You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เฉินสือรู้สึกกระวนกระวายใจ เขามีความคิดที่เรียบง่ายว่า ถ้าปู่เป็นสิ่งชั่วร้าย งั้นในฐานะหลาน ก็ต้องเป็นสิ่งชั่วร้ายด้วยแน่ๆ

แต่ทว่า ข้าเป็นสิ่งชั่วร้าย ทำไมข้าถึงไม่รู้ตัวเลยล่ะ?

เขาสะกดข่มความคิดประหลาดๆ เอาไว้ แล้วเดินตามปู่เข้าไปในบ้านร้าง

บ้านร้างดูมืดมิดและเงียบเหงา แต่พอแสงจันทร์สาดส่องลงมา ทุกสิ่งที่สัมผัสแสงจันทร์ก็พลันสว่างไสวขึ้นมาทันที ราวกับบ้านร้างได้รับการบูรณะใหม่ แสงไฟระยิบระยับ หญิงสาวหน้าตาสะสวยมากมายเดินขวักไขว่ไปมา บางคนก็ถือตะกร้าดอกไม้ บางคนก็ยกอาหารเลิศรส ส่งเสียงหัวเราะต่อกระซิก ดูเหมือนกำลังจัดเตรียมงานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่

ผ่านไปครู่หนึ่ง เฉินสือกับปู่ก็ไปนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่อันโอ่อ่า

ปู่ยังคงกางร่มสีเขียวอยู่ ส่วนคนที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธานคือชายร่างใหญ่มีหนวดเคราครึ้ม เปิดอกเสื้อ ซ้ายกอดขวาโอบ มีภรรยาและอนุภรรยามากมาย

“เฉินอิ๋นตวง เจ้ามาที่นี่ไม่ได้มาเพื่อปราบสิ่งชั่วร้ายกำจัดมารหรอกใช่ไหม?”

ชายร่างใหญ่หัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าแม้จะเป็นมาร แต่ก็ไม่เคยก่อเรื่อง นอกเสียจากว่าจะมีคนมาหาเรื่องข้าก่อน ข้าถึงจะฆ่าคน เจ้าไม่มีเหตุผลที่จะมาจัดการข้าหรอกนะ”

ปู่ส่ายหน้า “ลุงหู ข้าไม่ได้มาเพื่อฆ่าเจ้า แต่มีเรื่องจะขอร้องเจ้าต่างหาก เจ้าสิบ เรียกคุณลุงหูสิ”

เฉินสือปากหวาน “สวัสดีครับคุณลุงหู หลานขอคารวะคุณลุงหู”

ชายร่างใหญ่แค่นเสียงในลำคอ ดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบใจเฉินสือเท่าไหร่นัก

ปู่หัวเราะ “ลุงหู ข้าแก่แล้ว คงอยู่ได้อีกไม่นาน การมาครั้งนี้ก็เพื่ออยากจะให้เจ้าสิบกราบเจ้าเป็นแม่บุญธรรม ถ้าเจ้าเป็นแม่บุญธรรมของเขา เจ้าสิบก็จะต้องกตัญญูต่อเจ้า ทุกวันจะมีควันธูปไม่ขาดสาย ถึงเทศกาลก็จะมีของเซ่นไหว้มาถวาย เจ้าจะได้ไม่ต้องมาเป็นผีเร่ร่อนอยู่ที่นี่ไงล่ะ”

พอชายร่างใหญ่ได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที แค่นเสียงเย็นชา “ตาเฒ่าเฉิน เจ้าสามารถทำให้เขาฟื้นจากความตายได้ ข้าขอนับถือในฝีมือของเจ้า แต่เจ้าก็สร้างหายนะครั้งใหญ่ให้เกิดขึ้นด้วยเหมือนกัน! เมื่อก่อนเจ้าเคยมีบุญคุณกับข้า แต่บุญคุณของเจ้า ข้าก็ตอบแทนไปแล้วตอนที่ช่วยชีวิตเขา! ตอนที่ช่วยชีวิตเขา เผ่าจิ้งจอกของข้าก็ยอมเสี่ยงตายเหมือนกันนะ! เจ้าให้เขามากราบข้าเป็นแม่บุญธรรม หรือว่าคิดจะเนรคุณ หวังจะฆ่าข้าให้ตายกันแน่?”

ปู่ถอนหายใจ “ลุงหู ข้าใกล้จะตายแล้ว หลังจากข้าตาย เจ้าสิบก็คงอยู่ต่อไปไม่ได้…”

“เจ้าก็ฆ่าเขาซะสิ! ฆ่าเขาก่อนที่เจ้าจะตายสิ!”

ชายร่างใหญ่ตบโต๊ะ น้ำลายแตกฟอง ท่าทางดูตื่นเต้นมาก “เจ้าใกล้จะตายอยู่แล้ว ทำไมถึงยังไม่ยอมฆ่าเขาอีก? จะเก็บเขาไว้สร้างความเดือดร้อนให้โลกมนุษย์หรือไง? เฉินอิ๋นตวง ถ้าตอนนี้เจ้าฆ่าเขา ข้าจะยอมรับว่าเจ้าเป็นลูกผู้ชายตัวจริง!”

เฉินสือหูอื้อไปหมด ลุงหูคนนี้ดูท่าทางจะสนิทกับปู่มาก เคยร่วมมือกับปู่เสี่ยงตายเพื่อช่วยชีวิตเขามาแล้ว แต่คำว่า “ฆ่าเขา” ที่ลุงหูพูดถึง หมายถึงฆ่าเขา เฉินสือ นี่แหละ!

แต่ว่า ทำไมตอนนั้นถึงช่วยชีวิต แล้วตอนนี้กลับจะให้ฆ่าเขาล่ะ?

ดูจากน้ำเสียงของลุงหูแล้ว ถ้าปู่ตายไป เฉินสือจะต้องไปสร้างความเดือดร้อนให้โลกมนุษย์แน่ๆ

แต่เฉินสือรู้ดี ว่าตัวเองไม่มีทางไปสร้างความเดือดร้อนให้โลกมนุษย์หรอก

เขาเป็นคนจิตใจดีขนาดไหน?

เขาสามารถซ้อมคนในหมู่บ้านจนน่วม บังคับให้พวกนั้นเอาของกินมาถวายได้ แต่เขาก็ยังอุตส่าห์ลงแรงไปแอบขโมยแตงขโมยท้อ ไม่ยอมใช้กำลังกับคนในหมู่บ้าน

เพื่อปกป้องชาวบ้านหมู่บ้านหวงพัว เขาต้องฆ่าคนไปตั้งเท่าไหร่?

คุณหนูรองตระกูลจ้าวและคนอื่นๆ นับร้อย ถูกเขาหลอกไปที่โรงเผาเครื่องเคลือบ จนกลายเป็นตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ เขาสามารถทุบพวกนั้นให้แหลกละเอียดได้สบายๆ แต่เขาก็ไม่ได้ทำ นี่คือความเมตตากรุณาขนาดไหน?

จิตใจดีขนาดนี้ จะไปสร้างความเดือดร้อนให้โลกมนุษย์ได้ยังไง?

ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ไม่มีปัญญาทำแบบนั้นด้วย

สิ่งที่ทำให้เฉินสือโกรธยิ่งกว่าก็คือ ลุงหูกลับมองว่า การฆ่าเขา ควรจะเป็นปู่ที่เป็นคนลงมือด้วยตัวเอง

เห็นได้ชัดว่าลุงหูคิดว่า การช่วยชีวิตเขา เฉินสือ คือหายนะครั้งใหญ่ที่ปู่ก่อขึ้น!

ช่างน่าขันสิ้นดี!

นี่มันเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวพรรค์ไหนกัน?

ปู่หน้าสลด ลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก

ลุงหูรีบพูดว่า “ข้างนอกฟ้ามืดแล้ว เจ้าไม่กลัวสิ่งชั่วร้ายหรือไง? อยู่กินข้าวก่อนค่อยไปสิ ไม่งั้นถ้ามีคนรู้เข้า เพื่อนๆ จะหาว่าข้าต้อนรับขับสู้ไม่ดี เจ้าจะไปจริงๆ เหรอ? งั้นข้าไม่ไปส่งนะ”

แม้ปากจะพูดดี แต่ก้นกลับติดหนึบอยู่กับเก้าอี้ ไม่ยอมขยับเลยสักนิด

ปู่โบกมือ เดินออกจากบ้านร้างแห่งนี้ไป

เฉินสือเรียกเฮยโกว รีบเดินตามปู่ไป

ลุงหูนั่งอยู่บนเก้าอี้ สีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อารมณ์กินข้าวหรือสนุกกับภรรยาก็หายไปหมด

อนุภรรยาผิวขาวร่างเล็กคนหนึ่งซบลงบนอกเขา หัวเราะคิกคัก “นายท่านมีเรื่องอะไรกลุ้มใจหรือเจ้าคะ?”

“ก็เรื่องของเฉินอิ๋นตวงนั่นแหละ?”

ลุงหูถอนหายใจ รู้สึกผิดอยู่ลึกๆ “เขาเป็นคนหยิ่งยโสมาทั้งชีวิต ไม่เคยขอร้องใคร นี่เป็นครั้งแรกที่เขายอมขอร้องคนอื่น แต่ข้ากลับปฏิเสธเขา รู้สึกผิดอยู่ในใจเหมือนกัน ตอนที่เขามาขอร้องข้า ทำเอาข้านึกถึงวันเวลาที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกับเขาเอาไว้ จริงๆ แล้วเขาดีกับข้ามากนะ ตอนที่ข้าใกล้ตาย ข้าบอกเขาว่า ถ้าข้าตายไปแล้วกลายเป็นมาร ก็ขอให้เขาเป็นคนลงมือฆ่าข้าด้วยตัวเอง เขาเป็นคนจิตใจเด็ดเดี่ยว ต้องสามารถตัดใจจากความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง แล้วลงมือฆ่าข้าได้แน่ จะได้ไม่ต้องปล่อยให้ข้าไปสร้างความเดือดร้อน…”

เขาเผยรอยยิ้มออกมา เอ่ยว่า “แต่พอข้าตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล ข้ากลับพบว่าตัวเองไม่ได้สูญเสียสติสัมปชัญญะไป แถมยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้ได้เหมือนคนปกติ เจ้ารู้ไหมว่าเขาทำอะไรลงไป?”

เขาลุกขึ้นยืน ท่าทางตื่นเต้น สะบัดแขนเสื้อ ตะโกนเสียงดังลั่น “เขาใช้ทรัพย์สินทั้งหมดที่มี ใช้ของวิเศษทั้งหมดที่เขาสะสมมาทั้งชีวิต ใช้ความรู้ความสามารถของเขา สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมา!”

ทุกที่ที่เขาสะบัดแขนเสื้อผ่าน ยันต์และของวิเศษอันวิจิตรตระการตานับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นตามกำแพง พื้น หลังคา เสา สวน ต้นไม้ ประตู กำแพง อิฐ กระเบื้อง และที่อื่นๆ เปล่งประกายสว่างไสว!

ลุงหูน้ำตาไหลพราก แต่กลับหัวเราะลั่น “เขาสร้างเขตแดนภูตผีปีศาจเทียมขึ้นมาให้ข้า เพื่อให้ข้าสามารถรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้! เขาไม่ได้ฆ่าข้า กลับปล่อยให้ข้ามีชีวิตอยู่! เขาให้ข้าอยู่ในที่ที่หรูหราแบบนี้ ส่วนตัวเองกลับยอมเป็นคนจน! บุญคุณของเขา ชาตินี้ หรือแม้แต่ชาติหน้า ข้าก็คงทดแทนไม่หมด!”

อนุภรรยาคนสวยไม่เข้าใจ “ในเมื่อนายท่านรู้สึกผิด แล้วทำไมเมื่อครู่นี้ถึงได้ปฏิเสธเขาล่ะเจ้าคะ?”

น้ำตาของลุงหูหายวับไป แค่นเสียงเย็นชา “ข้าหมั่นไส้ท่าทีตอนที่เขามาขอร้องไง เขาไม่เคยขอร้องใครมาทั้งชีวิต ก็เลยไม่รู้ว่าการขอร้องคนอื่นต้องทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตน เขาเดินเข้ามานั่งแอ่นอก ท่าทางราวกับจะบอกว่า ลุงหู คุกเข่าลงสิ ข้ามีเรื่องจะขอร้องเจ้า มีใครเขาขอร้องคนอื่นแบบนี้บ้าง? ตอนที่เขานั่งลงขอร้องข้า ข้าแทบจะลื่นตกเก้าอี้ไปคุกเข่าให้เขาอยู่แล้ว”

“นายท่านเป็นคนหน้าเนื้อใจเสือ”

อนุภรรยาหัวเราะ “ปากนายท่านบอกปฏิเสธ แต่ในใจน่ะตอบตกลงไปแล้ว”

ลุงหูตีก้นอันนุ่มนิ่มของนางดังป๊าบ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเนื้อหนังมังสาถึงกับสั่นกระตุก เผยให้เห็นสีหน้าหวาดกลัว ส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน “ต่อให้เขามีบุญคุณกับข้าใหญ่หลวงแค่ไหน ข้าก็ไม่มีทางรับปากเขาเด็ดขาด! หึ จะให้ข้าไปเป็นแม่บุญธรรมของเจ้าสิบเนี่ยนะ…”

สีหน้าของเขายิ่งหวาดกลัวหนักเข้าไปอีก เสียงสั่นเครือ “ข้าทำไม่ได้ ข้าทำไม่ได้จริงๆ! ข้าไม่อยากตายไปแล้วต้องมาโดนฆ่าซ้ำสอง แถมยังต้องมาแบกรับคำสาปแช่งไปตลอดกาลอีก! ชื่อเสียงของเผ่าจิ้งจอกของพวกเราก็ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้ว โดนคนหาว่าเป็นมาร ถ้าข้าต้องมาโดนด่าอีก เผ่าจิ้งจอกก็จบสิ้นกันพอดี! ข้าเอาอนาคตของเผ่าจิ้งจอกมาเสี่ยงไม่ได้!”

บนรถม้าที่เต็มไปด้วยยันต์ไม้ท้อ นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินสือได้มีสติร่วมเดินทางตอนกลางคืนกับปู่

ภายใต้แสงจันทร์ รอบๆ รถม้ามีเสียงแปลกประหลาดดังมามากมาย ตามเงามืดของป่าไม้ คูน้ำ หินผา มีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่

บางครั้งก็มีหมอกควันพุ่งเข้ามาหารถม้า แต่ยังไม่ทันเข้าใกล้ ยันต์ไม้ท้อที่แขวนอยู่บนรถม้าก็สั่นสะเทือน ส่งเสียงหึ่งๆ ปรากฏเป็นเทพนักรบเกราะทองที่สร้างจากแสงสีทอง ยืนอยู่ข้างรถม้า คอยปัดเป่าหมอกควันเหล่านั้น

เมื่อหมอกควันจางหายไป แสงสีทองก็สลายไป เทพนักรบเกราะทองก็หายวับไป

บนยันต์ไม้ท้อมีคาถาเทพทวารบาล (門神符咒) สลักอยู่ สามารถป้องกันสิ่งชั่วร้ายเข้าใกล้ได้

แต่ในยามค่ำคืน หากมีมารปรากฏตัว ยันต์ไม้ท้อก็คงเอาไม่อยู่

“จิ๊บๆ!”

ปู่จุดโคมไฟ เรียกเฮยโกวมา เฮยโกวคาบด้ามโคมไฟ วิ่งนำหน้าไป

“ลุงหูเป็นมารที่ดี ชอบช่วยเหลือคนอื่นมากที่สุด”

ปู่จ้องมองเข็มทิศในมือ นิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยว่า “เขาเป็นเพื่อนที่ขี้ขลาดที่สุด และก็กระตือรือร้นที่สุดในบรรดาเพื่อนที่ข้ารู้จัก ถึงเขาจะบอกว่าจะไม่เป็นแม่บุญธรรมให้เจ้า แต่ถ้าข้าตายไป เขาจะต้องออกมาปกป้องเจ้าแน่ๆ”

เฉินสือเบิกตากว้าง เอ่ยถามว่า “ปู่จะไปไหนเหรอ?”

ปู่ยื่นมืออันหยาบกร้านออกมา ลูบหัวเฉินสือเบาๆ ยิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่ไปไหนหรอก ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าสิบตลอดไป ข้าแค่สมมุติน่ะ สมมุติว่า…”

รถม้ายังคงแล่นต่อไปในความมืด เฉินสือมองออกไปนอกรถ ภายใต้แสงจันทร์ มองเห็นเงาร่างคนยืนอยู่ไกลๆ ในทุ่งนาลางๆ

เขารีบเงยหน้าขึ้นมอง ในใจรู้สึกหวาดระแวง “เหมือนจะเป็นวิญญาณของงูยักษ์เสวียนซานเลย ทำไมเขาถึงตามพวกเรามาตลอดล่ะ?”

ปู่เรียกเฮยโกว รถม้าเปลี่ยนทิศทาง เฮยโกวคาบโคมไฟวิ่งตามรถม้าไป บางครั้งก็อยู่ซ้าย บางครั้งก็อยู่ขวา บางครั้งก็วิ่งไปข้างหน้า บางครั้งก็ไปอยู่ท้ายรถ

ดวงตาสีเลือดที่ล้อมรอบเข้ามาในความมืด พอถูกแสงโคมไฟสาดส่อง ก็ร้อนจนต้องหดตัวกลับไป

รถม้าเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เฉินสือเองก็ไม่รู้แล้วว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน

เขาเผลอหลับไปงีบหนึ่ง ฝันว่าปู่หายไป กำลังตามหาอย่างเอาเป็นเอาตาย ก็ถูกเสียงของเฮยโกวปลุกให้ตื่น เห็นรถม้าจอดนิ่งอยู่ พระจันทร์บนท้องฟ้าก็ค่อยๆ หลับตาลง

ฟ้าใกล้จะสางแล้ว

“พวกเรามาจอดตรงนี้ทำไมเหรอ?” เฉินสือไม่เข้าใจ

“รอให้ฟ้าสาง”

เฉินสือนั่งอยู่ข้างปู่ รอให้ฟ้าสางอย่างเงียบๆ

ข้างหน้า ห่างออกไปประมาณหนึ่งลี้ มีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านรูปวงแหวน บ้านเรือนตั้งเรียงรายเป็นระเบียบ มองเห็นได้ไม่ชัดเจนนักภายใต้แสงจันทร์

“เพื่อนที่ปู่จะมาหาครั้งนี้ เป็นตัวอะไรเหรอ?”

“ก็เป็นมารเหมือนกัน”

ปู่ตอบ “ไปหาตอนกลางคืน ควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่พอตกกลางวัน มันก็จะมีสติขึ้นมาหน่อย”

ในตอนนั้นเอง ท้องฟ้าก็มีรอยแยกยาวสองรอยปรากฏขึ้น ราวกับหุบเหวขนาดใหญ่ ดวงตาขนาดยักษ์ค่อยๆ ลืมขึ้น เปลี่ยนเป็นดวงอาทิตย์สองดวง สาดส่องลงมายังผืนดิน

พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว

ป่าเขารอบๆ ภายใต้แสงแดด ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ

รถม้าขับต่อไป ไม่นานก็มาถึงหมู่บ้าน บ้านเรือนที่นี่ค่อนข้างเก่าแก่ แต่ผู้คนที่นี่กลับใจดีมีเมตตา ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ชีวิตความเป็นอยู่ก็อุดมสมบูรณ์ ในหมู่บ้านอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสงบสุข

เฉินสือมองซ้ายมองขวา ไม่รู้ว่าคนไหนคือมารที่ปู่พูดถึง

ปู่มาที่ใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์กลางหมู่บ้าน เฉินสือสังเกตดู ก็เห็นว่าบนต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นี้มีแผ่นไม้ขอพรและป้ายผ้าแขวนอยู่เต็มไปหมด หน้าต้นไม้ก็มีของเซ่นไหว้และเศษธูปที่ยังไหม้ไม่หมดวางอยู่

แต่เขามองไปรอบๆ กลับไม่เห็นวิญญาณต้นไม้ที่เกิดจากการรวมตัวของพลังอันไม่ธรรมดาเลย

ทันใดนั้น เสียงกีบเท้าดังกุบกับก็ดังขึ้น แพะสีเขียวตัวหนึ่งเดินร่าเริงออกมาจากหลังต้นไม้ มีเคราแพะสีขาว ดวงตาสีทองแบนราบ จมูกขยับไปมาสูดดมกลิ่นควันธูป พลางยืนสองขาหยิบอ้อยที่ชาวบ้านนำมาเซ่นไหว้มากัดกิน

เฉินสือมองดูแพะที่เดินสองขาตัวนี้อย่างงงๆ เห็นแพะสีเขียวตัวนี้ยืนขึ้นสูงกว่าปู่ครึ่งหัว แพะสีเขียวเคี้ยวอ้อยในปาก ดูดน้ำหวาน แล้วก็ถุยชานอ้อยออกมา

กีบเท้าของมันไม่เหมือนกีบเท้า แต่กลับเหมือนกรงเล็บที่แหลมคม มีเกล็ด กรงเล็บแหลมคมและยืดหยุ่น สามารถจับอ้อยได้อย่างง่ายดาย

“เฉินอิ๋นตวง ตาเฒ่าเฉิน!”

แพะสีเขียวเห็นสองปู่หลาน ก็หน้าบานเป็นกระด้ง มือข้างหนึ่งถืออ้อย มืออีกข้างตบไหล่ปู่ หัวเราะพลางกล่าวว่า “เจ้าไม่ได้มาหาข้าตั้งหลายวันแล้ว! ได้ยินว่าเจ้าตายแล้ว ข้าล่ะดีใจแทบแย่ พอมาเห็นเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าล่ะปวดใจจริงๆ! เจ้าพาเจ้าสิบมาด้วย! เจ้าสิบ ยังจำลุงชิงหยาง (แพะเขียว) ของเจ้าได้ไหม? ตอนเด็กๆ ข้ายังเคยอุ้มเจ้าฉี่ เคยแหย่ช้างน้อยของเจ้าด้วยนะ!”

เฉินสือหน้าแดงก่ำ สองมือรีบกุมเป้ากางเกงเอาไว้

ชิงหยางโอบไหล่ปู่ หัวเราะ “ตาเฒ่าเฉิน ครั้งนี้เจ้าพาเจ้าสิบมา หรือว่าตั้งใจจะเอาเขามาสังเวยให้ข้า? ใช่สิ เจ้าแก่แล้ว ใกล้จะตายแล้ว เจ้าคงสะกดเจ้าสิบเอาไว้ไม่ไหวแล้วล่ะสิ? ถ้าเจ้าสะกดเขาเอาไว้ไม่ได้ จุ๊ๆ ไม่รู้จะมีคนตายอีกเท่าไหร่”

มันดูดีใจมาก ร้องแบะๆ พลางกล่าวว่า “เจ้าตายไปก็คงโดนคนด่าว่าเป็นหลานทรพี ดีจริงๆ… หมาน้อย! จุ๊ๆ มาหาลุงชิงหยางนี่มา! ตาเฒ่าเฉินก็เกรงใจเกินไป มาทั้งทีก็พาของเป็นๆ มาสังเวยด้วย คืนนี้อย่าเพิ่งกลับนะ อยู่กินหม้อไฟเนื้อหมาด้วยกันก่อน”

เฮยโกวตัวสั่นงันงก

ปู่แทบจะแทรกคำพูดไม่ได้เลย รอจนชิงหยางหยุดพูด ถึงได้บอกจุดประสงค์ของการมาครั้งนี้ “ข้าใกล้จะไปแล้ว…”

ชิงหยางเบิกตากว้างมองปู่อย่างตื่นเต้น ราวกับรอให้ปู่ขาดใจตายไปต่อหน้าต่อตา

ปู่พูดต่อ “แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เจ้าฟังข้าก่อน ข้ากำลังจะเดินทางไกล แต่ข้าทิ้งเจ้าสิบไว้คนเดียวไม่ได้ เมื่อก่อนตอนที่พวกเราเป็นเพื่อนกัน ก็มีแค่เจ้าคนเดียวที่มีฝีมือพอจะช่วยได้ ข้าก็เลยอยากจะฝากฝังเจ้าสิบไว้กับเจ้า”

ชิงหยางถูมืออย่างตื่นเต้น เสียงสั่นเครือ “เอามาสังเวยข้า วันนี้กินเลยไหม?”

“ไม่ เจ้าต้องมาเป็นแม่บุญธรรมของเจ้าสิบ” ปู่กล่าว

ชิงหยางหมดความสนใจทันที หาวหวอด โยนอ้อยทิ้ง เอาขาหน้าสองข้างวางลงบนพื้น เดินสี่ขาส่ายหางสั้นๆ กลับไปหลังต้นไม้ พูดอย่างเกียจคร้านว่า “งานลำบากแบบนี้ มีแต่เจ้าเฉินอิ๋นตวงคนเดียวแหละที่อยากจะทำ ข้าอยู่ในหมู่บ้านนี้ กลางวันก็หลบอยู่ในต้นไม้ทำตัวเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ รับควันธูป พอตกกลางคืนก็ออกไปเป็นมาร รังแกคนอื่นตามใจชอบ สบายจะตาย เรื่องอะไรข้าจะต้องไปเป็นแม่บ้านรับใช้ตระกูลเฉินของเจ้าด้วย? รีบไปซะ!”

มันพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน “ตาเฒ่าเฉิน เจ้าแก่แล้ว พลังฝีมือก็ไม่เหมือนตอนหนุ่มๆ ระวังจะทำให้ข้าโมโห แล้วจับพวกเจ้าปู่หลานมากินซะ!”

ปู่ถอนหายใจ เอ่ยว่า “ชิงหยาง ข้าคงอยู่บนโลกนี้ได้อีกไม่นาน เจ้าดูแลตัวเองดีๆ นะ ตอนที่ข้าไป ข้าจะมาเข้าฝันบอกเจ้า”

ชิงหยางตัวสั่น ชะงักฝีเท้า ทันใดนั้นก็ทำเสียงฮึดฮัด เชิดหน้าขึ้น ซอยเท้าถี่ๆ เดินเข้าไปในโพรงไม้ แค่นเสียงเย็นชา “ใครจะไปสนความฝันของเจ้า!”

หลังจากที่สองปู่หลานและเฮยโกวกลับไป ในโพรงไม้ ชิงหยางตัวนั้นก็ร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหล

“ไอ้แก่เฉินบ้าเอ๊ย เจ้าจะตายก็ตายไปสิ ทำไมต้องมาบอกข้าด้วย? ถ้าเจ้าไม่บอก จะไปตายที่ไหนข้าก็ไม่สนหรอก ผ่านไปสิบวันครึ่งเดือนข้าก็ลืมเจ้าแล้ว พอเจ้าบอกแบบนี้ แล้วข้าจะอยู่เฉยได้ยังไงล่ะ?”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note