ตอนที่ 13 หักหลัง
แปลโดย เนสยังโจเซฟ สั่งให้ทหารองครักษ์สองนายเฝ้าผู้จัดการธนาคารไว้เพื่อไม่ให้ข่าวรั่วไหล จากนั้นจึงนำขบวนเดินออกจากธนาคารฮาฟเฟร
อัลเดนเอ่ยด้วยความร้อนรน: “ฝ่าบาท ให้ข้านำกำลังไปจับกุมกีโซเลยไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟยกมือปราม: “กีโซเพียงแค่ให้เงินเซมิลียงไปสามหมื่นลีฟร์เท่านั้น ลำพังแค่เรื่องนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะพิสูจน์ได้ว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรม”
“ถ้าอย่างนั้นก็จับตัวเซมิลียงพ่ะย่ะค่ะ บางทีเขาอาจจะยอมซัดทอดถึงกีโซก็ได้”
โจเซฟนึกไม่ถึงว่ามือมืดเบื้องหลังจะเป็นถึงผู้อำนวยการตำรวจปารีส เขาจึงขมวดคิ้วจมลงสู่ห้วงความคิด กีโซมีฐานะพิเศษ หากเขายืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ลำพังเพียงคำให้การของเซมิลียงก็ยากจะเอาผิดเขาได้
เอมงมองดูท้องฟ้าที่เริ่มสลัวลงแล้วเอ่ยกับโจเซฟว่า: “ฝ่าบาท ฟ้าเริ่มมืดแล้ว เรากลับไปที่พักกันก่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจเซฟพลันเกิดความคิดวาบขึ้นมาในสมอง: “ไอ้วาล็องนั่นถูกจับตอนใกล้พลบค่ำ เพราะฉะนั้นข่าวนี้น่าจะถึงหูศาลาว่าการในเช้าวันพรุ่งนี้สินะ?”
อัลเดนพยักหน้า: “มันก็แค่ไอ้นักเลงข้างถนนคนหนึ่ง คงไม่มีใครสนใจมันหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
“ดีมาก!”
โจเซฟรีบก้าวขึ้นรถม้า พาดตัวลงบนโต๊ะเล็กๆ เพื่อเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง แล้วยื่นให้ผู้บัญชาการทหารองครักษ์: “วิสเคานต์โครซอร์ด ช่วยส่งคนกลับแวร์ซายส์ นำสิ่งนี้ไปถวายพระราชินี… ต้องเร็วที่สุด!”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”
ตีสี่ตรง เคานต์เฮอร์มันน์ เลขานุการของพระนางมารี อ็องตัวเน็ต เดินหาวหวอดๆ มาพร้อมกับ อองตวน ผู้เชี่ยวชาญการตำรวจลับ ณ สถานีตำรวจย่านแซงต์อองตวน
ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะทำความเคารพ โจเซฟก็สั่งให้คนนำโกโก้ร้อนมาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น แล้วดึงพวกเขานั่งลง
“ฝ่าบาททรงเรียกพวกเรามาอย่างเร่งด่วนเช่นนี้ มีเรื่องสำคัญประการใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“มีเรื่องต้องรบกวนท่านทั้งสองจริงๆ” โจเซฟโน้มตัวเข้าไปใกล้ แล้วเริ่มบรรยายแผนการของเขา
เฮอร์มันน์ดวงตาเบิกกว้าง: “เรื่องนี้… ถ้าหากพลาดพลั้งขึ้นมา…”
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระผมเถอะครับ จะไม่มีคำว่าผิดพลาดแน่นอน” อองตวนเอ่ยด้วยความมั่นใจ “แผนการของมกุฎราชกุมารยอดเยี่ยมมาก กระผมกะว่าจะเอาเรื่องนี้ไปบรรจุไว้ในหลักสูตรฝึกอบรมตำรวจลับเลยทีเดียว”
โจเซฟค้อมตัวคำนับทั้งสอง: “ถ้าอย่างนั้นคงต้องฝากพวกท่านด้วย”
“ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ฉลองพระเดชพระคุณพ่ะย่ะค่ะ”
รุ่งสาง กีโซเดินหาวหวอดๆ ขึ้นรถม้า เขาโยนไม้เท้าให้คนรับใช้แล้วโบกมืออย่างเกียจคร้าน: “ไปได้”
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป แรงสั่นสะเทือนบนถนนลูกรังทำให้รถส่ายไปมา บ้านของกีโซอยู่ห่างจากศาลาว่าการพอสมควร เขาเตรียมจะเอนกายพิงพนักพิงเพื่องีบต่ออีกสักครู่ ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงคนขับรถตะโกน “วูโอ!” อย่างร้อนรน และรถก็หยุดกึกทันที
“เกิดอะไรขึ้น?” กีโซกระชากผ้าม่านหน้าต่างออกด้วยความหงุดหงิดเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าประตูรถกลับถูกกระชากเปิดออกเสียก่อน
ชายฉกรรจ์ 3 คนที่สวมหมวกหนังเก่าๆ สวมเสื้อกั๊กสีดำ และส่งกลิ่นตัวเหม็นโฉ่ปรากฏตัวขึ้นที่ข้างรถม้า
องครักษ์ของกีโซรีบจะชักดาบออกมา แต่ดาบสั้น (Dussack) ของฝ่ายตรงข้ามกลับพาดเข้าที่ลำคอเขาก่อนเสียแล้ว
ชายคนหนึ่งที่มีใบหน้าซูบผอมและโหนกแก้มโปนออกมาพยักหน้าออกไปนอกรถพลางเอ่ยเสียงต่ำ: “ออกไปให้หมด”
คนรับใช้และองครักษ์รีบลงจากรถทันที กีโซกำลังจะขยับตัวแต่กลับถูกกดไว้: “เจ้าอยู่นิ่งๆ”
จากนั้นชายฉกรรจ์ทั้ง 3 ก็โดดขึ้นรถม้า ชายที่ถือดาบปิดประตูรถแล้วสั่งคนขับว่า: “ขับต่อไป ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง ความหวาดกลัวบนใบหน้าของกีโซพลันมลายหายไป เขานั่งเอนหลังแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา: “เจ้าคือวาล็องสินะ? ใครสั่งให้เจ้ามาที่นี่?”
ใช่แล้ว ในฐานะผู้อำนวยการตำรวจปารีส เขาย่อมพอจะจำหน้าค่าตาของหัวหน้าแก๊งใหญ่ๆ ในปารีสได้บ้าง ชายที่มีหูซ้ายแหว่งไปครึ่งหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงกลางนั้น เขาเคยเห็นมาครั้งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว หัวหน้าเบอร์สองของแก๊งแกะดำ
วาล็องปรายตาไปทางชายวัยกลางคนรูปร่างผอมที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือ แล้วก้มหน้าเอ่ยเสียงอู้อี้: “ละ… ลูกน้องข้าจะคุยกับท่านเอง”
ชายรูปร่างผอมคนนั้นใช้ใบดาบไล้ไปตามหนวดเคราบนใบหน้าพลางเหลือบมองกีโซ: “ท่านกีโซ หัวหน้าของพวกข้าอยากจะเจรจาธุรกิจกับท่านสักหน่อย”
คนหลังแค่นยิ้มอย่างดูแคลน: “พวกเจ้า? พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเจรจากับข้า? ไสหัวออกไปจากรถม้าของข้าเดี๋ยวนี้!”
ชายรูปร่างผอมทำเหมือนไม่ได้ยิน และยังคงพูดต่อไป: “เรื่องเงินสองหมื่นลีฟร์นั่น… ถ้าท่านไม่ฟัง ท่านจะต้องเสียใจแน่นอน”
กีโซลากเสียงยาว: “เงินสองหมื่นลีฟร์? ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพูดเรื่องอะไร”
“ท่านจะปกปิดไปทำไม?” ชายผอมยิ้ม “เซมิลียงไปเที่ยวซ่องกับหัวหน้าของพวกข้า พอเมาเข้าหน่อยก็หลุดปากพูดออกมาหลายเรื่องเลยล่ะ อย่างเช่น… ภารกิจที่ท่านมอบหมายให้เขาทำ”
“ไอ้เศษเดนเอ๊ย!” กีโซพึมพำเบาๆ พลางเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง “ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ไปคุยกับเซมิลียงโน่น”
“ไม่ เรื่องนี้เขาตัดสินใจไม่ได้ หัวหน้าอยากให้ท่านจ่ายเงินสองหมื่นลีฟร์นั่นให้พวกข้าโดยตรง”
กีโซทำท่าเหมือนได้ยินเรื่องตลก: “เจ้าพูดบ้าอะไรออกมา?”
“ท่านเองก็น่าจะได้ยินข่าวมาบ้างแล้วว่าช่วงนี้ย่านแซงต์อองตวนมีทหารองครักษ์รักษาพระองค์มาเพียบ ตอนนี้ไม่มีใครกล้าก่อเรื่องที่นั่นหรอก”
สีหน้าของกีโซเปลี่ยนไปเล็กน้อย: “แล้วยังไง?”
“สิ่งที่เซมิลียงต้องการคงจะทำสำเร็จได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นพวกข้าหรือแก๊งฮอร์สก็ตาม” ชายผอมชูนิ้วขึ้นสองนิ้ว “แต่หัวหน้าของข้าอยากได้เงินสองหมื่นลีฟร์นั่น”
กีโซหัวเราะ: “ไม่ทำงานแต่จะเอาเงิน?”
“เปล่า ไม่ใช่ไม่ทำ” ชายผอมกล่าว “แต่จะทำเรื่องใหญ่ทีเดียวให้จบๆ ไป เอาแบบที่คุ้มค่าเงินสองหมื่นนั่น ทำเสร็จแล้วก็เลิก”
กีโซเริ่มมีท่าทีสนใจขึ้นมาทันที เขาเพิ่งจะได้ยินเรื่องที่ทหารรักษาพระองค์กวาดล้างแก๊งในย่านแซงต์อองตวนและกำลังกลุ้มใจอยู่พอดี เมื่อได้ยินเช่นนี้จึงถามว่า: “พวกเจ้าคิดจะทำอย่างไร?”
“พวกข้าคิดจะทำอะไรน่ะหรือ?” ชายผอมส่ายหัว “ไม่สิ ต้องถามว่าท่านอยากให้พวกข้าทำอะไรมากกว่า”
กีโซไม่รักษาท่าทีอีกต่อไป เขาแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม: “ถ้ามีเรื่องที่ทำให้ตำรวจย่านแซงต์อองตวนต้องขายหน้าจนไม่เหลือชิ้นดี เรื่องที่หนังสือพิมพ์ทุกฉบับต้องเอาไปลงหน้าหนึ่ง และทำให้คนทั้งปารีสเอาไปนินทากันได้ทั้งปี! ข้าจะพิจารณาจ่ายเงินสองหมื่นลีฟร์ให้พวกเจ้าโดยตรง”
ชายผอมครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า: “งั้นพวกข้าจะหาโอกาสลอบเข้าไปในสถานีตำรวจย่านแซงต์อองตวน ฆ่าตำรวจสักสิบศพ แล้วจุดไฟเผาสถานีทิ้งเสียเลย ท่านคิดว่าอย่างไร?”
“ความคิดเข้าท่าดีนี่” กีโซลูบคางพลางยิ้มย่องที่มุมปาก สถานีตำรวจถูกเผาวอด มกุฎราชกุมารย่อมขายหน้าจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ท่านนายกเทศมนตรีต้องพอใจมากแน่ๆ “ตกลง ทำตามนั้นแหละ!”
ชายผอมพยักหน้า พลางย้ำคำพูดทีละคำ: “ข้าขอทวนข้อตกลงอีกครั้ง ท่านจ่ายเงินสองหมื่นลีฟร์ เพื่อจ้างพวกข้าไปฆ่าตำรวจสิบศพ และเผาสถานีตำรวจทิ้ง ถูกต้องใช่ไหม?”
กีโซรู้สึกว่าคำพูดนี้ฟังดูแปลกๆ ไปนิด แต่เนื้อหาก็ถูกต้องตามนั้น เขาคิดว่าคงเป็นเพราะพวกนักเลงพูดจาไม่เป็นสับปะรด จึงพยักหน้าตอบอย่างไม่คิดอะไร: “ใช่ ตามนั้นแหละ”
“ไม่มีใครบังคับให้ท่านตัดสินใจเรื่องนี้ใช่ไหม?”
“อะไรนะ? แน่นอนว่าไม่มี”
ชายผอมเงยหน้าขึ้นจ้องมองเขาพลางยิ้ม: “ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ท่านกีโซ ทำไมท่านถึงยอมควักเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ เพื่อทำเรื่องที่แทบจะไม่ให้ผลกำไรอะไรเลยแบบนี้ล่ะ?”
สีหน้าของกีโซสลดวูบลง: “ไอ้โง่! นั่นไม่ใช่เรื่องที่พวกเจ้าต้องถาม! ตอนนี้ ไสหัวลงจากรถไปได้แล้ว กลับไปที่ย่านแซงต์อองตวนแล้วทำหน้าที่ของพวกเจ้าซะ!”
“อืม… ได้เวลาทำหน้าที่จริงๆ แล้วล่ะ” ชายผอมยิ้มพลางเก็บดาบดุสแซคลงไป เขาถอดหมวกหนังเน่าๆ ออก ดึงหนวดปลอมทิ้ง จากนั้นจึงหยิบกุญแจมือเหล็กหล่อออกมาจากข้างหลังแล้วชูให้กีโซดู: “กีโซ เจ้าถูกตั้งข้อหาสมคบคิดฆาตกรรมเจ้าพนักงานตำรวจ วางเพลิงทำลายสถานที่ราชการ และคุกคามสวัสดิภาพของมกุฎราชกุมาร ข้าในพระนามแห่งตำรวจราชสำนัก ขอจับกุมเจ้าอย่างเป็นทางการ”
ตำรวจราชสำนัก ก็คือชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของ ตำรวจลับ นั่นเอง ซึ่งมีอำนาจเทียบเท่ากับ FBI ในโลกอนาคต มีเอกสิทธิ์สูงมาก รวมถึงอำนาจในการจับกุมตัวได้โดยตรง
(จบตอนที่ 13)
โฆษณานะค๊ะ
0 Comments