You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

อันที่จริง ก่อนงานสัปดาห์แฟชั่นจะเริ่มขึ้น โจเซฟก็ได้เริ่มเตรียมการเพื่อโปรโมทเสื้อผ้าสำเร็จรูปไว้บ้างแล้ว

อย่างเช่น เขาจะตั้งเงื่อนไขพิเศษกับบรรดาดีไซเนอร์ในงานสัปดาห์แฟชั่นโดยขอให้พวกเขาพยายามหลีกเลี่ยงการออกแบบเสื้อผ้าแบบเดิมๆ ที่มักจะเน้นสัดส่วนของหน้าอก เอว และสะโพกอย่างชัดเจน แล้วหันไปเน้นการออกแบบที่ดูมีส่วนโค้งเว้าช่วงเอวอย่างกลมกลืนแทน

เพราะเสื้อผ้าที่เน้นสัดส่วนของหน้าอก เอว และสะโพก โดยเฉพาะกระโปรง จะมีข้อจำกัดเรื่องขนาดที่เข้มงวดมากคนสองคนที่มีส่วนสูงและน้ำหนักพอๆ กัน แต่ถ้ามีระยะห่างระหว่างหน้าอกและเอวต่างกันเพียงเล็กน้อย ก็จะใส่เสื้อผ้าสลับกันไม่ได้เลย

แต่ถ้าเปลี่ยนมาใช้รูปแบบที่ดูกลมกลืน ก็จะสามารถตัดเย็บเสื้อผ้าตามขนาดมาตรฐานให้กับพวกนางได้เหมือนๆ กัน

และก็ประจวบเหมาะกับที่ในเวลานั้น บรรดาดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสกำลังมองหาแรงบันดาลใจสำหรับเสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่ พวกเขาจึงชื่นชมสไตล์การออกแบบที่ดู “วินเทจ” แบบนี้ซึ่งคล้ายคลึงกับชุดเดรสยาวในสมัยโรมันโบราณเป็นอย่างมาก จึงพากันหันมาออกแบบเสื้อผ้าที่มีส่วนโค้งเว้าช่วงเอวอย่างกลมกลืนแทน

แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะผู้ที่เสนอสไตล์การออกแบบนี้คือมกุฎราชกุมารด้วยแหละ เพราะอย่างที่รู้กันว่า แฟชั่นยุโรปต้องดูฝรั่งเศส แฟชั่นฝรั่งเศสต้องดูปารีส และแฟชั่นปารีสต้องดูราชสำนัก

หลังจากนั้น โจเซฟก็ได้ปรึกษาหารือกับตัวแทนจากสมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งเมืองลียง เพื่อร่างมาตรฐานขนาดเสื้อผ้าสำเร็จรูปขึ้นมาในเบื้องต้นโดยแบ่งเป็นไซซ์สำหรับผู้ชายและผู้หญิงตามขนาด เล็กมาก, เล็ก, กลาง, ใหญ่, ใหญ่มาก รวม 5 ไซซ์ พร้อมทั้งประกาศข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละไซซ์ให้ทราบโดยทั่วกัน

เมื่อสัปดาห์แฟชั่นครั้งนี้สิ้นสุดลง โจเซฟตั้งใจจะสั่งให้สมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอกำหนดมาตรฐานขนาดให้ละเอียดขึ้น และนำไปใช้บังคับทั่วประเทศฝรั่งเศสต่อไป

ขั้นตอนต่อไปก็คือการหาวิธีขยายขนาดการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป และลดต้นทุนให้ได้มากที่สุดอย่างต่อเนื่อง

เมื่อต้นทุนเสื้อผ้าสำเร็จรูปลดลงมาจนถึงระดับที่คนทั่วไปรับได้ ก็ย่อมจะต้องมีคนที่ใส่ใจเรื่องสไตล์การแต่งตัว และพอจะมีกำลังทรัพย์อยู่บ้าง หันมาซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปแทนการตัดเย็บเองอย่างแน่นอน

โจเซฟก็รู้ดีว่า นี่จะเป็นกระบวนการที่ยากลำบาก ต้องอาศัยนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับเครื่องจักรทอผ้าแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไอน้ำ ถึงจะประสบความสำเร็จได้

หรืออาจจะต้องไปถึงขั้นจัดการกับปัญหาขุนนางเจ้าที่ดิน ยกเลิกสิทธิพิเศษของพวกศักดินา และปลดปล่อยชาวนาเช่าจำนวนมาก เพื่อให้มาเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรมด้วยซ้ำ

“ยากจังแฮะ…” โจเซฟส่ายหน้าถอนหายใจด้วยความขมขื่น

“ขอแสดงความยินดีด้วย! คุณวอลช์ที่รัก!”

บริเวณหน้าวิลล่าที่กำลังก่อสร้างไปได้ราวหนึ่งในสาม ทางทิศตะวันออกของสวนพระราชวังตุยเลอรี ท่ามกลางสายตาของพนักงานขายรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาดีนับสิบคน ผู้จัดการฝ่ายขายได้ส่งมอบพวงกุญแจและโฉนดบ้านให้กับวอลช์อย่างเป็นทางการ

“นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป คุณคือเจ้าของบ้านที่ทรงเกียรติแห่ง ‘ราชอุทยาน’ แล้ว! หลังจากนี้ ความกังวลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณคงหนีไม่พ้นสายตาแห่งความอิจฉาริษยาที่พุ่งเป้ามาที่คุณมากเกินไปนั่นแหละครับ”

เสียงดนตรีบรรเลงอย่างร่าเริงดังขึ้นทันที มีหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเดินเข้ามามอบดอกไม้ให้กับวอลช์ ตามด้วยบาทหลวงที่มาสวดภาวนาอวยพรให้กับบ้านหลังใหม่…

พูดสั้นๆ ก็คือ จัดเต็มเรื่องพิธีการสุดๆ จนดึงดูดผู้คนที่สัญจรไปมาให้หยุดดูได้เป็นจำนวนมาก

ใช่แล้ว ในที่สุดวอลช์ก็ทนการล่อลวงไม่ไหว ควักเงิน 2,050 ปอนด์ ซื้อบ้านในราชอุทยานไปหนึ่งหลัง

เหตุผลหลักก็คือ เขาได้ยินข่าวสารจากแหล่งข่าวของเขามาว่า ฝรั่งเศสกำลังจะทุ่มเทพัฒนาอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปอย่างจริงจัง ซึ่งจะส่งผลให้มีความต้องการผ้าขนสัตว์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

และเขาก็เป็นพ่อค้าขนสัตว์พอดี การซื้อบ้านในปารีสก็เท่ากับได้บุกเบิกตลาดในฝรั่งเศสไปในตัว ช่างเป็นอะไรที่ลงตัวสุดๆ

แน่นอนว่า อีกเหตุผลหนึ่งก็คือบ้านในราชอุทยานดูเหมือนจะขึ้นราคาทุกวันเลย!

บ้านหลังที่เขาซื้อ เมื่อสามวันก่อนยังราคาแค่ 50,000 ลีฟร์ หรือ 2,000 ปอนด์อยู่เลย เผลอแป๊บเดียวก็พุ่งขึ้นมาเป็น 2,050 ปอนด์แล้ว

นี่ทำให้เขารู้สึกเจ็บใจที่มัวแต่ลังเลเมื่อหลายวันก่อน

พอเขาได้ยินพนักงานขายบอกว่า อีกไม่กี่วันราคาจะปรับขึ้นอีก เขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้ทันที!

ส่วนคุณนายวอลช์นั้นก็ดีใจจนเนื้อเต้น ตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาในปารีส นางก็ตกหลุมรักที่นี่อย่างหมดหัวใจทั้งเมืองดูสะอาดสะอ้าน สะดวกสบาย เป็นระเบียบเรียบร้อย อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของแฟชั่น แถมยังมีรถม้าโดยสารสาธารณะที่แสนสะดวกสบายอีกด้วย

อ้อ แล้วก็สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยจนน่าทึ่งนั่นอีก!

ตำรวจที่เดินตรวจตราตามท้องถนนในปารีส ล้วนแต่ดูองอาจผ่าเผย ไม่เคยรีดไถชาวต่างชาติหรือพ่อค้าแม่ค้าเลยแม้แต่น้อย หากเจอโจรขโมยหรือคนปล้นทรัพย์ พวกเขาก็จะรีบพุ่งเข้าไปจับกุมตัวคนร้ายมาลงโทษทันที ถ้าเป็นที่ลอนดอน ตำรวจอังกฤษคงหนีเตลิดไปนานแล้ว เว้นเสียแต่ว่าเหยื่อจะเป็นขุนนางมียศมีศักดิ์

แน่นอนว่า นางหารู้ไม่ว่า เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ตำรวจปารีสก็มีพฤติกรรมไม่ต่างจากเพื่อนร่วมอาชีพในอังกฤษเลยทั้งหมดนี้คือความเปลี่ยนแปลงใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากการปฏิรูปตำรวจของมกุฎราชกุมารต่างหาก

คุณนายวอลช์ได้เขียนจดหมายถึงลูกชายสุดที่รักที่ลอนดอนตั้งแต่เมื่อคืน เพื่อบอกให้เขาพาคู่หมั้นมาพักผ่อนที่ปารีส พอกลับไป จะได้มีเรื่องเอาไปคุยโม้โอ้อวดในวงสังคมได้อีกนานเลยทีเดียว

วันที่ 19 มีนาคม 1788

สัปดาห์แฟชั่นปารีสที่สั่นสะเทือนไปทั่วยุโรป ก็ปิดฉากลงในที่สุด ทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันแสนสนุกสุดเหวี่ยง และความหรูหราอลังการที่น่าหลงใหลของพระราชวังตุยเลอรี

จากนั้น นิทรรศการศิลปะแฟชั่นปารีสก็เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ

นิทรรศการศิลปะนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แสดงผลงานของดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสโดยเฉพาะเพราะถ้าหากสามารถสร้างชื่อเสียงให้พวกเขาได้ ก็จะยิ่งทำให้ทั่วโลกยอมรับแฟชั่นของปารีสมากขึ้นไปอีก

ตลอดระยะเวลาห้าวันของการจัดนิทรรศการ จะมีการเชิญชวนดีไซเนอร์แฟชั่นจากทั่วยุโรปมาร่วมงาน และคัดเลือกดีไซเนอร์ยอดเยี่ยมแห่งปี เพื่อมอบรางวัล “ขนนกทองคำ” ให้

และในวันเดียวกันนั้น ก็มีเหตุการณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องมากนัก นั่นก็คือ

“โรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์หลวงแห่งฝรั่งเศส” ได้เสร็จสิ้นขั้นตอนการเตรียมการทั้งหมด และเริ่มดำเนินการผลิตอย่างเป็นทางการแล้ว

ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของลานกว้างพระราชวังแวร์ซายส์ ถัดจากป่าต้นแพลตตานัส มีลานเล็กๆ ขนาดร้อยตารางเมตรที่ล้อมรอบด้วยกำแพงหิน ภายในลานมีเตาหลอมเหล็ก และเพิงไม้ขนาดเล็กใหญ่สิบกว่าหลัง

เวลานี้ โจเซฟกำลังยืนอยู่หน้าประตูหลักของลานเล็กๆ แห่งนี้ ซึ่งมีป้ายหินเขียนคำว่า “โรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์หลวง” ตั้งอยู่ ค้อมศีรษะทำความเคารพแผ่นหลังของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ที่กำลังเดินจากไป

เมื่อครู่นี้ เขาเพิ่งจะร่วมงานเปิดโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์พร้อมกับกษัตริย์ พ่อของเขาคงจะดีใจมาก ถึงกับยอมกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าสาธารณชนยาวถึงห้าประโยคเชียว แถมยังพูดได้คล่องแคล่วไม่ติดขัดเลยแม้แต่น้อย

แน่นอนว่า นี่เป็นโรงงานที่เขาลงทุนสร้างขึ้นมาเพื่อผลิตอาวุธที่เขาเป็นคนคิดค้นขึ้น แถมเขายังเป็นคนฝึกช่างฝีมือหลักมากับมือ การที่จะรู้สึกยินดีปรีดาก็เป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อส่งพ่อเสร็จ โจเซฟก็หันกลับมามองผู้บริหารหลักสองคนของโรงงาน เตรียมตัวเริ่มทำงานอย่างจริงจังเสียที

“คุณกาแม็ง ขอถามหน่อยว่าตอนนี้กำลังการผลิตอยู่ที่เท่าไหร่หรือ?”

ชายชราผู้มีจมูกแบนราบ ถุงใต้ตาหย่อนคล้อย แต่แววตากลับส่องประกายเจิดจ้า รีบโค้งคำนับตอบว่า

“ฝ่าบาท ตอนนี้ผลิตปืนเพอร์คัชชันแคปได้วันละสามกระบอก แต่ในไม่ช้านี้ก็น่าจะเพิ่มเป็นสี่กระบอกได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ผลิตภัณฑ์ของโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ในตอนนี้มีเพียงชนิดเดียว นั่นคือ ปืนเพอร์คัชชันแคปรุ่นออกุสต์ 1788

โจเซฟได้ยินดังนั้นก็ถึงกับขมวดคิ้วผลิตได้แค่วันละ 4 กระบอก เดือนนึงก็ 120 กระบอก ผลิตไปทั้งปียังไม่พอแจกทหารราบแค่กรมเดียวเลย…

ความจริงแล้ว เขาก็เป็นคนควบคุมขนาดของโรงงานนี้ให้เล็กเองแหละเพราะตอนที่เขาไปสำรวจพื้นที่จริง เขาพบว่าไม่ใช่แค่ที่พระราชวังแวร์ซายส์นะ แต่รวมถึงทั่วทั้งปารีสเลยที่ไม่มีอุตสาหกรรมสนับสนุนการผลิตอาวุธเลย ไม่ว่าจะเป็นการหลอมเหล็ก การแปรรูปไม้ขั้นต้น การทำนอต สายหนัง ฯลฯ ล้วนไม่สามารถจัดหาได้เพียงพอ ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจสร้างแค่ “โรงงานสาธิต” ใกล้ๆ พระราชวังแวร์ซายส์ เพื่อใช้สำหรับฝึกช่างฝีมือ และทำการผลิตในปริมาณน้อยๆ เท่านั้น ส่วนโรงงานผลิตอาวุธขนาดใหญ่จริงๆ กำลังก่อสร้างอยู่ที่เมืองแซ็งเตเตียน น่าจะเสร็จในเดือนหน้า

แต่ทว่า ถึงจะเป็นแค่ “โรงงานสาธิต” กำลังการผลิตแค่นี้ก็ถือว่าน้อยเกินไปหรือเปล่า?

เขาพาผู้บริหารทั้งสองเดินเข้าไปในลานกว้าง พลางหันไปถามว่า

“คุณกาแม็ง พอจะเพิ่มกำลังการผลิตในเวลาอันสั้นได้ไหม? สัก… วันละสิบกระบอก?”

ครูสอนทำกุญแจของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าช่างเทคนิคของโรงงานผลิตอาวุธ ส่ายหน้าทันที

“ฝ่าบาท ท่านก็เห็นนี่พ่ะย่ะค่ะ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ฝ่าบาททรงทุ่มเทเวลาแทบจะไม่ได้พักผ่อน กว่าจะฝึกช่างฝีมือสี่คนให้เชี่ยวชาญขั้นตอนการทำปืนเพอร์คัชชันแคปได้ อ้อ รวมข้าด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ”

เขาเป็นคนร่วมคิดค้นปืนเพอร์คัชชันแคปมาตั้งแต่ต้น จึงไม่ต้องผ่านการฝึกอบรมใดๆ

“ตอนนี้พวกเราสี่คนต้องสอนลูกศิษย์ไปด้วย ทำงานจนดึกดื่นค่อนคืน ถึงจะผลิตปืนยาวได้สักกระบอก”

นี่ยังไม่รวมถึงลำกล้องปืนเพอร์คัชชันแคป ที่สั่งทำแบบหยาบๆ มาจากเมืองชาร์เลอวิลล์โดยตรงนะ ไม่งั้นล่ะก็ วันละกระบอกก็ทำไม่เสร็จหรอก

โจเซฟขมวดคิ้วอีกครั้ง ถามด้วยความสงสัยว่า

“ทำไมไม่ให้ช่างคนอื่นมาช่วยทำล่ะ? แล้วพวกท่านทั้งสี่คนก็คอยควบคุมดูแลและให้คำแนะนำอยู่ข้างๆ”

ต้องรู้ไว้ก่อนว่า พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงดึงตัวช่างทำปืนระดับสูงมาจากที่อื่นตั้ง 16 คน เพื่อมาทำงานในโรงงานของเขา แถมยังมีช่างฝีมือระดับกลางและระดับล่างอีกตั้ง 50 คน ถ้าให้คนพวกนี้ลงมือทำพร้อมกันทั้งหมด กำลังการผลิตก็คงไม่น่าสมเพชขนาดนี้หรอก

กาแม็งอธิบายอย่างลำบากใจว่า “ฝ่าบาท ขั้นตอนการทำปืนเพอร์คัชชันแคปแตกต่างจากปืนคาบศิลามาก โดยเฉพาะส่วนของลำกล้องและกลไกปืน ต้องทำความเข้าใจในทุกขั้นตอนและฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงจะทำปืนที่ได้มาตรฐานออกมาได้พ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟพบจุดบกพร่องในตรรกะของเขาทันที “หมายความว่า นอกจากลำกล้องและกลไกปืนแล้ว ส่วนอื่นๆ ก็เหมือนกับปืนคาบศิลาใช่ไหม?”

“เอ่อ ก็จริงพ่ะย่ะค่ะ”

“งั้นก็ให้พวกท่านทั้งสี่รับผิดชอบทำแค่ลำกล้องกับกลไกปืนสิ ส่วนที่เหลือก็ให้คนอื่นทำ แล้วค่อยเอามาประกอบเข้าด้วยกัน แบบนี้ก็จะช่วยเพิ่มความเร็วได้เยอะเลยไม่ใช่หรือ?”

“ฝ่าบาท เกรงว่าคงจะเป็นไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ” ยังไม่ทันที่กาแม็งจะเอ่ยปาก ชายวัยกลางคนร่างเล็กผมหยักศกสีน้ำตาลที่อยู่ข้างๆ ก็พูดแทรกขึ้นมา “นิสัยและทักษะของช่างแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอกนะพ่ะย่ะค่ะ มีแค่ชิ้นส่วนที่ตัวเองทำขึ้นมาเท่านั้นแหละ ถึงจะประกอบเข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

กาแม็งรีบพยักหน้าเสริมทันที

“คุณมาร์ติเนียร์พูดถูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ ต่อให้เป็นลูกศิษย์ของช่างคนนั้น ก็ยังยากที่จะทำชิ้นส่วนออกมาให้เหมือนกับของอาจารย์ได้แบบเป๊ะๆ”

โจเซฟถึงกับกุมขมับ เขาลืมไปเลยว่าตอนนี้ยังอยู่ในยุคหัตถกรรม ยังไม่มีแนวคิดเรื่องการผลิตชิ้นส่วนมาตรฐานเลย กว่าแนวคิดนี้จะเริ่มเกิดขึ้นก็ปาเข้าไปต้นศตวรรษที่ 19 โน่น และกว่าจะนำมาใช้ในภาคปฏิบัติจริงๆ ก็ต้องรอไปอีก 20 ปี…

ส่วนระบบการผลิตแบบสายพานประกอบที่ต้องอาศัยชิ้นส่วนมาตรฐานเป็นรากฐาน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย

เขาถอนหายใจยาว แล้วมองหน้าผู้จัดการและหัวหน้าช่างเทคนิคทั้งสอง

“ถ้าอย่างนั้น เรามาลองเปลี่ยนรูปแบบการทำงานกันดูไหม มีรูปแบบการผลิตแบบหนึ่ง เรียกว่าการผลิตชิ้นส่วนมาตรฐาน”

ผู้บริหารทั้งสองสบตากันด้วยความงุนงง “การผลิตชิ้นส่วนมาตรฐานหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“ใช่แล้ว” โจเซฟพยักหน้า “พูดง่ายๆ ก็คือ ปืนแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะผลิตโดยช่างคนไหน ก็ต้องยึดตามมาตรฐานชิ้นส่วนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างเคร่งครัด

“ตั้งแต่รูปทรง วัสดุ ไปจนถึงขนาด ล้วนห้ามคลาดเคลื่อนเกินขอบเขตค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ อ้อ เดี๋ยวข้าจะอธิบายให้ฟังทีหลังว่าค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้คืออะไร

“เพื่อให้มั่นใจว่า ไม่ว่าชิ้นส่วนจะผลิตโดยใคร ก็สามารถนำมาสับเปลี่ยนใช้งานกันได้อย่างอิสระ”

“นี่… นี่มันจะเป็นไปได้ยังไงกันพ่ะย่ะค่ะ?!” กาแม็งและมาร์ติเนียร์อุทานออกมาพร้อมกัน

โจเซฟพาทั้งสองคนเข้าไปในห้องทำงาน ส่งสัญญาณให้พวกเขานั่งลง แล้วพูดอย่างจริงจังว่า

“ทำได้แน่นอน ข้าขอรับรอง แต่เราต้องอาศัยตัวช่วยนิดหน่อย อย่างแรกเลย เราต้องสร้างเครื่องมือวัดที่แม่นยำกว่านี้ขึ้นมาสักชุดหนึ่งก่อน”

กาแม็งรีบพูดแทรก “ท่านหมายถึง เครื่องมืออย่างไมโครมิเตอร์ใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ?”

โจเซฟพยักหน้า “ถูกต้อง หลังจากนั้น ท่านก็ต้องนำทีมช่างที่เก่งที่สุด มาช่วยกันร่าง 《มาตรฐานขั้นตอนการผลิต》 《มาตรฐานการปฏิบัติงานสำหรับผลิตภัณฑ์》 《มาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพ》 ฯลฯ สำหรับปืนเพอร์คัชชันแคปขึ้นมา หรือแม้กระทั่งกำหนดตำแหน่งการวางเครื่องมือให้เป็นมาตรฐานเดียวกันไปเลยก็จะดีมาก”

“อ้อ ความหมายของมาตรฐานพวกนี้ เดี๋ยวข้าจะให้คนเขียนรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษรมาให้ท่านอ่านอีกที” โจเซฟอธิบายต่อ “เมื่อกำหนดมาตรฐานได้แล้ว ก็ต้องจัดการอบรมช่างฝีมือทุกคนพร้อมกัน

“เวลาช่างผลิตชิ้นส่วน ทุกคนต้องใช้เครื่องมือเหมือนกัน ใช้วิธีวัดแบบเดียวกัน และต้องทำตามเอกสารมาตรฐานทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัด ห้ามใครดัดแปลงขั้นตอนใดๆ ตามใจชอบเด็ดขาด

“ชิ้นส่วนที่ทำเสร็จแล้ว จะถูกส่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพเฉพาะทางนำไปวัดขนาด ถ้าคลาดเคลื่อนเกินกว่าที่กำหนด ชิ้นส่วนชิ้นนั้นก็จะถูกตีกลับ

“ด้วยวิธีนี้ ชิ้นส่วนที่ผลิตออกมา ไม่ว่าจะเป็นวัสดุหรือขนาด ก็จะแทบไม่ต่างกันเลย ในขั้นตอนสุดท้าย ถึงจะส่งชิ้นส่วนไปให้คนงานที่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องช่าง ก็ยังสามารถประกอบมันให้กลายเป็นปืนยาวที่ได้มาตรฐานได้”

ผู้บริหารทั้งสองเบิกตากว้างด้วยความทึ่งแม้วิธีของมกุฎราชกุมารจะฟังดูแปลกประหลาด แต่เมื่อลองคิดตามให้ดี ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะทำสำเร็จ

หากใช้วิธีผลิตแบบนี้ ก็ต้องการช่างฝีมือที่รู้ทุกขั้นตอนการผลิตเพียงไม่กี่คน เพื่อมาช่วยร่างมาตรฐานเท่านั้น ส่วนช่างคนอื่นๆ ก็แค่ทำตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ทีละขั้นตอนก็พอ

คิดดูสิว่ามันจะช่วยเพิ่มความเร็วในการผลิตได้มากขนาดไหน แถมการฝึกอบรมช่างก็ง่ายขึ้นเป็นกอง!

มกุฎราชกุมารคิดวิธีที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ออกมาได้ยังไงกัน? สมกับเป็นบุตรแห่งความโปรดปรานของพระเจ้าจริงๆ!

โจเซฟยังอธิบายแนวคิดเรื่อง “ค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้” “การตรวจสอบคุณภาพ” ฯลฯ ให้พวกเขาฟังคร่าวๆ อีกด้วย สุดท้ายก็กล่าวสรุปว่า

“พวกช่างอาจจะยังรับรูปแบบการผลิตแบบใหม่นี้ไม่ได้ง่ายๆ นัก ในช่วงแรกที่นำไปปฏิบัติ กำลังการผลิตอาจจะลดลงด้วยซ้ำ แต่ขอแค่ทำต่อไปอย่างมุ่งมั่น ก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้อย่างมหาศาลแน่นอน

“ช่วงนี้ข้าจะอยู่ช่วยพวกท่านร่างมาตรฐานการผลิตทั้งหมด และช่วยฝึกอบรมช่างฝีมือด้วย”

จู่ๆ โจเซฟก็นึกขึ้นได้ว่า บางทีเขาควรจะนำระบบมาตรฐานนี้ไปใช้กับโรงงานผลิตเครื่องจักร โรงงานผลิตเครื่องจักรไอน้ำ ฯลฯ ด้วย หรืออาจจะยกระดับเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์ระดับชาติไปเลยก็ได้

แต่เรื่องนี้ก็จะไปโยงถึงปัญหาเรื่องมาตรฐานระบบชั่งตวงวัดอีก

ต้องรู้ไว้ก่อนว่า ในฝรั่งเศสตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยวัดความยาว หรือน้ำหนัก ล้วนแต่มีหลากหลายรูปแบบจนน่าปวดหัว แม้แต่หน่วย “เมตร” แบบเดียวกัน ช่างจากทางใต้กับทางเหนือของฝรั่งเศสยังวัดออกมาได้ไม่เท่ากันเลย

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงประเทศอื่นๆ ในยุโรปเลย

และการที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับประเทศได้ การกำหนดมาตรฐานระบบชั่งตวงวัดให้เป็นหนึ่งเดียวนั้นคือเงื่อนไขพื้นฐานที่สุด

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note