ตอนที่ 119 ฝรั่งเศสที่แท้จริง
แปลโดย เนสยัง“ฝ่าบาท พระองค์หมายความว่า เลือดมีหน้าที่ในการลำเลียงสารอาหารและออกซิเจนอย่างนั้นหรือเพคะ?” เปรินกะพริบตาสีเขียวมรกตคู่โต ใบหน้าอันงดงามของนางเต็มไปด้วยความจริงจัง “ดังนั้น หากเราเจาะเลือดคนไข้ ก็จะยิ่งทำให้พวกเขาอ่อนแอลงใช่ไหมเพคะ?”
โจเซฟปรบมือเบาๆ: “ถูกต้องเลย ท่านค้นพบความจริงแล้ว”
“แล้วทำไมเราถึงต้องใช้วิธีเจาะเลือดมารักษาโรคด้วยล่ะเพคะ?”
“มันเป็นความผิดพลาดน่ะ”
“มิน่าล่ะ พระองค์ถึงไม่ยอมรับการรักษาด้วยวิธีเจาะเลือดเลย หรือว่าหมอทุกคนจะทำผิดพลาดกันหมด?” เปรินพยักหน้าอย่างครุ่นคิด นางพูดพลางหันไปมองโจเซฟด้วยความลังเลเล็กน้อย “ฝ่าบาท แล้วถ้าหาก… ข้อสรุปของพระองค์ไม่ถูกต้องล่ะเพคะ?”
“การศึกษาวิทยาศาสตร์ก็ต้องรู้จักตั้งคำถาม และไม่หลับหูหลับตาเชื่อในอำนาจของผู้เชี่ยวชาญ” โจเซฟพยักหน้าชื่นชมหมอสาวไปหนึ่งประโยค ก่อนจะเอ่ยต่อ “ความจริงแล้ว การจะรู้ว่าถูกหรือผิดนั้นง่ายนิดเดียว แค่ทำการทดลองแบบอำพรางสองฝ่ายก็พอแล้ว”
“การทดลองแบบอำพรางสองฝ่าย? มันคืออะไรหรือเพคะ?”
โจเซฟอธิบาย: “พูดง่ายๆ ก็คือ หาคนไข้ที่มีอาการป่วยเหมือนกัน และมีสภาพร่างกายใกล้เคียงกัน มาแบ่งเป็นสองกลุ่ม และไม่ให้พวกเขาได้เจอกัน
“จากนั้นก็เจาะเลือดคนไข้กลุ่มหนึ่ง ส่วนอีกกลุ่มก็ไม่ต้องเจาะ แล้วลองดูว่าคนไข้กลุ่มไหนจะฟื้นตัวได้เร็วกว่ากัน แค่นี้เราก็จะรู้แล้วว่าการเจาะเลือดมันได้ผลหรือไม่”
เปรินจดบันทึกเนื้อหาเหล่านี้ลงในสมุด พลางพยักหน้าด้วยความตกตะลึง: “นี่เป็นวิธีการตรวจสอบที่ใช้งานได้จริงมากเลยเพคะ พระแม่มารี! ทำไมหลายร้อยปีที่ผ่านมา ถึงไม่มีใครนึกถึงวิธีนี้เลยนะ! และถ้าหากวิธีเจาะเลือดมันส่งผลเสียอย่างเดียว…”
ดวงตาของนางเบิกกว้างเป็นประกายทันที: “ฝ่าบาท บางทีพวกเราอาจจะใช้วิธีนี้… โอ้ การทดลองแบบอำพรางสองฝ่าย เพื่อตรวจสอบว่ายาสักตัวหนึ่งมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือมีปัจจัยใดบ้างที่จะส่งผลต่ออาการป่วย”
โจเซฟส่งสายตาชื่นชมในความหัวไวของนาง: “ท่านพูดได้ถูกต้องแล้ว สิ่งเหล่านี้สามารถใช้การทดลองแบบอำพรางสองฝ่ายมาพิสูจน์ได้จริงๆ”
มือที่จับปากกาของเปรินสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น นางจ้องมองโจเซฟด้วยสายตาที่เป็นประกาย: “พระองค์… พระองค์ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน! พระองค์คิดเรื่องพวกนี้ออกได้อย่างไรเพคะ?”
นางมองดูสมุดจดอีกครั้ง: “ฝ่าบาท วิธีการนี้หม่อมฉันสามารถนำไปบอกท่านพ่อได้ไหมเพคะ?”
“แน่นอนสิ”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่ ก็ได้ยินเสียงดังเปาะแปะมาจากหลังคารถม้า เห็นได้ชัดว่าข้างนอกกำลังมีฝนตกหนัก
ผ่านไปไม่นาน รถม้าก็ค่อยๆ หยุดลง โครซอร์ด หัวหน้าทหารองครักษ์ตะโกนมาจากนอกหน้าต่างรถ: “ฝ่าบาท ถนนข้างหน้าถูกน้ำฝนกัดเซาะจนเละไปหมดแล้ว เกรงว่าจะไม่เหมาะที่จะเดินทางต่อนะพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟรู้สึกจนใจ จึงต้องสั่งให้หาที่หลบฝนแถวๆ นั้น
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เดินทางออกมานอกกรุงปารีส เดิมทีเขาคิดว่า ต่อให้ต่างจังหวัดจะเจริญสู้ปารีสไม่ได้ แต่ก็คงจะไม่ต่างกันมากนัก แต่ใครจะไปคิด ว่าพอออกจากเขตปารีสมาได้ไม่ถึงร้อยลี้ ก็มองเห็นแต่หมู่บ้านที่ดูยากจนข้นแค้นและทุรกันดารไปเสียหมด
อย่างเช่นถนนที่พวกเขากำลังใช้เดินทางอยู่ในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าตอนที่สร้างมีการโกงกินและลดสเปกวัสดุ ทำให้พื้นถนนหลวมซุย และพอมีน้ำฝนขังอยู่ในจุดที่ลุ่มต่ำ มันก็จะกลายเป็นโคลนเละเทะจนแทบจะเดินไม่ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรถม้า หากฝืนเดินทางต่อไป สิบทั้งสิบก็คงต้องติดหล่มจนขยับไปไหนไม่ได้
ครั้งนี้เพื่อเร่งความเร็วในการเดินทาง เขาอุตส่าห์กำชับไว้เป็นพิเศษว่าไม่ให้เจ้าหน้าที่ตามรายทางมาคอยต้อนรับขับสู้ แต่กลับต้องมาถูกฝนตกหนักขวางทางไว้เสียได้
ผ่านไปพักใหญ่ ทหารม้าที่ออกไปลาดตระเวนก็กลับมารายงานว่า ทางทิศตะวันออกมีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง โครซอร์ดจึงรีบสั่งให้ขบวนรถเปลี่ยนทิศทาง เพื่อไปหลบฝนทันที
หลังจากรถม้าของโจเซฟติดหล่มไปห้าหกครั้ง ในที่สุดก็มาถึงหน้าบ้านพักชาวนาเก่าๆ ทรุดโทรมที่มีหลังคามุงจากสิบกว่าหลัง
โครซอร์ดเลือกบ้านหลังที่ใหญ่ที่สุด เคาะประตู แล้วมอบเงินให้เจ้าของบ้านไป 8 ลีฟร์ คนหลังก็รีบขอบคุณด้วยความดีใจอย่างสุดซึ้งทันที
โจเซฟก้าวเข้าไปในบ้าน กลิ่นอับชื้นก็ลอยมาเตะจมูกทันที ตัวบ้านไม่ค่อยกว้างขวางนัก กำแพงถูกปะด้วยหนังสือพิมพ์ เฟอร์นิเจอร์มีเพียงตู้ไม้หนึ่งใบและโต๊ะไม้บิดๆ เบี้ยวๆ อีกหนึ่งตัว แต่ก็ยังดีที่พอจะใช้หลบฝนหลบลมได้
เป็นเพราะค่าที่พักที่โครซอร์ดให้ไปนั้นเยอะมาก ภรรยาชาวนาจึงรู้สึกว่าต้องต้อนรับขับสู้แขกผู้มีเกียรติเป็นอย่างดี นางจึงนำเอาอาหารที่ดีที่สุดในบ้านออกมา และยังให้ลูกไปขอยืมของจากเพื่อนบ้านมาอีกไม่น้อย จนในที่สุดก็ทำอาหารมื้อที่ดูอุดมสมบูรณ์ออกมาได้ และค่อยๆ ประคองออกมาจากห้องด้านในอย่างระมัดระวัง
“โอ้ ไม่เป็นไร พวกเรานำอาหารมาเอง…”
โครซอร์ดยื่นมือเข้าไปขวางภรรยาชาวนาเอาไว้ โจเซฟจึงสังเกตเห็นสีหน้าตึงเครียดและผิดหวังของนาง เขาไม่อยากทำลายน้ำใจของนาง จึงสั่งให้หัวหน้าทหารองครักษ์ให้นางนำอาหารมาวางได้
เอมงทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน เขาชิมขนมปังขาว เนื้อหมักเกลือ ไก่อบ และซุปผักบนโต๊ะไปอย่างละนิด เมื่อแน่ใจแล้วจึงพยักหน้าส่งสัญญาณให้มกุฎราชกุมารเสวยได้
โจเซฟลองกินไปสองสามคำ รสชาติมันจืดชืดมาก แต่ก็ไม่ได้ถึงกับกลืนไม่ลง
โครซอร์ดและเอมงก็กินตามไปบ้างเล็กน้อย ส่วนเปรินนั้นเป็นคนที่ไม่เลือกกินที่สุด นางจัดการอาหารในส่วนของตัวเองไปจนเกือบหมด แถมยังเดินไปที่ห้องด้านในเพื่อเอ่ยชมฝีมือทำอาหารของเจ้าของบ้านอีกด้วย
นั่งอยู่เฉยๆ ก็รู้สึกเบื่อ โจเซฟจึงชวนชายเจ้าของบ้านคุย: “ท่านทราบเรื่องที่รัฐบาลส่งเสริมให้ปลูกมันฝรั่งบ้างไหม?”
ชาวนาโค้งตัวพยักหน้าตอบด้วยท่าทีเกร็งๆ: “ทราบขอรับ นายท่าน บาทหลวงมาร์ม็องต์เคยมาบอกแล้ว แถมยังบอกอีกว่านั่นคือของประทานจากพระผู้เป็นเจ้า”
“แล้วท่านจะลองปลูกสักหน่อยไหม?”
ชาวนาส่ายหน้า
“ทำไมถึงไม่ปลูกล่ะ? เก็บเกี่ยวเสร็จก็จ่ายคืนแค่สองในสามส่วนเองนะ คุ้มจะตายไป”
ชาวนาอ้ำอึ้งอยู่เป็นสิบวินาที ถึงได้ตอบเสียงเบา: “ไวเคานต์คอร์แบตบอกไว้ว่า ทางที่ดีอย่าไปปลูกไอ้ของพรรค์นั้นเลย…”
โครซอร์ดรีบขยับเข้ามากระซิบข้างหูโจเซฟ: “ฝ่าบาท หม่อมฉันเพิ่งจะไปสืบมา คอร์แบตเป็นเจ้าของที่ดินแถวนี้ คนแถวนี้ก็เป็นชาวนาเช่าที่ดินของเขาทั้งนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟพยักหน้า ก่อนจะหันไปถามชาวนาต่อ: “แต่เรื่องจะปลูกอะไร มันก็สิทธิ์ของชาวนาที่จะตัดสินใจเองไม่ใช่หรือ?”
ชาวนาตอบด้วยสีหน้าซื่อๆ ทื่อๆ: “แต่ไวเคานต์คอร์แบตไม่อนุญาตนี่ขอรับ”
โจเซฟถอนหายใจ ชาวนาจ่ายบรรณาการเหล่านี้ คือกลุ่มชาวนาเช่าที่ดินที่มีจำนวนมากที่สุด แม้ว่าในนามจะสามารถเพาะปลูกบนที่ดินได้อย่างอิสระ เพียงแค่จ่ายค่าเช่าก็พอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาก็ยังคงต้องพึ่งพาและตกอยู่ใต้อำนาจของเจ้าของที่ดินที่เป็นขุนนางศักดินาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างเช่น พวกเขาไม่สามารถเดินทางออกห่างจากที่ดินของตนเองได้ตามใจชอบ ต้องแบกรับภาระการเกณฑ์แรงงานจากขุนนางศักดินาไม่น้อย หรือแม้แต่เกิดข้อพิพาทขึ้น ก็ให้ขุนนางศักดินาเป็นผู้ตัดสินความได้เลย หากขุนนางคนนั้นอาศัยอยู่แถวๆ นั้นล่ะก็นะ
ดังนั้น ชาวนาเช่าที่ดินเหล่านี้จึงมักจะไม่ค่อยกล้าขัดคำสั่งของเจ้าที่ดินรายใหญ่ และการที่พวกขุนนางเก่ามีท่าทีต่อต้านมันฝรั่ง ก็ส่งผลให้ชาวนาจ่ายบรรณาการจำนวนมากไม่สามารถปลูกมันฝรั่งได้เช่นกัน
โจเซฟนั่งคุยกับชาวนาคนนั้นต่ออีกพักหนึ่ง ก็พอจะเข้าใจความเป็นอยู่ของครอบครัวนี้คร่าวๆ แล้ว
ชาวนาคนนี้ชื่อแกซกา เขาเช่าที่ดินของไวเคานต์คอร์แบตมา 27 ไร่ รายได้จากผลผลิตในแต่ละปีจะอยู่ที่ประมาณ 200 ลีฟร์
แต่หลังจากจ่ายค่าเช่าที่ดินให้คอร์แบตแล้ว ครอบครัวนี้ก็ยังต้องเสียภาษีรายหัว ภาษีเกณฑ์ทหาร ภาษีหนึ่งในสิบ ภาษีหนึ่งในยี่สิบ ภาษีเกณฑ์แรงงานทำถนน และภาษีอื่นๆ อีกสารพัด
ในการใช้ชีวิตประจำวัน ก็ยังต้องเสียภาษีโรงโม่ ภาษีโรงสกัดน้ำมัน ภาษีเกลือ ภาษีสินค้า ภาษีผ่านทาง และอื่นๆ อีกมากมาย
เงินที่เหลือก็แทบจะพอให้คนในครอบครัวมีขนมปังดำกินประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้น
ส่วนเงินเก็บน่ะหรือ แกซกาบอกว่าหลายปีมานี้เกิดภัยแล้งบ่อยครั้ง ทำให้ผลผลิตไม่ค่อยดี ที่บ้านจึงไม่มีเงินเก็บมานานแล้ว แถมตอนนี้ยังเป็นหนี้คนอื่นอยู่อีกเกือบ 50 ลีฟร์
ด้วยความที่แกซกามีร่างกายที่แข็งแรง ครอบครัวของเขาจึงถือว่ามีฐานะความเป็นอยู่ที่ไม่เลวนักเมื่อเทียบกับคนอื่นในหมู่บ้าน เพราะตามที่เขาบอก ในหมู่บ้านมีคนถึงหนึ่งในห้าที่ไม่สามารถกินข้าวอิ่มท้องได้ครบทุกมื้อ
โจเซฟลอบถอนหายใจในใจ ชาวนาเช่าที่ดินอย่างแกซกามีมากกว่ายี่สิบล้านคนในฝรั่งเศส ทันทีที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติอันรุนแรง พวกเขาก็แทบจะไม่มีความสามารถในการรับมือใดๆ เลย และเมื่อถึงเวลานั้น เพื่อไม่ให้ตัวเองและครอบครัวต้องอดตาย พวกเขาก็จะต้องยอมเข้าร่วมขบวนการก่อจลาจลอย่างไม่ลังเลแน่นอน
เขาถอนหายใจออกมายาวๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้สินมหาศาลของฝรั่งเศส หรือเรื่องปากท้องของชาวนาระดับล่าง หากต้องการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ก็จำเป็นต้องทำการเปลี่ยนแปลงที่ยากลำบากหลายอย่าง อย่างเช่น การผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรม การปรับโครงสร้างการจัดสรรที่ดิน หรือการลิดรอนอภิสิทธิ์ทางศักดินาของขุนนางใหญ่และคริสตจักร…
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เขาก็เดินไปที่ริมหน้าต่าง หางตาเหลือบไปเห็นภรรยาของแกซกาที่อยู่ในห้องด้านใน กำลังเก็บกวาดอาหารที่พวกเขากินเหลือเมื่อครู่นี้อย่างระมัดระวัง ซุปผักครึ่งชามที่เอมงกินเหลือถูกนางเทกลับลงไปในหม้อ เติมน้ำและเศษใบผักลงไปอีกนิดหน่อย ก็กลายเป็นซุปหม้อใหญ่ ส่วนเนื้อหมักเกลือชิ้นเล็กๆ ขนาดเท่าวอลนัต ก็ถูกนางหั่นอย่างระมัดระวังจนกลายเป็นแผ่นบางเฉียบแทบจะโปร่งแสง แล้วนำไปสอดไส้ไว้ในขนมปังดำ
เด็กอายุแปดเก้าขวบสองคนยืนมองแม่ที่กำลังวุ่นวายอยู่ด้วยสายตาละห้อย พลางเช็ดน้ำลายที่มุมปากเป็นระยะๆ ราวกับกำลังจ้องมองอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก
โจเซฟรู้สึกสะท้อนใจ ในปารีส สิ่งที่เขามองเห็นมีแต่การแย่งชิงอำนาจของพวกขุนนาง ความลุ่มหลงมัวเมาของพวกคุณหญิงคุณนาย และงานเต้นรำกับซาลอนของพวกขุนนางที่จัดกันหามรุ่งหามค่ำ แต่ในวันนี้ที่บ้านของแกซกา เขาถึงได้มีโอกาสเห็นสภาพที่แท้จริงของประเทศฝรั่งเศส
ยากจน ทรุดโทรม ล้าหลัง และสั่นคลอน…
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากด้านหลัง
แกซการีบไปเปิดประตู เชื้อเชิญชายร่างเล็กที่สวมเสื้อโค้ตตัวยาวสีเทาให้เข้ามาในบ้าน พลางเอ่ยอย่างนอบน้อม: “คุณบาโบ ท่านมาได้อย่างไรขอรับ?”
ชายที่ชื่อบาโบพยักหน้าตอบรับไปส่งๆ แล้วเดินตรงเข้าไปหาเอมง ก่อนจะโค้งคำนับอย่างถ่อมตัว: “นายท่าน ข้าเป็นเจ้าหน้าที่บริหารของที่นี่ ท่านเรียกข้าว่าบาโบก็ได้ขอรับ ไม่ทราบว่าท่านเดินทางมาจากไหนหรือขอรับ?”
ชื่อเจ้าหน้าที่บริหารนี้อาจจะฟังดูเท่ แต่ความจริงแล้วเขาก็แค่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลตำบลเล็กๆ หรือก็คือหมู่บ้านนั่นแหละ เทียบเท่ากับผู้ใหญ่บ้าน
ในขณะที่บาโบกำลังพูดอยู่นั้น บาทหลวงประจำตำบลที่ได้ยินข่าวว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่พาผู้ติดตามจำนวนมากมาที่หมู่บ้าน ก็รีบตามมาที่บ้านของแกซกาเช่นกัน
“นายท่าน ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ข้ารับใช้ไหมขอรับ?” บาโบคิดว่าเอมงคือหัวหน้าของคนกลุ่มนี้ จึงเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มประจบประแจง
เอมงมองผ่านประตูที่เปิดอยู่ด้านหลังบาทหลวง ก็เห็นว่าฝนข้างนอกหยุดตกแล้ว เขาจึงชี้ไปทางถนนที่เพิ่งจะถูกน้ำท่วมจนเละเทะ: “คุณบาโบ ถนนนอกหมู่บ้านถูกฝนตกใส่จนเละไปหมด รบกวนท่านช่วยส่งคนไปซ่อมให้หน่อยได้ไหม?”
“โอ้ ได้สิ ได้แน่นอนขอรับ”
บาโบพยักหน้ารัวๆ ก่อนจะหันไปบอกบาทหลวงว่า: “บาทหลวงมาร์ม็องต์ ท่านช่วยต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทีนะ ข้าจะพาคนไปซ่อมถนนก่อน”
เขาเดินออกไปได้สองก้าว ก็หันกลับมาส่งสัญญาณให้แกซกา: “ได้ยินแล้วใช่ไหม? จะซ่อมถนนแล้ว แกก็มาด้วยสิ”
“โอ้ ได้ขอรับ คุณบาโบ”
แกซการับคำ แล้วกำลังจะไปหยิบเสื้อโค้ตที่แขวนอยู่บนกำแพง
โจเซฟถามขึ้นมาลอยๆ: “คุณแกซกา งานซ่อมถนนแบบนี้ จะได้ค่าแรงเท่าไหร่หรือ?”
“ค่าแรงหรือขอรับ?” บาโบริบตอบอย่างกระตือรือร้น “นายท่าน ก็แค่ซ่อมถนนนิดหน่อย ไม่มีค่าแรงหรอกขอรับ”
“โอ้?” โจเซฟขมวดคิ้วเล็กน้อย “ถนนนอกหมู่บ้านก็เป็นของไวเคานต์คอร์แบตด้วยหรือ?”
บาโบส่ายหน้า: “นั่นก็ไม่ใช่หรอกขอรับ”
“ถ้าอย่างนั้น คุณแกซกาได้เสียภาษีเกณฑ์แรงงานทำถนนไปหรือยังล่ะ?”
บาโบชะงักไป พยักหน้าตอบ: “สะ… เสียแล้วขอรับ”
“ในเมื่อเสียภาษีเกณฑ์แรงงานทำถนนแล้ว และนี่ก็ไม่ใช่การเกณฑ์แรงงานของเจ้าที่ดิน ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงไม่จ่ายค่าแรงซ่อมถนนให้เขาล่ะ?”
“เอ่อ…”
โจเซฟยิ้มมองเขาแล้วเอ่ยว่า: “คุณบาโบ คงไม่ได้ไม่คุ้นเคยกับข้อบังคับทางกฎหมายหรอกใช่ไหม?”
บาโบสะดุ้งตกใจ ในฐานะข้าราชการของฝรั่งเศส คุณอาจจะไร้ความสามารถได้ แต่จะมาทำเป็นไม่คุ้นเคยกับกฎหมายหรือกฎระเบียบไม่ได้เด็ดขาด เพราะนั่นอาจจะทำให้ต้องตกงานได้เลย!
เขารีบส่ายหน้า: “ไม่ๆ ท่านพูดถูกแล้ว ขอรับ มันควรจะจ่ายค่าแรงจริงๆ อ่า คนละ 2 ซู ท่านเห็นว่าพอได้ไหมขอรับ?”
“ท่านก็ทำตามระเบียบก็แล้วกัน”
“โอ้ ได้ขอรับ ได้ ทำตามระเบียบขอรับ”
แกซกาโค้งคำนับขอบคุณโจเซฟด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะรีบเดินตามเจ้าหน้าที่บริหารออกไป
สามชั่วโมงต่อมา ขบวนรถม้าของโจเซฟก็แล่นไปตามพื้นถนนที่ปูด้วยกิ่งไม้และเศษหิน มุ่งหน้าสู่บอร์กโดซ์อีกครั้ง
แกซกาและภรรยายืนมองส่งเงาของทหารม้าที่รั้งท้ายขบวนจนลับสายตาไปจากริมถนน ถึงได้เดินกลับเข้าบ้าน
ภรรยาของแกซกากำลังจะหั่นขนมปังดำให้สามีที่เหน็ดเหนื่อยมาครึ่งค่อนวันได้กินรองท้อง แต่จู่ๆ นางก็สังเกตเห็นห่อผ้าใบเล็กๆ วางอยู่บนเตา
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปค่อยๆ เปิดห่อผ้าออกอย่างระมัดระวัง แล้วก็ต้องร้องอุทานออกมา: “พระเจ้าช่วย! อดัม! คุณรีบมาดูนี่สิ!”
แกซการีบวิ่งเข้าไปในห้องด้านใน ก็เห็นภรรยาถือถุงผ้าและเหรียญเงินกำใหญ่ไว้ในมือ
เขารับถุงผ้ามา ก็พบว่าข้างในมีกระดาษโน้ตอยู่แผ่นหนึ่ง จึงรีบคลี่ออกดู: ‘คุณแกซกา ขอบคุณที่ทำให้ฉันได้เห็นอีกด้านหนึ่งของฝรั่งเศส หวังว่าคุณจะไม่ปฏิเสธน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ นี้’
เขามองไปทางที่โจเซฟจากไป ทำเครื่องหมายกางเขนที่หน้าอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า พลางพึมพำว่า: “ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงคุ้มครองท่านด้วยเถิด นายท่านหนุ่มผู้ใจดี”
ภรรยาของแกซกาแอบนับเหรียญเงินดูเงียบๆ รวมทั้งหมด 50 ลีฟร์ นางดึงมือสามีกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ในดวงตาคลอไปด้วยหยาดน้ำตา: “อดัม เรามีเงินพอใช้หนี้แล้ว!”
ต้องรู้ไว้ว่า หหนี้ที่พวกเขากู้มานั้นมีดอกเบี้ยสูงถึง 15% หากไม่รีบใช้คืน ด้วยสภาพคล่องของครอบครัวในตอนนี้ เกรงว่าในอนาคตก็คงจะไม่มีวันใช้หนี้ได้หมดเป็นแน่…
แปดวันต่อมา
บนถนนสายใหญ่ทางทิศเหนือของพระราชวังตลาดหลักทรัพย์ในเมืองบอร์กโดซ์ ประชาชนจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่ทั้งสองฝั่งถนน เพื่อเฝ้ารอคอยให้ขบวนรถม้าของมกุฎราชกุมารเสด็จผ่านด้วยความตื่นเต้น
ไม่นานนัก รถม้าที่มีรูปทรงคลาสสิกและหรูหราหลายคันก็แล่นเข้ามาแต่ไกล ผู้คนต่างก็พากันส่งเสียงโห่ร้องยินดี พร้อมกับโบกไม้โบกมืออย่างสุดกำลัง
บนรถม้าคันกลาง เคานต์มงสโล ข้าหลวงใหญ่แห่งบอร์กโดซ์เอ่ยกับโจเซฟอย่างนอบน้อม: “ฝ่าบาท พวกเขาส่วนใหญ่เดินทางมาถึงตั้งแต่เมื่อคืนแล้วพ่ะย่ะค่ะ หากพระองค์ทรงต้องการ ก็สามารถเปิดการประชุมได้ทุกเมื่อเลยพ่ะย่ะค่ะ ทว่า งานเลี้ยงก็จัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว หรือพระองค์จะเสด็จไป…”
โจเซฟพยักหน้าพลางยิ้ม: “ลำบากท่านแล้ว เคานต์มงสโล”
เขามองดูนาฬิกาพก ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายโมงครึ่งแล้ว เขาจึงกล่าวว่า: “ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มตอนบ่ายสามโมงก็แล้วกัน”
“ตามพระประสงค์พ่ะย่ะค่ะ มกุฎราชกุมารผู้สูงศักดิ์”
รถม้าแล่นผ่านฝูงชนไป โจเซฟโบกมือทักทายชาวเมืองที่มาต้อนรับเขาเป็นระยะๆ ส่วนคนที่เอมงจัดเตรียมไว้บนรถม้าคันหลัง ก็คอยโปรยเหรียญและลูกอมแจกจ่ายให้กับฝูงชนตามธรรมเนียม
พื้นที่ใจกลางเมืองบอร์กโดซ์ จัตุรัสการค้า ได้ถูกโครซอร์ดและกองทหารองครักษ์เข้าควบคุมพื้นที่ไว้หมดแล้ว โจเซฟไม่ได้แวะไปพักผ่อนที่คฤหาสน์ที่มงสโลเตรียมไว้ให้ด้วยซ้ำ แต่มุ่งหน้าตรงไปยังพระราชวังตลาดหลักทรัพย์ทันที เพื่อเตรียมตัวสำหรับการประชุมในตอนบ่ายสามโมง
อีกไม่นานมันฝรั่งก็จะถูกส่งมาถึงแล้ว เขาไม่อยากจะเสียเวลาไปแม้แต่นาทีเดียว

0 Comments