ตอนที่ 153 จองตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมแห่งฝรั่งเศส
แปลโดย เนสยังมอโนลุกขึ้นยืนด้วยความประหม่า ขยับเข้าไปใกล้โจเซฟ แล้วกระซิบว่า
“อ๊ะ องค์มกุฎราชกุมารผู้ทรงเกียรติ ท่านคือเพื่อนที่ดีที่สุดของข้า! เรื่องนี้ท่านห้ามบอกใครเด็ดขาดเลยนะ…”
อันที่จริง การหาชู้รักในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย หรือแม้กระทั่งคู่สามีภรรยาชนชั้นสูงที่ “หัวก้าวหน้า” บางคู่ ก็ยังแนะนำชู้รักให้แก่กันและกันด้วยซ้ำ
แต่เคานต์มอโนกลับมีความชอบที่ท้าทายความตื่นเต้นในเรื่องนี้อย่างมากชู้รักที่เขาหานั้น ล้วนเป็นระดับความยากขั้นสุดยอดทั้งสิ้น
ตัวอย่างเช่น เคาน์เตสเมอซาแย นางเป็นสุดที่รักของสามี เคยมีขุนนางที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงพยายามจะจีบนาง ผลคือถูกเมอซาแยหักแขนไป
หรืออีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ ภรรยาของมาร์ควิสแซงต์-พรีสต์ที่เพิ่งวิ่งออกไปเมื่อครู่นี้ ท่านมาร์ควิสมีความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของสูงมาก ห้ามผู้ชายคนไหนเข้าใกล้นางเด็ดขาด ชู้รักคนแรกของนางก็ถูกแซงต์-พรีสต์ยัดข้อหา แล้วส่งไปเป็นแรงงานทาสที่ทะเลแคริบเบียนแล้ว
แต่ภรรยาทั้งสองคนนี้ กลับตกเป็นของมอโนผู้กล้าหาญชาญชัยไปเสียได้
แน่นอนว่า มอโนเองก็กลัวความโกรธแค้นของสามีพวกนางเหมือนกัน แม้ว่าด้วยฐานะของเขา เขาจะไม่ต้องกลัวพวกนั้นเล่นงานลับหลัง แต่เขากลัวจะถูกปาถุงมือขอท้าดวลต่อหน้ามากกว่าด้วยร่างอ้วนท้วนน้ำหนัก 170 ปอนด์ของเขา ขืนไปดวลดาบกับใคร ก็ไม่ต่างอะไรกับไปเป็นเป้านิ่งให้เขาแทงเล่นหรอก
ดังนั้น เรื่องในวันนี้จึงค่อนข้างจะยุ่งยากสักหน่อย
โจเซฟเคยได้ยินเรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามจัดการกับชู้รักของภรรยามาบ้างแล้ว เมื่อเห็นท่าทางของมอโน เขาก็รู้ทันทีว่าลาภลอยมาหล่นทับตัวเองแล้ว
เขาพยักหน้าอย่างจริงใจทันที “ท่านวางใจเถอะ ข้อดีที่สุดของข้าก็คือการเก็บความลับนี่แหละ”
“ขอบคุณท่านมากจริงๆ…”
มอโนยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นมกุฎราชกุมารบุ้ยใบ้ไปทางเคลมองตีนที่กำลังวุ่นวายกับการหาแมวอยู่ในห้องสวีทข้างๆ แล้วลดเสียงลงพูดว่า
“แต่ว่านะ ลูกพี่ลูกน้องของข้าน่ะ ท่านก็รู้นี่ นางเป็นคนช่างพูดช่างคุยจะตายไป”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถึงกับหน้าถอดสี อยากจะไปขอร้องให้นางช่วยเก็บความลับ แต่ก็ต้องชะงักไปเรื่องพรรค์นี้จะไปพูดกับเด็กผู้หญิงได้ยังไง? แถมอีกฝ่ายก็ใช่ว่าจะยอมฟังเขาเสียด้วย
เขาหันไปมองโจเซฟด้วยสายตาน่าสงสาร “ฝ่าบาท ท่านช่วยข้าอีกสักครั้งเถอะ! ท่านเป็นพี่ชายของนาง นางต้องฟังท่านแน่ๆ”
กำลังพูดอยู่ เสียงหวานใสของเคลมองตีนก็ดังมาจากด้านข้าง “ท่านพี่ คุณชายหนวดไม่ได้อยู่ที่นี่! เราไปหาห้องต่อไปกันเถอะ”
โจเซฟตบไหล่มอโน พูดอย่างจริงจังว่า “ข้าจะลองไปพูดดูนะ แต่ก็ไม่รับประกันว่าจะสำเร็จหรอกนะ ท่านรอฟังข่าวจากข้าก็แล้วกัน”
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป ท่ามกลางสายตาลุกลนของมอโน
ปฏิบัติการตามหาแมวดำเนินไปกว่าหนึ่งชั่วโมง หลังจากสร้างความแตกตื่นให้กับขุนนางเกือบครึ่งพระราชวังแวร์ซายส์ ในที่สุดโจเซฟและคนอื่นๆ ก็พบตัวคุณชายหนวดในห้องรับแขกของเจ้าหญิงเตแรซ
ในขณะนั้น มันกำลังขึ้นขี่อยู่บนหลังแมวชาทรูซของเจ้าหญิงอย่างมาดมั่น เตรียมจะทำเรื่องยิ่งใหญ่ของชีวิตแมว
แต่เคลมองตีนกลับร้องลั่นด้วยความดีใจ เรียก “คุณชายหนวดที่รัก” อย่างเอ็นดู พุ่งเข้าไปอุ้มเจ้าแมวตัวนั้นขึ้นมาโดยไม่ฟังเสียงประท้วง ไม่สนการดิ้นรนอย่างสิ้นหวังและความโกรธเกรี้ยวของมัน หันไปกล่าวขอบคุณทุกคน และกล่าวขอโทษเตแรซ
จากนั้น นางก็โดนคุณชายหนวดข่วนเป็นครั้งแรกในชีวิต…
สิบโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น โจเซฟถึงได้หาวหวอดๆ ตื่นขึ้นมาอย่างไม่เต็มใจนัก
เมื่อคืนเขาต้องเหนื่อยตามสาวน้อยโลลิไปจนถึงตีสามกว่าจะได้นอน
แน่นอนว่าผลตอบแทนก็ไม่น้อยเลยทีเดียว ระหว่างที่เขากำลังครุ่นคิดว่าจะ “รีดไถ” อะไรจากมอโนดี เอมังก็เดินจ้ำอ้าวเข้ามา โค้งคำนับแล้วพูดว่า
“ตื่นแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท เคานต์มิราโบมารออยู่นานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม ข้ารู้แล้ว” โจเซฟรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าบ้วนปากแบบลวกๆ แล้วเดินไปที่ห้องรับแขก
“ดีใจที่ได้พบท่าน องค์มกุฎราชกุมารผู้ทรงเกียรติ!” มิราโบเดินเข้ามาหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เอามือทาบอกทำความเคารพ “ข้ามีข่าวดีหลายเรื่องมาแจ้งให้ท่านทราบพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้? ข่าวดีอะไรหรือ?” โจเซฟยิ้มรับ “เชิญนั่งก่อนเถิด”
มิราโบนั่งลงแล้วพูดว่า
“อย่างแรก โรงงานกระดาษของเราได้ทำการทดลองผลิตเสร็จสิ้นแล้ว และเริ่มดำเนินการผลิตอย่างเป็นทางการแล้วพ่ะย่ะค่ะ
“กระดาษล็อตแรกจำนวนสองหมื่นปอนด์ที่ผลิตออกมาเมื่อสามวันก่อน คุณภาพดีมาก ถูกกว้านซื้อไปจนหมดเกลี้ยงในพริบตา! ตอนนี้ยอดสั่งจองล่วงหน้ายาวไปถึงห้าเดือนข้างหน้าแล้ว คาดว่าตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป กำไรต่อเดือนน่าจะแตะหนึ่งแสนลีฟร์เลยล่ะพ่ะย่ะค่ะ!”
“ลำบากท่านแล้วจริงๆ” โจเซฟพยักหน้ายิ้มๆ เรื่องโรงงานกระดาษเขาแทบจะไม่ได้ยุ่งเลย ปล่อยให้มิราโบและคนอื่นๆ จัดการมาตลอด นึกไม่ถึงเลยว่าจะคืบหน้าไปได้ราบรื่นขนาดนี้
แต่เขาก็ไม่ได้แปลกใจกับยอดขายที่ถล่มทลายนี้เลยกระดาษคุณภาพเท่ากัน แต่ขายในราคาแค่สองในสาม จะไม่ให้ถูกกว้านซื้อได้อย่างไร ส่วนเรื่องกำไร เมื่อกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน
มิราโบถูมือไปมาและพูดว่า
“ข้าก็แค่ทำตามหน้าที่เท่านั้นแหละพ่ะย่ะค่ะ หลักๆ ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับเทคโนโลยีใหม่ของท่าน อ้อ จริงสิ โรงงานกระดาษที่ลียงก็เริ่มสร้างแล้วเหมือนกัน อีกสักสามสี่เดือนก็น่าจะเริ่มผลิตได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เขาเล่าเรื่องการสร้างโรงงานและการรับสมัครช่างฝีมืออย่างตื่นเต้นอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็พูดถึงข่าวดีอีกเรื่อง
“ฝ่าบาท พื้นที่หลักของเขตพัฒนาอุตสาหกรรมในน็องซีสร้างเสร็จไปมากแล้ว ตอนนี้มีโรงงานตั้งอยู่สิบเจ็ดสิบแปดแห่งแล้ว คนพลุกพล่านมาก ท่านน่าจะไปดูสักหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ อ้อ ที่นั่นมี ‘บริษัทเครื่องจักรไอน้ำร่วมทุนฝรั่งเศส’ ของท่านด้วย โรงงานของบริษัทนี้ใหญ่ที่สุดในเขตพัฒนาเลยล่ะพ่ะย่ะค่ะ”
อันที่จริง พื้นที่หลักของเขตพัฒนาอุตสาหกรรมก็แค่หาที่ดินใกล้แหล่งน้ำ ปรับหน้าดิน ขยายถนน แล้วก็ล้อมรั้วแค่นั้นเอง ส่วนพวกสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างธนาคาร โรงเรียน โรงพยาบาล ก็ค่อยๆ สร้างไปทีหลัง ยังไงก็ไม่กระทบกับการเข้ามาตั้งโรงงานอยู่แล้ว
“การประชุมสภาฐานันดรแห่งน็องซีก็อนุมัติแผนการลดภาษีสำหรับเขตพัฒนาอุตสาหกรรมแล้วด้วยพ่ะย่ะค่ะ” มิราโบยังคงมีท่าทีตื่นเต้น “แน่นอน พวกเขาต้องเห็นด้วยอยู่แล้ว เขตพัฒนาอุตสาหกรรมจะนำความเจริญมาสู่น็องซีในไม่ช้านี้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟรู้ดีว่า สภาฐานันดรที่เขาพูดถึงนั้น แตกต่างจากสภาฐานันดรในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสอย่างสิ้นเชิง สภาฐานันดรระดับท้องถิ่นในตอนนี้เป็นเพียงหน่วยงานช่วยบริหารที่รวบรวมความคิดเห็นจากหลายๆ ฝ่าย จะเปิดการประชุมได้ก็ต้องได้รับอนุญาตจากกษัตริย์เสียก่อน แถมมติที่ประชุมก็อาจถูกรัฐบาลปัดตกได้อีกด้วย
แต่ถ้าเป็นเรื่องการจัดเก็บภาษี หากมีสภาฐานันดรเข้ามามีส่วนร่วม การดำเนินงานก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเยอะ
มิราโบมองไปที่โจเซฟ หยั่งเชิงถามว่า
“ฝ่าบาท ท่านก็ทราบดีว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมต้องพึ่งพาตลาดเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้ภาษีศุลกากรระหว่างมณฑลต่างๆ ในฝรั่งเศสกลับทำให้ตลาดแตกแยกอย่างรุนแรง บางที เราอาจจะลองผลักดันให้มีการยกเลิกภาษีศุลกากร เพื่อกระตุ้นให้เกิดตลาดภายในประเทศที่รวมเป็นหนึ่งเดียวดีไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟพยักหน้า
“ท่านพูดถูก แต่การจะยกเลิกภาษีศุลกากรระดับท้องถิ่นนั้นมีอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะเมื่อการคลังของเราไม่สามารถให้การสนับสนุนได้… เรื่องนี้ข้าจะหาทางจัดการเอง”
ในขณะนั้น ระหว่างมณฑลต่างๆ ในฝรั่งเศสมีการเก็บภาษีศุลกากร สินค้าจากมณฑลอื่นที่จะเข้าไปขายในท้องถิ่นจะต้องเสียภาษีเสียก่อน ในยุคเกษตรกรรม เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากนัก แต่ในยุคอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับการขายสินค้าและการหมุนเวียนเงินทุน มันกลับกลายเป็นอุปสรรคชิ้นโต
อังกฤษเป็นประเทศแรกที่ยกเลิกภาษีศุลกากรภายในประเทศ ทำให้พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์จากตลาดที่รวมเป็นหนึ่งเดียว สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมได้อย่างมาก
ทว่า แม้การยกเลิกภาษีศุลกากรท้องถิ่นจะเป็นผลดีต่อประเทศชาติ แต่ก็ยากที่จะนำไปปฏิบัติจริง
หนึ่งในปัญหาพื้นฐานที่สุดก็คือ รายได้ทางการคลังของแต่ละมณฑลต้องพึ่งพาภาษีศุลกากรเป็นหลัก หากจู่ๆ ยกเลิกไป รัฐบาลกลางก็ต้องหาเงินมาอุดหนุนส่วนที่หายไป มิเช่นนั้นรัฐบาลท้องถิ่นก็จะไม่มีเงินแม้แต่จะบริหารงาน
แต่ด้วยสถานการณ์ทางการคลังของฝรั่งเศสในตอนนี้ อย่าว่าแต่อุดหนุนส่วนท้องถิ่นเลย แค่ตัวเองไม่ล้มละลายก็ถือว่าพระเจ้าคุ้มครองแล้ว
นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่โจเซฟรีบเร่งขยายดินแดนอาณานิคมโพ้นทะเลเพื่อใช้ตลาดอาณานิคมมาเติมเต็มช่องว่างของตลาดในประเทศ แล้วนำเงินที่หาได้มาค่อยๆ แก้ปัญหาภาษีศุลกากรท้องถิ่น
มิราโบรู้ดีว่าเรื่องภาษีศุลกากรท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเพียงแค่ต้องการเตือนสติมกุฎราชกุมารเท่านั้น
หลังจากนั้น เขาก็แจ้งข่าวดีเรื่องสุดท้ายให้ทราบมันฝรั่งที่กว้านซื้อมาจากออสเตรีย เนเธอร์แลนด์ตอนใต้ และที่อื่นๆ ได้ทยอยขนส่งไปถึงมณฑลอัลซาส ลอแรน และมณฑลอื่นๆ แล้ว ทำให้ปริมาณเสบียงที่ขนส่งออกไปก่อนหน้านี้ได้รับการเติมเต็มจนเกือบจะเท่าเดิมแล้ว
จนถึงตอนนี้ แผนการส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งของโจเซฟก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แม้ว่าพื้นที่เพาะปลูกในปีนี้จะมีอยู่อย่างจำกัด แต่มันก็ได้เปิดประตูสู่การปลูกมันฝรั่งในฝรั่งเศสแล้ว คาดว่าในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า หลังจากที่ชาวนาได้ลิ้มรสความหอมหวานของผลผลิตมันฝรั่งที่สูงลิ่ว จะต้องมีคนหันมาปลูกมันฝรั่งเพิ่มขึ้นอีกมากอย่างแน่นอน
ทว่า สิ่งที่จะตามมาก็คือปัญหาความอุดมสมบูรณ์ของดินที่ลดลงมันฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการปุ๋ยมาก ซึ่งนี่ก็จะเป็นปัญหาต่อไปที่เขาต้องจัดการในกระบวนการปฏิรูปการเกษตร
เมื่อมิราโบลากลับไป โจเซฟมองตามหลังเขาไป แล้วก็นึกขึ้นได้กะทันหันว่าจะ “รีดไถ” อะไรจากมอโนดี
ตอนนี้เขากำลังต้องการให้มิราโบและคนอื่นๆ มาช่วยขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส หากสามารถหาตำแหน่งในรัฐบาลที่เหมาะสมให้เขาได้ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเขาได้อย่างมาก ซึ่งก็จะช่วยเร่งความเร็วในการพัฒนาอุตสาหกรรมได้อีกด้วย
นอกจากนี้ ยังสามารถดึงเอาพวกขุนนางนายทุนมาเป็นพวก เพื่อเสริมสร้างฐานอำนาจทางการเมืองของตัวเองได้อีกด้วย
เมื่อดูจากทิศทางของประวัติศาสตร์ ชนชั้นนายทุนที่กลุ่มขุนนางนายทุนเป็นตัวแทนนั้นต่างหากที่เป็นแกนหลักทางการเมืองในอนาคต ส่วนพวกขุนนางเก่าแก่ก็จะถูกกระแสการพัฒนาอุตสาหกรรมกลืนกินไปจนหมดสิ้น เขาควรจะเริ่มวางหมากเอาไว้แต่เนิ่นๆ
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ โจเซฟก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว การจะส่งมิราโบซึ่งเป็นตัวแทนของพวกขุนนางนายทุนเข้าไปอยู่ในคณะรัฐมนตรีที่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มขุนนางเจ้าที่ดิน จะต้องเผชิญกับแรงต่อต้านอย่างหนักแน่นอน
เรื่องนี้เขาต้องวางแผนอย่างรอบคอบ
คืนนั้น ในงานปาร์ตี้พนันที่พระราชินีมารีจัดขึ้น โจเซฟดึงมอโนไปหลบมุมที่ห้องโถง ปรายตามองเคลมองตีนที่กำลังวางเดิมพันอยู่ที่โต๊ะทอยลูกเต๋า แล้วลดเสียงลงพูดว่า “ข้ารับปากเงื่อนไขนางไปตั้งมากมาย กว่าจะเกลี้ยกล่อมนางได้สำเร็จ ท่านวางใจได้เลย นางสาบานว่าจะไม่ปริปากเรื่องเมื่อคืนให้ใครฟังเด็ดขาด…”
อันที่จริง เมื่อคืนตอนที่โจเซฟถามเคลมองตีนว่าเห็นใครเดินออกมาจากห้องของมอโนไหม สาวน้อยโลลิบอกว่านางมัวแต่สนใจแมว ไม่ทันสังเกตเห็นใครเลย ส่วนสาวใช้ของนางก็ไม่เคยมาพระราชวังแวร์ซายส์ จึงไม่รู้จักภรรยาของแซงต์-พรีสต์อยู่แล้ว
มอโนรีบขัดจังหวะไม่ให้มกุฎราชกุมารพูดต่อ เขามองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครสนใจทางนี้ ก็โค้งคำนับกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ “ท่านช่วยชีวิตข้าไว้แท้ๆ ข้าไม่รู้จะขอบคุณท่านยังไงดี”
โจเซฟแสร้งทำเป็นถอนหายใจ “ท่านดูสิ ช่วงนี้ข้ามัวแต่ยุ่งกับการหาวิธีส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมให้ดีขึ้น แต่ตอนนี้กลับต้องมารับปากว่าจะพานางเที่ยวเล่นตั้งครึ่งเดือน เกรงว่าคงจะไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแล้วล่ะ”
มอโนยิ้มประจบ “ช่างรบกวนท่านจริงๆ”
“ถ้าสำนักวางแผนอุตสาหกรรมมีคนเพิ่มมากกว่านี้ ข้าก็คงจะแบ่งเบาภาระไปได้เยอะ จะได้มีเวลาไปเป็นเพื่อนลูกพี่ลูกน้องได้” โจเซฟทำท่าทางลำบากใจ “แต่ท่านก็รู้ สำนักวางแผนเป็นแค่หน่วยงานเล็กๆ มีเจ้าหน้าที่จำกัดนี่นา”
ดูเหมือนมอโนจะฟังออกถึงนัยยะบางอย่าง จึงถามกลับไปว่า “แล้วจะทำยังไงถึงจะเพิ่มคนได้ล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”
“เว้นเสียแต่ว่าจะเลื่อนระดับของสำนักวางแผนขึ้น มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่ระดับล่างก็มีได้แค่นี้แหละ”
มอโนเข้าใจทันที มกุฎราชกุมารกำลังทวง “ค่าตอบแทน” อยู่นั่นเอง
“แล้วท่านคิดว่าสำนักวางแผนอุตสาหกรรมควรจะเปลี่ยนเป็นระดับไหนถึงจะเหมาะสมล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟแสร้งทำเป็นพูดลอยๆ ว่า “ถ้าเปลี่ยนเป็นกระทรวงอุตสาหกรรมได้ก็คงดี ข้าจะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอะไรทำนองนั้น…”
มอโนถอนหายใจในใจ ความลับเมื่อคืนยังอยู่ในกำมือขององค์ชาย เขาคงต้องยอมจ่ายค่าตอบแทนนี้เสียแล้ว โชคดีที่งานด้านอุตสาหกรรมหัตถกรรมก็ไม่ได้ทำเงินอะไรมากมาย แถมยังมีแต่เรื่องวุ่นวาย ประกอบกับก่อนหน้านี้เขาก็ปล่อยให้มกุฎราชกุมารเป็นคนจัดการอยู่แล้ว การแยกกระทรวงนี้ออกไปจากระบบมหาดไทยโดยเด็ดขาดจึงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเขานัก
เขาคิดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ “ฝ่าบาท ข้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านอย่างยิ่ง แต่เรื่องใหญ่โตอย่างการเพิ่มตำแหน่งรัฐมนตรีอุตสาหกรรมขึ้นมา ข้าคนเดียวก็ตัดสินใจไม่ได้หรอกนะพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟยิ้ม “ท่านแค่เสนอญัตติในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็พอ ส่วนเรื่องอื่นข้าจัดการเอง”
“ตามพระประสงค์ องค์ชายผู้ทรงเกียรติ”
เมื่อคุยธุระเสร็จ โจเซฟก็ดึงมอโนไปเล่นไพ่ด้วยสีหน้าผ่อนคลาย แต่จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงตะโกนอย่างหัวเสียของเคลมองตีนดังมาจากโต๊ะทอยลูกเต๋า “แพ้ติดกันสิบสองตารวดแล้ว! พวกเจ้าโกงใช่ไหม?!”
คนทอยลูกเต๋าตกใจจนหน้าซีด รีบก้มหน้าแก้ตัว “มะ ไม่ได้โกงเลยนะขอรับ ท่านอย่าเพิ่งโกรธ…”
สาวน้อยโลลิรีบระงับความโกรธ เดินเข้าไปคล้องแขนคนทอยลูกเต๋า ยิ้มหวานพร้อมกับยัดลูกอมใส่มือเขาหนึ่งเม็ด “ท่านอย่าใส่ใจเลย ข้าก็แค่พูดประชดไปงั้นแหละ ข้าเลี้ยงลูกอมท่านแล้วกัน เอ้า หวานเจี๊ยบเลยนะ!”
โจเซฟมองไปอย่างสนใจ ก็เห็นว่าคนทอยลูกเต๋าเปลี่ยนจากหน้าสลดเป็นยิ้มแป้น กล่าวขอบคุณยกใหญ่ ก่อนจะเริ่มดำเนินการพนันต่อ
เคลมองตีนแทง “สูง” อย่างห้าวหาญด้วยเงิน 2 ลีฟร์
เปิดฝาครอบลูกเต๋าออกมา 1, 3, 1 ต่ำ
สาวน้อยโลลิไม่ยอมแพ้ แทง “ต่ำ” ไป 1 ลีฟร์
เปิดฝาครอบลูกเต๋าออกมา 5, 5, 6 สูง
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่ชนะเลย!” เคลมองตีนหน้าแดงก่ำ วางเดิมพันต่อไป
เด็กคนนี้ดวงซวยจริงๆ โจเซฟส่ายหน้ายิ้มๆ กำลังจะเดินจากไป จู่ๆ ก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
ในเมื่อนางดวงซวยขนาดนี้ บางทีอาจจะใช้เป็นตัวบ่งชี้แบบสวนทางได้!
โจเซฟเดินเข้าไปทันที เมื่อเห็นเคลมองตีนแทงต่ำ เขาก็ควักเหรียญเงิน 5 เหรียญออกมาแทงสูงทันที
เปิด 4, 6, 5 สูง
แม่นจริงๆ ด้วย! โจเซฟมองสาวน้อยโลลิด้วยความประหลาดใจ แล้วเก็บเงิน 10 ลีฟร์จากโต๊ะไป
เมื่อสาวน้อยโลลิเห็นลูกพี่ลูกน้องเข้ามาปุ๊บก็ชนะปั๊บ ก็ยิ่งรู้สึกไม่ยอมแพ้ แทงต่ำด้วยความหงุดหงิดไป 2 ลีฟร์ทันที
ส่วนโจเซฟก็เอาเงิน 10 ลีฟร์ที่ได้เมื่อครู่ไปแทงสูงทันที
เปิด 6, 4, 3 สูง
ตาของโจเซฟสว่างวาบ ไม่ยักรู้แฮะ ว่าที่แท้เธอคือสาวน้อยนำโชค!
เขาคิดครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจเข้าไปเตือนสาวน้อยโลลิว่า “ท่านยังเด็ก เล่นขำๆ ก็พอ อย่าลงเดิมพันเยอะนักเลย”
“ขอบคุณที่ห่วงนะท่านพี่ ข้าต้องชนะแน่!” สาวน้อยโลลิพูดพลางถกแขนเสื้อ เดินไปที่โต๊ะถัดไป
โจเซฟส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เดินตามเคลมองตีนไปติดๆ นางแทงสูง เขาก็แทงต่ำ
ที่โต๊ะบาคาร่า นางแทงเจ้ามือ เขาก็แทงผู้เล่น
ที่โต๊ะรูเล็ต นางแทงคี่ เขาก็แทงคู่
…
ผ่านไปครึ่งคืน โจเซฟก็อาศัย “กลยุทธ์สวนทางเคลมองตีน” เอาชนะมาได้มากกว่าแพ้ เมื่อสาวน้อยโลลิถอดใจเลิกเล่น เขาก็ชนะมาได้กว่า 100 เหรียญทองเอคูและเหรียญเงินอีกกองโต
ที่โต๊ะไพ่ของพระราชินีมารี เคลมองตีนที่แพ้จนหมดตัวกำลังดึงมือเสด็จป้าอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร “พรุ่งนี้ท่านพาข้าไปเที่ยวปารีสหน่อยสิ ข้าแพ้มาทั้งคืนเลย ท่านต้องปลอบใจดวงใจที่บอบช้ำของข้านะ”
พระราชินีทนลูกตื๊อของนางไม่ไหว ทรงพระสรวลแล้วเรียกตัวลูกชายมา สั่งการว่า “โจเซฟ พรุ่งนี้ลูกไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น พาเคลมองตีนไปเที่ยวปารีสให้สนุกเลยนะ”
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่” โจเซฟพยักหน้าอย่างจำยอม ในใจคิดว่า ถือซะว่าเป็น “ค่าแรง” ของสาวน้อยโลลิในคืนนี้ก็แล้วกัน
สาวน้อยโลลิดีใจมาก รีบเข้ามาเกาะแขนเขา ทำปากยื่นพูดว่า “ท่านพี่ ข้าได้ยินคนเขาพูดกันว่า ในสวนของพระราชวังตุยเลอรีมี ‘สวนสนุกอีเดน’ สร้างอยู่ ข้างในมีของเล่นแปลกใหม่สนุกๆ เพียบเลย ท่านพาข้าไปเล่นที่นั่นได้ไหม?”
โจเซฟชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างระมัดระวังว่า “เอ่อ ท่านกลัวความสูงไหม?”

0 Comments