ตอนที่ 125 การจัดการภาวะวิกฤต
แปลโดย เนสยังดูบัวส์สูดจมูกดมกลิ่น ในใจเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา เขารีบหันไปสั่งตำรวจ: “อันโตนี กระจายกำลังกันออกค้นหา! โฟสแต็ง กลับไปเรียกคนมาเพิ่ม เร็วเข้า!”
ประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าต่อมา กองกำลังตำรวจชุดใหญ่ก็เข้าปิดล้อมพื้นที่บริเวณนั้นไว้หมดแล้ว ส่วนอันโตนีก็รีบวิ่งกลับมารายงานดูบัวส์: “ผู้บังคับบัญชาขอรับ ทางทิศเหนือมีบ้านชาวนาหลังหนึ่งถูกปืนใหญ่ยิงใส่ขอรับ ชายแก่กับภรรยาของเขาเสียชีวิตแล้ว ส่วนบ้านกับโรงนาของพวกเขาก็ถูกทำลายพังยับเยินเลยขอรับ”
“ถูกปืนใหญ่ยิงงั้นหรือ?!” ดูบัวส์ขมวดคิ้วแน่นทันที
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง ตำรวจคนอื่นๆ ที่ออกไปค้นหาก็ทยอยกลับมา แต่กลับไม่พบเบาะแสที่มีประโยชน์อะไรเลย ในตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว มองเห็นอะไรได้ไม่เกินสิบกว่าก้าว ผนวกกับพวกกองทหารรักษาพระองค์แห่งฝรั่งเศสที่เตรียมการมาเป็นอย่างดี ทำให้เหล่าตำรวจต้องกลับมามือเปล่า
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
ภายในห้องเล็กๆ บนชั้นสองของสำนักวางแผนอุตสาหกรรม เมอร์ด็อกกำลังจ้องมองบันทึกและแบบแปลนที่อยู่ตรงหน้าด้วยความตื่นเต้นและวิตกกังวล สังเกตได้จากดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอย เขาน่าจะไม่ได้นอนมาทั้งคืนแล้ว
เพราะสิ่งที่มกุฎราชกุมารบอกเขา มันช่างน่าตกตะลึงและน่าดึงดูดใจเกินไป จนทำให้เขาไม่มีความคิดที่จะล้มตัวลงนอนเลยแม้แต่น้อย
เขาหยิบแบบแปลนโครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้นมาแผ่นหนึ่ง ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจออกมาแรงๆ แอบคิดในใจว่า โชคดีที่มกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศสไม่ได้ลงมาทำเครื่องจักรไอน้ำเอง มิเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเองหรือวัตต์ ก็คงจะต้องตกงานเป็นแน่
แนวคิดเหล่านี้มันช่างเหลือเชื่อและยอดเยี่ยมอย่างไร้ที่ติจริงๆ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสิ่งเหล่านี้จะถูกคิดค้นขึ้นมาโดยเด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปี!
เขาใช้เวลาทั้งช่วงบ่ายเมื่อวานและตลอดทั้งคืน เพื่อทำความเข้าใจหลักการออกแบบวาล์วปีกผีเสื้อและวาล์วนิรภัยแบบใหม่ที่มกุฎราชกุมารบอกมา และตอนนี้เขาก็เริ่มมีแนวคิดในการผลิตแบบคร่าวๆ แล้ว
แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่เขายังไม่ค่อยเข้าใจ และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ หลักการของเครื่องจักรไอน้ำแบบขยายตัวสามระดับอะไรนั่น ซึ่งมีอัตราการใช้พลังงานความร้อนที่สูงจนน่าตกใจ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ซับซ้อนจนน่ากลัวเช่นกัน
สิ่งที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ มกุฎราชกุมารมอบให้เพียงแค่หลักการและแนวคิด ส่วนการออกแบบกลไกที่เจาะจงนั้น เขาต้องเป็นคนจัดการเองทั้งหมด
ตอนนี้เขาแทบไม่กล้าแม้แต่จะนึกถึงคำว่าขยายตัวสามระดับเลยด้วยซ้ำ ขืนนึกขึ้นมา สมองของเขาคงจะต้องปวดจี๊ดขึ้นมาทันที เห็นได้ชัดว่ามันทำงานหนักเกินขีดจำกัดไปแล้ว…
ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเมอร์ด็อกก็ยอมถอดใจ เขาจัดเก็บเอกสารเหล่านั้นให้เรียบร้อย แล้วเดินไปที่ห้องทำงานของมกุฎราชกุมาร
“ความจริงแล้ว ท่านไม่ต้องรีบร้อนขนาดนี้หรอก” โจเซฟส่งยิ้มปลอบใจนักประดิษฐ์ที่มีสีหน้าอิดโรย “ในระยะเวลาอันสั้นนี้ ท่านเพียงแค่ต้องสร้างเครื่องจักรไอน้ำแบบที่มีอยู่ในปัจจุบันออกมาให้ได้ก็พอ ส่วนเทคโนโลยีใหม่พวกนี้ ก็ค่อยๆ ศึกษากันไป จะใช้เวลาสักห้าปี แปดปี หรือแม้แต่สิบปีก็ยังไม่สายเกินไปหรอก”
ล้อเล่นหรือเปล่า ถ้าเมอร์ด็อกสามารถทำให้เทคโนโลยีที่เขาพูดไปเมื่อวานนี้เป็นจริงขึ้นมาได้ทั้งหมด อุตสาหกรรมของฝรั่งเศสก็คงจะติดปีกพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้าเลยล่ะ!
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีกฎเกณฑ์ในการพัฒนาตามความเป็นจริง หากปราศจากการสั่งสมเทคโนโลยีในระดับพื้นฐาน เทคโนโลยีขั้นสูงก็จะเป็นเพียงแค่วิมานในอากาศเท่านั้น
อย่างเช่นเครื่องจักรไอน้ำแบบขยายตัวสามระดับ ซึ่งต้องการความแม่นยำในการผลิตและวัสดุที่มีคุณภาพสูงมาก ต่อให้เมอร์ด็อกจะเกิดแรงบันดาลใจปุบปับ จนสามารถออกแบบรายละเอียดทั้งหมดได้สำเร็จ และลงมือสร้างมันขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง แต่ตอนที่เปิดใช้งาน มันก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องระเบิดหม้อต้มอย่างแน่นอน เพราะคุณภาพของวัสดุและระดับการผลิตยังห่างไกลจากมาตรฐานที่ต้องการมากนัก
สาเหตุที่โจเซฟต้องเอาเทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้มาบอกเมอร์ด็อก ประการแรกก็เพื่อต้องการให้เขามีแนวคิดเกี่ยวกับทิศทางของเทคโนโลยี และประการที่สองก็คือการใช้สิ่งเหล่านี้มาดึงดูดใจเขา เพื่อให้เขายอมทำงานให้ฝรั่งเศสอย่างเต็มใจ
“ขอบพระทัยที่ทรงเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” เมอร์ด็อกมีท่าทีห่อเหี่ยวลงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหนื่อยล้า หรือเพราะเพิ่งถูกโจมตีความมั่นใจมา เขามักจะคิดมาตลอดว่า แม้ตัวเองจะไม่ค่อยถนัดเรื่องการเข้าสังคม แต่ในด้านเครื่องจักรไอน้ำ เขาคืออัจฉริยะระดับซูเปอร์ ไม่คิดเลยว่าวันนี้ เมื่อมีคนนำหลักการและแนวคิดการออกแบบมาให้ถึงที่ เขากลับยังไม่สามารถสร้างมันขึ้นมาได้เลย
เขาถอนหายใจออกมา ก่อนจะเอ่ยว่า: “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ความจริงแล้ว กระผมอยากจะขอแนะนำใครคนหนึ่งให้พระองค์รู้จักพ่ะย่ะค่ะ เพื่อให้เขามาช่วยกระผมศึกษาเทคโนโลยีที่พระองค์ทรงเสนอมาพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้? ท่านกำลังพูดถึงใครหรือ?”
“เพื่อนบ้านและอดีตเพื่อนร่วมงานของกระผมเองพ่ะย่ะค่ะ จอห์น ซานเดอร์ เขาเป็นช่างเทคนิคที่มีพรสวรรค์มากพ่ะย่ะค่ะ” เมอร์ด็อกกล่าว “บางทีพระองค์อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อเขา เพราะสิ่งประดิษฐ์ของเขาอย่างมาตรวัดแรงดันหม้อต้ม ถูกคุณวัตต์มองว่าเป็นความลับทางการค้าที่สำคัญ จึงไม่เคยถูกเปิดเผยให้ใครรู้เลยพ่ะย่ะค่ะ
“และตอนนี้สภาพความเป็นอยู่ของคุณซานเดอร์ก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก กระผมเชื่อว่า หากพระองค์ทรงเสนอเงินเดือนที่เหมาะสมให้เขา เพียงแค่จดหมายของกระผมฉบับเดียว เขาก็พร้อมจะเดินทางมาฝรั่งเศสทันทีเลยพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟแอบปาดเหงื่อ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป เขาคงได้แย่งคนเก่งๆ ของวัตต์มาจนหมดบริษัทแน่
แต่ก็นะ ทั้งหมดนี้มันก็เป็นเพราะคุณวัตต์นั่นแหละ ที่ชอบเอาเปรียบเรื่องเทคโนโลยีของลูกน้อง เขาถึงได้มีโอกาสฉกฉวยมาแบบนี้ไง ไม่แย่งมาก็โง่แล้ว
“ขอบคุณสำหรับการแนะนำอย่างจริงใจของท่าน” โจเซฟกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ ก่อนจะบอกตัวเลขออกไป “หนึ่งร้อยยี่สิบลีฟร์ ท่านคิดว่าเงินจำนวนนี้ เหมาะสมที่จะเป็นเงินเดือนของคุณซานเดอร์ไหม?”
เมอร์ด็อกอยากจะบอกว่าไม่เหมาะสมจริงๆ เพราะมันสูงเกินไป ความจริงแล้ว แค่เสนอเงินให้เพียงครึ่งเดียว ซานเดอร์ก็คงจะยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อมาขึ้นเรือโดยสารมุ่งหน้าสู่ฝรั่งเศสแล้ว
พูดกันตามตรง จากมุมมองส่วนตัว เขาไม่อยากให้ซานเดอร์มาเลย เพราะนั่นจะสร้างแรงกดดันในการแข่งขันให้กับเขา แต่หลังจากที่ได้อ่านข้อมูลทางเทคโนโลยีที่มกุฎราชกุมารมอบให้ เขาก็รู้ตัวว่า เขาจำเป็นต้องมีผู้ช่วย มิเช่นนั้น หากพึ่งพาแค่ตัวเขาเพียงคนเดียว ต่อให้ใช้เวลาอีกสิบกว่าปี ก็คงจะทำความเข้าใจกับเทคโนโลยีเหล่านั้นไม่หมดแน่
เมอร์ด็อกลูบหน้าอกและโค้งคำนับ: “ฝ่าบาท พระองค์ยังคงใจกว้างเสมอเลยนะพ่ะย่ะค่ะ กระผมจะไปเขียนจดหมายถึงคุณซานเดอร์เดี๋ยวนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
พูดจบ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้อีก: “อ้อ ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ กระผมเห็นว่าใจกลางกรุงปารีสกำลังมีการก่อสร้างระบบรางอยู่ด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ”
อังกฤษมีระบบการขนส่งทางรางมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อนแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะใช้สำหรับการขนส่งในเขตเหมืองแร่ ไม่เคยนำมาใช้ในเมืองมาก่อนเลย
“เป็นอย่างนั้นแหละ ปารีสกำลังจะจัดงานแฟชั่นวีค จึงต้องการรถม้าวิ่งบนรางเพื่อใช้รับส่งแขกเหรื่อน่ะ”
“นี่ช่างเป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยมจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ!” เมอร์ด็อกกล่าวชื่นชม ก่อนจะพูดต่อ “เพียงแต่ ขอประทานอภัยที่ต้องพูดตามตรงนะพ่ะย่ะค่ะ ช่างทำรางของพระองค์อาจจะยังไม่ค่อยมีความเป็นมืออาชีพเท่าไหร่นัก แม้ว่าพวกเขาจะคิดไอเดียที่ดีอย่างการใช้หินบดมารองพื้นได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นการยึดหมอนรองราง หรือความแม่นยำในการติดตั้งราง ก็ยังดู… เอ่อ พระองค์คงเข้าใจนะพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟแอบคิดในใจว่า เรื่องรองหินบดข้าเป็นคนบอกพวกเขาเองแหละ ฝีมือของคนพวกนี้มันก็ธรรมดาไปหน่อยจริงๆ
เขารีบถามว่า: “แล้วท่านมีคำแนะนำในการก่อสร้างบ้างไหม?”
เมอร์ด็อกรีบส่ายหน้า: “ฝ่าบาท กระผมไม่ค่อยถนัดเรื่องการปูรางหรอกพ่ะย่ะค่ะ แต่กระผมรู้จักผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อยู่บ้าง ในเขตเหมืองแร่ของเบอร์มิงแฮมมีการปูรางไว้เยอะมาก แต่ช่วงหลังๆ ไม่ค่อยมีเหมืองถ่านหินใหม่เปิดเท่าไหร่ ทำให้รายได้ของพวกเขาแย่ลงมากพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟตาเป็นประกาย เมอร์ด็อก ท่านเคยทำงานเป็นนักล่าหัวคนเก่งมาก่อนหรือเปล่าเนี่ย? แค่สิบกว่านาที ก็หาคนเก่งๆ มาให้ข้าได้ตั้งเยอะแยะ!
ความสำคัญของช่างปูรางนั้นไม่ต้องอธิบายก็รู้ รางเหล็กก็คือสายเทคโนโลยีที่จำเป็นต้องมีในการพัฒนารถไฟ
เขาพยักหน้าตอบรับโดยไม่ลังเล: “ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนท่านช่วยส่งคำเชิญไปให้พวกเขาด้วยก็แล้วกัน ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ฝรั่งเศสจะมีงานปูรางอีกเยอะเลย ส่วนเรื่องค่าตอบแทน จะต้องทำให้พวกเขาพอใจอย่างแน่นอน”
เขาเพิ่งจะพูดจบ เอมงก็ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว กระซิบข้างหูเขาว่า: “ฝ่าบาท บารอนฟรีเอนท์มาพ่ะย่ะค่ะ ดูเหมือนจะมีธุระด่วน”
เมอร์ด็อกมีมารยาทมาก จึงขอตัวออกไปทันที ฟรีเอนท์ หัวหน้าฝ่ายวิชาการของโรงเรียนตำรวจเดินเข้ามาในห้องทำงาน ปิดประตู แล้วรีบทำความเคารพโจเซฟอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกล่าวอย่างร้อนรน: “ฝ่าบาท เกิดเรื่องแล้วพ่ะย่ะค่ะ…”
“บ้านชาวนาถูกลูกปืนใหญ่ตกใส่ แถมยังมีคนตายด้วย?” โจเซฟขมวดคิ้ว “เป็นความผิดพลาดจากการฝึกซ้อมของเรางั้นหรือ?”
“ไม่น่าจะใช่พ่ะย่ะค่ะ” ฟรีเอนท์ก้มหน้าลงตอบ “ตามที่พระองค์ทรงกำชับไว้ ปริมาณดินปืนในการฝึกซ้อมจะถูกลดลงครึ่งหนึ่ง บ้านชาวนาหลังนั้นอยู่ห่างจากลานฝึกตั้ง 1,800 ก้าว ต่อให้พลปืนจะเล็งพลาด ลูกปืนก็ไม่มีทางลอยไปไกลขนาดนั้นหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
“พอจะรู้ไหมว่าใครเป็นคนทำ?”
“เรื่องนี้ยังไม่แน่ชัดพ่ะย่ะค่ะ พันตรีดูบัวส์พบเศษดินปืนและรอยหญ้าถูกไฟไหม้ทางทิศเหนือของลานฝึก เป็นไปได้มากว่าจะมีคนไปแอบยิงปืนใหญ่ใส่บ้านชาวนาตรงนั้น แต่เขาก็ยังจับตัวคนที่น่าสงสัยไม่ได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
ฟรีเอนท์สูดลมหายใจเข้าลึก: “ฝ่าบาท ตอนนี้ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือ ชาวนาครอบครัวนั้นยืนกรานว่า ปืนใหญ่จากลานฝึกเป็นคนยิงใส่บ้านของพวกเขาพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่รู้ว่าใครเอาเรื่องนี้ไปแพร่งพราย ตอนนี้มีนักข่าวจำนวนมากไปสัมภาษณ์ครอบครัวนั้น แถมยังมีกลุ่มผู้ประท้วงไปปิดล้อมลานฝึกอีกด้วย…”
โจเซฟรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดาแน่ เขาจึงส่งสัญญาณให้เอมง: “รบกวนท่านช่วยเตรียมรถม้าที ข้าจะไปดูที่ลานฝึกสักหน่อย อ้อ ส่งคนไปแจ้งคุณฟูเช่ ให้เขาตามไปที่นั่นด้วยนะ”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
ไม่นานนัก บนรถม้าที่มุ่งหน้าไปยังลานฝึก โจเซฟก็ถามฟรีเอนท์ว่า: “ในทางทฤษฎีแล้ว ปืนใหญ่จากลานฝึกมีโอกาสที่จะยิงไปโดนบ้านชาวนาได้ไหม?”
“ฝ่าบาท หากบรรจุดินปืนเต็มอัตรา บวกกับมีลมหนุน ปืนใหญ่ขนาดสี่ปอนด์ก็พอจะยิงไปถึง 1,800 ก้าวได้แบบเฉียดฉิวพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟพยักหน้า: “ดูเหมือนว่าจะมีคนพยายามจะโยนความผิดมาให้เรา และเขาก็น่าจะมีความคุ้นเคยกับปืนใหญ่เป็นอย่างดีด้วย”
เขาหันไปมองฟรีเอนท์: “กองกำลังไหนบ้างที่มีปืนใหญ่ขนาดสี่ปอนด์ประจำการอยู่ในปารีสและพื้นที่ใกล้เคียง?”
“ที่ใกล้ที่สุดก็คือกองทหารรักษาพระองค์แห่งฝรั่งเศส และกองทหารรักษาพระองค์พ่ะย่ะค่ะ อ้อ พวกตำรวจม้าก็มีปืนใหญ่อยู่บ้าง ส่วนที่ไกลออกไปอีกก็มีกองพันเลอเตริเยร์ และกองกำลังอื่นๆ พ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลง กองทหารรักษาพระองค์จะลากปืนใหญ่ออกจากแวร์ซายส์มาโดยไม่ให้ใครเห็นก็คงจะเป็นเรื่องยาก กองกำลังอย่างกองพันเลอเตริเยร์จะลากปืนใหญ่มาจากที่ที่ไกลเป็นร้อยกิโลเมตรเพื่อมาที่ปารีสก็ดูจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่
ดังนั้น ผู้ต้องสงสัยมากที่สุดก็คือ กองทหารรักษาพระองค์แห่งฝรั่งเศสและตำรวจม้า แล้วจะเป็นใครกันแน่ล่ะ?
หลายชั่วโมงต่อมา รถม้าของมกุฎราชกุมารก็มาถึงลานฝึกของโรงเรียนตำรวจที่ชานเมืองปารีส
โจเซฟยังไม่ทันลงจากรถ ก็มองเห็นคนหลายสิบคนกำลังประท้วงอยู่นอกลานฝึก พวกเขาตะโกนเสียงดังว่า “โรงเรียนตำรวจทำร้ายชาวนา” และ “หยุดฝึกซ้อมเดี๋ยวนี้”
ฟรีเอนท์ทำหน้าบูดบึ้ง: “ฝ่าบาท หนังสือพิมพ์วันนี้ลงข่าวเรื่องนี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ ในปารีสก็เริ่มมีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเรายิงปืนใหญ่พลาดไปโดนบ้านชาวนา พวกคนที่มาประท้วงนี่ก็มากันตั้งแต่เช้าตรู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งฟรีเอนท์: “ตอนนี้ไม่ต้องไปสนใจหรอกว่าใครเป็นคนทำ ให้เริ่มจัดการภาวะวิกฤตก่อนเลย”
“จัดการภาวะวิกฤต?”
“ท่านรีบไปกับไวเคานต์เบซองซง ในนามของกรมตำรวจ ไปเยี่ยมเยียนครอบครัวชาวนาครอบครัวนั้น รับปากว่าจะช่วยซ่อมแซมบ้านให้ และมอบเงินให้พวกเขา… สัก 4,000 ลีฟร์ก็แล้วกัน แต่จำไว้นะ ต่อหน้านักข่าวให้บอกแค่ว่าเป็นการมอบความช่วยเหลือให้แก่ครอบครัวนั้น ห้ามยอมรับเด็ดขาดว่าเป็นอุบัติเหตุจากการฝึกซ้อมของเรา ให้บอกว่ารายละเอียดกำลังอยู่ในระหว่างการสืบสวน
“จากนั้นท่านก็ต้องพาตำรวจไปช่วยซ่อมบ้าน ส่งข้าวส่งน้ำให้พวกเขาทุกวัน หรือแม้แต่ช่วยให้อาหารสัตว์ด้วย ในขณะเดียวกันก็ออกจดหมายเปิดผนึก ประณามฆาตกรที่โจมตีบ้านชาวนา และแสดงความเห็นใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนั้น ต้องเขียนให้ดูจริงใจและซาบซึ้งที่สุด
“ทางฝั่งของข้าจะให้หนังสือพิมพ์คอยรายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อชี้นำกระแสสังคมให้ค่อยๆ เปลี่ยนไป”
โจเซฟหันไปมองกลุ่มผู้ประท้วง: “ส่วนคนพวกนี้ ท่านก็พยายามเกลี้ยกล่อมพวกเขาไปก่อน รับปากว่าจะระงับการฝึกซ้อมปืนใหญ่ชั่วคราว แต่ก็ต้องเตรียมโล่ไว้ให้พร้อมด้วย เผื่อมีคนยุยงให้เกิดความรุนแรง แต่จำไว้ว่าห้ามลงมือโจมตีพวกเขาเด็ดขาด”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท หม่อมฉันจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟไม่ได้เข้าไปในลานฝึก แต่เลือกที่จะไปดูสถานการณ์ของเหยื่อจากระยะไกลเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยไปที่จุดที่ดูบัวส์สงสัยว่าจะเป็นจุดที่คนร้ายใช้ยิงปืนใหญ่
ดูบัวส์สั่งให้คนคอยคุ้มกันที่เกิดเหตุไว้เป็นอย่างดี เขาชี้ไปที่ร่องรอยบนพื้น และเอ่ยกับโจเซฟว่า: “ฝ่าบาท รอยล้อพวกนี้ดูจากความลึกแล้ว น่าจะเป็นรอยที่เกิดจากล้อของฐานตั้งปืนใหญ่กดทับลงไปพ่ะย่ะค่ะ
“แล้วก็กองดินตรงนี้ ก็เป็นรอยที่เหลือไว้จากการยึดฐานตั้งปืนใหญ่ ดูจากรอยเท้า น่าจะมีคนเจ็ดคนกับม้าสองตัว ซึ่งก็เพียงพอที่จะควบคุมปืนใหญ่ขนาดสี่ปอนด์ได้พอดี
“หม่อมฉันเดาว่า คนพวกนั้นน่าจะอาศัยจังหวะที่เรากำลังฝึกซ้อมยิงปืนใหญ่ แอบยิงปืนใหญ่ไปทางบ้านชาวนาหลังนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟกำลังสำรวจบริเวณรอบๆ ก็เห็นฟูเช่พาคนจากสำนักข่าวกรองฯ รีบเดินทางมาถึง
ฟูเช่ได้รับทราบสถานการณ์คร่าวๆ มาแล้วระหว่างทาง เขาจึงเริ่มสำรวจบริเวณนั้นอย่างละเอียดทันที จากนั้นก็ไปดูทางฝั่งผู้เสียหาย และกลับมาพร้อมกับลูกปืนใหญ่หนึ่งลูก
“ฝ่าบาท มีเพียงรอยล้อรถม้าที่มุ่งหน้าไปทางป่าด้านข้างเท่านั้น ดูเหมือนว่าฆาตกรบางส่วนจะหลบหนีเข้าไปในปารีส” ฟูเช่มีสีหน้าเคร่งเครียด “เพียงแค่เบาะแสพวกนี้ คงยากที่จะระบุตัวตนของพวกมันได้พ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟมองดูลูกปืนใหญ่ในมือของเขา ส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า: “ทุกการสัมผัส ย่อมทิ้งร่องรอยเอาไว้เสมอ อย่างเช่นลูกปืนลูกนี้ ไม่ใช่ปืนใหญ่ขนาดสี่ปอนด์ทุกกระบอกที่จะยิงมันออกไปได้”
เนื่องจากในยุคนี้ เทคโนโลยีการผลิตปืนใหญ่ยังมีข้อจำกัด ขนาดลำกล้องของปืนใหญ่จึงมักจะมีความคลาดเคลื่อนและไม่เท่ากันทั้งหมด ดังนั้น ลูกปืนใหญ่จึงต้องถูกสั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับปืนแต่ละกระบอก
“แล้วก็รอยล้อรถ รอยเท้าพวกนี้ ล้วนเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งสิ้น ข้าหวังว่าท่านจะรีบใช้พวกมันให้เป็นประโยชน์ เพื่อสืบหาตัวคนที่มาใส่ร้ายโรงเรียนตำรวจให้เร็วที่สุด
“อ้อ จริงสิ ดูจากสถานการณ์ของกองกำลังที่มีปืนใหญ่ขนาดสี่ปอนด์ในบริเวณใกล้เคียงแล้ว ความเป็นไปได้ที่สูงที่สุดก็คือกองทหารรักษาพระองค์แห่งฝรั่งเศสและตำรวจม้า”
ฟูเช่ทวนคำว่า “ทุกการสัมผัส ย่อมทิ้งร่องรอยเอาไว้เสมอ” ด้วยเสียงแผ่วเบา เขาพยักหน้าช้าๆ แล้วยกหมวกขึ้นทำความเคารพโจเซฟ: “ฝ่าบาท หม่อมฉันจะรีบสืบหาตัวคนร้ายให้พบโดยเร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
วันรุ่งขึ้น คนส่งจดหมายของเสนาบดีมหาดไทยก็รีบเดินทางมาที่สำนักวางแผนอุตสาหกรรม และนำจดหมายของโมโนมาส่งให้มกุฎราชกุมาร
โจเซฟเปิดซองจดหมายออกดู ก็เห็นว่าโมโนเขียนไว้ในจดหมายว่า มีขุนนางหลายคนมาร้องเรียนเรื่องบ้านชาวนาถูกปืนใหญ่ยิงใส่กับกรมตำรวจหรือโรงเรียนตำรวจ โดยเรียกร้องให้เขาสั่งปิดลานฝึกของโรงเรียนตำรวจเสีย
ตอนนี้ในนามแล้ว กรมตำรวจก็ยังคงอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย การร้องเรียนจึงถูกส่งไปที่เสนาบดีมหาดไทย
และโมโนก็ทำได้เพียงส่งต่อเรื่องนี้ให้กับผู้กุมอำนาจที่แท้จริงของระบบตำรวจอย่างมกุฎราชกุมาร
“มากันเร็วดีนี่” โจเซฟโยนจดหมายทิ้งไว้ข้างๆ แววตาเต็มไปด้วยความเย็นชา “อย่าให้ข้าจับตัวพวกเจ้าได้ก็แล้วกัน!”
…
ฐานที่มั่นสำนักข่าวกรองฯ
เจ้าหน้าที่ข่าวกรองคนหนึ่งกำลังรายงานผลการสืบสวนล่าสุดให้ฟูเช่ฟัง: “ตำรวจม้ามีปืนใหญ่ทั้งหมด 3 กระบอก เป็นไปตามที่เราคาดไว้ เจ้าพวกนั้นเก่งแต่เรื่องรังแกชาวนา เกรงว่าคงจะไม่ได้ใช้ปืนใหญ่มานานแล้ว ตะขอปืนและเพลาล้อต่างก็เต็มไปด้วยสนิมไปหมดเลยครับ”
ตำรวจม้าเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่คล้ายๆ กับหน่วยลาดตระเวนในชนบทผสมกับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี และไม่ได้อยู่ภายใต้สังกัดของกรมตำรวจ
“ดูเหมือนว่า จะต้องพุ่งเป้าไปที่กองทหารรักษาพระองค์แห่งฝรั่งเศสแล้วล่ะ” ฟูเช่พูดพลางหันไปมองพรอสแปร์ที่อยู่ข้างๆ “ทางฝั่งท่านมีอะไรคืบหน้าบ้างไหม?”

0 Comments