ตอนที่ 61 ผู้รอดชีวิตแห่งเหมิงถ่า
แปลโดย เนสยัง“ผู้หญิงสวยนี่เข้าใจยากจริงๆ แฮะ”
เฉินสือส่ายหน้า “ให้ขึ้นมา นางก็ดันเหงื่อแตกพลั่ก ตัวสั่นงันงก ไม่ยอมขึ้นมา ชอบอยู่ข้างล่างนั่น”
หลี่เทียนชิงเห็นด้วยอย่างยิ่ง “เพราะงี้ไง ข้ามีชีวิตมาสิบสองปี ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจความคิดของผู้หญิงเลย”
เฉินสือพยักหน้ารับ “ข้าสิบเอ็ดขวบแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจผู้หญิงเหมือนกัน”
ทั้งสองคนถอนหายใจยาว รู้สึกว่านี่คือดินแดนที่พวกเขาไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย
“ไอ้เด็กเมื่อวานซืนสองคน แม้แต่มือผู้หญิงก็ยังไม่เคยจับ มัวแต่คิดเพ้อเจ้ออะไรอยู่ฮะ?” เสียงของจินหงอิงดังมาจากใต้เนินดิน
หลี่เทียนชิงกระซิบเสียงเบา “ข้าเคยจับมือแม่นะ แม่ซักผ้าอยู่ที่ตระกูลหลี่ มือแม่สากมากเลย”
เฉินสือตอบ “ข้าก็เคยจับมืออวี้จูเหมือนกัน แรงสู้ข้าไม่ได้เลยสักนิด”
พวกเขาเดินมาถึงใต้ต้นหลิวคอเอียงเก่าแก่ เฉินสือจุดธูปปักให้แม่บุญธรรมศิลาจารึก เอ่ยเสียงเบา “แม่บุญธรรมคุ้มครองด้วย ขอให้พวกเราผ่านพ้นวิกฤติมารอาณาเขตครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ขอให้ชาวบ้านแคล้วคลาดปลอดภัยด้วยเถิด”
บนศิลาจารึกมีแสงสีเขียวพลิ้วไหว คล้ายกับไอเมฆหมอก แต่ทว่านอกจากนั้นแล้ว ก็ไม่มีความผิดปกติใดๆ อีก
หลี่เทียนชิงกำลังพิจารณาต้นหลิวคอเอียงเก่าแก่ตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ เอ่ยว่า “เจ้าสิบ ต้นไม้อื่นๆ นอกหมู่บ้านล้วนกลายเป็นกระเบื้องเคลือบไปหมดแล้ว ทำไมต้นหลิวเก่าแก่ต้นนี้ถึงไม่กลายเป็นกระเบื้องเคลือบล่ะ?”
เฉินสือชะงักไป อดไม่ได้ที่จะหันไปมองต้นไม้อายุมากต้นนี้
เขาคุ้นเคยกับทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่มากเกินไป จนไม่ได้สังเกตเลยว่าต้นหลิวเก่าแก่ไม่ได้กลายเป็นกระเบื้องเคลือบ ตอนนี้พอสังเกตดูดีๆ ก็เห็นว่าต้นหลิวเก่าแก่ไม่เพียงแต่ไม่มีร่องรอยของการกลายเป็นกระเบื้องเคลือบเท่านั้น แต่ยังดูเขียวชอุ่มชุ่มชื่น ทึบหนากว่าเมื่อก่อนมากด้วย
เขาเองก็งุนงงไม่แพ้กัน “หรือว่าต้นหลิวต้นนี้ก็จะดูดซับควันธูป แล้วใช้พลังที่ไม่ธรรมดาควบแน่นเป็นรูปลักษณ์ (相) ขึ้นมา? แต่ว่า สองปีมานี้ ทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นรูปลักษณ์เทพของมันเลยล่ะ?”
ตอนนี้ในป่าเขาและในหมู่บ้าน ก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายที่สามารถต้านทานการกลายเป็นกระเบื้องเคลือบได้ ดังนั้นเฉินสือจึงเพียงแค่รู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้คิดสืบสาวราวเรื่องอะไรให้มากความ
เขาจุดธูปให้ผีบัณฑิต (จูโหย่วไฉ) เก้าดอกเช่นกัน ปกติจะจุดให้แค่ดอกเดียว แต่ครั้งนี้เพราะต้องออกจากหมู่บ้านหวงพัวไปชั่วคราว ยังกลับมาไม่ได้ ก็เลยจุดให้เยอะหน่อย
“เจ้าสิบ พวกเจ้าจะไปจากหมู่บ้านหวงพัวเหรอ?” ผีบัณฑิตสูดดมกลิ่นควันธูปพลางเอ่ยถาม
เฉินสือพยักหน้า “จำเป็นต้องไปน่ะ พระโพธิสัตว์ปีศาจกำลังตามหาคนเป็นไปทั่ว ขืนรั้งอยู่ในหมู่บ้านหวงพัว มีหวังโดนพระโพธิสัตว์ปีศาจกวาดเรียบแน่ ต้องออกไปข้างนอกถึงจะมีโอกาสรอด”
เขาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อ “พี่บัณฑิต ท่านอยากจะไปปรโลกไหม? ข้าช่วยปลดเชือกผูกคอให้ท่านได้นะ ท่านจะได้ไม่ต้องมาแขวนคอต่องแต่งอยู่แบบนี้”
หากไม่มีเชือกผูกคอ ผีบัณฑิตก็จะหลุดพ้นจากพันธนาการ ได้รับอิสระ
ผีบัณฑิตคอถูกรัดด้วยเชือก เอียงคอก้มหน้าลงมามอง แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา “ที่ข้าผูกคอตายอยู่ที่นี่ ก็เพื่อจะไปปรโลกงั้นรึ? ที่ข้าผูกคอตายอยู่บนที่สูง ก็เพื่อจะดูว่าโลกเส็งเคร็งใบนี้มันจะเน่าเฟะไปได้ถึงขนาดไหนต่างหาก! ข้าผูกคอตายอยู่ที่นี่ ก็เพื่อรอดูภูผาสายน้ำของราชวงศ์หมิงพังพินาศคามือของไอ้พวกสวะพวกนั้น! ข้าผูกคอตายอยู่ที่นี่ ก็เพื่อรอดูไอ้พวกสารเลวนั่นตายอย่างหมาข้างถนนไงล่ะ!”
เขาด่าทอฉอดๆ ปากก็พ่นคำศัพท์โบราณอย่างจือหูเจ่อเหย่อ (之乎者也) ออกมาไม่หยุด
เฉินสือรู้ดีว่าเขาเป็นพวกเกลียดชังโลกมาแต่ไหนแต่ไร จึงไม่ได้พูดเกลี้ยกล่อมอะไรต่อ เดินลงจากเนินดินเหลืองไปพร้อมกับหลี่เทียนชิง
การขึ้นลงเนินดินในครั้งนี้ สายตาที่จินหงอิงมองเฉินสือก็เปลี่ยนไป มีความหลบเลี่ยงและหวาดกลัวแฝงอยู่
“แม่บุญธรรมของเจ้าอยู่ข้างบนนั้นเหรอ?” นางเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
เฉินสือพยักหน้า “ใช่แล้ว”
“เจ้าสิบช่างกตัญญูจริงๆ เลยนะ ฮ่าๆ ฮ่าๆๆ!”
จินหงอิงหัวเราะแห้งๆ สองเสียง “แม่บุญธรรมของเจ้าสิบ พอจะแนะนำให้ผู้น้อยรู้จักสักหน่อยได้ไหม?”
เฉินสือประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ นางถึงได้เปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้
“แม่บุญธรรมก็อยู่ข้างบนนั้นไง ท่านอยากเจอแม่บุญธรรมข้า ก็ขึ้นไปสิ” เฉินสือกล่าว
แต่จินหงอิงกลับไม่กล้า แม้แต่จะยกเท้าเหยียบขึ้นไปบนเนินดินก็ยังไม่กล้า
นางดูหวาดกลัวเนินดินแห่งนี้เป็นอย่างมาก
“แม่บุญธรรมของเจ้าสิบช่างยิ่งใหญ่จริงๆ แฮะ ฮ่าๆ ฮ่าๆ!” นางหัวเราะอย่างมีพิรุธ
เฉินสือไม่รู้ว่านางหัวเราะอะไร จึงไม่ได้สนใจนาง
ผ่านไปครู่หนึ่ง จินหงอิงก็ล้มเลิกความคิดที่จะขึ้นไปบนเนิน เดินกะเผลกๆ มุ่งหน้าไปทางเขาเฉียนหยาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “รีบตามมาเร็วเข้า พวกเราต้องไปจากที่นี่ รีบเข้าเขาให้เร็วที่สุด!”
นางเพิ่งจะพูดถึงตรงนี้ จู่ๆ ก็หันขวับกลับมา พุ่งเข้ากดเฉินสือกับหลี่เทียนชิงลงกับพื้นโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง กดเสียงต่ำเอ่ยว่า “อย่าขยับนะ พระโพธิสัตว์ปีศาจมาแล้ว!”
เฉินสือกับหลี่เทียนชิงถูกนางกดทับอยู่ข้างใต้ ได้กลิ่นกายเฉพาะตัวของผู้หญิง คล้ายกลิ่นหอมสดชื่นแต่ก็ไม่เชิง
เด็กหนุ่มทั้งสองใจเต้นโครมคราม หน้าแดงก่ำ รู้สึกเหมือนมีเนื้อนุ่มๆ ทับอยู่บนตัว
นุ่มจัง
ตอนนั้นเอง พื้นดินก็สั่นสะเทือนเบาๆ เฮยโกวเองก็หลบซ่อนตัวไปนานแล้ว ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ
แรงสั่นสะเทือนนี้มาเร็วมาก ดังมาจากในเขา มาหยุดชะงักที่หมู่บ้านหวงพัวครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ห่างออกไป
จินหงอิงคลายมือจากทั้งสองคน ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แอบมองออกไปข้างนอก
ทันใดนั้น พระโพธิสัตว์ปีศาจราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาของนาง หัวของมันหันขวับ ดวงตาคู่หนึ่งลุกโชนไปด้วยเปลวไฟอันร้อนแรง จ้องมองมาทางนี้
จินหงอิงรีบนั่งยองๆ ลงทันที
พระโพธิสัตว์ปีศาจกวาดสายตามองไปรอบๆ ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ฝีเท้าก็เหยียบย่ำพื้นดินจนสั่นสะเทือน ค่อยๆ ห่างออกไป
รอจนมันเดินลับตาไป พวกเขาถึงได้ออกมา เฉินสือรีบวิ่งไปที่หมู่บ้านหวงพัว ก็เห็นว่าชายหญิงคนแก่และเด็กในหมู่บ้านหวงพัว ล้วนกลายเป็นกระเบื้องเคลือบไปหมด ไม่มีใครรอดชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว
ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะจินหงอิงบังคับขู่เข็ญให้พวกเขาตามนางออกมา เกรงว่าเฉินสือ หลี่เทียนชิง และเฮยโกวก็คงมีสภาพไม่ต่างกัน ไม่มีทางหนีรอดไปได้
“เฉินสือ ไปกันเถอะ!”
จินหงอิงส่งเสียงเรียก “พวกเราไปหาเซียวหวังซุน การจะจัดการกับพระโพธิสัตว์ปีศาจ ต้องอาศัยของวิเศษในมือเซียวหวังซุนเท่านั้น ไอ้หมอนั่นมันขโมยของวิเศษของค่ายเสินจีไป สมควรตายนัก!”
เฉินสือเดินออกจากหมู่บ้าน หันกลับไปมองอีกครั้ง เอ่ยว่า “พี่สาวจินรอเดี๋ยวนะ! หม้อดำ หม้อดำ ขอยืมเลือดแกหน่อย!”
เขาวางตะกร้าหนังสือลง เฮยโกวเดินเข้ามาหา ถูกเขาเอาเลือดหมาดำไปค่อนชาม
เฉินสือฝนชาด วาดยันต์ตรงทางเข้าหมู่บ้าน เขาวาดยันต์ไม้ท้อและยันต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย รวมถึงยันต์ห้าขุนเขาสะกดเคหา (五岳镇宅符) ใช้เวลาไปเกือบชั่วยาม กว่าจะใช้ชาดจนหมด วาดยันต์ไปได้หลายสิบแผ่น
เขาเอายันต์พวกนี้ไปแปะไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้าน แปะไว้เหนือประตูบ้านทุกหลัง และยังแปะยันต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายไว้ที่แม่บุญธรรมในหมู่บ้านด้วยหนึ่งแผ่น
หลี่เทียนชิงเข้ามาช่วย สองคนช่วยกัน แป๊บเดียวก็แปะเสร็จ
“ต่อให้พวกเราต้องไปจากที่นี่สักพัก พวกสิ่งชั่วร้ายก็ไม่กล้าเข้ามาในหมู่บ้าน มารังควานหมู่บ้านหรอก” เฉินสือถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขากลัวว่าจะมีสิ่งชั่วร้ายบุกเข้ามาในหมู่บ้าน แล้วทำให้ชาวบ้านที่เป็นกระเบื้องเคลือบแตกหัก ถ้าเป็นแบบนั้นก็จะไม่มีทางฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีก
จินหงอิงหัวเราะ “เจ้าเป็นคนมีน้ำใจจริงๆ รีบไปกันเถอะ”
เฉินสือเอ่ยถาม “พี่สาวจิน ท่านหูตากว้างไกล ท่านคิดว่าหลังจากกำจัดพระโพธิสัตว์ปีศาจได้แล้ว พวกเขาจะฟื้นคืนชีพกลับมาได้ไหม?”
จินหงอิงเดินกะเผลกๆ เข้าป่าไป เอ่ยว่า “อาจจะได้กระมัง ข้าเคยผ่านเหตุการณ์มารอาณาเขตมาแค่ครั้งเดียว ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่หรอก”
เฉินสือกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา รีบเดินตามนางไป เอ่ยถามว่า “วิกฤติมารอาณาเขตที่พี่สาวจินเคยเจอ มันเป็นยังไงเหรอ?”
จินหงอิงตอบ “ตอนนั้นขังยังเด็ก ได้ยินแค่คนเขาพูดกันว่าเจดีย์โบราณเกิดการเปลี่ยนแปลงของมาร กินเวลานานมาก เกิดอะไรขึ้นบ้างข้าก็จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ”
นางดูซึมเศร้าลง ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก
หลี่เทียนชิงสีหน้าเปลี่ยนไป เอ่ยว่า “เจดีย์โบราณเกิดการเปลี่ยนแปลงของมาร? ข้าเคยอ่านเจอเรื่องนี้ในหนังสือ ในหนังสือบันทึกไว้ว่าเมื่อยี่สิบสามปีก่อน เมืองเหมิงถ่าเกิดแผ่นดินไหว มีเจดีย์โบราณโผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน ผู้ฝึกตนหลายคนที่มาตามล่าหาสมบัติเข้าไปในเจดีย์โบราณ ปรากฏว่านั่นคือเจดีย์สะกดมาร เจดีย์ถูกพวกเขาทำลาย ก็เลยเกิดภัยพิบัติระดับมารขึ้น ภัยพิบัติระดับมารครั้งนั้นรุนแรงมาก คนในเมืองเหมิงถ่าแทบจะตายกันหมด ภายหลังมีคนประหลาดหลายคนเข้าไปในมารอาณาเขต แล้วก็จัดการแก้ไขภัยพิบัติระดับมารได้ ว่ากันว่า เมืองเหมิงถ่ามีผู้รอดชีวิตเพียงแค่คนเดียว…”
เขาพูดถึงตรงนี้ เสียงก็แผ่วลงเรื่อยๆ
ในหนังสือบันทึกไว้ว่ามีผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว
จินหงอิงบอกว่านางคือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์
งั้นผู้รอดชีวิตคนนี้ก็คือ…
จินหงอิงยิ้มแย้มแจ่มใส “ข้าสามารถรอดชีวิตจากภัยพิบัติเจดีย์โบราณมาได้ ก็ต้องรอดชีวิตจากภัยพิบัติพระโพธิสัตว์ปีศาจครั้งนี้ไปได้เหมือนกันนั่นแหละ! ข้ามันลูกรักสวรรค์มาตั้งแต่เกิดโว้ย!”
เฉินสือหัวเราะ “พี่สาวจินดวงดี พวกเราก็พลอยได้อานิสงส์ไปด้วย”
ทั้งสามคนพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
เฮยโกวมองดูอยู่ห่างๆ ก็ดูออกว่าจินหงอิงกำลังฝืนยิ้ม ส่วนเฉินสือกับหลี่เทียนชิงก็แค่พยายามเปลี่ยนเรื่อง เพื่อดึงความสนใจของนางออกจากความเศร้าโศกเสียใจที่ต้องสูญเสียครอบครัวไป
เฉินสือเปลี่ยนเรื่องสนทนาอีกครั้ง เอ่ยว่า “พี่สาวจิน เซียวหวังซุนเก็บอะไรของค่ายเสินจีของพวกท่านไปเหรอ?”
“เก็บ?”
จินหงอิงกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ ตวาดลั่น “มันคือการขโมย การปล้นต่างหาก! บอกพวกเจ้าไปก็ไม่เป็นไร สิ่งที่ไอ้หมอนั่นขโมยไปก็คือตราหยกอ๋องซี โทษประหารเจ็ดชั่วโคตรเชียวนะ! ถ้าข้าเอาคืนมาไม่ได้ ข้าก็ต้องถูกส่งตัวไปลานประหารเพื่อตัดหัว ทหารค่ายเสินจีทั้งหมดก็ต้องถูกผลัดเปลี่ยนใหม่ ตายกันหมดกองทัพนั่นแหละ!”
เมื่อหลี่เทียนชิงได้ยินดังนั้น ภายในใจก็สั่นสะท้าน “ตราหยกอ๋องซี? หรือว่าจะเป็นตราหยกอ๋องซีที่ประทับตราอยู่บน ‘แผนที่ภูผาสายน้ำห้าสิบมณฑล’?”
จินหงอิงปรายตามองเขา “น้องชายเทียนชิงรู้เยอะดีนี่ ตราหยกนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่ค่ายเสินจีของข้ามาตลอด เซียวหวังซุนเดิมทีก็เคยเป็นคนของค่ายเสินจี เป็นรุ่นพี่ของข้า ข้าเคารพเลื่อมใสเขามาตลอด เมื่อไม่นานมานี้ไม่รู้เขาผีเข้าหรือยังไง ถึงได้ขโมยตราหยกอ๋องซีไป หากไม่ใช่เพราะตราหยกอ๋องซีมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ข้าก็คงไม่ระดมกำลังค่ายเสินจีมาดักซุ่มโจมตีเขาที่เขาเฉียนหยางหรอก”
การดักซุ่มโจมตีของนาง หมายถึงการล่อเซียวหวังซุนไปที่ภูเขาอัสนีบาต แล้วใช้ปืนใหญ่หงอี๋เกือบร้อยกระบอกระดมยิงถล่ม เกือบจะสังหารเซียวหวังซุนได้สำเร็จ
หากไม่ใช่เพราะจินหงอิงถูกกระบี่สุดท้ายของเซียวหวังซุนทำให้ตกใจจนต้องหนีไป เกรงว่าเซียวหวังซุนคงตายด้วยเงื้อมมือของจินหงอิงไปแล้ว
แต่ทว่า ค่ายเสินจีก็ต้องสูญเสียกำลังพลไปอย่างหนักเช่นกัน
หลี่เทียนชิงคาดเดา “เซียวหวังซุนเอาตราหยกอ๋องซีไป หรือว่าตั้งใจจะใช้ตราหยกเปิดสุสานกษัตริย์ที่แท้จริง? ไม่สิ! จุดประสงค์ที่เขาเอาตราหยกไป ไม่ใช่เพื่อสุสานกษัตริย์ที่แท้จริง แต่เพื่อแผนที่ภูผาสายน้ำห้าสิบมณฑล! แผนที่ภูผาสายน้ำคือสิ่งที่กษัตริย์ที่แท้จริงวาดขึ้นเพื่อบันทึกภูมิประเทศของทวีปซีหนิวซินโจว ทำการสถาปนาภูเขาและแม่น้ำชื่อดังต่างๆ สามารถเรียกใช้พลังของเทพเจ้าประจำเมือง (เฉิงหวง) เทพเจ้าประจำหมู่บ้าน (ชุนเสิน) ตลอดจนเทพเจ้าแห่งแม่น้ำ ทะเลสาบ และภูเขาต่างๆ ได้!”
บนแผนที่ภูผาสายน้ำห้าสิบมณฑล มีรอยประทับของตราหยกอ๋องซี ดังนั้นเมื่อได้ตราหยกอ๋องซีมา ก็สามารถเก็บแผนที่ภูผาสายน้ำได้!
แม้วันนี้ตามภูเขาและแม่น้ำชื่อดังต่างๆ จะไม่มีเทพเจ้าประจำเมือง เทพเจ้าประจำหมู่บ้าน เทพแห่งภูเขาและแม่น้ำสถิตอยู่อีกต่อไปแล้ว แต่แผนที่ภูผาสายน้ำห้าสิบมณฑลก็ยังคงมีอานุภาพมหาศาลอยู่ดี
เฉินสือไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย จึงตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ
“เซียวหวังซุนไม่ซ่อนตัวรักษาแผลอยู่ที่คฤหาสน์จิ้งหู ก็ต้องซ่อนตัวอยู่ที่เมืองอู๋วั่งแน่ๆ”
พอจินหงอิงพูดถึงเซียวหวังซุน ก็กัดฟันกรอดด้วยความแค้น “พวกเราไปที่คฤหาสน์จิ้งหูก่อน ถ้าหาไม่เจอ ก็ไปที่เมืองอู๋วั่ง! บีบให้เขาส่งตราหยกอ๋องซีมาให้ได้ แล้วก็ฆ่าไอ้แก่หัวขโมยนั่นซะ พวกเจ้าได้กินเนื้อ ข้าจะดื่มเลือด กินมันให้สิ้นซาก! จากนั้นพวกเราก็จะใช้ของวิเศษชิ้นนั้นเปิดสุสานกษัตริย์ที่แท้จริง นำแผนที่ภูผาสายน้ำออกมา การจะกำจัดพระโพธิสัตว์ปีศาจก็จะเป็นเรื่องง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ!”
เฉินสือเอ่ยถาม “แล้วถ้าเปิดสุสานกษัตริย์ที่แท้จริงแล้ว ปลดปล่อยตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าพระโพธิสัตว์ปีศาจออกมาล่ะ จะทำยังไง?”
จินหงอิงถูกเขาถามจนอึ้งไป ลังเลเล็กน้อย “คงไม่มั้ง?”
หลี่เทียนชิงเอ่ย “โรงเผาเป็นแค่สถานที่ผลิตเครื่องเคลือบสำหรับสุสานกษัตริย์ที่แท้จริง ยังมีพระโพธิสัตว์ปีศาจอยู่ตั้งหนึ่งองค์ ในสุสานกษัตริย์ที่แท้จริงก็ต้องมีอะไรที่น่ากลัวกว่านี้แน่ๆ โรงเผาเครื่องเคลือบเป็นภัยพิบัติระดับมาร งั้นสุสานกษัตริย์ที่แท้จริงอย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นภัยพิบัติระดับ ‘ภัย’ แน่นอน”
จินหงอิงหน้าเจื่อน พึมพำว่า “แล้วจะทำยังไงดี? หรือว่าข้าจะต้องมาตายในสถานที่เส็งเคร็งนี่จริงๆ? ข้ายังอยู่ในวัยที่งดงามราวกับดอกไม้แท้ๆ ทำไมถึงต้องมาตายในมารอาณาเขตไปพร้อมกับไอ้เด็กเมื่อวานซืนสองคนนี่ด้วยล่ะเนี่ย?”
หลี่เทียนชิงเอ่ย “ท่านน้าหงอิง…”
สีหน้าของจินหงอิงเปลี่ยนไปทันที เอื้อมมือไปบีบคอเขา เมื่อครู่นี้ยังทำหน้าเหมือนคนป่วยใกล้ตายอยู่เลย ตอนนี้กลับแผ่รังสีอำมหิตออกมา เอ่ยเสียงเย็นชาว่า “เจ้าพูดว่าอะไรนะ? หลี่เทียนชิง แน่จริงเจ้าก็พูดอีกทีสิ!”
ในวินาทีเป็นวินาทีตาย หลี่เทียนชิงก็ราวกับรู้แจ้งขึ้นมากะทันหัน เอ่ยว่า “พี่สาวหงอิง”
จินหงอิงปล่อยตัวเขาลง การเคลื่อนไหวเมื่อครู่ไปกระเทือนบาดแผล ทำให้เจ็บจนตัวสั่น เอ่ยว่า “ข้าเรียกเจ้าว่าน้องชาย เจ้าก็ต้องเรียกข้าว่าพี่สาว เรียกผิด ข้าฆ่าทิ้งแน่! ยังไงก็เถอะ พวกเราไปที่คฤหาสน์จิ้งหูก่อนเถอะ ในคฤหาสน์จิ้งหูมีสัตว์ประหลาดเฒ่าอยู่ ครั้งก่อนข้าก็ได้รับบาดเจ็บจากที่นั่น พระโพธิสัตว์ปีศาจก็คงไม่กล้าไปที่นั่นเหมือนกัน พวกเราไปหลบซ่อนตัวกันสักสองสามวันก่อน หลบการตามล่าของพระโพธิสัตว์ปีศาจ”
ทั้งสามคนเดินเข้าป่า บาดแผลของจินหงอิงค่อนข้างสาหัส เดินกะเผลกๆ ไปได้ไม่เร็วนัก
กลางอากาศมีเสียงหัวเราะคิกคัก หัวล่องลอย (飘颅) หลายหัวห้อยลิ้นเรียวยาวสีแดงสดลงมา ใต้ลิ้นมีคนหลายคนห้อยต่องแต่งอยู่ มือไม้แกว่งไกว ราวกับกำลังเต้นรำอยู่กลางอากาศ
พอหัวล่องลอยเห็นพวกเขา ก็ส่งเสียงหัวเราะคิกคัก ดึงลิ้นกลับไป ลากคนเหล่านั้นเข้าปากเคี้ยวกิน จากนั้นก็ปล่อยลิ้นยาวเฟื้อยลงมา ลอยเข้ามาหาพวกเขา
จินหงอิงเดินไม่ไหวแล้ว จึงหยุดพัก เฉินสือกับหลี่เทียนชิงเห็นหัวล่องลอยเข้ามาใกล้ ก็ตื่นตระหนกตกใจ
ทันใดนั้น ก็เห็นตุ๊กตากระดาษหลายตัวปีนขึ้นไปตามลิ้นของหัวล่องลอย ตุ๊กตากระดาษมีจมูกมีตา ในปากคาบดาบและกระบี่ การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไว ความเร็วรวดเร็วมาก ไม่นานก็ปีนขึ้นไปถึงใบหน้าของหัวล่องลอย เงื้อดาบและกระบี่ขึ้นฟันฉับๆ ไม่ยั้ง
หัวล่องลอยเหล่านั้นราวกับถูกปล่อยลม ร่วงหล่นลงมา กระแทกเข้ากับป่าไม้
ตุ๊กตากระดาษเหล่านั้นเก็บดาบและกระบี่ กระโดดลงมาจากหัวโตๆ ของหัวล่องลอย รีบวิ่งมาที่ข้างกายเฉินสือกับพวก แล้วมุดหายเข้าไปในแขนเสื้อของจินหงอิง
เฉินสือกับหลี่เทียนชิงสบตากัน อูฐที่ผอมแห้งตายแล้วก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า แม้จินหงอิงจะได้รับบาดเจ็บสาหัสจนแทบเดินไม่ไหว แต่วิชาคาขาของนางก็ยังคงลึกล้ำเหนือคำบรรยาย สิ่งชั่วร้ายที่พวกเขาไม่อาจรับมือได้ กลับเป็นเรื่องกล้วยๆ สำหรับนาง
พวกเขายังคงเดินหน้าต่อไป ทางบนเขาขรุขระ เดินลำบาก เฉินสือเห็นจินหงอิงเหงื่อแตกพลั่กในเวลาไม่นาน น่าจะเป็นเพราะการเดินกระเทือนบาดแผล ทำให้เจ็บปวดจนทนไม่ไหว
ผู้หญิงคนนี้ถึงกับไม่ยอมส่งเสียงร้องเลยแม้แต่นิดเดียว กัดฟันเดินต่อไป ทำให้เขารู้สึกชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง
พวกเขาฝืนเดินมาสองชั่วยาม จินหงอิงก็ชะเง้อมอง เอ่ยว่า “ข้างหน้ามีหมู่บ้านอยู่ พวกเราไปพักเหนื่อยที่นั่น หาอะไรกินกันก่อนค่อยเดินทางต่อ”
พวกเขาก้าวเดินต่อไป หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาด้านหนึ่งของหุบเขา หน้าหมู่บ้านมีลำธารเล็กๆ ไหลผ่าน แต่ดูจากร่องน้ำแล้ว เวลาฝนตกหนักน้ำป่าคงไหลหลากน่าดู ดังนั้นหมู่บ้านถึงไม่ได้สร้างอยู่ในหุบเขา แต่ไปสร้างอยู่บนเนินเขาแทน
ในหมู่บ้านมีคนอยู่มากมาย พอพวกเขาเดินเข้าไปใกล้ ถึงได้พบว่าล้วนเป็นคนกระเบื้องเคลือบกันทั้งนั้น
แต่ในหมู่บ้านน่าจะยังมีหม้อไหกะละมัง พอให้พวกเขาทำกับข้าวกินได้บ้าง
คนกระเบื้องเคลือบเหล่านี้ยืนอยู่บนถนน จัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งสามคนกับอีกหนึ่งหมาเดินผ่านคนกระเบื้องเคลือบไป คนกระเบื้องเคลือบก็นิ่งไม่ไหวติง
พวกเขาเดินอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ชนคนกระเบื้องเคลือบเข้า เพราะถ้าชนล้ม คนพวกนี้อาจจะแตกกระจายเป็นชิ้นๆ ได้
“เดี๋ยวก่อน!”
หลี่เทียนชิงสงสัย “พวกนายสังเกตไหม ว่าคนกระเบื้องเคลือบที่นี่ มันเยอะผิดปกติ!”
เขามองไปรอบๆ เอ่ยว่า “คนกระเบื้องเคลือบในหมู่บ้านนี้ น่าจะมีเป็นพันคนเลยนะ! หมู่บ้านบนเขาแบบนี้ จะมีคนเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?”
เฉินสือก็ตระหนักขึ้นมาได้ทันที เอ่ยว่า “มีคนย้ายพวกเขากลับมา! แล้วใครเป็นคนย้ายพวกเขามาล่ะ?”
จู่ๆ ในหัวของเขาก็มีลางสังหรณ์บางอย่างแล่นเข้ามา สีหน้าเปลี่ยนไปทันที รีบพูดอย่างรวดเร็วว่า “พวกเรารีบไปกันเถอะ!”
ในตอนนั้นเอง แผ่นดินก็สั่นสะเทือนเบาๆ ร่างอันใหญ่โตมโหฬารของพระโพธิสัตว์ปีศาจก็ปรากฏขึ้นแก่สายตาของพวกเขา
“อย่า ขยับ นะ!”
เฉินสือพูดเน้นทีละคำ เสียงเบาหวิว
ร่างกายของเขาแข็งทื่อ ยืนอยู่ท่ามกลางคนกระเบื้องเคลือบ แม้แต่ลมหายใจก็ยังแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

0 Comments