You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

“เทียนชิง!”

มีเสียงหนึ่งดังขึ้น เฉินสือและหลี่เทียนชิงหันไปมอง ก็เห็นว่าเป็นชายหนุ่มเจ็ดแปดคน แต่งกายภูมิฐานแต่ไม่ฉูดฉาด ล้วนเป็นคนหนุ่มที่ดูสดใสและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น กำลังโบกมือเรียกหลี่เทียนชิงอยู่ไกลๆ

หลี่เทียนชิงขานรับ กระซิบเสียงเบา “คนของตระกูลหลี่ของข้าเอง คนที่เรียกข้าคือหลี่จวิ้น เป็นลูกชายคนที่สองของท่านอาสี่ คอยดูแลข้าเป็นอย่างดี พวกเขาเรียกข้าคงมีธุระอะไรแน่ๆ ข้าขอตัวไปหาก่อนนะ”

เฉินสือพยักหน้า

หลี่เทียนชิงวิ่งเข้าไปหา หลี่จวิ้นหัวเราะ “เทียนชิง พวกพี่ๆ อย่างเราเพิ่งจะมาถึงซินเซียง ยังไม่คุ้นชินกับสถานที่ ไม่รู้ว่ามีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง ยังไงเจ้าก็เคยมาแล้ว ช่วยพาพวกเราไปเที่ยวหน่อยสิ”

หลี่เทียนชิงมีสีหน้าลำบากใจ “ครั้งก่อนที่ข้ามา ก็ไปแต่แถวชนบท ไม่เคยเข้าเมืองเลย”

หลี่จวิ้นเอ่ย “ก็แค่หาที่ชมวิวทิวทัศน์ นั่งดื่มชาแค่นั้นแหละ เมื่อกี้คนที่เจ้าคุยด้วย เป็นคนพื้นที่หรือเปล่า? เจ้าลองไปถามเขาดูสิ”

หลี่เทียนชิงวิ่งกลับมา เล่าเรื่องให้ฟัง เฉินสือเอ่ยว่า “หลายวันก่อนข้าไปเดินเล่นที่ตลาดกลางคืน ผ่านแม่น้ำชิงฉวีในเมือง เห็นมีเรือสำราญอยู่ในแม่น้ำ น่าจะสามารถชมวิวทิวทัศน์ นั่งดื่มชาได้ แต่ว่าเทียนชิง ข้าเห็นพวกเขาเรียกใช้งานเจ้าไปมา ไม่เห็นทำเหมือนเจ้าเป็นพี่น้องแท้ๆ เลย ทำเหมือนเจ้าเป็นคนรับใช้มากกว่า”

หลี่เทียนชิงเอ่ย “เดี๋ยวข้ากลับมาแล้วค่อยเล่าให้ฟังนะ”

เขารีบวิ่งกลับไปอีกครั้ง เล่าเรื่องเรือสำราญให้หลี่จวิ้นและคนอื่นๆ ฟัง หลี่จวิ้นถามความเห็นพี่น้องคนอื่นๆ ทุกคนต่างก็หัวเราะเห็นด้วย “ก็แค่มาถึงที่ใหม่ อยากจะชมวิวทิวทัศน์ หาที่สงบๆ นั่งพักผ่อนก็เท่านั้น งั้นก็เอาเรือสำราญนี่แหละ”

หลี่จวิ้นพยักหน้า เอ่ยว่า “รบกวนเทียนชิงแล้วล่ะ เมื่อกี้เพื่อนเจ้าเหรอ? ชวนมาด้วยกันสิ มีคนพื้นที่นำทาง จะได้ประหยัดเวลาหน่อย”

หลี่เทียนชิงรับคำ แล้วก็เดินมาเรียกเฉินสือ นำพาทุกคนมุ่งหน้าไปยังแม่น้ำชิงฉวี

หลี่เทียนชิงกระซิบเสียงเบา “ข้าเป็นลูกหลานสายรองในตระกูลหลี่ เป็นลูกที่เกิดจากอนุภรรยา เดิมทีก็ไม่มีฐานะอะไรอยู่แล้ว ฐานะในจวนยังสู้สาวใช้คนโปรดยังไม่ได้เลย ครั้งนี้ถ้าไม่ได้สร้างผลงานเรื่องเรือเป่าฉวนแห่งราชวงศ์หมิง เกรงว่าพวกเขาคงไม่ยอมแม้แต่จะชายตามองข้าหรอก”

เฉินสือหัวเราะ “งั้นการอยู่ตระกูลหลี่มันจะไปมีความหมายอะไร? สู้มาอยู่ที่เขาเฉียนหยางกับข้าดีกว่า อย่างน้อยก็ยังได้เป็นลูกพี่ใหญ่ในป่าเขา เป็นเจ้าถิ่นที่นี่”

หลี่เทียนชิงถอนหายใจ “เกิดมาในตระกูลใหญ่ ก็ต้องยอมรับในโชคชะตา”

ระหว่างที่คุยกัน พวกเขาก็มาถึงท่าเรือแม่น้ำชิงฉวี เรียกเรือสำราญมาหนึ่งลำ น้ำในแม่น้ำก็ใสสะอาดดี บนเรือมีลวดลายยันต์ลมวาดอยู่ สามารถกระตุ้นให้ทำงาน เพื่อให้เรือแล่นไปตามลมได้ สะดวกสบายมาก

เจ้าของเรือเป็นสองพ่อลูก พ่อทำหน้าที่บังคับเรือ ส่วนลูกสาวก็วุ่นวายอยู่กับการชงชา รินชา ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี

คุณชายตระกูลหลี่หลายคนเห็นเด็กสาวหน้าตาสะสวย ก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อสองสามประโยค ใครจะไปคิดว่าหญิงสาวคนนี้จะฝีปากกล้า ตอกกลับมาทั้งคำหยาบคำด่า ทำเอาคุณชายตระกูลหลี่หลายคนถึงกับหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย

ทุกคนต่างหัวเราะฮ่าๆ มุ่งหน้ามองดูเรือสำราญ

แล่นเข้าสู่กลางแม่น้ำชิงฉวี

“ถามว่าแม่น้ำสายนี้ทำไมถึงได้ใสสะอาดขนาดนี้ ก็เพราะมีน้ำใหม่ไหลเข้ามาจากต้นสายตลอดเวลาไงล่ะ”

หลี่จวิ้นทอดถอนใจ น้ำเสียงแฝงความหนักใจ เอ่ยว่า “แผ่นดินต้าหมิงแห่งนี้ ทิวทัศน์งดงามดั่งภาพวาด น่าเสียดายที่ราชสำนักอ่อนแอ ผู้กุมอำนาจก็มีแต่พวกไม่ได้เรื่อง สมรู้ร่วมคิดกัน ทำให้สิ่งชั่วร้ายออกอาละวาด ทำลายแผ่นดินอันงดงาม และทำร้ายประชาชนตาดำๆ ในยุคสมัยแบบนี้ จะไปมีแม่น้ำที่ใสสะอาดได้อย่างไร? เมื่อไม่มีแม่น้ำที่ใสสะอาด แล้วจะมีน้ำใหม่ไหลเข้ามาได้อย่างไร? ถ้าน้ำไม่ไหลเวียน แล้วมังกรกับปลาจะเริงระบำได้อย่างไร?”

คำพูดของเขาทำให้ทุกคนรู้สึกเห็นด้วยอย่างยิ่ง

เฉินสืออดไม่ได้ที่จะปรายตามองเขา ลอบคิดในใจ “คุณชายหลี่จวิ้นคนนี้ มองเห็นปัญหาของยุคสมัยได้อย่างทะลุปรุโปร่งจริงๆ”

หลี่เจิ้งชิงเป็นลูกชายคนที่สี่ของหลี่เซี่ยวเจิ้ง เอ่ยว่า “พี่รองพูดถูกแล้ว แต่ยุคสมัยมันเป็นแบบนี้ แม้พวกเราจะมีความตั้งใจอยากจะเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อไม่มีอำนาจบารมี แล้วจะไปทำอะไรได้ล่ะ?”

พวกเขาต่างก็ถอนหายใจออกมา

หลี่จวิ้นรำพึงออกมา “เศร้าโศกไปก็เปล่าประโยชน์ ปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเปล่าดาย! มีใจอยากจะฆ่าโจร แต่กลับไร้เรี่ยวแรงจะกอบกู้แผ่นดิน! น่าเศร้าใจ น่าเศร้าใจนัก! หากข้าได้เข้าไปในราชสำนัก ข้าจะต้องกวาดล้างทั่วทั้งแผ่นดิน กำจัดปัญหารื้อรังของราชสำนัก นำกฎหมายโบราณกลับมาใช้ คืนความสงบสุขให้แก่โลกใบนี้ให้จงได้!”

ทุกคนต่างก็เห็นด้วย เฉินสือก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวชมเชย หันไปบอกกับหลี่เทียนชิงว่า “คนตระกูลหลี่นี่มีแต่ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล น่าชื่นชมจริงๆ เก่งกว่าตระกูลจ้าวตั้งเยอะ”

เขาเคยฆ่าคนตระกูลจ้าวมาเยอะ ย่อมรู้ดีว่าลูกหลานตระกูลจ้าวมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร

หลี่เทียนชิงยิ้มแต่ไม่พูดอะไร

บนเรือสำราญ ทุกคนต่างก็แสดงความรู้สึกกันอย่างออกรส ร้องเพลงเศร้าคร่ำครวญ สะท้อนถึงความยากลำบากของประชาชนบนโลกใบนี้ ในขณะที่ราชสำนักกลับมีแต่คนไร้หัวใจ ต่างพากันถอนหายใจด้วยความหนักใจ ที่ไม่มีอำนาจพอจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในตอนนี้ได้

เฉินสือรู้สึกชื่นชมหลี่จวิ้นและคนอื่นๆ ยิ่งขึ้นไปอีก ทันใดนั้นหลี่จวิ้นก็เอ่ยถามแม่นางคนขับเรือว่า “ในเมืองนี้มีม้าผอมบ้างไหม?”

แม่นางคนขับเรือสงสัย “อะไรคือม้าผอมหรือเจ้าคะ?”

หลี่จวิ้นมีสีหน้าอึดอัดเล็กน้อย กระซิบเสียงเบาว่า “ก็พวกโสเภณีที่ยังอายุน้อยๆ ไง”

แม่นางคนขับเรือหัวเราะ “ที่แท้คุณชายก็จะมาเที่ยวผู้หญิงนี่เอง เมื่อกี้เห็นพูดจาดูมีคุณธรรม ข้าก็นึกว่าคุณชายไม่คิดจะเที่ยวซะอีก ก็เลยไม่ได้พาไปหอนางโลม เรือของพวกเราสามารถพาไปถึงหอนางโลมได้เลยนะเจ้าคะ แต่ส่วนใหญ่เขาจะไปกันตอนกลางคืน ตอนกลางวันไม่ค่อยมีคนไปหรอก คุณชายรอสักประเดี๋ยวนะเจ้าคะ ข้าขอเลี้ยวเรือก่อน ท่านพ่อ พวกเขาไม่ใช่บัณฑิตที่รักนวลสงวนตัวหรอก เลี้ยวเรือไปหอนางโลมเลยจ้า”

เรือสำราญเลี้ยวหัว มุ่งหน้าไปยังหอนางโลม

ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก กลับมาพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนานอีกครั้ง บางครั้งก็มีพูดวิจารณ์สังคมบ้าง แต่ก็ถูกเปลี่ยนเรื่องไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนกลับมาคุยกันเรื่องม้าผอมต่อ คำพูดคำจาก็เริ่มมีคำหยาบคายปะปนมาบ้าง

เฉินสือรู้สึกแปลกประหลาดใจ ไม่สามารถเชื่อมโยงคนพวกนี้เข้ากับคนที่เพิ่งจะรำพึงรำพันด้วยความเศร้าสร้อยเมื่อครู่นี้ได้เลย

พอมาถึงหอนางโลม คนขับเรือก็จอดเรือเทียบท่า ก็เห็นหญิงสาวแต่งตัวสวยงามมากมาย พากันเปิดหน้าต่างชะโงกหน้าลงมามอง ชวนกันร้องรำทำเพลง โบกผ้าเช็ดหน้าเรียกให้เหล่าคุณชายขึ้นไปหา

ทุกคนก็เริ่มหน้ามืดตามัว รีบดึงชายเสื้อขึ้น แล้วก็พากันขึ้นฝั่งอย่างลุกลี้ลุกลน

แม่นางคนขับเรือรีบตะโกนบอก “ยังไม่ได้จ่ายค่าเรือเลยนะเจ้าคะ!”

“เทียนชิง เจ้าเป็นคนจ่ายนะ!”

หลี่จวิ้นเป็นคนแรกที่พุ่งเข้าไปในหอนางโลม ร้องตะโกนเสียงดัง

ทุกคนแห่กันเข้าไปในหอนางโลม โอบกอดสาวงามดื่มสุราพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ผ่านไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าไปกระตุกต่อมไหนเข้า ก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์การเมือง เป็นห่วงบ้านเมืองและประชาชนขึ้นมาอีก แล้วมือก็เริ่มลูบคลำเข้าไปในเสื้อของสาวงาม หมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์

ผ่านไปไม่นาน ทุกคนก็วิ่งหนีออกมาจากหอนางโลมอย่างทุลักทุเล ด้านหลังมีแม่เล้าและพวกนักเลงวิ่งไล่ด่าทอตามมา “ไม่มีเงินแล้วจะมาเที่ยวหอนางโลมทำไม? กลับไปเล่นของตัวเองที่บ้านไป๊!”

ทุกคนทั้งอายทั้งโกรธ วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน

หลี่จวิ้นเอ่ย “เทียนชิง เจ้ามีเงินติดตัวมาบ้างไหม?”

หลี่เทียนชิงส่ายหน้าเอ่ยว่า “ข้าได้เบี้ยเลี้ยงเดือนละแค่ไม่กี่ตำลึง จะไปพอใช้ได้ยังไง?”

เหล่าคุณชายตระกูลหลี่ก็ไม่มีหน้าจะกลับไปขึ้นเรือสำราญอีก จึงเดินคอตกจากไป สุดท้ายก็เป็นเฉินสือที่จ่ายค่าเรือให้

หลี่เทียนชิงก็เตรียมจะขึ้นฝั่งเหมือนกัน เฉินสือกลับส่ายหน้า เอ่ยว่า “คนขับเรือ ออกเรือได้เลย”

ทั้งสองคนเดินมาที่หัวเรือ เฉินสือมองดูผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาบนฝั่ง ผ่านไปเนิ่นนาน ทันใดนั้นก็หัวเราะร่วนออกมา หัวเราะจนตัวงอ

หลี่เทียนชิงรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาตาม

“นี่แหละนะพวกบัณฑิตผู้รักความถูกต้อง เก่งแต่เรื่องวิพากษ์วิจารณ์ แต่กลับไม่มีความสามารถอะไรเลย ดีแต่พูดเท่านั้น”

หลี่เทียนชิงหัวเราะ “ถ้าเจ้าไปที่เมืองมณฑล ไม่ว่ามณฑลไหนในห้าสิบมณฑลนี้ ก็มีแต่บัณฑิตแบบนี้ทั้งนั้นแหละ เมื่อกี้เจ้าบอกว่าพวกเขาเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ข้าก็รู้เลยว่าเจ้าไม่เคยเจอคนแบบนี้ ก็เลยไม่ได้พูดขัดอะไร”

เฉินสือหัวเราะ “ตอนนี้ข้าก็ได้เห็นเป็นบุญตาแล้ว บัณฑิตในใต้หล้า หากมีแต่คนพรรค์นี้ งั้นข้าไม่เพียงแต่จะกลับไปเป็นนายท่านที่เขาเฉียนหยางได้เท่านั้น แต่ข้ายังสามารถเป็นนายท่านของทวีปซีหนิวซินโจวทั้งทวีปได้เลยด้วยซ้ำ!”

ภายในใจเขารู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

กลับไปทำตัวกร่างที่หมู่บ้านหวงพัวมันจะไปเก่งอะไร?

ถ้ามีปัญญา ก็ต้องเป็นนายท่านของคนทั้งแผ่นดินไปเลยสิ!

หลี่เทียนชิงส่ายหน้าเอ่ยว่า “ตระกูลใหญ่ๆ แม้จะมีพวกไม่ได้เรื่องแบบนี้อยู่เยอะ แต่ก็มีพวกที่ยอมลำบากเพื่อฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่งอยู่เหมือนกัน การจะเป็นนายท่านของทวีปซีหนิวซินโจว มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรอกนะ”

เฉินสือปรายตามองเขา ยิ้มมุมปากเอ่ยว่า “หรือว่าเจ้าก็คือหนึ่งในคนที่ยอมลำบากเพื่อฝึกฝนตัวเองงั้นรึ?”

หลี่เทียนชิงกล่าวเสียงเรียบ “หลังจากที่ข้ากลับบ้าน ก็ตั้งใจบำเพ็ญเพียร พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็สามารถหลอมแก่นทองคำได้สำเร็จเมื่อไม่นานมานี้เอง พอข้าหลอมแก่นทองคำสำเร็จ คนในตระกูลหลี่ก็ไม่มีใครมาจ้องจะเอาครรภ์เทพหยกม่วงของข้าอีกต่อไป จากนี้ไป ข้าก็จะมีอิสระเสรี เหมือนนกที่โบยบินบนท้องฟ้า ปลาที่แหวกว่ายในมหาสมุทร”

ด้านหลังศีรษะของเขา ศาลเจ้าเทพเปล่งประกายเจิดจ้า ตรงกลางมีครรภ์เทพสถิตอยู่ พอครรภ์เทพอ้าปาก ก็มีแก่นทองคำสีเขียวลอยออกมา แสงสว่างสาดส่อง อากาศรอบๆ สั่นไหวราวกับสายน้ำ เรือสำราญก็ราวกับกำลังแล่นอยู่ใต้น้ำ

เฉินสือมีท่าทางดุดันดั่งพยัคฆ์ร้าย จ้องมองเขา เอ่ยว่า “เทียนชิง เจ้าเป็นคนมีความทะเยอทะยาน จากคำพูดของเจ้า ข้าฟังออก”

หลี่เทียนชิงรูปร่างผอมบาง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ข้าเกิดมาเป็นลูกผู้ชาย ก็ย่อมต้องมีความทะเยอทะยานบ้าง เจ้าสิบ แม้เจ้าจะเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ ครั้งนี้จะต้องสอบติดซิ่วไฉอย่างแน่นอน แต่เจ้าไม่มีครรภ์เทพ ต่อให้เจ้าได้รับประทานครรภ์เทพ ก็คงไม่แคล้วต้องถูกคนอื่นหมายปอง เจ้าหนีไม่พ้นเคราะห์กรรมนี้หรอก แต่ข้ากลับสามารถก้าวล้ำนำหน้าเจ้าไปได้เสมอ”

เฉินสือยิ้มบางๆ “แก่นทองคำงั้นรึ? แม้ข้าจะไม่มีครรภ์เทพ แต่ข้าก็ฝึกฝนจนหลอมสำเร็จแล้วเหมือนกัน”

กลิ่นอายของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างฉับพลัน ภายในจุดตันเถียน เปลวไฟลุกโชน แก่นทองคำราวกับดวงอาทิตย์ สาดส่องไปยังอวัยวะภายในทั้งห้าและหก หล่อหลอมเส้นชีพจร ปราณ เลือด แก่นแท้ กระดูก ไขกระดูก รูปร่าง และจิตวิญญาณ ผ่านเจ็ดหมุนเวียน แปดผันแปร เก้าคืนกลับ

หลี่เทียนชิงมองดูเขา ราวกับกำลังมองดูดวงอาทิตย์ยามเช้า ที่กำลังลอยขึ้นมาจากท้องทะเล

แก่นทองคำของเขาทำให้เรือสำราญเหมือนแล่นอยู่ใต้น้ำ แต่เฉินสือกลับเป็นดั่งดวงอาทิตย์ที่เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า!

ร่างของหลี่เทียนชิงสั่นสะท้านเล็กน้อย เผยให้เห็นสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ ร้องอุทานว่า “เจ้าฝึกฝนมาได้ยังไง?”

เฉินสือยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “เจ้าคิดว่าพอหลอมแก่นทองคำสำเร็จ แล้วก็จะสามารถก้าวล้ำนำหน้าข้าไปได้งั้นรึ? ข้าใช้ร่างกายตัวเองเป็นครรภ์เทพ หล่อหลอมจนกลายเป็นกายาธรรม ในที่สุดก็สามารถทะลวงขีดจำกัด ใช้เลือดลมในร่างกายหลอมแก่นทองคำได้สำเร็จ!”

หลี่เทียนชิงแค่นเสียง “วิชานอกรีต! ข้ามีครรภ์เทพมากกว่าเจ้า ก็เท่ากับข้ามีพลังบำเพ็ญเพียรสูงกว่าเจ้าหนึ่งขั้น!”

เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว เหยียบลงบนผิวน้ำ ฝีเท้าไม่หยุดนิ่ง วิ่งฉิวราวกับโบยบิน ถึงกับสามารถวิ่งเหยียบเกลียวคลื่นบนผิวน้ำไปได้!

“เจ้าสิบ มาสิ ข้าจะให้เจ้าได้เห็นแก่นทองคำของแท้ว่ามันเป็นยังไง!”

เขาหลอมแก่นทองคำสำเร็จ กำลังฮึกเหิม ถึงกับกล้าท้าทายเฉินสือ ชั่วพริบตาก็วิ่งออกไปไกลกว่าสิบจั้ง

แก่นทองคำของเขาลอยอยู่เหนือศีรษะ แสงศักดิ์สิทธิ์สาดส่อง กดทับผิวน้ำจนยุบลงไปเล็กน้อย แต่กลับพยุงร่างของเขาให้ลอยขึ้น เหยียบย่างบนเกลียวคลื่นราวกับเดินบนพื้นราบ!

เฉินสือเห็นภาพนี้ ในใจก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม “สมกับที่เป็นคนตระกูลใหญ่ การควบคุมแก่นทองคำของเขา เหนือกว่าข้าไปมากจริงๆ!”

เขากำลังจะกระโดดลงไปบนแม่น้ำ ทันใดนั้นก็ถูกแม่นางคนขับเรือคว้าแขนเสื้อไว้ “ยังไม่ได้จ่ายเงินเลยนะ!”

เฉินสือหัวเราะลั่น โยนเงินให้หนึ่งตำลึง

“ไม่ต้องทอนแล้ว!”

เขาก้าวเท้าออกไป เหยียบลงบนผิวน้ำ แก่นทองคำในร่างกายหมุนเวียน เลือดลมถูกส่งไปยังขาทั้งสองข้าง เมื่อเหยียบลงบนผิวน้ำ ผิวน้ำก็ระเบิดออกดังสนั่น!

เฉินสือพุ่งทะยานออกไปดุจลูกธนูที่หลุดจากแล่ง เห็นเพียงเงาร่างหนึ่งพุ่งฉิว ที่ที่เขาพุ่งผ่าน ผิวน้ำระเบิดกระจายอย่างต่อเนื่อง พุ่งตรงไปยังหลี่เทียนชิง!

หลี่เทียนชิงวิ่งอยู่บนผิวน้ำ จู่ๆ ก็พลิกตัวกลางอากาศราวกับนกนางนวล กงล้อหยกไร้รูปหกวงพุ่งออกมาจากใต้ร่าง โจมตีเฉินสือจากทุกทิศทุกทาง ทั้งเร็วและช้าสลับกันไป!

เฉินสือทำมือเป็นรูปกระบี่ เคล็ดวิชากระบี่เปลี่ยนเป็นฟันบ้าง เสยบ้าง เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ปราณกระบี่ไร้รูปแต่ละสายพุ่งไปตัดกงล้อหยกทั้งหกวงจนขาดสะบั้น มืออีกข้างชกหมัดออกไป บนแม่น้ำก็เกิดคลื่นลมแรงพัดกระโชก พัดเอาคลื่นยักษ์ม้วนตัวพุ่งเข้าใส่หลี่เทียนชิงอย่างจัง!

หลี่เทียนชิงใช้แก่นทองคำคุ้มกาย ทะลวงผ่านคลื่นยักษ์ออกมา พุ่งทะยานไปข้างหน้า กงล้อหยกรอบตัวหมุนคว้าง พุ่งเข้าปะทะกับหมัดของเฉินสือ

เลือดลมของทั้งสองคนพลุ่งพล่านรุนแรง คลื่นยักษ์บนแม่น้ำก็ระเบิดกระจาย ท่ามกลางเกลียวคลื่น เฉินสือทะลุผ่านม่านน้ำ พลิกตัวลงมายืนบนสะพานหิน มองลงไปเบื้องล่าง ก็เห็นสายน้ำไหลเอื่อยๆ หลี่เทียนชิงยืนอยู่บนผิวน้ำ กำลังลอยไปตามกระแสน้ำมุ่งหน้าไปยังปลายน้ำ

เฉินสือกระตุ้นแก่นทองคำ กำลังจะกระโดดลงมาจากสะพานพุ่งเข้าไปโจมตี แต่กลับเห็นว่าเรือเล็กเรือสำราญในแม่น้ำชิงฉวีต่างก็โคลงเคลงไปมา คนขับเรือและแม่นางคนขับเรือพากันด่าทอเสียงขรม ฟังแล้วไม่รื่นหูนัก จึงรีบพับความตั้งใจนั้นไป เป่าปากเดินผิวปากจากไป

หลี่เทียนชิงยังคงเตรียมรับมือกับการโจมตีของเขา แต่กลับเห็นเฉินสือทำเป็นไม่รู้จักตน ก้าวเท้าเดินห่างออกไป กำลังสงสัยอยู่ ทันใดนั้นเรือลำเล็กก็แล่นผ่านเขาไปอย่างโงนเงน คนขับเรือแก่ๆ บนเรือก็ตะโกนด่าเขาว่า “ไอ้บ้าเอ๊ย บรรพบุรุษเอ็งตกน้ำไปแล้วเรอะ! ระเบิดหาอะไรนักหนา ระเบิดหาเต่าตัวใหญ่สิไม่ว่า!”

คำพูดของเขามีสำเนียงท้องถิ่นเจือปนอยู่ หลี่เทียนชิงฟังไม่เข้าใจในตอนแรก แต่พอเริ่มเข้าใจความหมาย ก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงก่ำ รีบพุ่งขึ้นฝั่งอย่างลุกลี้ลุกลน

เขากำลังจะไปหาเฉินสือ แต่ก็เห็นท่านอาสี่หลี่เซี่ยวเจิ้งกับคนอื่นๆ กำลังเดินมาทางนี้ ก็เลยต้องพับความคิดที่จะตัดสินแพ้ชนะกับเฉินสือไปก่อน

หลังจากสอบข้อเขียนและสอบภาคปฏิบัติเสร็จ ก็ต้องรอประกาศผลสอบ ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณสองสามวัน หลังจากประกาศผลสอบแล้ว ถึงจะเป็นพิธีการจุติของเทพเจ้า

เฉินสืออยู่ในเมืองก็ไม่มีอะไรทำ ก็เลยกลับมาที่หมู่บ้านหวงพัว

“เจ้าสิบไปสอบซิ่วไฉกลับมาแล้วเหรอ? สอบติดไหมล่ะ?”

ย่าทวดอู่จู๋ยืนอยู่ริมถนน พอเห็นเฉินสือ ก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มเอาอกเอาใจ ทักทายว่า “เจ้าสิบมากินแตงโมที่สวนย่าทวดมา”

เฉินสือหัวเราะ “อีกตั้งหลายวันกว่าจะประกาศผลครับย่าทวด”

ย่าทวดอู่จู๋ก็เลยเตะแตงโมกลับไปในสวน ทำเป็นมองไม่เห็นเขาทันที

เฉินสือกลับหมู่บ้าน มาที่เนินดินเหลืองเพื่อมาหาอาจารย์จู อาจารย์จูรีบถามถึงข้อสอบ เฉินสือก็เล่าให้ฟังตามความจริง

“ข้อนี้ข้าเคยสอนไปแล้ว!”

อาจารย์จูพูดอย่างตื่นเต้น “ผ่านฉลุย ผ่านฉลุย! เจ้าไม่ต้องกังวลไป ยังไงก็ผ่านแน่นอน!”

เฉินสือก็รู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน เอ่ยว่า “ข้าก็ว่าผ่านฉลุยเหมือนกัน! เมื่อกี้ข้าไปไหว้ปู่มา หลุมศพปู่ควันขึ้นเลยนะ!”

เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รีบหยิบธูปออกมาไหว้แม่บุญธรรม หลังจากปักธูปเสร็จ เขากำลังจะคุยกับอาจารย์จูต่อ ทันใดนั้นแสงบนศิลาจารึกก็ไหลเวียนราวกับสายน้ำ ลำแสงสายหนึ่งพุ่งออกมาจากศิลาจารึก พุ่งทะลุเข้าไปในด้านหลังศีรษะของเขา!

เฉินสือตาลายมองไม่เห็นอะไรเลย มืดมิดไปหมด

เขารู้ตัวว่าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแล้ว รีบลืมตาขึ้น แต่ก็เห็นว่ารอบด้านยังคงมืดสนิท มีเพียงตัวเองที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ต้นหลิว แม่บุญธรรม อาจารย์จู หมา หมู่บ้านหวงพัว เขาเฉียนหยาง ทุกอย่างหายวับไปหมด!

“โดนผีเข้าเหรอเนี่ย?”

เฉินสือประหลาดใจ “ตอนนี้ยังมีผีหน้าไหนกล้ามาเข้าสิงข้าอีกเหรอ?”

ในตอนนั้นเอง เบื้องหน้าเขาก็ค่อยๆ มีแสงสว่างปรากฏขึ้น

เขารออยู่อย่างเงียบๆ ก็เห็นว่าแสงสว่างนั้นราวกับหมึกสีขาวที่หยดลงในความมืด ค่อยๆ แผ่ขยายออกไป เพียงแต่แสงนั้นกลับดูเหมือนมีพื้นผิวเป็นทราย ราวกับว่าพื้นที่เบื้องหน้าเขาประกอบขึ้นจากเม็ดทรายสีขาวและสีดำ

ในพื้นที่อันแปลกประหลาดนี้ ถึงกับมีศาลเจ้าแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่

ศาลเจ้าไม่ใหญ่มาก ไม่มีลานบ้าน เป็นวิหารโดดเดี่ยว สูงประมาณหนึ่งจั้งเจ็ดแปดฟุต กว้างสองจั้งกว่าๆ หน้าประตูมีบันไดสามขั้น มีเสาสีแดงสดสองต้น ดูเก่าแก่และคลาสสิกมาก

หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบ ซ้อนกันเป็นชั้นๆ บนหลังคาก็ไม่มีรูปปั้นเซียน สัตว์เทพ หรือหัวมังกรเลย

เฉินสือเดินเข้าไปใกล้ ก็เห็นว่าบนเสามีตัวอักษรเขียนอยู่ แบ่งเป็นซ้ายขวา เขียนไว้ว่า:

น้อมรับบัญชาสวรรค์ รูปลักษณ์แห่งฟ้าและดินล้วนคือรูปลักษณ์ของข้า

จิตเดิมแท้ของข้านั้นสมบูรณ์พร้อม ขอพรเทพหรือผี ก็สู้พึ่งพาตัวเองไม่ได้

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note