ตอนที่ 111 การเดินแบบ
แปลโดย เนสยัง“คุณบัลทาซาร์ ท่านจะดูแค่หน้าตาไม่ได้นะ” โจเซฟกระซิบกับดีไซเนอร์เสื้อผ้าของเขา “พวกนางมาเดินแบบ ไม่ได้มางานเต้นรำ”
เขาชี้ไปที่แคตวอล์กขนาดยักษ์บนลานกว้าง: “ท่านดูสิ ถึงตอนนั้นแขกเหรื่อจะรวมตัวกันอยู่ด้านล่าง พวกเขาก็จะมองเห็นแค่รูปร่าง ท่วงท่า และเสื้อผ้าที่พวกนางสวมใส่ แทบจะมองไม่เห็นหน้าตาเลยด้วยซ้ำ”
บัลทาซาร์พยักหน้ารัวๆ เขาเพิ่งจะเคยได้ยินคำว่าเดินแบบหรือแคตวอล์กอะไรพวกนี้มาแค่สองวัน จึงยังจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูก
ช่วงนี้การโปรโมทงานแฟชั่นวีคกำลังเป็นไปอย่างดุเดือด ทั่วทั้งปารีสต่างก็พูดถึงเรื่องนี้กันอย่างคึกคัก
ดังนั้น หลังจากที่ประกาศรับสมัครนางแบบแฟชั่นวีคถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ บรรดาสุภาพสตรีทั่วทั้งปารีสก็ต่างพากันตื่นเต้นฮือฮา การได้สวมใส่เสื้อผ้าแฟชั่นที่นำเทรนด์ที่สุด เดินเฉิดฉายท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับในพระราชวังเก่าอันวิจิตรตระการตา ให้ชนชั้นสูงทั่วยุโรปได้จับตามอง แถมยังมีค่าตอบแทนก้อนโตให้อีก แบบนี้ใครล่ะจะไม่สนใจ?
ใช่แล้ว ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีอาชีพนางแบบเสื้อผ้า โจเซฟจึงต้องใช้วิธีเปิดคัดเลือกจากประชาชนทั่วไป
ชั่วพริบตา คำว่านางแบบและเดินแบบก็กลายเป็นคำศัพท์ที่ฮิตที่สุดในหมู่ผู้หญิงปารีส ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง นักร้อง หญิงบริการ หรือแม้แต่คุณหนูขุนนาง ขอเพียงแค่มีความมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองสักหน่อย ต่างก็อยากจะมาลองสมัครที่พระราชวังทุยเลอรีดูกันทั้งนั้น
หลังจากผ่านการคัดเลือกรอบแรกโดยบัลทาซาร์มาหลายรอบ ก็ได้คนหลายสิบคนที่อยู่ตรงหน้านี้ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มคนที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาผู้สมัครทั้งหมดแล้ว
โจเซฟมองดูนางแบบที่มีท่าทางแข็งทื่อ หรือไม่ก็จงใจโชว์สัดส่วนอย่างเกินพอดีด้วยความเหนื่อยใจ เขาถอนหายใจออกมา ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วปรบมือเสียงดังเพื่อเรียกความสนใจจากพวกนาง จากนั้นเขาก็ต้องจำใจทำในสิ่งที่ไม่อยากทำที่สุดอีกครั้ง นั่นก็คือการเดินแบบเป็นตัวอย่าง
“ดูให้ดีนะ ก้าวที่สองต้องเหยียบตรงนี้” เขารู้สึกอับอายจนขนลุกซู่ แต่ก็ต้องฝืนทนทำต่อไป “ยกเข่าขึ้นมาก่อน แล้วตวัดน่องออกไป จากนั้นก้าวต่อไป…
“แขนไม่ต้องเกร็งมาก ปล่อยทิ้งตัวตามธรรมชาติ… ไม่ใช่ให้ทำแขนห้อยต่องแต่งแบบนั้น! ช่างเถอะ เอามือเท้าสะเอวไว้ก็แล้วกัน
“สายตาอย่าลอกแลก ทำตาเหม่อๆ ไว้…”
แม้ว่าเขาจะทำไม่เป็น แต่ก็พอจะเคยเห็นผ่านตามาบ้าง เขาพยายามนึกถึงท่าเดินแบบที่เคยดูมานับครั้งไม่ถ้วนในชาติก่อน ก็พอจะเลียนแบบออกมาได้บ้าง
เมื่อเขาเดินไปกลับรอบหนึ่ง บรรดานางแบบก็พากันปรบมือให้อย่างเกรียวกราว
โจเซฟทำหน้าบูดบึ้งกลับไปนั่งที่เก้าอี้ พลางเอ่ยอย่างหมดแรง: “ใครเรียนรู้ได้ก่อน ก็จะได้เลื่อนขั้นเป็นครูฝึก และได้ค่าเหนื่อยเพิ่มเป็นสองเท่า”
ภายใต้พลังแห่งเงินตรา บรรดานางแบบก็เริ่มตั้งใจกันขึ้นมาทันที มีคุณหนูขุนนางสองสามคนที่เคยเรียนเต้นรำมาก่อนเริ่มจับทางได้บ้างแล้ว ท่าทางการเดินก็เริ่มดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
โจเซฟให้พวกนางฝึกซ้อมกันเอง จากนั้นก็หันไปทางกลุ่มนายแบบชายที่อยู่อีกฝั่งของห้องโถง ยกมือขึ้นส่งสัญญาณ: “ขอเชิญทุกท่านลองเดินให้ดูสักรอบสิ”
ชายหนุ่มชาวฝรั่งเศสหน้าตาหล่อเหลาหลายสิบคนรีบก้าวขายาวๆ ออกมา พร้อมกับสวมรองเท้าส้นสูง เดินบิดสะโพกไปมาอย่างเย้ายวน ดูเป็นมืออาชีพยิ่งกว่าพวกผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ เสียอีก
“หยุด…” โจเซฟรู้สึกปวดใจจนแทบจะทนไม่ไหว “ไม่ใช่แบบนี้! นี่มันท่าเดินของผู้หญิง…”
มีนายแบบหนุ่มผมทองที่ใจกล้าคนหนึ่งรีบพูดขึ้นทันที: “ฝ่าบาท เมื่อครู่นี้พระองค์ก็ทรงเดินแบบนี้นี่พ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟใช้สายตาอาฆาตหยุดไม่ให้เขาพูดต่อ ก่อนจะหันไปสั่งหัวหน้าทหารองครักษ์ของตน: “ไวเคานต์โครซอร์ด รบกวนท่านช่วยเดินให้ทุกคนดูสักสองสามก้าวสิ เอาแบบที่ท่านเดินเล่นอยู่ในพระราชวังแวร์ซายส์ตามปกตินั่นแหละ”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” โครซอร์ดรีบเดินมาที่กลางห้องโถง ยืดอกเชิดหน้าก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างผ่าเผยและสง่างาม เปี่ยมไปด้วยพลัง
โจเซฟหันไปมองพวกนายแบบ: “ขอให้ทุกคนฝึกตามแบบนี้เลยนะ”
ใต้เพิงก่อสร้างบริเวณลานกว้างของพระราชวังทุยเลอรี หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบของคณะกรรมการจัดงานแฟชั่นวีคกำลังจ้องมองไปที่ห้องโถงฝั่งตะวันตกตาไม่กะพริบ ที่นั่นมีสาวงามหลายสิบคนสวมชุดกระโปรงสวยงาม กำลังเดินเรียงแถวกันออกมาบนเวทีไม้ทีละคน ท่วงท่าเย้ายวนงดงามจับตา
เขากลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่โดยไม่รู้ตัว ก่อนจะถามประธานหอการค้าที่อยู่ข้างๆ: “ไวเคานต์เฟรแซล ตรงนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่หรือครับ?”
“ได้ยินว่าเป็นวิธีนำเสนอเสื้อผ้าแฟชั่นที่มกุฎราชกุมารทรงคิดค้นขึ้นมา เรียกว่าการเดินแบบน่ะ” เฟรแซลตอบไปส่งๆ แต่ในใจกลับแอบคิดว่า: ไม่รู้จริงๆ ว่ามกุฎราชกุมารในวัยเพียงแค่นี้ จะคิดไอเดียที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ออกมาได้อย่างไร แค่มีการเดินแบบนี้ งานแฟชั่นวีคปีนี้ก็ต้องทำให้ทั่วยุโรปต้องตกตะลึงได้อย่างแน่นอน
…
“บรีแอนน์ ไอ้สารเลวไร้ยางอาย!” แวร์แชนส์ตบจดหมายในมือลงบนโต๊ะอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น “ข้าขอสาบาน! สักวันหนึ่ง ข้าจะฉีกแกเป็นชิ้นๆ ด้วยมือของข้าเอง!”
คนสนิทของเขาได้ยินเสียงความวุ่นวาย ก็รีบผลักประตูชะโงกหน้าเข้ามาถาม: “ท่านเอิร์ล ท่านเป็นอะไรหรือเปล่าขอรับ?”
“ข้าไม่เป็นไร ออกไป!”
แวร์แชนส์หันไปตวาดเสียงดัง สีหน้าของเขาดูเย็นชายิ่งกว่าหิมะขาวโพลนนอกหน้าต่างเสียอีก
จดหมายฉบับนั้นเป็นของดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง หากดูจากวันที่ ก็ถูกส่งออกมาหลังจากที่เขาเพิ่งจะเดินทางออกจากปารีสได้เพียงวันเดียว แต่บุรุษไปรษณีย์เห็นได้ชัดว่าตามรอยเขาไม่ทัน จนกระทั่งเขามาแวะพักที่สโมเลนสค์ ถึงเพิ่งจะได้รับจดหมาย
เนื้อหาในจดหมายมีเพียงไม่กี่ประโยค บอกเขาว่าการเจรจาการค้าระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีผู้แทนการเจรจาคือบรีแอนน์และนิโคเอร์ เสนาบดีกระทรวงทะเบียนราษฎร
แวร์แชนส์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธแค้น เขานึกขึ้นได้ว่าเมื่อครึ่งเดือนก่อน เขาเพิ่งจะไปถามบรีแอนน์อยู่เลย ว่าจะเริ่มการเจรจาการค้าเมื่อไหร่ แต่บรีแอนน์กลับบอกเขาว่า ข้อมูลทางการคลังบางส่วนที่จะนำมาใช้ในการเจรจายังไม่พร้อม คงต้องรอไปอีกนาน
หลังจากนั้น เขาก็ถูกส่งตัวไปรัสเซีย เพื่อถ่ายทอดข้อความที่เรียกว่าความห่วงใยของฝรั่งเศสต่อสงครามรัสเซียและตุรกี
ไม่คิดเลยว่า พอเขาคล้อยหลังไปปุ๊บ การเจรจาการค้าระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสก็เริ่มต้นขึ้นทันที
สิ่งที่ทำให้เขารับไม่ได้มากที่สุดก็คือ คนที่มาเข้าร่วมการเจรจาแทนเขา กลับกลายเป็นไอ้สวะเสนาบดีผู้ล่องหนอย่างนิโคเอร์เนี่ยนะ!
ผ่านไปเนิ่นนาน เขาก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง ที่นี่อยู่ห่างจากปารีสถึงสองพันกว่ากิโลเมตร ต่อให้เขารีบเดินทางกลับไปตอนนี้ กว่าจะถึงปารีส สนธิสัญญาก็คงจะถูกลงนามไปเรียบร้อยแล้ว
และสิ่งที่รอเขาอยู่ ก็คงจะมีเพียงเสียงหัวเราะเยาะจากคนทั้งแวดวงการเมืองในปารีสเท่านั้น
ฟืนในเตาผิงส่งเสียงดังเป๊าะแป๊ะ เปลวไฟลุกโชนอย่างรุนแรง แต่แวร์แชนส์กลับรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูก เขารู้ดีว่า ชีวิตทางการเมืองของเขาคงจะจบสิ้นลงแล้ว…
…
ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแซน คฤหาสน์ของมิราโบ
มิราโบไม่คาดคิดว่ามกุฎราชกุมารจะเสด็จมาเยือนอย่างกะทันหัน เขาจึงต้อนรับด้วยท่าทีลุกลนเล็กน้อย: “โอ้ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบพระองค์พ่ะย่ะค่ะ มกุฎราชกุมารผู้สูงศักดิ์”
เขาก้าวเท้าขวาถอยหลังไปครึ่งก้าว นำมือขวาแนบหน้าอก แล้วค้อมตัวทำความเคารพอย่างนอบน้อม
โจเซฟยิ้มตอบ: “ข้าก็ยินดีที่ได้พบท่านเช่นกัน เคานต์มิราโบ ความจริงแล้ว ที่ข้ามาในวันนี้ ก็เพราะมีเรื่องอยากจะขอให้ท่านช่วยสักหน่อย”
มิราโบเป็นผู้เปิดประตูให้เขาด้วยตัวเอง: “พระองค์ก็ทรงทราบดี ฝ่าบาท หม่อมฉันรอคอยที่จะได้รับใช้พระองค์อยู่เสมอพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเข้ามาในห้องรับแขก มิราโบก็เชิญให้โจเซฟนั่งลง ก่อนจะชี้ไปที่ชาแดงที่สาวใช้เพิ่งนำมาเสิร์ฟด้วยความกระตือรือร้น: “ฝ่าบาท พระองค์ต้องลองชิมสิ่งนี้ดูนะพ่ะย่ะค่ะ เพิ่งส่งตรงมาจากตะวันออกไกลเลย ของดีแบบนี้พวกของถูกๆ จากอินเดียเทียบไม่ติดเลยนะพ่ะย่ะค่ะ โอ้ จริงสิ พระองค์มีอะไรให้หม่อมฉันรับใช้หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ขอบคุณสำหรับชาของท่าน รสชาติยอดเยี่ยมมาก” โจเซฟยกถ้วยชาที่มีกลิ่นหอมของนมขึ้นมาเป็นเชิงขอบคุณมิราโบ ก่อนจะเอ่ยต่อ “ท่านอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง ว่ารัฐบาลกำลังส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งให้ครอบคลุมทั่วประเทศ”

0 Comments