You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เฉินสือไม่ได้ต่อบทสนทนา จู่ๆ ก็เอ่ยปากขึ้นว่า “สิ่งชั่วร้ายอยู่ใกล้แค่นี้ พวกท่านยังกล้าเข้ามาใกล้อีกเหรอ?”

สิ้นเสียงของเขา ฝูงชนรอบด้านก็แตกฮือออกไปทันที

“ถอยไปให้ไกลกว่านี้อีก” ฝูงชนรอบด้านยิ่งถอยห่างออกไปไกลกว่าเดิม

เฉินสือหยิบธูปออกมาหนึ่งดอก จุดไฟ แล้วปักลงที่เท้าของหนูชุดเทาตัวนั้น เอ่ยว่า “ใต้เท้ามาจากต่างถิ่นใช่ไหม? ไม่ทราบว่ามาจากภูเขาลูกไหนล่ะ?”

หนูชุดเทาตัวนั้นสูดดมกลิ่นธูป เผยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม เอ่ยว่า “เจ้ารู้ได้ยังไงว่าข้าไม่ได้มาจากเขาเฉียนหยาง?”

เฉินสือยิ้มบางๆ “เขาเฉียนหยางข้าคุ้นเคยที่สุด สิ่งชั่วร้ายแบบไหนข้าก็เคยเห็นมาหมดแล้ว มีแค่เจ้าที่ข้าไม่เคยเห็น เจ้าคือหนูที่บำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายงั้นรึ?”

หนูชุดเทาตัวนั้นตอบ “ข้าเป็นลูกสมุนของแม่เฒ่าเขาดำ (เฮยซานหน่ายนาย) อาศัยอยู่ที่เขาดำ วันนี้ผ่านมาที่ดินแดนล้ำค่าแห่งนี้ ก็เลยแวะมาหาอะไรกินรองท้อง ได้ยินว่าที่นี่ของพวกเจ้าเกิดวิกฤติมารอาณาเขต แม่เฒ่าบอกว่าถ้ามีสหายเต๋าตายเยอะเกินไป ก็ให้ย้ายมาอยู่ที่นี่”

เฉินสือขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาดำตั้งอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำเต๋อเจียง เมื่อเทียบกับเขาเฉียนหยางแล้ว ขนาดถือว่าเล็กกว่ามาก สิ่งชั่วร้ายแห่งเขาดำกับสิ่งชั่วร้ายแห่งเขาเฉียนหยาง ต่างฝ่ายต่างอยู่ไม่เคยก้าวก่ายกัน ครั้งนี้ที่หนูชุดเทาวิ่งมาที่เขาเฉียนหยางเพื่อกินคน น่าจะคิดว่าตอนเกิดวิกฤติมารอาณาเขตมีสิ่งชั่วร้ายตายไปเยอะ ก็เลยฉวยโอกาสมาตั้งถิ่นฐานยึดครองภูเขา

“ที่แท้ก็เป็นลูกสมุนของแม่เฒ่าเขาดำนี่เอง ข้าก็เคยได้ยินชื่อเสียงอันเกรียงไกรของแม่เฒ่าเขาดำมานานแล้ว” เฉินสือมีสีหน้าผ่อนคลายลง ยิ้มพลางกล่าวว่า “รบกวนใต้เท้าช่วยฝากคำพูดไปถึงแม่เฒ่าเขาดำให้ข้าหน่อย บอกว่า…”

ขณะที่หนูชุดเทากำลังตั้งใจฟัง เฉินสือก็ก้าวพรวดเดียวไปอยู่ตรงหน้ามันแล้ว ปล่อยหมัดออกไปอย่างแรง หนูชุดเทาตัวนั้นหลบไม่ทัน และไม่มีเวลาแม้แต่จะสวนกลับ รีบชูหางขึ้น ปลายหางพุ่งไปที่เหนือหัวของเฉินสือ!

ข้างหูของมันแว่วเสียงฟ้าร้อง หมัดของเฉินสือยังไม่ทันปะทะร่างมัน วิญญาณของมันก็ถูกกระแทกจนแหลกสลายเสียแล้ว! “ปัง!” หมัดนี้ของเฉินสือซัดเข้าที่คางของมัน คอของหนูชุดเทาบิดเบี้ยวเป็นเกลียว ร่างหมุนคว้างลอยละลิ่วขึ้นไป ตกกระแทกพื้นห่างออกไปหลายจั้ง ชักกระตุกอยู่สองสามที แล้วก็แน่นิ่งไป

ทว่าก่อนที่สันหมัดของเฉินสือจะซัดโดนตัวมัน มันก็ถูกเสียงฟ้าร้องจากหมัดนี้กระแทกจนตายไปแล้ว สิ่งชั่วร้ายระดับต่ำเช่นนี้ สิ่งที่กลัวที่สุดก็คือเสียงฟ้าร้อง หากเจอวันที่มีพายุฝนฟ้าคะนองก็ต้องหลบซ่อนตัว ไม่อย่างนั้นก็จะถูกเสียงฟ้าร้องกระแทกจนตาย

แมัเฉินสือจะเพิ่งผ่านพ้นความเจ็บปวดจากการสูญเสียปู่ แต่เมื่อทำใจได้แล้ว เขาก็ตั้งใจฝึกฝนทั้งวันทั้งคืน เจ็ดการหล่อหลอมแห่งดาวเหนือช่วยหล่อหลอมทั้งกระดูก หัวใจ เลือด เนื้อ ผิวหนัง ปราณ และจิตวิญญาณ พละกำลังของเขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เสียงฟ้าร้องจากการออกหมัดและเตะก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ การจะกระแทกวิญญาณให้บาดเจ็บ ย่อมเป็นเรื่องกล้วยๆ เสียงฟ้าร้องจากการออกหมัดและเตะของเขาแม้จะไม่ใช่วิชาคาถา แต่ก็ร้ายกาจยิ่งกว่าวิชาคาถาเสียอีก

“บอกว่า คิดจะมาตั้งถิ่นฐานที่เขาเฉียนหยางของข้า ได้มาคารวะเจ้าถิ่นหรือยัง?” เฉินสือตวาด ทันใดนั้นความง่วงงุนก็จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน อดไม่ได้ที่จะหลับตาลง บนใบหน้ามีรอยยิ้มประดับอยู่ ถึงกับยืนหลับไปเสียอย่างนั้น

จู่ๆ เขาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขาเป็นฝ่ายลงมือก่อนแท้ๆ แต่กลับยังถูกปลายหางของหนูชุดเทาแตะโดน แค่ลูบเบาๆ บนหัวเขาสองที เขาก็หลับสนิทไปเลย! วิชาประหลาดแบบนี้ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน! “สิ่งชั่วร้ายตัวนี้มีอะไรแปลกๆ! มันรู้จักใช้วิชาคาถา!”

เฉินสือก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปหา มาหยุดอยู่ข้างศพของหนูชุดเทาตัวนั้น ทันใดนั้นที่ชายเสื้อของหนูชุดเทาก็มีเสียงดังปัง ยันต์กระดาษแผ่นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อลุกไหม้ขึ้นมา ท่ามกลางแสงไฟ เฉินสือมองเห็นชัดเจนว่า บนยันต์กระดาษแผ่นนั้นวาดลวดลายของยันต์ล่องหนเอาไว้

การวาดยันต์ล่องหนนั้นยุ่งยากเป็นอย่างมาก จำเป็นต้องวาดลงบนกระดาษหอยกาบเท่านั้น การทำกระดาษหอยกาบก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากเช่นกัน หอยกาบก็คือเซิ่น เซิ่นเชี่ยวชาญการซ่อนตัว สามารถพ่นลมหายใจลวงตาเช่นภาพลวงตาเพื่อซ่อนเร้นร่างจริงของตนเองได้ เซิ่นที่มีอายุพันปีถึงจะเรียกว่าหอยกาบ การนำเปลือกของหอยกาบมาบดเป็นผง ผสมกับเยื่อกระดาษ แล้วนำไปตากแห้งจนกลายเป็นกระดาษ ก็คือกระดาษหอยกาบ

จากนั้นก็ใช้ชาดผสมเลือดหมาดำฝนหมึก ด้านบนเขียนคำสั่ง ด้านล่างเขียนอักขระสามบริสุทธิ์ ถัดลงมาเป็นตัวอักษรสามตัว ซึ้งหมายถึงสามเซียนฮั่นจงหลี ลวี่ต้งปิน และหานเซียงจื่อ ถัดลงมาอีกคืออักขระลับดาวเหนือ และอักขระลับสัญลักษณ์กว้าสามชนิด รวมถึงหยกกลมและหยกเสี้ยว นักพรตที่รู้วิชาวาดยันต์ล่องหนมีไม่มากนัก เฉินสือกับปู่ขายยันต์อยู่แถวเขาเฉียนหยาง ก็ไม่เคยเจอนักพรตวาดยันต์ประเภทนี้เลย แต่หนูที่กลายเป็นสิ่งชั่วร้ายตัวนี้ กลับพกยันต์ล่องหนติดตัวออกมาทำร้ายคน ช่างเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดยิ่งนัก “แม่เฒ่าเขาดำตนนี้ ตกลงแล้วมีความเป็นมายังไงกันแน่? ทำไมลูกสมุนหนูของนางถึงได้มีพกยันต์ล่องหนที่ล้ำค่าขนาดนี้ได้? ทำไมสิ่งชั่วร้ายถึงรู้จักใช้วิชาคาถาด้วย?” เฉินสือสับสนงุนงงเป็นอย่างมาก

ในตอนนั้นเอง ชายคนที่ถูกกินแขนไปก็ตื่นขึ้นมา กุมแขนตัวเอง ร้องไห้โฮด้วยความเจ็บปวด แล้วก็สลบเหมือดไปอีกครั้ง เฉินสือรีบสั่งให้คนหามเขาไปส่งหมอ ก็ยังพอรักษาชีวิตไว้ได้ ส่วนหนูชุดเทาตัวนั้น หลังจากตายแล้วกลับไม่ได้ละลายกลายเป็นน้ำเลือดหายไป ศพของมันยังคงอยู่ ทำให้เฉินสือรู้สึกสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างมาก แมลงชักใยตอนที่ถูกเขากับหลี่เทียนชิงตีตาย ก็กลายเป็นน้ำเลือดกลิ่นเหม็นคาว แต่หนูชุดเทากลับแตกต่างจากแมลงชักใยอย่างเห็นได้ชัด “แปลกเกินไปแล้ว หรือว่าสิ่งชั่วร้ายจะยังมีแยกเป็นหลายประเภทอีก?”

เฉินสือหยิบกระดาษกับพู่กันออกมา วาดลักษณะภายนอกของหนูชุดเทาเอาไว้ โดยเฉพาะส่วนหาง ที่เขาวาดอย่างละเอียดที่สุด เขาเขียนคุณสมบัติของสิ่งชั่วร้ายชนิดนี้ รวมถึงจุดอ่อนที่กลัวเสียงฟ้าร้องเอาไว้ข้างๆ รูปหนูชุดเทา “สามารถใช้ยันต์สายฟ้าปราบได้” เฉินสือวางพู่กัน เป่ารอยหมึกที่ยังไม่แห้ง เก็บเข้าไปในตะกร้าหนังสือ จากนั้นก็หยิบมีดสั้นออกมา เดินเข้าไปตัดหางของหนูชุดเทา แล้วนำมาพิจารณาดูอย่างละเอียด

ปลายหางของหนูตัวนี้ราวกับผ่านการหล่อหลอมมา หรือไม่ก็อาจจะเป็นมาตั้งแต่เกิด มันดูเหมือนหยกแดง สุกใสและอ่อนนุ่ม เฉินสือเอาปลายหางเส้นนี้มากดลงบนหัวตัวเองสองสามที ทันใดนั้นก็ล้มพับลงไป ล้มหัวฟาดพื้นหลับสนิท ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาด ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาถึงได้ตื่นขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะมองดูปลายหางหนูด้วยความหวาดหวั่น

เฮยโกวที่อยู่ข้างๆ ถึงกับกลอกตาบน เจ้านายตัวน้อยทำตัวงี่เง่าอีกแล้ว ถึงกับเอาตัวเองมาทดลอง เฉินสือนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรเอาตัวเองมาทดลอง ก็เลยเอาปลายหางหนูไปนวดบนหัวหมาดำสองที เฮยโกวแลบลิ้น ขาทั้งสี่เหยียดเกร็ง ล้มตึงลงไปนอนหลับสนิทอย่างสบายใจ “ของชิ้นนี้ มันคือของวิเศษชัดๆ!” เฉินสือตกตะลึงอย่างบอกไม่ถูก เก็บปลายหางหนูเอาไว้ ลอบคิดในใจ “เอาไปขายให้พวกคนเมืองที่นอนไม่หลับได้นี่นา ต้องมีคนยอมจ่ายแพงๆ แน่! ไม่รู้ว่าทางฝั่งเขาดำ จะยังมีสิ่งชั่วร้ายคล้ายๆ กันแบบนี้อยู่อีกไหมนะ? จะได้ไปหามาเพิ่มอีกสักหน่อย” เฮยโกวตื่นขึ้นมา ก็รีบถอยห่างจากเขาทันที

เฉินสือกลับไปที่หมู่บ้านเพื่อขายยันต์ต่อ พอตกเย็น ตอนที่กำลังจะเก็บแผง ทันใดนั้นก็มีคนวิ่งหน้าตั้งเข้ามา ร้องบอกว่า “ท่านนักพรตเฉิน ท่านนักพรตเฉิน! ที่หมู่บ้านพวกเราก็มีสิ่งชั่วร้ายอาละวาดเหมือนกัน ขอเชิญท่านนักพรตเฉินรีบไปดูหน่อยเถอะ!” เฉินสือเอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้น? ใจเย็นๆ ค่อยๆ พูด” คนผู้นั้นหอบหายใจแฮ่กๆ มีคนยื่นน้ำให้ ดื่มไปสองอึก ก็พูดขึ้นว่า “ชุ่ยเอ๋อในหมู่บ้านข้ากำลังตั้งท้อง ท้องโตมากแล้ว นับวันดู ช่วงนี้ก็น่าจะใกล้คลอดแล้ว เดิมทีก็มีความสุขกันดี แต่สามีนางดันอยากจะแนบหูฟังเสียงที่หน้าท้องนาง ผลก็คือได้ยินเสียงคนสองคนกำลังคุยกันอยู่ในท้องชุ่ยเอ๋อ!”

เฉินสือตกใจแทบแย่ ในท้องหญิงตั้งครรภ์มีคนพูดงั้นรึ?

“เป็นเสียงของผู้ใหญ่สองคน คนนึงอายุเยอะหน่อย ฟังดูน่าจะสี่สิบห้าสิบปี ส่วนอีกคนอายุน้อยกว่า เป็นผู้หญิง แต่ก็น่าจะอายุยี่สิบสามสิบปีเห็นจะได้” ชายคนนั้นกล่าว “ในท้องหญิงตั้งครรภ์จะมีเสียงแบบนี้ได้ยังไงกัน? เห็นได้ชัดว่าโดนผีเข้าแล้ว!”

เฉินสือรีบกระโดดขึ้นรถม้าไม้ ดึงคนผู้นั้นขึ้นมาบนรถ เอ่ยว่า “นั่งให้แน่นๆ ล่ะ หม้อดำ แกก็ขึ้นมาด้วย!” เฮยโกวกระโดดขึ้นรถม้าไม้ เฉินสือกระตุ้นยันต์ม้าเกราะที่ติดอยู่บนล้อรถ รถม้าไม้ที่แต่เดิมแล่นโงนเงนไปมา ตอนนี้ล้อกลับหมุนเร็วปรื๋อ พุ่งฉิวออกจากหมู่บ้าน รวดเร็วปานม้าควบ “อยู่หมู่บ้านไหน?” เฉินสือตะโกนถามเสียงดัง ชายคนนั้นรีบตอบว่า “ตำบลลู่เวย!”

เฉินสือถือเข็มทิศ คอยควบคุมทิศทางของรถม้าไม้ รถม้าคันเล็กพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว ราวกับบินตรงดิ่งไปยังตำบลลู่เวย ตำบลลู่เวยอยู่ห่างจากหมู่บ้านหวงพัวมาก ห่างออกไปถึงเจ็ดสิบกว่าลี้ และเป็นหมู่บ้านในละแวกใกล้เคียงเขาเฉียนหยางเช่นกัน สร้างอยู่ตรงตีนเขาของเทือกเขาสาขาของเขาเฉียนหยาง ภูเขาลูกนั้นมองจากไกลๆ ดูเหมือนก้นกวาง ตำบลลู่เวยก็เลยตั้งอยู่ตรงตำแหน่งหางกวางพอดี เฉินสือออกมาขายยันต์ในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ครั้งนี้ ไม่ได้มีที่พักเป็นหลักแหล่ง เขามาถึงหมู่บ้านใกล้ๆ ตำบลลู่เวย ห่างจากตำบลลู่เวยแค่ยี่สิบกว่าลี้ ก็เลยเดินทางมาถึงตำบลนี้ก่อนฟ้ามืด ตั้งแต่ปู่ลงไปปรโลก ความกล้าของเขาก็ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาไม่มีทางกล้าเดินทางมาไกลขนาดนี้แน่ๆ

เฉินสือหยุดรถ มองไปที่แม่บุญธรรมของตำบลลู่เวย แม่บุญธรรมของตำบลลู่เวยคือหอระฆังโบราณหลังหนึ่ง ชั้นแรกสร้างด้วยหิน มีบันไดหินทอดยาวขึ้นไปชั้นบน ชั้นที่สองเป็นศาลา ปิดประตูหน้าต่างทั้งสี่ด้าน มีระฆังใบใหญ่เก่าแก่แขวนอยู่ภายในศาลา บางส่วนก็ยังเป็นสีทองแดง บางส่วนก็เริ่มมีสนิมสีเขียวอมฟ้าขึ้นแล้ว ชาวบ้านกราบไหว้หอระฆัง นานวันเข้า หอระฆังก็เกิดจิตวิญญาณ รวบรวมพลังอันไม่ธรรมดาเพื่อก่อตัวเป็นรูปลักษณ์เทพ กลายเป็นนักพรตน้อยหน้าตาหมดจด นั่งอยู่ใต้ระฆัง สิ่งที่เฉินสือกำลังมองอยู่ ก็คือนักพรตน้อยตนนี้นี่เอง เห็นเพียงนักพรตน้อยนั่งตัวตรง ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และกลางกระหม่อมหงายขึ้นด้านบน ทำท่าเบญจางคประดิษฐ์หงายขึ้นฟ้า เขาแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แข็งแกร่งกว่าแม่บุญธรรมในหมู่บ้านต่างๆ ลิบลับ รัศมีพลังครอบคลุมกว้างไกลกว่าหนึ่งลี้ “มีแม่บุญธรรมที่แข็งแกร่งขนาดนี้อยู่ ทำไมถึงยังมีสิ่งชั่วร้ายเล็ดลอดเข้ามาในตำบล แถมยังมาสิงร่างหญิงตั้งครรภ์ได้อีก?” เฉินสือไม่เข้าใจ

พวกเขามาถึงบ้านของหญิงตั้งครรภ์ ข้างนอกมีคนมุงดูเต็มไปหมด ชะเง้อคอมองเข้าไปในลานบ้าน แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไป เฉินสือเดินเข้าไปในบ้านของชุ่ยเอ๋อ หูตาของเขาเฉียบแหลม ได้ยินเสียงคนสองคนกระซิบกระซาบกันอยู่ในบ้านมาแต่ไกล “ทำยังไงดีท่านอาจารย์? กลับไปไม่ได้แล้ว!” เป็นเสียงของผู้หญิง “ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ เดี๋ยวอาจารย์จะลองคิดหาวิธีอื่นดู!” เป็นเสียงของผู้ชาย

เฉินสือก้าวเข้าไป ก็เห็นหญิงตั้งครรภ์ท้องโตนั่งอยู่บนเก้าอี้โยก ท่าทางหวาดกลัวสุดขีด สามีของนางยืนอยู่ข้างๆ ดูประหม่าและกระวนกระวาย เฉินสือส่งสัญญาณให้พวกเขาเงียบเสียง เดินไปนั่งลงตรงหน้าชุ่ยเอ๋อ ก็ได้ยินเสียงดังมาจากในท้องว่า “พวกเราออกมาสองวันแล้วนะท่านอาจารย์ ถ้ายังไม่กลับไปอีกล่ะก็ ข้ากลัวว่าร่างกายข้าจะรับไม่ไหวนะ!” “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ร่างกายคนเราสามารถทนอดน้ำอดอาหารได้เจ็ดวัน ยังไงก็ไม่ตายหรอก ขอข้าคิดก่อนว่าจะออกไปยังไงดี… ให้ตายเถอะ อาจารย์ข้าไม่เคยสอนเรื่องพวกนี้ไว้ซะด้วย! ถ้าจนปัญญาจริงๆ ก็คงต้องฆ่าผู้หญิงคนนี้ทิ้ง แล้วพวกเราก็แหวกท้องหนีออกไป กลับคืนสู่ร่างเดิม!”

เฉินสือมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า หันไปบอกกับสามีของชุ่ยเอ๋อว่า “ห้าตำลึง” สามีของชุ่ยเอ๋อมีสีหน้าหนักใจ เฉินสือกล่าวว่า “ท่านไปขอให้ผู้เฒ่าผู้แก่ในตระกูลช่วยเรี่ยไรเงินให้สิ บอกว่าถ้ารักษาภรรยาท่านไม่หาย คนอื่นๆ ในตำบลก็จะต้องเจอสิ่งชั่วร้ายอาละวาดไปด้วย” สามีของชุ่ยเอ๋อรีบวิ่งออกไปทันที เฉินสือถอนหายใจด้วยความโล่งอก การปราบผีนี่ ได้เงินเร็วกว่าขายยันต์ตั้งเยอะ

จากในท้องของชุ่ยเอ๋อก็มีเสียงผู้หญิงดังขึ้นมาอีก “มีพวกต้มตุ๋นมาอีกคนแล้ว” “เจ้าก็หลอกให้เขากลัวจนหนีไปสิ อย่ามากวนข้า” เฉินสือหัวเราะ “ศิษย์พี่ทั้งสอง หรือว่าพวกท่านจะถอดครรภ์แปรผันวิญญาณออกจากร่าง แล้วดันมาติดอยู่ในท้องของหญิงตั้งครรภ์กันล่ะ?” พอเขากล่าวจบ ในท้องของชุ่ยเอ๋อก็เงียบกริบ “เจ้ารู้ได้ยังไงว่าพวกเราคือครรภ์แปรผันวิญญาณที่ถอดจิตออกมาแล้วติดอยู่ข้างใน?” เสียงผู้ชายคนนั้นเอ่ยถาม

เฉินสือยิ้มบางๆ เขาเคยได้ยินปู่เล่าเรื่องทำนองนี้ให้ฟัง ผู้ฝึกตนเมื่อหลอมครรภ์แปรผันวิญญาณได้สำเร็จ ก็มักจะอดไม่ได้ที่จะลองถอดวิญญาณออกจากร่าง เพื่อท่องเที่ยวไปตามภูผาแม่น้ำอันงดงาม ท่องเที่ยวไปในโลกมนุษย์ เพื่อเพิ่มพูนความรู้แจ้ง ทว่าการถอดวิญญาณก็เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่จะต้องหลบเลี่ยงลมและสายฟ้าเท่านั้น แต่ยังต้องหลบเลี่ยงหญิงตั้งครรภ์ หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงหรือปศุสัตว์ที่กำลังตั้งท้องด้วย หากถูกลมพัด วิญญาณก็จะค่อยๆ สลายไป หากถูกฟ้าผ่า วิญญาณก็จะแตกซ่าน และหญิงตั้งครรภ์ หรือสัตว์เลี้ยงที่กำลังตั้งท้อง ก็ถือเป็นสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่า

ท้องของคนและสัตว์ที่ใกล้จะคลอด ก็คือสถานที่แห่งการเวียนว่ายตายเกิดโดยธรรมชาติ เป็นประตูลี้ลับแห่งการก่อกำเนิด หากวิญญาณเข้าใกล้ ก็จะถูกดูดเข้าไปทันที ไม่มีโอกาสแม้แต่จะต่อต้าน ลืมตาขึ้นมาอีกที ก็จะพบว่าตัวเองกลายเป็นทารกในครรภ์ หรือไม่ก็กลายเป็นสัตว์เลี้ยงจำพวกแมว หมา วัว แกะ ไปเสียแล้ว สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ รกในครรภ์มารดาสำหรับทารกแล้ว มันก็คือเบาะรองนั่งแต่กำเนิด เมื่อนั่งลงไปแล้วก็จะลุกไม่ขึ้น น้ำคร่ำก็คือน้ำแกงยายเมิ่งตามธรรมชาติ เมื่อเข้าไปในครรภ์มารดาแล้ว ในช่วงแรกวิญญาณอาจจะยังพอต้านทานได้บ้าง แต่เมื่อแช่อยู่ในน้ำคร่ำนานเข้า ก็จะค่อยๆ สูญเสียความทรงจำ กลายเป็นเพียงทารกที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลย

ปู่เคยเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง บอกว่ามีหญิงสาวบริสุทธิ์คนหนึ่ง มีเสียงหญิงชราร้องไห้ดังมาจากในท้อง เขาไปสอบถามดู ถึงได้รู้ว่าหญิงชราคนนั้นหลอมวิญญาณได้สำเร็จ ถอดวิญญาณไปเยี่ยมเยียนเพื่อน แต่ดันหลงเข้าไปในบ้านที่กำลังมีคนคลอดลูก หยุดดูอยู่แวบเดียว ตื่นมาอีกทีก็เข้าไปอยู่ในครรภ์มารดาแล้ว หญิงสาวบริสุทธิ์คนนั้นก็ไม่ใช่หญิงสาวบริสุทธิ์อีกต่อไป แอบไปได้เสียกับเด็กหนุ่มบ้านข้างๆ จนตั้งท้องขึ้นมา

“น้องชาย พอจะมีวิธีช่วยเหลือบ้างไหม?” ชายคนนั้นถาม ผู้หญิงคนนั้นก็ร้อนรนใจเป็นอย่างมาก เอ่ยว่า “หากสามารถช่วยเหลือพวกเราสองศิษย์อาจารย์ได้ บุญคุณอันใหญ่หลวงของท่าน พวกเราจะไม่มีวันลืม และจะตอบแทนอย่างงามแน่นอน!” “ยอมสละชีวิตเพื่อตอบแทนเลย!” ชายคนนั้นก็กล่าวเสริม เฉินสือกล่าวว่า “พวกท่านทั้งสองใจเย็นๆ ก่อนเถอะ ข้ามีวิธีที่จะทำให้พวกท่านออกไป และกลับคืนสู่ร่างของตัวเองได้ ส่วนเรื่องจะตอบแทนหรือไม่นั้น ค่อยว่ากัน ค่อยว่ากัน”

สามีของชุ่ยเอ๋อกลับมา พร้อมกับเงินห้าตำลึงที่เรี่ยไรมาจากคนในตำบล เฉินสือหยิบพู่กันขึ้นมา เขียนข้อความลงบนกระดาษหนึ่งบรรทัด แล้วส่งสัญญาณให้สามีของชุ่ยเอ๋อไปเตรียมการ สามีของชุ่ยเอ๋ออ่านหนังสือไม่ออก จึงรีบนำออกไปให้คนข้างนอกอ่าน มีชาวบ้านที่อ่านหนังสือออก อ่านว่า “นักพรตวาดยันต์บอกให้พวกเราไปเชิญหมอตำแยมา เตรียมทำคลอด อ้อ แล้วก็บอกหม้อตำแยว่าห้ามพูดอะไรเด็ดขาด”

ผ่านไปครู่หนึ่ง หมอตำแยก็มาถึง สั่งให้ชุ่ยเอ๋อกลับเข้าไปนอนในบ้าน ห้ามโดนลม แล้วก็ให้สามีของชุ่ยเอ๋อไปต้มน้ำ เฉินสือฝนชาดไปพลาง ก็บอกกับศิษย์อาจารย์ทั้งสองที่อยู่ในท้องของชุ่ยเอ๋อไปพลางว่า “ข้าจะวาดยันต์สองแผ่น แผ่นหนึ่งจะแปะไว้ที่สะดือของผู้หญิงคนนี้ อีกแผ่นจะแปะไว้ที่เอวด้านหลัง จากนั้นข้าก็จะทำพิธี เพื่อเปิดเส้นทางให้พวกท่านสองคนกลับคืนสู่ร่างเนื้อ หากพวกท่านเห็นแสงสว่างสาดส่องเข้ามา ก็ให้รีบพุ่งออกไป ห้ามชักช้าเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นถ้าแสงสว่างหายไป ก็จะกลับไปไม่ได้อีกแล้ว” ทั้งชายและหญิงรีบรับคำ

เฉินสือวาดยันต์ แผ่นหนึ่งคือยันต์คุ้มครองครรภ์ ส่วนอีกแผ่นคือยันต์เร่งคลอด ยันต์คุ้มครองครรภ์ถูกนำไปแปะไว้ที่สะดือ ส่วนยันต์เร่งคลอดถูกนำไปแปะไว้ที่เอวด้านหลังของชุ่ยเอ๋อ ชุ่ยเอ๋อใกล้คลอดแล้ว ไม่กล้าส่งเสียงร้อง หมอตำแยก็วุ่นวายกับการทำคลอด แต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงพูดเช่นกัน เฉินสือเดินออกจากห้อง รออยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องด้วยความดีใจของหมอตำแยดังออกมาจากในห้อง “คลอดแล้ว! คลอดแล้ว! ผู้ชายคนนึง ผู้หญิงคนนึง เด็กอ้วนท้วนสมบูรณ์ทั้งคู่เลย!”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note