสร้งได้แนบเนียนมากจนเกินไป ทำให้ผู้คนรู้สึกอยู่ในจิตใต้สำนึกเสมอว่า เขาเป็นคนดีที่สุภาพอ่อนโยน ส่งผลให้ลดความระมัดระวังตัวลง
เขารีบหันไปสั่งเอม็องที่ยืนรอรับใช้อยู่ไม่ไกล “เคานต์เอม็อง โปรดรีบไปแจ้งให้ฟูเชร์ทราบโดยด่วน ให้เขาส่งคนไปตามหานายมาราตให้เร็วที่สุด และทำการคุ้มกันเขาด้วย”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
…
สหรัฐอเมริกา, ฟิลาเดลเฟีย
ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเดลาแวร์
ภายนอกคฤหาสน์ของเบนจามิน แฟรงคลิน โธมัส เจฟเฟอร์สัน มองดูทูตพิเศษชาวฝรั่งเศสที่เดินกะเผลกลงมาจากรถม้า อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย ชาวฝรั่งเศสส่งทูตพิเศษที่ไร้ชื่อเสียงและยังมีร่างกายพิการเช่นนี้มา ดูเหมือนจะเป็นการดูแคลนสหรัฐอเมริกาเสียเหลือเกิน
ทว่า ในฐานะนักการทูตของประเทศเล็กๆ เขารู้ดีว่าควรทำอย่างไร เขาจึงกดข่มความไม่พอใจเอาไว้ในใจทันที แล้วยิ้มรับเดินเข้าไปหา พร้อมกับนำมือทาบอกทำความเคารพ “ยินดีต้อนรับสู่ฟิลาเดลเฟียครับ ท่านอาร์คบิชอปตาลแลร็องผู้ทรงเกียรติ”
เขาเคยเป็นเอกอัครราชทูตประจำฝรั่งเศสมาเป็นเวลานาน ภาษาฝรั่งเศสของเขาจึงคล่องแคล่วมาก
ชายชราที่นั่งรถเข็นอยู่ข้างๆ เขาดูเหมือนจะอายุมากเกินไปแล้ว ยกมือขึ้นโบกอย่างยากลำบาก “ท่านทูตพิเศษ ยินดีต้อนรับครับ ตอนที่ผมอยู่ในปารีส…”
ตาลแลร็องเพียงแค่พยักหน้าให้เจฟเฟอร์สันเป็นเชิงทักทาย ก่อนจะยิ้มและมองไปที่ชายชราบนรถเข็น:
“ท่านดูแข็งแรงดีนะครับ คุณแฟรงคลิน ขอพระเจ้าคุ้มครองท่าน โอ้ ตอนที่ผมอยู่ปารีส ผมมักจะได้ยินคนพูดถึงท่านอยู่บ่อยๆ ท่านเป็นคนดังในตอนนั้นเลยนะครับ บ้านเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง ยังเก็บภาพวาดของท่านไว้เลย”
เขารู้ดีว่า ชายชราวัยแปดสิบกว่าผู้นี้ต่างหาก ที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อนโยบายของอเมริกามากที่สุดในเวลานี้ หากไม่ใช่เพราะเขาคอยวิ่งเต้นอย่างเหน็ดเหนื่อยในที่ประชุมร่างรัฐธรรมนูญของอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว เกรงว่าแม้แต่การจัดการประชุมให้ราบรื่นก็ยังคงเป็นเรื่องยาก
ไม่นานนัก ภายในคฤหาสน์สามชั้นสีแดงอิฐทางทิศตะวันออกของที่ดินแฟรงคลิน เจฟเฟอร์สันก็มองตาลแลร็องด้วยความเบิกบานใจและกล่าวว่า “ท่านหมายความว่า รัฐบาลฝรั่งเศสต้องการจะกวาดล้างโจรสลัดบาร์บารีหรือครับ?”
ตาลแลร็องยืดหลังตรง ดูมีความมั่นใจอย่างยิ่ง “เป็นเช่นนั้นจริงๆ ครับ องค์กษัตริย์ของเราทรงเห็นใจอย่างสุดซึ้งต่อสิ่งที่อเมริกาต้องเผชิญในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพื่อลดการสังหารหมู่เรือสินค้าของพวกท่าน พระองค์จึงทรงไม่สนคำคัดค้านของรัฐมนตรีหลายท่าน และตัดสินพระทัยที่จะกวาดล้างพวกชั่วร้ายเหล่านั้นให้สิ้นซาก!”

0 Comments