You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

มนุษย์เลือดผู้นั้นคือดวงวิญญาณของเถียนหวยอี้ เมื่อโขกศีรษะขอบคุณพระคุณอาจารย์ และกล่าวว่าตนไม่อาจปกป้องเสิ่นอวี่เซิงได้แล้ว ความปรารถนาสุดท้ายก็สิ้นสุดลง แม้ในใจจะยังอาลัยอาวรณ์หมื่นแสน ทว่าเมื่อถูกพลังแห่งปรโลกดึงรั้งไว้ ก็ถูกลากลงสู่ปรโลกไป

“หวยอี้!” ฟู่เหล่ยเซิงตะโกนลั่น ผุดลุกขึ้นยืน กวาดตามองไปรอบๆ เห็นเพียงว่ารอบด้านไม่มีลมผีอันใด ไม่มีเถียนหวยอี้ที่โชกเลือด คิดว่าตนเองคงเผลอหลับไปตอนอ่านหนังสือเป็นแน่ ก็หนังสือของปราชญ์ช่างน่าเบื่อเสียนี่กระไร

“เก็บเอาไปคิดจนเก็บไปฝัน ข้ามักจะกังวลว่าหวยอี้จะยอมขายเสิ่นอวี่เซิงเพื่อแลกกับยศถาบรรดาศักดิ์และเงินทอง” เขาแอบหัวเราะเยาะตัวเอง เมื่อก่อนตอนที่เถียนหวยอี้เป็นศิษย์เขา เป็นศิษย์ที่ซุกซนเกเรที่สุด ทำให้เขาปวดหัวที่สุด ตอนเรียนก็ไม่ตั้งใจเรียน ชอบเล่นผมศิษย์หญิงที่นั่งข้างหน้า จนทำให้ศิษย์หญิงร้องไห้โฮ เขาจึงเรียกผู้ปกครองมา แล้วก็ตีเถียนหวยอี้ไปยกหนึ่ง

ตอนฝึกวิชาอาคมก็ไม่ตั้งใจฝึก จับจด ทำๆ ทิ้งๆ แต่เขามีความฉลาดหลักแหลม เรียนรู้อะไรก็เร็ว พอเรียนแล้วก็ยากที่จะลืม นำไปประยุกต์ใช้ได้ ต่อมาเถียนหวยอี้สอบเป็นซิ่วไฉได้ ได้รับการประทานครรภ์เทพ เนื่องจากเป็นครรภ์เทพโต่วขุยขั้นสาม ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้วในตัวอำเภอ เขาเกรงว่าจะมีคนมาแย่งชิง จึงคอยเฝ้าเถียนหวยอี้ทั้งวันทั้งคืน

ในตอนนั้น เป็นช่วงที่เกิดเรื่องครรภ์เทพของเฉินสือถูกควักออกไปจนเป็นข่าวครึกโครม ฟู่เหล่ยเซิงก็อกสั่นขวัญแขวน แล้วก็มีคนมาแย่งชิงครรภ์เทพจริงๆ หลายกลุ่ม เขาลำบากแทบตายกว่าจะขับไล่พวกนั้นไปได้และปกป้องเถียนหวยอี้ไว้ได้ เพราะเหตุการณ์นี้ ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์อาจารย์จึงดีมาก รักใคร่ดุจบิดาบุตร

ต่อมาเถียนหวยอี้สอบติดจวี่เหริน ไปรับราชการที่อื่น แล้วก็ได้ยินว่าไปอยู่กองทหารรักษาชายแดน เป็นทหารอยู่หลายปี พอกลับมาก็เปลี่ยนจากเด็กหนุ่มจอมซน กลายเป็นขุนนางที่สุขุมเยือกเย็น ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เขาอดชื่นชมไม่ได้ ที่เขากังวลที่สุดก็คือ เถียนหวยอี้จะเข้าสู่วงราชการอันแสนสกปรก และถูกย้อมจนแม้แต่ตัวเขาเองก็จำไม่ได้ ดังนั้นครั้งนี้เมื่อเสิ่นอวี่เซิงได้รับครรภ์เทพเหวินชาง เขาจึงกำชับแล้วกำชับอีก เกรงว่าเถียนหวยอี้จะไม่ใช่เด็กหนุ่มที่เปี่ยมด้วยความเที่ยงธรรมคนเดิมอีกต่อไป

“ข้าคิดมากไปเอง” เขาถอนหายใจยาว

ตอนนั้นเอง เขาเห็นเฉินสือยื่นมือออกไปบังตะเกียง เฮยโกวที่อยู่นอกประตูยังคงเห่ากรรโชก อดไม่ได้ที่จะชะงัก เขาจำได้ชัดเจนว่าเฉินสือสัปหงกอยู่ ส่วนเขากำลังอ่านหนังสือ เหตุใดจึงกลายเป็นว่าเขาหลับไป แต่เฉินสือกลับตื่นอยู่?

“ท่านอาจารย์ฟู่ เมื่อครู่ท่านหลับไปขอรับ” เฉินสือเสียงต่ำลง ลังเลเล็กน้อย เอ่ยว่า “ศิษย์พี่เถียนมาหา มาเข้าฝันท่าน ข้าเห็นเขาเลือดท่วมตัว จึงไม่ได้ขัดขวาง ท่านอาจารย์ฟู่ ที่ว่าการอำเภอ… อาจจะเกิดเรื่องแล้วขอรับ”

ในหัวของฟู่เหล่ยเซิงดังกึกก้อง ร่างกายสั่นเทา สองมือรีบจับโต๊ะสอนหนังสือไว้ พยายามตั้งสติ อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่คำพูดเพิ่งมาถึงคอหอย น้ำตาร้อนผ่าวสองสายก็ไหลพรากอาบแก้มเสียก่อน เขายกมือขึ้นเช็ด แต่น้ำตากลับยิ่งไหลออกมามากขึ้น เขาคิดว่าตัวเองเข้มแข็งมาก สอนหนังสือปราชญ์มาหลายปี จิตใจน่าจะแข็งแกร่งดุจศิลามาตั้งนานแล้ว ต้องกลั้นน้ำตาไว้ได้แน่ๆ แต่ก็กลั้นไม่อยู่ น้ำตานั้นไหลรินออกมาอย่างห้ามไม่ได้

“ข้า…” เขาสะอื้น กำหมัดแน่นยันตัวไว้ แต่ก็ยังกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ “เฉินสือ ขอข้าอยู่เงียบๆ คนเดียวสักพัก…” เขาเอ่ยอย่างยากลำบาก

เฉินสือลุกขึ้นเดินออกจากห้องเรียนเงียบๆ หันกลับไปมอง เห็นฟู่เหล่ยเซิงฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ร่างกายสะอื้นไห้ไม่หยุด “หวยอี้ สู้ไม่ได้เจ้าก็หนีสิ! ข้าไม่เคยสอนเจ้ารึไง?” ร้องไห้โฮออกมา พลางร้องไห้พลางด่าว่าเถียนหวยอี้ไม่รู้จักพลิกแพลง

“เจ้าทิ้งเสิ่นอวี่เซิงแล้วหนีสิ! พวกเขาแค่ต้องการเสิ่นอวี่เซิง ไม่ได้ต้องการชีวิตเจ้า เจ้าเป็นขุนนางแห่งราชสำนัก เป็นผู้คุมสอบระดับอำเภอของซินเซียง หากไม่จำเป็นจริงๆ พวกเขาไม่เอาชีวิตเจ้าหรอก! เจ้าหนีสิ! เสิ่นอวี่เซิงเป็นศิษย์ข้า เจ้าก็เป็นศิษย์ข้าเหมือนกัน! ทำไมเจ้าไม่หนี? ไอ้คนหัวรั้นเอ๊ย!”

เฉินสือนั่งอยู่ข้างเฮยโกว กอดสุนัขตัวใหญ่ตัวนี้ไว้ มองดูท้องฟ้ายามค่ำคืนของตัวอำเภอ จันทร์กระจ่างกลางนภา ส่องสว่างมองเห็นทุกสรรพสิ่ง “ใครบอกว่าในอำเภอไม่มีสิ่งชั่วร้าย เฮยโกว ในใจคนนี่แหละมีสิ่งชั่วร้ายซ่อนอยู่” เขาเอ่ยเสียงต่ำ

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ฟู่เหล่ยเซิงเดินออกจากห้องเรียน ดวงตาแดงก่ำ ถุงใต้ตาบวมเป่ง ในมือถือตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่ง เสียงแหบพร่า เอ่ยเบาๆ ว่า “เฉินสือ พักผ่อนแต่หัวค่ำเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องไปดูประกาศผลสอบ”

เฉินสือรับคำ มองดูเขาโดยไม่ขยับเขยื้อน ฟู่เหล่ยเซิงถือตะเกียงเดินออกไป ตอนเดินผ่านป่าไผ่ ก็หักแขนงไผ่มาท่อนหนึ่ง ใช้ต่างไม้เท้า เดินออกไปข้างนอก เฉินสือเดินตามเขา เฮยโกวเดินตามเฉินสือ ฟู่เหล่ยเซิงหยุดเดิน “เฉินสือ เจ้ากลับไปเถอะ ที่นี่ไม่มีเรื่องของเจ้าแล้ว”

เฉินสือส่ายหน้า “ข้าอยู่สถานศึกษาคนเดียว กลัวว่าจะมีคนมาฆ่าข้าควักเอาครรภ์เทพ” ฟู่เหล่ยเซิงไม่ได้ว่าอะไรอีก เดินต่อไปข้างหน้า เฉินสือและเฮยโกวตามเขาไป ไม่นานก็มาถึงที่ว่าการอำเภอ ประตูที่ว่าการอำเภอเปิดอ้า ภายในมืดมิด ฟู่เหล่ยเซิงใช้แขนงไผ่เกี่ยวตะเกียง เดินเข้าไปในที่ว่าการอำเภอ ภายในเงียบสงัด

จู่ๆ เฉินสือก็รู้สึกว่าใต้เท้าเหนียวเหนอะหนะ ยกเท้าขึ้นดู บนรองเท้าเต็มไปด้วยเลือด เขามองไปที่พื้น เป็นกองเลือดกองใหญ่ เขาไม่ได้พูดอะไร เพราะเขาเห็นศพของเถียนหวยอี้แล้ว นอนจมกองเลือดอยู่ ฟู่เหล่ยเซิงวางตะเกียงไว้ข้างๆ ยกมือขึ้น มือสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ อยากจะลูบใบหน้าศิษย์คนนี้ของตนสักครั้ง ใบหน้าของเถียนหวยอี้ซีดเผือด เบิกตากว้าง แววตาเหลือกมองไปทางหนึ่ง

ฟู่เหล่ยเซิงกำหมัดแน่น มองตามสายตาของเขาไป เสิ่นอวี่เซิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งไม่ไกลนัก หันหน้ามาทางพวกเขา เบิกตากว้างเช่นกัน แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ฟู่เหล่ยเซิงลุกขึ้นเดินไปหาเด็กหนุ่มหน้าตาใสซื่อคนนี้ เขาไม่สัมผัสได้ถึงสัญญาณแห่งชีวิตใดๆ บนตัวศิษย์คนนี้เลย เขาลูบท้ายทอยของเสิ่นอวี่เซิง กะโหลกศีรษะถูกเปิดออกแล้ว บนมือของเขาเต็มไปด้วยเลือด ฟู่เหล่ยเซิงมุมปากกระตุก คล้ายจะร้องไห้แต่ก็ไม่ร้อง ฝืนกลั้นไว้ เปลี่ยนมือข้างที่สะอาด ลูบปิดเปลือกตาให้เสิ่นอวี่เซิง

เขาหันกลับมา ตรวจสอบบาดแผลบนร่างของเถียนหวยอี้ ศพพูดไม่ได้ แต่ทิ้งร่องรอยที่เป็นประโยชน์ไว้มากมาย อีกฝ่ายใช้วิชาอาคมอันใด อีกฝ่ายอยู่ระดับใด จินตันของอีกฝ่ายคือจินตันชนิดใด แม้กระทั่งทารกหยวนหรือจิตหยวน ก็จะทิ้งเบาะแสไว้บนศพทั้งสิ้น ส่วนเฉินสือกลับไปพิจารณาธงหมื่นวิญญาณที่ตั้งบูชาอยู่ในที่ว่าการอำเภอ

ธงหมื่นวิญญาณเป็นของวิเศษ วิญญาณที่กักเก็บไว้มักจะเป็นวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียร มีเพียงวิญญาณของผู้ที่ต้องโทษประหารชีวิตเท่านั้น จึงจะมีคุณสมบัติเข้าไปในธงหมื่นวิญญาณได้ ของวิเศษชิ้นนี้มีอานุภาพมหาศาล สามารถคุ้มครองทั้งอำเภอ ทำให้สิ่งชั่วร้ายไม่กล้าเข้าใกล้แม้แต่ครึ่งก้าว และยังสามารถต่อกรกับศัตรูที่แข็งแกร่ง ทำให้นายอำเภอสามารถต่อสู้กับยอดฝีมือระดับฮว่าเสินได้! ธงหมื่นวิญญาณผืนนี้ในยามนี้ยังคงตั้งอยู่บนโต๊ะบูชา ไม่มีคลื่นพลังใดๆ แผ่ออกมาเลย เถียนหวยอี้ดูเหมือนจะตายด้วยน้ำมืออีกฝ่ายโดยยังไม่ทันได้ใช้ธงหมื่นวิญญาณ

เฉินสือขมวดคิ้วเล็กน้อย ฝีมือของเถียนหวยอี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพมานาน อีกทั้งยังเป็นสถานที่อันตรายอย่างกองทหารรักษาชายแดน ประสบการณ์การต่อสู้จริงของเขาต้องน่าทึ่งมาก ไม่มีทางที่จะตายด้วยน้ำมืออีกฝ่ายโดยไม่ทันได้ใช้ธงหมื่นวิญญาณ! ต่อให้อีกฝ่ายจะฝึกปรือจนถึงระดับจิตหยวน เขาก็สามารถใช้ธงหมื่นวิญญาณต่อสู้ด้วยได้!

“ธงหมื่นวิญญาณถูกใช้งานไปครั้งหนึ่ง” เสียงของฟู่เหล่ยเซิงดังขึ้น “แต่คนที่ใช้ไม่ใช่หวยอี้”

เฉินสือชะงักไปเล็กน้อย เดินมาที่ศพของเถียนหวยอี้ บาดแผลบนร่างของเถียนหวยอี้ไม่ใช่บาดแผลธรรมดา แต่เป็นรอยฟกช้ำสีเขียวคล้ำ เลือดที่บาดแผลแข็งตัว สัมผัสดูแล้วเย็นเฉียบ ไม่เหมือนคนที่เพิ่งตาย เฉินสือนึกถึงรอยมือผีสีเขียวบนหน้าอกของตนเองขึ้นมาได้ จึงรำพึงในใจ “นี่คือบาดแผลที่เกิดจากวิญญาณอาฆาตผีร้าย!”

“เป็นบาดแผลที่เกิดจากธงหมื่นวิญญาณ” ฟู่เหล่ยเซิงมองไปที่ธงหมื่นวิญญาณ เอ่ยว่า “วิญญาณอาฆาตผีร้ายในธงหมื่นวิญญาณเดิมทีก็มีพลังแข็งแกร่งมากอยู่แล้ว ยิ่งผ่านการหลอมประทับมาอย่างยาวนาน ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น แต่หวยอี้ยังไม่ทันได้ใช้ของวิเศษชิ้นนี้ ของวิเศษก็ถูกอีกฝ่ายควบคุมไปเสียก่อน”

เฉินสือตกตะลึง ถูกอีกฝ่ายควบคุมไปหรือ? เถียนหวยอี้ถือธงหมื่นวิญญาณอยู่ เหตุใดธงหมื่นวิญญาณจึงถูกอีกฝ่ายควบคุมได้?

ฟู่เหล่ยเซิงไม่ได้ตอบ แต่มองออกไปในความมืดข้างนอก เสียงแหบต่ำ “ที่ว่าการอำเภอเดิมทีควรจะมีมือปราบเฝ้าอยู่ตลอดเวลา แต่มือปราบที่เข้าเวรกลับไม่อยู่ที่นี่ อีกทั้งเกิดการต่อสู้ขึ้นในที่ว่าการอำเภอ กลับไม่มีมือปราบคนใดเข้ามาตรวจสอบเลย”

คนที่สามารถเรียกใช้ธงหมื่นวิญญาณ และในขณะเดียวกันก็สามารถสั่งให้มือปราบไม่ให้เคลื่อนไหวโดยพลการได้ มีเพียงนายอำเภอและผู้ช่วยนายอำเภอเท่านั้น แต่นายอำเภอซินเซียงคนใหม่ตายไปแล้ว ฝีมือของผู้ช่วยนายอำเภอเจิ้งซื่ออวิ๋นก็ห่างชั้นจากเถียนหวยอี้มาก ไม่มีทางที่จะสังหารเถียนหวยอี้ได้อย่างเด็ดขาดปานนี้

ในอำเภอซินเซียงก็มียอดฝีมืออยู่ไม่น้อย อาจมียอดฝีมือระดับฮว่าเสินซ่อนตัวอยู่ แต่เถียนหวยอี้เป็นผู้คุมสอบระดับอำเภอของซินเซียง แม้ตำแหน่งจะไม่ใหญ่โต แต่ก็เป็นขุนนางแห่งราชสำนัก ยอดฝีมือในอำเภอไม่มีทางกล้าเสี่ยงกับการถูกราชสำนักประหารเก้าชั่วโคตรมาฆ่าเขาแน่

“ดังนั้น ต้องเป็นคนนอกเท่านั้น” เฉินสือกล่าว “ในบรรดาคนนอกที่เข้ามาในช่วงนี้ คนที่มีอำนาจบารมี เกรงว่าจะมีแต่ตระกูลหลี่แห่งเฉวียนโจว ผู้ตรวจการหลี่เซี่ยวเจิ้งเดินทางผ่านอำเภอซินเซียง”

หางตาของฟู่เหล่ยเซิงกระตุก ยกตะเกียงขึ้น หมุนตัวเดินออกไป เอ่ยว่า “เมื่อวานผู้ตรวจการหลี่เดินทางไปเมืองเอกมณฑลเพื่อรับตำแหน่งแล้ว ไม่อยู่อำเภอซินเซียง เฉินสือ เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่งหรอก”

เฉินสือไม่ได้พูดอะไร ยังคงเดินตามเขาไป

ฟู่เหล่ยเซิงเคาะประตูร้านโลงศพ เดินเข้าไปข้างใน บอกเถ้าแก่ว่า “โลงศพสองโลง ขอไม้เนื้อดี” เถ้าแก่ร้านโลงศพตกใจ รีบเชิญเขาเข้ามา เอ่ยถามว่า “ท่านอาจารย์ฟู่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”

“ไม่มีอะไร” ฟู่เหล่ยเซิงไม่ได้พูดอะไรมาก “เพิ่มอีกโลง เป็นสามโลงศพ ราคาเท่าใด?”

“ไม้สน โลงละหกตำลึงเงิน”

ฟู่เหล่ยเซิงไม่ได้ต่อราคา จ่ายเงินไป เอ่ยว่า “ให้ลูกจ้างสองสามคนตามข้าไป ส่งโลงศพสองโลงไปที่ว่าการอำเภอ ในนั้นมีศพสองศพ ให้ลูกจ้างช่วยบรรจุศพ อีกโลงเก็บไว้ที่ร้านก่อน”

เถ้าแก่ร้านโลงศพตกใจในใจ หากเป็นเมื่อก่อนฟู่เหล่ยเซิงต้องต่อราคาแน่ๆ ขี้เหนียวสุดๆ แม้แต่ทองแดงแดงเดียวก็ต้องต่อตั้งครึ่งค่อนวัน แต่วันนี้กลับไม่ต่อราคาเลย

“คนตายแล้วทุกสิ่งก็จบสิ้น โลงศพโลงสุดท้ายนี้ หรือว่าท่านอาจารย์ฟู่จะเตรียมไว้ให้ตัวเอง?” เถ้าแก่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง กระซิบสั่งลูกจ้างว่า “พวกเจ้าไปช่วยท่านอาจารย์ฟู่เก็บศพที่ว่าการอำเภอ แค่เก็บก็พอ อย่างอื่นไม่ต้องถาม และก็ช่วงสองสามวันนี้คอยสังเกตดูให้ดี หากได้ยินข่าวร้ายของท่านอาจารย์ฟู่ ก็มาบอกข้า ทำการค้าต้องรักษาคำพูด หากเขาตาย ก็ใช้โลงศพโลงนี้ฝังเขา” ลูกจ้างร้านขานรับ

เฉินสือเดินตามฟู่เหล่ยเซิง เห็นเขายุ่งวุ่นวายไปทั่ว จัดการบรรจุศพเถียนหวยอี้และเสิ่นอวี่เซิงลงโลง เวลาผ่านไปจนรุ่งสางโดยไม่รู้ตัว ทั้งสองคนไม่ได้นอนทั้งคืน เดินตามรถเข็นไม้ของลูกจ้างร้าน นำโลงศพทั้งสองโลงไปฝากไว้ที่สถานศึกษาเหวินไฉก่อน

ที่น่าแปลกก็คือ เกิดเรื่องใหญ่ในที่ว่าการอำเภอขนาดนี้ พวกเขายุ่งอยู่ในที่ว่าการอำเภอทั้งคืน กลับยังไม่มีมือปราบคนใดมาสอบถามเลยแม้แต่คนเดียว

“เฉินสือ วันนี้เป็นวันประกาศผลสอบ เจ้าและเพื่อนร่วมสถานศึกษาไปดูผลสอบเถอะ ข้าไม่ได้นอนมาทั้งคืน ต้องกลับบ้านไปพักผ่อนแล้ว” ฟู่เหล่ยเซิงเอ่ย “ส่วนเรื่องของข้า เจ้าไม่ต้องยุ่งหรอก ตอนที่เซ่าจิ่งให้ข้าช่วยเจ้า ความจริงเขาให้เงินข้ามาแล้วก้อนหนึ่ง แต่ข้าก็ยังเก็บเงินเจ้าอีกก้อนหนึ่ง เจ้าไม่ติดค้างอะไรสถานศึกษาอีก”

เฉินสือกล่าว “หากท่านอาจารย์ฟู่มีธุระอันใด ก็ไปบอกข้าที่สถานศึกษาได้เลยขอรับ” ฟู่เหล่ยเซิงพยักหน้าเบาๆ เดินออกจากสถานศึกษา กลับบ้านตนเอง

บ้านของเขาหรูหราอย่างที่หูเฟยเฟยบอกจริงๆ สร้างอยู่ริมแม่น้ำชิงฉวี่ ออกจากประตูไปก็เป็นท่าเรือ ลานบ้านกว้างกว่าหนึ่งหมู่ มีเรือนหลัก เรือนปีกซ้าย เรือนปีกขวา มีสระน้ำเล็กๆ รอบสระน้ำจัดสวนหินจำลอง ปลูกดอกเหมย กล้วยไม้ ไผ่ และเบญจมาศ แม้จะเป็นสถานที่ที่ไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็ตกแต่งอย่างประณีตงดงามไปทุกสัดส่วน ภรรยาของเขาเป็นคนเก่งงานบ้าน จัดเก็บบ้านเรือนจนสะอาดสะอ้าน ลูกทั้งสองคนก็เรียนเก่ง แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ไม่ต้องให้เขาเป็นห่วง

ภรรยาทำอาหารเช้าเสร็จแล้ว เห็นเขากลับมา ก็ถามว่า “เมื่อคืนมีเรื่องอันใดหรือ?”

“ไม่มีอะไร” ฟู่เหล่ยเซิงกินโจ๊กไปพลาง เอ่ยไปพลาง “ซิ่วหรง หลายปีมานี้อยู่กับข้า ลำบากเจ้าแล้ว” ภรรยานั่งหันข้างอยู่ข้างเขา มองเขากินข้าว ยิ้มว่า “ลำบากอันใดกัน ข้าก็แค่จัดการงานในบ้าน ท่านทำงานข้างนอกต่างหากที่ลำบาก”

ฟู่เหล่ยเซิงกล่าว “หมิงจื้อกับจื้อหย่วนก็แต่งงานกันแล้ว แม้จะไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ก็พอหาเลี้ยงตัวเองได้ เจ้าก็ไม่ได้กลับบ้านเกิดมานานแล้ว สู้กลับไปสักหน่อย เผากระดาษเงินกระดาษทองให้พ่อแม่ข้าและพ่อตาแม่ยายเสียหน่อย ข้าฝันเมื่อคืน พวกท่านบอกว่าข้างล่างไม่มีเงินใช้แล้ว”

ภรรยาลังเล ถามว่า “เกิดเรื่องหรือเจ้าคะ?”

“ไม่ได้เกิด” ฟู่เหล่ยเซิงคีบเนื้อเค็มกินคำหนึ่ง เอ่ยว่า “ชนบทไม่ค่อยสงบ เจ้าให้หมิงจื้อกับจื้อหย่วนไปกับเจ้าด้วย พาภรรยาและลูกพวกเขาไปด้วย ถือเสียว่ากลับบ้านเกิดไปพักผ่อนสักสองสามวัน ผ่อนคลายอารมณ์”

“แล้วท่านล่ะ?”

“ข้าไม่ไป ข้ายังมีธุระในเมือง”

ภรรยาร้องไห้ เอ่ยว่า “เกิดเรื่องขึ้นใช่หรือไม่เจ้าคะ? ท่านจำต้องอยู่ใช่หรือไม่?”

ฟู่เหล่ยเซิงเงียบไปครู่หนึ่ง เอ่ยว่า “จำเป็นต้องอยู่ พวกเจ้าไปเถอะ เก็บข้าวของ วันนี้ไปเลย อย่าชักช้า ข้าจะไปนอน อย่าให้หมิงจื้อกับจื้อหย่วนมากวนข้า พ้นวันพรุ่งนี้ไป หากข้ายังรอดชีวิต ข้าจะไปหาพวกเจ้า”

ภรรยาเช็ดน้ำตาไปพลาง ไปเก็บข้าวของไปพลาง ฟู่เหล่ยเซิงกินอิ่มดื่มพอ ก็หลับสนิท

สถานศึกษาเหวินไฉมีบัณฑิตมากันไม่น้อยแล้ว ต่างพากันตกตะลึงกับโลงศพสองโลงที่ตั้งอยู่ในสถานศึกษา คาดเดากันไปต่างๆ นานา ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น หูเฟยเฟยถามเฉินสือ เฉินสือก็ไม่ได้ตอบ

ยามอู่ (เที่ยงวัน) ที่ว่าการอำเภอประกาศผลสอบ บัณฑิตต่างพากันแห่ไปที่ว่าการอำเภอเพื่อดูประกาศ

“พี่เฉิน ท่านสอบติดแล้ว! ที่หนึ่งของอำเภอซินเซียง!” หูเฟยเฟยตื่นเต้นดีใจสุดขีด หันไปบอกเฉินสือ “ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย ว่าท่านจะเรียนเก่งขนาดนี้ ถึงกับสอบได้ที่หนึ่ง! เอ๊ะ แปลกจัง ทำไมไม่มีชื่อของเสิ่นอวี่เซิง?”

นางกวาดตามองดูรายชื่อ ไม่พบชื่อของเสิ่นอวี่เซิง ตามหลักแล้วเสิ่นอวี่เซิงได้รับครรภ์เทพโดยไม่ต้องเข้าพิธีบวงสรวงเทพอัญเชิญ สมควรจะได้ที่หนึ่ง แต่ไม่รู้ทำไม นางกวาดตาดูหลายรอบ ก็ไม่พบชื่อของเขา นอกจากจะไม่มีชื่อเสิ่นอวี่เซิงแล้ว ข่าวการตายของผู้คุมสอบเถียนหวยอี้ ก็ไม่ได้แพร่งพรายออกมาเลย ผู้คุมสอบตาย กลับเงียบสงัดจนน่ากลัว

เฉินสือคิดในใจ “ฮูหยินผู้สูงศักดิ์ท่านนี้ มีอิทธิพลกว้างขวางจริงๆ ปิดฟ้าข้ามทะเลในอำเภอซินเซียงได้เลยทีเดียว”

วันที่สองหลังประกาศผลสอบ ก็คือพิธีบวงสรวงเทพอัญเชิญ พิธีนี้จัดขึ้นทุกๆ สามปี คึกคักมาก ชาวเมืองต่างถือว่าพิธีนี้เป็นเหมือนเทศกาล ทุกหนทุกแห่งประดับประดาด้วยโคมไฟสีสันสวยงาม ร้านค้าก็ฉวยโอกาสเรียกลูกค้า ร้องบอกลดราคาสินค้า ดึงดูดผู้คน

เฉินสือ หูเฟยเฟย และบัณฑิตจากสถานศึกษาเหวินไฉอีกหลายคน สวมชุดบัณฑิต โพกผ้าแดง คาดเอวด้วยผ้าสีคราม ฟู่เหล่ยเซิงใบหน้าเปื้อนยิ้ม ลงมือจัดเสื้อผ้าให้พวกเขาด้วยตัวเอง และยังติดดอกไม้ผ้าไหมสีแดงดอกใหญ่ไว้ที่หน้าอกของเฉินสือ ส่งพวกเขาไปที่ศาลเจ้าเหวินเมี่ยว

ภายในศาลเจ้าเหวินเมี่ยวจัดเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว รูปปั้นปราชญ์และเทพเหวินชางก็สวมชุดสีแดง เหล่าซิ่วไฉยังมาไม่ถึง ควันธูปลอยกรุ่นขึ้นสู่เบื้องบนราวกับสายหมอกเขียว ยังมีคนเตรียมไก่เป็ด จูงวัว แกะ หมู และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ มา นี่คือเครื่องสังเวยที่มีชีวิต เพื่อถวายเป็นของขวัญแด่เทพแท้จริง และยังมีผลไม้นานาชนิด เช่น แตงโม แอปเปิล สาลี่ พีช จัดอยู่ในตะกร้าดอกไม้ ตะกร้าแล้วตะกร้าเล่า

สองข้างทางยังปักธูปเทียนไว้ ธูปบางดอกใหญ่เท่าแขน สูงกว่าคน ถูกจุดไฟแล้ว เด็กน้อยหลายคนกำลังพองแก้มเป่าไฟ จุดประทัดเสียงดังเปรี้ยงปร้าง ทุกหนทุกแห่งมีเสียงตีฆ้องร้องป่าว บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่น มีคนเข้ามาแสดงความยินดีกับฟู่เหล่ยเซิงไม่ขาดสาย และยังมีคนยื่นมือมาลูบดอกไม้แดงที่หน้าอกเฉินสือ เพื่อขอแบ่งปันความเป็นสิริมงคล

เฉินสือสอบได้ที่หนึ่งของอำเภอซินเซียงในครั้งนี้ ย่อมต้องได้รับความสำคัญเป็นพิเศษ ยืนอยู่แถวหน้าสุดของเหล่าซิ่วไฉ หูเฟยเฟยเดินตามหลังเขา หน้าบานเป็นกระด้ง กระซิบกลั้วหัวเราะว่า “ครั้งนี้ข้าได้เป็นซิ่วไฉ ได้รับครรภ์เทพ พอสอบจวี่เหรินได้อีก ก็จะได้เห็นบัณฑิตหนุ่มที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ความปรารถนาของจิ้งจอกสาวอย่างพวกเรา ก็จะสมหวังเสียที! คิกๆ…”

เฉินสือมองซ้ายมองขวา ทันใดนั้นก็เห็นฟู่เหล่ยเซิงหันหลังเดินแทรกผู้คนออกไป เขาใจเต้นตึกตัก มองไปที่ผู้คนที่กำลังวุ่นวายอยู่บนแท่นบูชา แล้วเงยหน้ามองดวงอาทิตย์สองดวงบนท้องฟ้า ตลอดสองปีที่ผ่านมา การได้รับการยอมรับจากเทพแท้จริงอีกครั้ง ได้รับประทานครรภ์เทพอีกครั้ง คือความยึดติดของเขา

เขาลังเลเล็กน้อย บัดนี้เขาสอบได้ที่หนึ่งของอำเภอซินเซียง ถึงเวลาที่ความยึดติดนี้จะเป็นจริงเสียที หากพลาดโอกาสนี้ไป ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะมีโอกาสเช่นนี้อีก! สอบติดซิ่วไฉ ได้รับครรภ์เทพ กลับบ้านเกิดสร้างชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูล ยายเฒ่าอู่จู๋ก็จะได้มองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป หากไปก่อเรื่อง เกรงว่าคงต้องกลายเป็นโจรเร่ร่อน ไม่แน่ว่าแค่เป็ดบ้านอวี้จูเดินผ่าน ก็คงถุยน้ำลายใส่เขาสองทีก่อนจะเดินจากไป!

เฉินสือกัดฟัน ทันใดนั้นก็ดึงดอกไม้แดงที่หน้าอกออก ยัดใส่อกหูเฟยเฟย สองมือแหวกฝูงชน เดินออกไป

หูเฟยเฟยตกตะลึง รีบร้องเรียก “เฉินสือ เฉินสือ! ท่านจะไปไหน? ท่านสอบได้ที่หนึ่งนะ กำลังจะขึ้นเวทีแล้ว! ครรภ์เทพนี่ท่านจะไม่เอาแล้วหรือ?”

เฉินสือหายลับไปในฝูงชน เสียงลอยแว่วมา “เจ้าอยู่ที่นี่แหละ ข้าจะไปฆ่าคน!”

ท่าทางประดุจพยัคฆ์ร้าย แววตาดุดันโหดเหี้ยม ร่างกายตั้งตรงเงาไม่เอนเอียง แต่ในใจเต็มไปด้วยจิตสังหารลุกโชน!

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note