ตอนที่ 71 เพื่อนของปู่ (1)
แปลโดย เนสยังภัยพิบัติแห่งเขาเฉียนหยางสิ้นสุดลงในที่สุด เฉินสือเองก็ผ่อนคลายลงได้เสียที ช่วงหลายวันมานี้เขาตึงเครียดและหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา พอผ่อนคลายลงถึงได้รู้สึกเหนื่อยล้า
คืนนี้เขาหลับสนิทมาก
กลางดึก จู่ๆ เขาก็สะดุ้งตื่น ลุกพรวดขึ้นมา ก็เห็นว่าข้างเตียงของตัวเองมีคนเพิ่มมาหลายคน
เขาตกใจแทบแย่ เพ่งมองไป ก็พบว่าเป็นเซียวหวังซุน หลี่จินต๋อย และคนอื่นๆ ส่วนปู่ยืนอยู่ตรงมุมห้อง ในมือยังคงกางร่มกระดาษน้ำมันสีเขียวอยู่
ทั้งห้าคนมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ จ้องมองตาไม่กะพริบ
“คืนนี้อาการไม่กำเริบ”
ปู่ส่ายหน้า กางร่มเดินออกไปข้างนอก
อีกสี่คนที่เหลือก็ถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย แล้วก็ทยอยเดินออกจากห้องของเฉินสือไป ยายชาเอ่ยขึ้นว่า “หรือว่าคนที่โดนปืนใหญ่ระเบิดตาย จะกินวิญญาณไม่ได้?”
เฉินสือรู้สึกงุนงงเป็นอย่างมาก พวกเขามาที่ห้องเขา มายืนมุงดูเขานอน ก็เพื่อจะดูว่าเขาอาการกำเริบหรือเปล่าเนี่ยนะ?
เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินสือตื่นขึ้นมาไหว้แม่บุญธรรม ก็เห็นว่าในทุ่งนามีคนลงไปทำไร่ทำนากันแล้ว แม้ภัยพิบัติระดับมารครั้งนี้จะรุนแรงและน่าสะพรึงกลัว ทำให้มีผู้คนล้มตายไปไม่น้อย แต่ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป
พอถึงวันที่สาม หมู่บ้านต่างๆ ก็กลับมาเป็นปกติเกือบหมด ถึงขั้นมีการเปิดตลาดนัดด้วยซ้ำ
เพราะที่บ้านมีคนเพิ่มมาถึงห้าคน ต้องเลี้ยงดูหลี่จินต๋อย ยายชา จินหงอิง และเซียวหวังซุนที่เป็นคนป่วย แถมเฉินสือเองก็ต้องต้มยาและกินยาด้วย ทำให้ตระกูลเฉินร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว
ยายชามักจะยากจนมาแต่ไหนแต่ไร ปกติก็หาเงินได้แค่นิดหน่อยจากการเป็นแม่หมอให้ชาวบ้าน แถมช่วงก่อนหน้านี้ที่ปฏิบัติต่อเฉินสือเหมือนลูกแท้ๆ ก็โดนเฉินสือกินจนหมดตัวไปแล้ว
หลี่จินต๋อยแม้จะมาจากตระกูลหลี่แห่งฉวนโจว แต่ดูจากการแต่งกายที่ดูพิถีพิถันแต่เรียบง่าย ก็เดาได้ว่าคงไม่มีเงินเท่าไหร่ แถมตอนที่เขามาขอพักอาศัยที่บ้านตระกูลเฉิน ก็จ่ายเงินค่าเช่ามาแค่สามตำลึง เห็นได้ชัดว่าสองปู่หลานก็ค่อนข้างขัดสน
เซียวหวังซุนตอนที่เดินทางตอนกลางคืน เห็นเงินสิบตำลึงตกอยู่บนถนนยังต้องหยุดรถลงไปเก็บ คาดว่าเงินส่วนใหญ่คงหมดไปกับการรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง
คนที่รวยที่สุดในที่นี้ก็คือจินหงอิง ขุนนางบู๊แห่งค่ายเสินจี ที่มีเบี้ยหวัดสูงลิ่ว
แต่หลังจากที่จินหงอิงบาดเจ็บ ก็แต่งตัวเป็นสาวชาวบ้าน เห็นได้ชัดว่าปกติคงใช้เงินเติบมือ พอถึงเวลาต้องใช้ก็เลยไม่มี แถมยังเป็นพวกไปไหนก็กินแหลกที่นั่นด้วย
ถ้าใช้ภาษาถิ่นชนบท ก็คงเรียกว่า พวกหมดตัว
ยาที่พวกเขากับเฉินสือต้องใช้ในแต่ละวัน มีมูลค่ากว่ายี่สิบตำลึง เมื่อที่บ้านไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ เฉินสือก็เลยคิดจะเอาเปลือกเต่าที่อยู่ในห้องไปขายที่ตลาด
เปลือกเต่านี้เขาเจอตอนที่ไปทำความสะอาดศาลเจ้าเทพขุนเขา ความแข็งของมันน่าทึ่งมาก คิดว่าน่าจะขายได้ราคาดี
ปู่ก็ต้องออกไปซื้อยาพอดี ก็เลยให้เฉินสือติดรถไปด้วย
เฉินสือยกเปลือกเต่าขึ้นไปวางบนรถ สองปู่หลานขึ้นรถ โดยมีเฮยโกวเดินนำหน้า
เฉินสือมองดูร่มสีเขียวของปู่ พูดไปก็แปลก ตั้งแต่ภัยพิบัติระดับมารสิ้นสุดลง ปู่ก็กางร่มสีเขียวคันนี้มาตลอด ไม่เคยปล่อยมือ และร่มก็ไม่เคยหุบเลย
แม้กระทั่งตอนกลางคืน เขาก็ยังกางร่มอยู่
เฉินสือยังเห็นอีกว่าเมื่อคืนนี้ ชายหนุ่มชุดดำอย่างเสวียนซาน ไม่รู้ทำไมถึงมาที่หมู่บ้านของพวกเขา มายืนอยู่หน้าประตูบ้านเขาจนถึงเช้าถึงได้จากไป
“หม้อดำ แกสังเกตไหมว่าปู่กับเสวียนซานมีอะไรแปลกๆ ไป?” เฉินสือถามหมาดำ
เฮยโกวลังเลเล็กน้อย ไม่กล้าพูด
รถไม้เริ่มออกตัว มุ่งหน้าไปยังตำบลเฉียววาน
ตำบลเฉียววานหลังจากผ่านพ้นภัยพิบัติมาได้ ก็ยังคงคึกคักเหมือนเดิม ตำบลเฉียววานไม่ได้ใหญ่โตนัก มีเพียงไม่กี่ร้อยหลังคาเรือน แต่กลับเจริญรุ่งเรืองมาก เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางหลักที่มุ่งหน้าไปยังอำเภอซินเซียง หากเดินทางไปทางตะวันออกอีกสามสิบลี้ ก็จะถึงตัวอำเภอซินเซียง หากเดินทางไปทางตะวันออกเฉียงเหนืออีกสามสิบสองลี้ ก็จะถึงตัวอำเภอสุ่ยหนิว ดังนั้นคนที่เดินทางไปมาระหว่างสองอำเภอนี้ จึงมักจะมาแวะพักที่นี่
ในตำบลเฉียววาน คนที่พบเห็นได้มากที่สุดก็คือคนที่เดินลงมาจากภูเขา มักจะเป็นชายหรือหญิงวัยสี่สิบห้าสิบปี รูปร่างไม่สูงนัก แต่ร่างกายแข็งแรงกำยำ สวมเพียงเสื้อแขนสั้น ผิวสีทองแดงที่โผล่พ้นเสื้อผ้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ แบกสินค้าหนักเป็นร้อยชั่ง
พวกเขามักจะวางหาบลงที่ตำบลเฉียววาน ดื่มน้ำชาชามละห้าอีแปะ แล้วก็จะหาบสินค้าขึ้นบ่าออกเดินทางต่อไปยังตัวอำเภอที่อยู่ห่างออกไปสามสิบลี้
พวกเขาต้องเดินไปกลับแบบนี้ทุกวัน เพียงเพื่อแลกกับเงินไม่กี่สิบอีแปะ
หากต้องเผชิญกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก สะพานชำรุด หน้าผาสูงชัน หรือสัตว์ร้าย บางครั้งก็อาจจะต้องเอาชีวิตไปทิ้ง
แต่นี่แหละคือชีวิตของชาวชนบททั่วไป
เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ รุ่นแล้วรุ่นเล่า
เพิ่งจะผ่านพ้นภัยพิบัติใหญ่มา หลายครอบครัวขัดสนเงินทอง จึงมีชายฉกรรจ์มากมายหาบของป่าเตรียมไปขายในเมือง
เฉินสือเห็นภาพนี้ นึกถึงตอนที่หลี่เซียวติ่งจ้างเขาให้วาดยันต์ดอกท้อ แล้วให้เงินมาตั้งห้าสิบตำลึง ก็รู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ
แต่แปลกตรงไหน เขาก็บอกไม่ถูก
ปู่แวะไปซื้อยาที่ร้านขายยาในตำบลก่อน ส่วนเฉินสือก็กะจะหาที่ว่างในตลาดเพื่อวางขายของ แต่เพราะมาสาย ตลาดก็เลยเต็มไปหมดแล้ว ทว่าพอชาวบ้านที่แสนซื่อสัตย์เห็นเฉินสือมา ก็รีบขยับขยายแบ่งที่ให้เขาทันที
คนที่มาซื้อขายที่นี่ ล้วนเป็นคนในละแวกสิบลี้แปดหมู่บ้าน คุ้นหน้าคุ้นตากันดี และก็จำเฉินสือได้
เฉินสือกล่าวขอบคุณพวกเขาด้วยความจริงใจ วางเปลือกเต่าลง แล้วก็รอให้ลูกค้ามา
“เปลือกเต่าใหญ่ดีนี่! หมาตัวนี้ขายไหม?” นักพรตวาดยันต์ต่างถิ่นคนหนึ่งเดินผ่านมา เห็นเฮยโกวแล้วก็สนใจมาก
“ไม่ขาย!” เฉินสือปฏิเสธเสียงแข็ง
“น่าเสียดาย เอาไปฆ่าคงได้เลือดหมาดำตั้งเยอะ” นักพรตวาดยันต์ส่ายหน้า แล้วก็เดินไปดูแผงอื่นต่อ
ตลาดตำบลเฉียววาน มักจะมีผู้ฝึกตนจากในเมืองมาเลือกซื้อของอยู่เสมอ ของบางอย่างที่คนชนบทมองว่าเป็นของธรรมดา แต่ในสายตาของพวกเขาอาจจะเป็นของดี ก็มักจะซื้อไปในราคาที่สูงพอสมควร
เฉินสือรออยู่พักหนึ่ง นักพรตวาดยันต์คนนั้นก็เดินกลับมาอีก เอ่ยว่า “สิบตำลึง ซื้อหมาของเจ้า เป็นไง?”
เฉินสือส่ายหน้า “หมาไม่ขาย”
นักพรตวาดยันต์กัดฟัน ราวกับว่าปวดใจมาก เอ่ยว่า “เพิ่มให้อีกสองตำลึง เป็นสิบสองตำลึง บวกกับเปลือกเต่านี่ด้วย!”
พอคำพูดนี้หลุดออกไป คนรอบข้างก็ฮือฮากันใหญ่ ชาวบ้านต่างก็มองเฉินสือด้วยความอิจฉา
หมาชนบทไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร สิบสองตำลึง ซื้อหมาดำได้เป็นสิบๆ ตัวเลยนะ
เฉินสือใจเต้น ส่ายหน้าเอ่ยว่า “หมาไม่ขาย ขายแค่เปลือกเต่า”
นักพรตวาดยันต์กัดฟันอีกรอบ เอ่ยว่า “หมาตัวนี้ ข้าชอบจริงๆ เอาแบบนี้ ข้าเพิ่มให้อีกสามตำลึง เป็นสิบห้าตำลึง หมาตัวนี้บวกกับเปลือกเต่า! ข้าเป็นนักพรตวาดยันต์ ต้องใช้เลือดหมาวาดรูป เปลือกเต่าของเจ้าก็ถือเป็นของแถมให้ข้าก็แล้วกัน ตกลงไหม?”
“ขายเลยๆ!” ชาวบ้านรอบๆ ต่างก็เชียร์
เฉินสือส่ายหน้า “หมาไม่ขาย”
นักพรตวาดยันต์เดินจากไปอย่างหงุดหงิด หันกลับมามองเฮยโกวเป็นระยะๆ พลางถอนหายใจไปพลาง
เฉินสือรู้สึกสงสัย กระซิบเสียงเบาว่า “หม้อดำ ข้าว่าเขาไม่ได้อยากจะซื้อแกหรอก แต่น่าจะอยากซื้อเปลือกเต่ามากกว่า”
เฮยโกวลังเลเล็กน้อย แสดงท่าทีไม่เห็นด้วย
ตัวมันเองก็มีราคาเหมือนกันนะ
เปลือกเต่าผุๆ นี่มันมีดีอะไร? กัดก็ไม่เข้า
ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็มีผู้ฝึกตนแต่งตัวดีจากในเมืองมาที่แผงของเฉินสือ ทำทีเป็นวางมาดสำรวจดู แล้วก็เปิดปากขอซื้อหมา ส่วนเปลือกเต่าก็ขอเป็นของแถม
เฉินสือยิ่งมั่นใจในความคิดของตัวเอง ปฏิเสธไปอย่างเด็ดขาด
เป็นแบบนี้อยู่หลายรอบ มีคนจ้องจะเอาเปลือกเต่าไม่น้อย นานเข้า ราคาของเฮยโกวก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานก็พุ่งไปถึงยี่สิบสี่ตำลึง
พวกเขาต่างก็อ้างว่าชอบเฮยโกว จะขอซื้อหมา ส่วนเปลือกเต่าก็ขอกึ่งขายกึ่งแถม
“หรือว่าเปลือกเต่านี่ จะเป็นของวิเศษอะไรจริงๆ?” เฉินสือยิ่งสงสัย
เปลือกเต่าหนักราวๆ ร้อยชั่ง หนักอึ้งเลยทีเดียว
เขาลองใช้หมัดทุบลงไป ก็เกิดเสียงดังกังวานราวกับเหล็กกระทบกัน มีแสงเรืองรองเปล่งประกายออกมา เปลือกเต่าไม่มีรอยร้าวแม้แต่น้อย
เขาตกใจมาก ทุกวันนี้เขาฝึกฝนเจ็ดการหล่อหลอมแห่งดาวเหนือ หล่อหลอมจนมีกายาทิพย์ พละกำลังมหาศาลกว่าเดิมไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ แต่ก็ยังทุบเปลือกเต่านี่ไม่แตก เห็นได้ชัดว่าเปลือกเต่านี่แข็งแกร่งขนาดไหน!
เฉินสือกะจะทุบอีกสองสามหมัด เพื่อทดสอบขีดจำกัดของเปลือกเต่า ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งหัวเราะขึ้นมาว่า “อย่าทุบเลย ถ้าทุบแตก เปลือกเต่านี่ก็ไร้ราคาแล้ว”
เฉินสือเงยหน้าขึ้น ก็เห็นบัณฑิตหนุ่มสวมชุดสีฟ้าครามเดินมาที่แผงของเขา หน้าตาหล่อเหลา หน้าผากโหนกนูนนูน ดูมีสง่าราศี ที่เท้าสวมรองเท้าหนังสีดำ แต่กลับไม่มีฝุ่นเกาะเลยแม้แต่น้อย
“คนผู้นี้ใช้ยันต์ม้าเกราะในการเดินทาง เท้าไม่แตะพื้น รองเท้าก็เลยไม่มีฝุ่น”
เฉินสือคิดในใจ “เขาต้องรวยมากแน่ๆ!”
เฉินสือเองแม้จะเป็นนักพรตวาดยันต์ แต่ก็ไม่ค่อยจะยอมใช้ยันต์ม้าเกราะพร่ำเพรื่อ จะใช้ก็ต่อเมื่อต้องสู้เสี่ยงตายเท่านั้น
คนผู้นี้เดินทางมาจากในเมือง รองเท้าไม่มีฝุ่น แสดงว่าใช้ยันต์ม้าเกราะตลอดทาง เท้าแทบไม่ได้แตะพื้นเลย ต้องเป็นเศรษฐีแน่ๆ
“ท่านนี้รู้จักเปลือกเต่า และรู้มูลค่าของมันงั้นหรือ?” เฉินสือเอ่ยถาม
บัณฑิตหนุ่มชุดฟ้าหัวเราะ “เต่าอายุร้อยปีเรียกว่าอ๋าว พันปีเรียกว่าปี้ซี่ ห้าพันปีเรียกว่าป้าเซี่ย หมื่นปีเรียกว่าเสวียนอู่ เปลือกอ๋าวกว้างสี่ฟุต เปลือกปี้ซี่กว้างห้าฟุต เปลือกป้าเซี่ยกว้างเจ็ดฟุต แต่เต่าทั่วไปอยู่ไม่ได้นานขนาดนั้นหรอก ส่วนใหญ่ก็เป็นเต่าในศาลเจ้า ที่ดูดซับพลังอันไม่ธรรมดาจากควันธูป ถึงจะอายุยืนได้ขนาดนี้”
เฉินสือกะขนาดของเปลือกเต่าดูคร่าวๆ ก็น่าจะประมาณหกฟุตกว่าๆ
บัณฑิตหนุ่มชุดฟ้าหยิบไม้บรรทัดเหล็กออกมา วัดอย่างละเอียดทีละนิ้ว เอ่ยว่า “เปลือกเต่านี่ กว้างหกฟุตห้าหุน”
มีนักพรตวาดยันต์จากในเมืองมายืนมุงดูอีกหลายคน นักพรตคนหนึ่งเอ่ยว่า “เปลือกเต่านี่เป็นเปลือกปี้ซี่ ยังไม่ถึงขั้นป้าเซี่ย อย่างมากก็อายุพันกว่าปี”
บัณฑิตหนุ่มชุดฟ้าส่ายหน้าเอ่ยว่า “ปี้ซี่กว้างห้าฟุต ป้าเซี่ยกว้างเจ็ดฟุต แสดงว่าเต่ายิ่งแก่ยิ่งโตช้า เต่าตัวนี้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องอายุสองพันปี หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ! เปลือกเต่าของมัน ซึมซับควันธูป ถูกหล่อหลอมด้วยพลังอันไม่ธรรมดามากว่าสองพันปี แข็งแกร่งหาที่เปรียบไม่ได้! ของวิเศษแบบนี้ เอาไปบดยาก็ได้ เอาไปหลอมเป็นของวิเศษก็ได้ ตอนมันมีชีวิตอยู่น่าจะแพงสุด ตอนตายแล้วเปลือกมันจะราคาเท่าไหร่ ก็พูดยาก แต่ทว่า ข้ายินดีจ่ายหนึ่งพันตำลึง”
เฉินสือดีใจจนเนื้อเต้น เงินหนึ่งพันตำลึง สำหรับเขาแล้วถือว่าเป็นจำนวนมหาศาล เอาไปจ่ายค่ารักษาให้จินหงอิงกับพวกคนป่วยยากจนพวกนั้นก็พอแล้ว ที่เหลือก็เอาไว้ให้ปู่ใช้ในบั้นปลายชีวิต แถมยังเอาไปแต่งเมียที่ชนบทได้อีกตั้งหลายคน!
“หนึ่งพันตำลึง!”
บรรดานักพรตวาดยันต์ต่างก็พากันส่ายหน้า แล้วก็หันหลังเดินจากไป “ถึงจะพอมีกำไร แต่ก็ไม่ได้กำไรเท่าไหร่หรอก อีกอย่าง ใครจะพกเงินหนึ่งพันตำลึงติดตัวมาเดินเล่นกันล่ะ?”
บัณฑิตหนุ่มชุดฟ้าหยิบตั๋วเงินออกมาจากแขนเสื้อ ใบละหนึ่งร้อยตำลึง กำลังจะยื่นให้เฉินสือ ในตอนนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นว่า “ของดี! ข้าให้สองพันตำลึง!”
เฉินสือยิ่งดีใจหนักเข้าไปอีก หันไปมองตามเสียง ก็เห็นชายร่างเตี้ยอ้วนคนหนึ่ง ตาเป็นรูปสามเหลี่ยม จมูกแหลม ท่าทางดูเจ้าเล่ห์ ยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าพกตั๋วเงินมาแค่สองร้อยตำลึง น้องชาย เจ้าตามข้าไปเอาเงินที่บ้านสิ บ้านข้าอยู่ไม่ไกลหรอก”
บัณฑิตหนุ่มชุดฟ้าสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ตวาดลั่น “ตัวอะไรวะเนี่ย! กล้ามาหาเศษหาเลยต่อหน้าข้า ตาบอดหรือไง! ไสหัวไปซะ!”
ชายร่างเตี้ยอ้วนหน้าแดงก่ำ แค่นเสียงเย็นชา “ข้าให้ราคาสูงกว่า แกยังจะมาบังคับซื้อขายอีก ระวังจะโดนฟ้าผ่าตายนะ!” พูดจบ ก็เดินด่าทอหายเข้าไปในฝูงชน
บัณฑิตหนุ่มชุดฟ้าเห็นเขาเดินลับตาไป ถึงได้หันมาบอกเฉินสือว่า “คนผู้นี้มีเจตนาไม่ดี เขาบอกให้เจ้าสองพันตำลึง แล้วก็บอกว่าพกเงินมาไม่พอ ให้เจ้าตามเขาไป พอออกไปนอกตำบล เขาก็จะฆ่าเจ้า แล้วฮุบทั้งเงินทั้งเปลือกเต่า เรื่องแบบนี้ข้าเห็นมาเยอะแล้ว ก็เลยด่าไล่มันไป ไม่ใช่ว่าจะบังคับซื้อขายหรอกนะ”
ดวงตาของเฉินสือเป็นประกาย หายใจแรงขึ้น “มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยเหรอ?”
บัณฑิตหนุ่มชุดฟ้าประหลาดใจ ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงบอกว่าเป็นเรื่องดี
เฉินสือรู้สึกเสียดายมาก ถ้าตกลงกับคนคนนั้นไป ก็เท่ากับว่าได้เงินสองร้อยตำลึงมาฟรีๆ แถมเปลือกเต่าก็ยังเอาไปขายต่อได้อีก ช่างเป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายจริงๆ!
เขารับตั๋วเงินมา เอ่ยว่า “เปลือกเต่านี่เป็นของท่านแล้ว ท่านต้องระวังตัวให้ดีนะ เขาปล้นข้าไม่สำเร็จ ก็ต้องไปดักปล้นท่านแน่ๆ”
บัณฑิตหนุ่มชุดฟ้าหัวเราะ “การจะแย่งเปลือกเต่าไปจากข้าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็รับรองไม่ได้ว่าจะมีคนจ้องจะชิงเงินพันตำลึงในมือเจ้า เจ้าต้องระวังตัวให้มากนะ”
เฉินสือรู้สึกถูกชะตากับเขาขึ้นมาทันที ยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าชื่อเฉินสือ ชื่อเล่นเจ้าสิบ ท่านล่ะชื่ออะไร?”
“เซ่าจิ่ง แห่งซินเซียง”
บัณฑิตหนุ่มชุดฟ้าตอบ “หากเจ้าเข้าเมือง ก็ไปหาข้าที่หอจวี๋เซียนได้เลย บอกชื่อข้าไปก็พอ ที่นั่นเป็นกิจการของตระกูลข้า”
เซ่าจิ่งตบมือ ก็มีชายฉกรรจ์สองคนเดินออกมาจากฝูงชน ช่วยกันแบกเปลือกเต่าขึ้นบ่า
เซ่าจิ่งยิ้ม “จริงสิเฉินสือ เจ้าพอบอกได้ไหมว่าเปลือกเต่านี่ไปเอามาจากศาลเจ้าไหน?”
เฉินสือยิ้มแล้วก็ส่ายหน้า
เซ่าจิ่งเข้าใจความหมาย ยิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่บอกก็ไม่เป็นไร หากน้องชายมีของดีอะไรอีก ก็เอาไปส่งที่หอจวี๋เซียนได้เลยนะ” พูดจบ ก็พาชายฉกรรจ์สองคนเดินจากไป
เฉินสือคิดในใจ นึกถึงกล่องหินที่พบพร้อมกับเปลือกเต่า กล่องหินนั้นยังคงซ่อนอยู่ใต้เตียงของเขา ไม่เคยแตะต้องมันเลย
หรือว่ากล่องหินนั่นก็จะเป็นของวิเศษเหมือนกัน?
แต่กล่องหินนั่นแข็งมาก จะเปิดยังไงล่ะ?
ไม่นานนัก ปู่ก็ซื้อยากลับมา เอ่ยถามว่า “ขายได้เท่าไหร่ล่ะ?”
เฉินสือตอบตามความจริง ปู่ประหลาดใจ “เซ่าจิ่งคนนี้ก็เป็นคนน่าสนใจดีนะ หากำไรจากเจ้าได้ไม่เยอะเลย ในเปลือกเต่านี้มีไข่มุกอยู่ยี่สิบสี่เม็ด เป็นไข่มุกที่รวบรวมพลังวิเศษของเต่าเฒ่าก่อนตาย เอาไปหลอมเป็นของวิเศษได้ ตีราคาเม็ดละร้อยตำลึง ก็ขายได้ตั้งสองพันสี่ร้อยตำลึง เขาให้เจ้าพันตำลึงก็ถือว่ายุติธรรมแล้ว เขาคงกลัวว่าเจ้าจะทุบเปลือกเต่าแตก ถ้าทุบแตก ไข่มุกก็จะกลิ้งออกมา ราคาก็จะตกลงไป”
เฉินสือตกใจแทบแย่ กะจะไปตามคิดบัญชีกับเซ่าจิ่ง
“เจ้าเก็บได้มา ได้พันตำลึงก็ถือว่าไม่น้อยแล้ว เขาแบกเปลือกเต่ากลับเมืองหลวง ระหว่างทางอาจจะโดนดักปล้นชิงทรัพย์ ต้องรับความเสี่ยงเอง”
ปู่โยนยาที่ซื้อมาลงไปในรถ เอ่ยว่า “ขึ้นรถ พวกเราไปซื้อยาในอำเภอกัน ยาในตำบลมีไม่พอ”
เฉินสือปีนขึ้นรถ เฮยโกวเดินนำทาง รถเข็นดังกุกกักมุ่งหน้าไปยังอำเภอซินเซียง
พอตกบ่าย พวกเขาก็มาถึงอำเภอซินเซียง อำเภอซินเซียงไม่ได้รับผลกระทบจากมารอาณาเขตมากนัก หลังจากซื้อยาเสร็จ บนรถก็เต็มไปด้วยยา
“ข้ามีเพื่อนอยู่แถวชานเมืองอำเภอซินเซียงสองสามคน จะพาเจ้าไปทำความรู้จักหน่อย”
บนรถ ปู่หยิบเทียบยาออกมาใบหนึ่ง เอ่ยว่า “เจ้าสิบ เจ้าจำเทียบยานี้ไว้ให้ดีนะ นี่คือเทียบยาที่ใช้รักษาโรคของเจ้า เจ้าต้องท่องให้ขึ้นใจ ห้ามลืมเด็ดขาด”
เฉินสือรับคำ ท่องเทียบยาจนขึ้นใจ ในใจรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก “เพื่อนของปู่? เซียวหวังซุน ยายชา ปู่ก็ไม่เคยเรียกพวกเขาว่าเพื่อน ชานเมืองจะมีเพื่อนได้ยังไง? เมื่อก่อนก็ไม่เคยเห็นปู่พูดถึงเลย”
ใกล้จะค่ำ พวกเขาก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งแถวชานเมืองชื่อว่าหมู่บ้านโหยวไช่ หมู่บ้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องดอกเรปซีด (ดอกโหยวไช่)
พอถึงฤดูดอกเรปซีดบาน ทั่วทั้งภูเขาและทุ่งนาจะเต็มไปด้วยดอกไม้สีเหลืองอร่าม แทบจะมองไม่เห็นทางเดิน ผู้คนจากซินเซียงและเมืองใกล้เคียงก็จะพากันมาชมดอกเรปซีด
แต่เฉินสือมาไม่ถูกจังหวะ ดอกเรปซีดร่วงไปหมดแล้ว ในทุ่งนาเต็มไปด้วยต้นเรปซีดสีเขียวขจี
ท้องฟ้าเป็นสีแดงฉาน พระอาทิตย์หลับตาลงแล้ว
พระจันทร์กำลังจะลืมตาขึ้น
รถม้าไม้ขับผ่านหน้าหมู่บ้าน ท่ามกลางสายตาของชาวบ้าน ไปจอดอยู่หน้าบ้านร้างที่มีผีสิงท้ายหมู่บ้าน
ทะเลเพลิงบนท้องฟ้าดับลง พระจันทร์เสี้ยวโผล่ออกมา ราวกับใบหลิว ค่อยๆ คลี่ออก กลมโตขึ้นเรื่อยๆ
“พวกเขาเหมือนจะไปบ้านผีสิงเลย!” มีคนอุทานด้วยความตกใจ
“สิ่งชั่วร้ายที่นั่นดุร้ายมาก รนหาที่ตายชัดๆ!”
พอเฉินสือได้ยิน ก็ตกใจ “เพื่อนของปู่คือสิ่งชั่วร้ายเหรอ? ปู่กำลังจะเปิดเผยร่างจริงแล้วเหรอ? เดี๋ยวก่อน ถ้าปู่เป็นสิ่งชั่วร้าย งั้นข้าก็ต้องเป็นสิ่งชั่วร้ายด้วยน่ะสิ? ข้ากำลังจะเปิดเผยร่างจริงแล้วเหรอเนี่ย?”
โดยไม่ทันสังเกต เขาก็มองเห็นชายหนุ่มชุดดำอย่างเสวียนซาน ยืนอยู่กลางทุ่งดอกเรปซีด กำลังมองมาที่พวกเขากลางความมืด

0 Comments