You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เช้าตรู่ เฉินสือตื่นแต่เช้า ปู่กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัวโดยหันหลังให้เฉินสือ แต่ก็พอมองเห็นได้ว่าแขนเสื้อของปู่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด ไม่รู้ว่าเนื้อที่กำลังสับอยู่บนเขียงนั้นคือเนื้ออะไร

เฉินสือชะเง้อมองแวบหนึ่ง ลอบคิดในใจ “ขอแค่ไม่ใช่เนื้อคน จะเป็นอะไรผมก็กินลงทั้งนั้นแหละ”

เสียงจอแจดังมาจากข้างนอก นั่นคือชาวบ้านหวงพัวที่พากันมาถวายเครื่องหอมหน้าต้นไม้โบราณ

เฉินสือเดินออกจากบ้าน ก็เห็นผู้คนถือธูปเทียน อุ้มผลไม้และไก่เป็ด มาที่ใต้ต้นไม้โบราณกลางหมู่บ้าน

ต้นไม้โบราณดูผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ไม่รู้ว่ามีอายุเท่าไหร่ รากไม้ปูดโปนพ้นพื้นดินราวกับมังกรขดตัว กิ่งก้านบิดเบี้ยวแปลกประหลาดราวกับงูเหลือมยักษ์ ใบไม้ไม่ค่อยมี ไม่นับว่าดกหนาทึบ

แต่ทว่าบนต้นไม้กลับเต็มไปด้วยด้ายแดงที่ผูกแขวนไว้ร้อยรัดกับแผ่นไม้แผ่นแล้วแผ่นเล่า บนแผ่นไม้เขียนคำอธิษฐานของชาวบ้านเอาไว้

ต้นไม้โบราณแห่งหมู่บ้านหวงพัวต้นนี้ไม่รู้ว่ามีประวัติศาสตร์ยาวนานเพียงใด มันคือแม่บุญธรรมของชาวบ้านส่วนใหญ่ ทุกวันขึ้นหนึ่งค่ำชาวบ้านจะต้องมากราบไหว้ขอพร เรียกว่าการบูชาประจำเดือน

การบูชาประจำเดือนมีทั้งหมดสามวัน วันแรกคือการเซ่นไหว้แม่บุญธรรม ส่วนวันที่สองและสามคือวันตลาดนัด

ต้นไม้โบราณมีความศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะต้นไม้โบราณที่หมู่บ้านหวงพัวกราบไหว้นี้ยิ่งศักดิ์สิทธิ์นัก ต้นไม้นี้สามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายและปกปักรักษาชาวบ้านได้เมื่อยามค่ำคืนมาเยือน ด้วยเหตุนี้บ้านเรือนในหมู่บ้านหวงพัวจึงล้วนสร้างขึ้นโดยมีต้นไม้โบราณเป็นศูนย์กลาง

หากนำของเซ่นไหว้มาถวาย ก็ยังสามารถอธิษฐานต่อต้นไม้โบราณได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแต่งงานออกเรือน ขอบุตร ขอโชคลาภ ค้นหาของหาย หรือขอให้แคล้วคลาดปลอดภัย ล้วนแต่สัมฤทธิ์ผลทั้งสิ้น

บนลำต้นของต้นไม้โบราณมีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ อายุราวสิบหกปี รูปร่างหน้าตางดงามหมดจด สวมกระโปรงสีเขียวอ่อน ท่อนบนสวมเสื้อสีดำปักลายเหรียญทองแดงสีแดง ศีรษะประดับปิ่นทองคำรูปดอกบัว

หญิงสาวคนนี้เงียบสงบมาก ไม่เคยส่งเสียงใดๆ

คนในหมู่บ้านไม่มีใครมองเห็นหญิงสาวคนนี้เลย แต่เฉินสือกลับมองเห็นเธอทุกครั้งที่ออกจากบ้าน

ไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออก หญิงสาวก็จะนั่งอยู่บนต้นไม้เสมอ

หญิงสาวบนต้นไม้เคยให้ผลไม้สีแดงก่ำแก่เฉินสือลูกหนึ่ง แต่ปู่มาเห็นเข้า ปู่จึงให้เฉินสือโยนทิ้งไป โดยบอกว่ามันมีพิษ

“นางไม่ใช่แม่บุญธรรมของแก นางเป็นแม่บุญธรรมของคนอื่น สำหรับนางแล้ว แกคือคนนอกของหมู่บ้านนี้ ถ้าวางยาพิษแกจนตาย คนในหมู่บ้านก็จะเป็นลูกบุญธรรมของนางทั้งหมด” ปู่กล่าวไว้เช่นนั้น

“เสี่ยวสือ กินข้าวได้แล้ว” เสียงของปู่ดังมาจากในลานบ้าน

เฉินสือขานรับ เดินกลับเข้าบ้านมาที่โต๊ะอาหาร ในโจ๊กบนโต๊ะมีทั้งข้าวและเนื้อ สีออกเขียวมันย่อง แถมยังมีกลิ่นแปลกประหลาด

ยังมีกับข้าวอีกสามอย่าง เป็นเนื้อตัวอะไรก็ไม่รู้ผัดกับสมุนไพร แล้วก็มีพวกแมลงขนาดเท่านิ้วมืออีก กลิ่นก็ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ แถมแมลงบางตัวยังดิบๆ และกำลังดิ้นกระดึ๊บๆ อยู่เลย

เฉินสือถามอย่างระมัดระวัง “ปู่ครับ นี่มันข้าวหรือยาครับเนี่ย?”

ปู่ไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมา “เป็นทั้งข้าวและยา แกป่วยอยู่ ต้องกินให้หมด”

เฉินสือไตร่ตรองคำพูด ก่อนจะเอ่ยว่า “ปู่ครับ โรคของผมหายดีแล้วนะครับ”

“ไม่ แกยังไม่หาย”

ปู่หันหลังให้เขา น้ำเสียงค่อนข้างเย็นชา “เมื่อคืนแกอาการกำเริบอีกแล้วใช่ไหม? แกต้องกินยาต่อไป”

เฉินสือใจหายวาบ “เมื่อคืนปู่ออกไปข้างนอกแท้ๆ แล้วปู่รู้ได้ยังไงว่าผมอาการกำเริบอีกแล้ว?”

เขาไม่สนแล้วว่ากับข้าวจะมีรสชาติยังไง ได้แต่โกยเข้าปากลูกเดียว

แม้ปู่จะหันหลังให้เขา แต่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่บนไหล่ของปู่มีดวงตาเพิ่มขึ้นมาอีกดวงหนึ่ง เส้นประสาทที่รวมกันคล้ายกับเรียวขาเล็กๆ กำลังแอบมองและจับตาดูเขากินข้าว

เฉินสือรีบกลืนข้าวและกับข้าวลงท้องอย่างรวดเร็ว รู้สึกเพียงว่าในท้องร้อนผ่าว ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีลูกไฟเพิ่มขึ้นมาในร่างกาย และกำลังแผดเผาหัวใจของเขา!

ทุกครั้งที่เขากินข้าวก็มักจะเป็นแบบนี้ แต่ครั้งนี้ฤทธิ์ยาดูเหมือนจะแรงเกินไปหน่อย เขารู้สึกราวกับว่าเลือดในหัวใจกำลังจะเดือดปุดๆ!

เขาแอบโคจรเคล็ดวิชาปราณแท้สามแสงอย่างเงียบๆ ลองชักนำฤทธิ์ยาให้กระจายไปทั่วแขนขาและกระดูก ถึงได้รู้สึกสบายขึ้นมาหน่อย

เฉินสือคิดในใจ “เคล็ดวิชาปราณแท้สามแสงบอกว่าให้ดึงดูดปราณแท้สามแสง มาหลอมรวมครรภ์ศักดิ์สิทธิ์และกายาธรรม ฉันไม่มีครรภ์เทพ ไม่สามารถควบแน่นพลังเวทได้ แต่ถ้านำร่างกายของตัวเองมาหลอมรวมเป็นครรภ์ศักดิ์สิทธิ์ โดยไม่ต้องหลอมพลังเวท แค่นี้ก็สิ้นเรื่องไม่ใช่เหรอ?”

พอคิดได้ดังนี้ เขาก็ตัดส่วนที่เกี่ยวกับการหลอมปราณแท้ในเคล็ดวิชาปราณแท้สามแสงทิ้งไป เหลือไว้เพียงวิธีหลอมกายา พอฝึกฝนดูก็พบว่าสามารถโคจรได้โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ แถมยังช่วยยกระดับร่างกายได้เร็วยิ่งขึ้นด้วย

หลังกินข้าวเสร็จ เฉินสือก็ช่วยปู่ผูกรถเข็น นำข้าวของเครื่องใช้และเสบียงอาหารแห้งขึ้นไปวางบนรถ แล้วใช้เชือกมัดจนแน่นหนา

รถเข็นมีล้อเป็นไม้ บนดุมล้อสลักยันต์เอาไว้มากมาย เป็นยันต์ม้าเกราะที่ช่วยให้รถวิ่งได้เร็วขึ้น

ปู่สวมหมวกสานปีกกว้าง ทำให้ยากจะมองเห็นใบหน้า ปู่นำชาดมาวาดทับรอยสลักยันต์บนล้อรถอย่างละเอียดลออ เพื่อให้ยันต์มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

ชาดนั้นไม่ได้ฝนด้วยน้ำเปล่า แต่ฝนด้วยเลือดหมาดำ จึงมีกลิ่นคาวคละคลุ้ง เฉินสือปรายตามองเฮยโกว (หม้อดำ) แวบหนึ่ง ก็เห็นหมาดำตัวนี้ทำหน้าจ๋อยๆ หงอยเหงา คาดว่าคงถูกปู่เอาเลือดไป

เฉินสือช่วยวาดทับยันต์ไปพลาง บ่นพึมพำกับตัวเองไปพลาง “เลือดหมาดำตรงคอจะได้ผลดีที่สุด พลังหยางแข็งแกร่งที่สุด ทาแล้วสีไม่ค่อยตก น่าจะเชือดที่คอมันสักแผลสองแผลนะ”

เขาเป็นพวกผูกใจเจ็บ ยังแค้นเรื่องที่หมาตัวนี้คอยเติมฟืนให้ไม่หาย

เฮยโกวตัวสั่นเทิ้ม แหงนหน้าขึ้นมองค้อนเขาอย่างขุ่นเคือง

สองปู่หลานเตรียมการจนเสร็จสรรพ ก็ขึ้นไปนั่งบนรถไม้ ยันต์ม้าเกราะบนล้อไม้ทั้งสี่ค่อยๆ สว่างขึ้น ล้อรถขยับเขยื้อนได้เองโดยไม่ต้องมีใครลาก พาพวกเขาแล่นออกจากหมู่บ้านไปเสียงดังกุกกัก

เฮยโกวก้าวเท้าเดินตามหลังรถไม้ไป

ในมือปู่ถือเข็มทิศทองสัมฤทธิ์ เข็มทิศสั่นไหวเล็กน้อย ทุกครั้งที่เข็มทิศเปลี่ยนทิศทาง รถไม้ก็จะเปลี่ยนทิศทางตามไปด้วย

เมื่อรถแล่นออกมานอกหมู่บ้าน เฉินสือก็กระโดดลงจากรถ หยิบธูปเทียนและกระดาษเงินกระดาษทอง วิ่งปรี่ขึ้นเนินไปที่ใต้ต้นไม้แก่ตนนอกหมู่บ้าน

ปู่ไม่ได้ห้ามปราม และไม่ได้หยุดรถ

เฉินสือเผากระดาษเงินกระดาษทอง จุดธูป ถวายผลไม้ให้แม่บุญธรรมป้ายหิน โขกศีรษะให้หลายที จากนั้นก็ไปจุดธูปให้ผีบัณฑิตที่แขวนคออยู่บนต้นไม้อีกสองสามดอก แล้วค่อยวิ่งกลับมาตามรถไม้ให้ทัน

ทุกวันขึ้นหนึ่งค่ำ สองปู่หลานมักจะต้องเดินทางออกจากบ้านเสมอ

วันขึ้นหนึ่งค่ำทุกหมู่บ้านจะมีการบูชาประจำเดือน นอกจากการเซ่นไหว้แม่บุญธรรมแล้ว ยังมีตลาดนัดที่คึกคัก สามารถซื้อหาสินค้าได้หลากหลายชนิด

เฉินสือนั่งอยู่บนรถไม้ ฝึกฝนเคล็ดวิชาปราณแท้สามแสงต่อไป แสงดาวร่วงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของเขา

ปู่สำรวจมองเขาครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “แกสามารถกินยาได้มากกว่านี้แล้วนะ”

เฉินสือได้ยินดังนั้น ก็แทบจะสำลักลมปราณ รีบสลัดความคิดฟุ้งซ่าน ตั้งใจฝึกฝนต่อไป

จะว่าไปก็แปลก หลังจากที่กิน “กับข้าว” ที่ปู่ทำเข้าไป เขาก็รู้สึกว่าความเร็วในการฝึกฝนเคล็ดวิชาปราณแท้สามแสงเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาด ร่างกายแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ แขนขาและกระดูกเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง!

“ถึงไม่ต้องกินของอย่างเนื้อแผ่นวิเศษ ฉันก็สามารถเข้าไปในสุสานเจินหวัง และเดินเข้าไปได้ลึกกว่าเดิมแล้ว!” เขาคิดในใจ

แต่ทว่า แค่นี้ยันไม่พอหรอก

เป้าหมายของเขาคือการได้เคล็ดวิชาปราณแท้สามแสงฉบับสมบูรณ์มา!

รถไม้แล่นไปสิบกว่าลี้ ก็มาถึงหมู่บ้านซานหยางที่อยู่ติดกัน

หมู่บ้านนี้สร้างขึ้นล้อมรอบเจดีย์โบราณองค์หนึ่ง เจดีย์โบราณมีสิบสามชั้น สูงประมาณเจ็ดแปดจ้าง ก่ออิฐถือปูนเก่าแก่ สลักลวดลายที่ไม่ได้ระบุยุคสมัยเอาไว้

เฉินสือแหงนหน้ามองขึ้นไป บนเจดีย์ชั้นสองมีหลวงจีนน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มผู้หนึ่งนั่งอยู่ ขณะที่รับเครื่องหอมบูชา ก็ค่อยๆ หันหน้ามามองรถไม้ของสองปู่หลานที่แล่นผ่านหน้าเจดีย์ไป

หลวงจีนน้อยผู้นี้ก็คือแม่บุญธรรมของหมู่บ้านซานหยางนั่นเอง

แม่บุญธรรมไม่จำเป็นต้องเป็นต้นไม้เสมอไป ขอเพียงมีพลังที่ไม่ธรรมดา ก็ล้วนสามารถรับการกราบไหว้จากผู้คน ปกปักรักษาคุ้มครองพื้นที่ และถูกผู้คนยกย่องให้เป็นแม่บุญธรรมได้ทั้งสิ้น

แม่บุญธรรมที่แท้จริงของหมู่บ้านซานหยางก็คือเจดีย์โบราณองค์นั้น ส่วนหลวงจีนน้อยเป็นเพียงรูปลักษณ์ที่เกิดจากการควบแน่นของพลังเหนือธรรมชาติจากการเซ่นไหว้ของชาวบ้านเท่านั้น

“หลวงจีนองค์นี้ก็ไม่ใช่คนดีเหมือนกัน” เฉินสือคิดในใจ

ตอนที่เขามาที่นี่ครั้งแรก เขาบุ่มบ่ามเข้าไปในเจดีย์ จนเกือบจะถูกหลวงจีนน้อยจับกินเป็นเครื่องสังเวยไปแล้ว

เขายังจำภาพที่หลวงจีนน้อยเปลี่ยนจากหน้าตาใจดีมีเมตตา กลายเป็นพระพุทธรูปยักษ์หน้าตาดุร้ายน่าสะพรึงกลัวได้ในชั่วพริบตา นึกถึงทีไรก็ยังขนลุกขนพองมาจนถึงทุกวันนี้

รถไม้จอดลง เฉินสือลงจากรถ ช่วยปู่ตั้งแผงลอย นำยันต์สารพัดชนิดออกมาวางเรียงราย

สองปู่หลานยึดอาชีพขายยันต์เป็นหลัก มียันต์สื่อสารเสียงพันลี้สำหรับติดต่อญาติพี่น้องต่างถิ่น มียันต์ไม้ท้อสำหรับป้องกันสิ่งชั่วร้าย มียันต์ม้าเกราะที่ช่วยให้เดินทางสะดวกรวดเร็ว มียันต์คุมน้ำสำหรับการเดินเรือ และมียันต์ขอฝน

ผู้ที่จะวาดยันต์ได้ จะต้องฝึกฝนจนก่อกำเนิดครรภ์เทพ และมีพลังศักดิ์สิทธิ์ แต่คนประเภทนี้มักจะเป็นถึงจวี่เหริน (บัณฑิตระดับมณฑล) ซึ่งมักจะรับราชการอยู่ในเมือง ใครจะมาตั้งแผงขายยันต์กันล่ะ?

“เฒ่าเฉิน ออกมาขายยันต์อีกแล้วเหรอ?” มีคนที่จำสองปู่หลานได้เอ่ยทักทาย

“อืม”

“ทำไมฉันถึงได้ยินมาว่าแกตายแล้วล่ะ? ฟังคนที่หมู่บ้านแกบอกว่า ตอนกลางคืนแกนอน แกก็นอนในโลงศพของตัวเองเลยนี่!”

“เรื่องแบบนั้นมีที่ไหนกัน อย่ามาพูดจาเหลวไหลน่า”

ปู่คุยสัพเพเหระกับลูกค้าขาประจำไปเรื่อยเปื่อย แผงขายยันต์ขายดีมาก ไม่นานสองปู่หลานก็ขายยันต์ไปได้ไม่น้อย

ตอนนั้นเอง มีหญิงสาววัยรุ่นสองคนเดินหยอกล้อกันเข้ามา ทั้งคู่แต่งตัวสวยงาม สวมเสื้อผ้าที่ปกติไม่ค่อยกล้าหยิบมาใส่ เผยให้เห็นเรียวขาและแขนที่ขาวผ่องเรียวเล็กราวกับตะเกียบ ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางบางๆ ดูสดใสเริงร่า

“ขอยันต์ดอกท้อสองแผ่นจ้ะ” หญิงสาวคนที่ดูใจกล้ากว่าหน่อย ยื่นเศษเงินมาให้สองก้อน หัวเราะคิกคัก

ฝ่ามือของเธอสัมผัสกับฝ่ามือของเฉินสือ นุ่มนวลและลื่นละมุน ทำเอาหัวใจของเด็กหนุ่มแกว่งไกว

เฉินสือรีบหยิบยันต์ดอกท้อมาส่งให้พวกเธอ หญิงสาวสองคนเดินไปหัวเราะไป หญิงสาวคนที่ใจกล้ากว่าหันกลับมามองเฉินสือสองครั้ง และยิ้มให้สองครั้ง

หัวใจของเฉินสือเต้นตึกตัก เขาแอบหยิบยันต์ดอกท้อแผ่นหนึ่ง ยัดใส่แขนเสื้ออย่างเงียบเชียบ

“เอาออกมา” ปู่พูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง

“เอาอะไรออกมาครับ?” เฉินสือแกล้งโง่

“ยันต์ดอกท้อ”

เฉินสือบ่นอุบอิบอย่างเสียดาย หยิบยันต์ดอกท้อออกมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจ ร้องโอดครวญ “ปู่ครับ ผมโตแล้วนะ ใช้ยันต์ดอกท้อได้แล้ว!”

ปู่ส่ายหน้า “แกยังเด็กอยู่ ตอนแกแช่น้ำยาฉันเห็นหมดแล้ว ต้องรอให้โตอีกสักสองปี”

เฉินสือหน้าแดงก่ำ

“แถมแกยังป่วยอยู่ด้วย” ปู่พูดเสริม

เฉินสือกลับไปฝึกฝนปราณแท้สามแสงอย่างว่านอนสอนง่าย เพื่อหวังให้โรคหายขาดโดยเร็ว เพียงแต่เขายังมีข้อสงสัยอยู่ข้อหนึ่ง จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ปู่ครับ ตกลงผมเป็นโรคอะไรกันแน่ครับ?”

ปู่ไม่ตอบ

จนกระทั่งถึงตอนเที่ยง สองปู่หลานก็ขายยันต์จนหมดเกลี้ยง พวกเขาเก็บแผงลอยแล้วขึ้นไปนั่งบนรถไม้ แล่นออกจากหมู่บ้านซานหยาง

รถไม้แล่นไปอย่างราบรื่น เฉินสือกินเสบียงแห้งรองท้องบนรถ ส่วนปู่ไม่ได้กินอะไรเลย แต่กลับหยิบธูปออกมาหลายดอก จุดไฟ แล้วถือไว้ในมือสูดดมควันธูป

เฉินสือมองภาพนั้น เงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยว่า “ปู่ครับ ถ้าปู่ตายไป ปู่จะเป็นแม่บุญธรรมของหมู่บ้านไหมครับ? ถ้าเป็นแบบนั้น ผมก็จะได้เจอหน้าปู่ทุกวันเลย”

ปู่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่ารู้สึกเศร้าใจหรือเปล่า ปู่ส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ไม่หรอก ถ้าฉันตาย คงถูกพลังแห่งปรโลกดึงตัวไป ตกนรกภูมิไปล่ะมั้ง”

เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง

“ปู่ครับ ปู่ไม่ตายได้ไหม?”

เฉินสือก้มหน้ามองถนนหน้ารถ ถนนเบื้องหน้าค่อยๆ พร่ามัว “ผมไม่อยากให้ปู่ตาย”

ปู่นิ่งไปเนิ่นนาน ก่อนจะยื่นมือหยาบกร้านออกมาลูบหัวเขา

“เด็กโง่ คนเราเกิดมาจะไม่ตายได้ยังไงล่ะ?” ปู่พูดกลั้วหัวเราะ

นี่เป็นครั้งแรกในรอบสิบกว่าวันที่ผ่านมา ที่เฉินสือได้สัมผัสถึงความอ่อนโยนจากญาติผู้ใหญ่ที่สนิทที่สุดอีกครั้ง

รถไม้แล่นกุกกักไปข้างหน้า เบื้องหน้ามีต้นไม้ใหญ่ยืนต้นตระหง่าน น่าเสียดายที่มันเป็นต้นไม้ที่ตายแล้ว กิ่งก้านสาขาดูราวกับกรงเล็บอันแหลมคมของสัตว์ประหลาด ที่แทงทะลุขึ้นไปบนท้องฟ้า

รอบๆ ต้นไม้ใหญ่มีบ้านเรือนราวร้อยกว่าหลังคาเรือนปลูกสร้างเป็นวงกลมล้อมรอบอยู่เช่นกัน เพียงแต่ในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีคนอาศัยอยู่แล้ว

แม่บุญธรรมของหมู่บ้านนี้ตายไปแล้ว

วันที่ต้นไม้ใหญ่ตาย หมู่บ้านก็สูญเสียการปกป้องคุ้มครอง ถูกสิ่งชั่วร้ายจากภายนอกรุกราน ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก

ตอนที่รถไม้แล่นผ่าน เฉินสือเห็นเงาคนเดินขวักไขว่อยู่ในหมู่บ้าน ประมาณร้อยกว่าคน พวกเขามีรอยยิ้มประดับใบหน้า สวมเสื้อผ้าชุดสวยงาม เด็กๆ กำลังวิ่งเล่นหยอกล้อกัน

พวกเขากำลังเฉลิมฉลองเทศกาลบูชาประจำเดือนอยู่เช่นกัน

เพียงแต่ พวกเขาตายไปนานแล้ว

“พลังแห่งปรโลก ทำไมถึงไม่ดึงพวกเขาลงสู่นรกภูมิล่ะ?” เฉินสือถามด้วยความสงสัย

ปู่เองก็ตอบไม่ได้เช่นกัน

รถไม้มาถึงหมู่บ้านถัดไป หมู่บ้านนี้ชื่อว่าหมู่บ้านฟางเตี้ยน แม่น้ำอวี้ไต้ไหลโค้งเป็นรูปห่วงเชือกที่นี่ หมู่บ้านฟางเตี้ยนจึงตั้งอยู่บนคุ้งน้ำนั้น รอบด้านเต็มไปด้วยหญ้าหอมเขียวชอุ่ม นกนางแอ่นบินโฉบไปมา ดูงดงามยิ่งนัก

แม่บุญธรรมของหมู่บ้านฟางเตี้ยนคือต้นไม้โบราณต้นหนึ่ง น่าจะเป็นต้นอวี๋ ลำต้นใหญ่โตอวบหนามาก มีด้ายแดงและป้ายขอพรผูกไว้มากมายเช่นกัน เฉินสือมองขึ้นไปบนต้นไม้ ไม่เห็นเทพารักษ์ที่เกิดจากการรวมตัวของพลังเหนือธรรมชาติ ก็อดไม่ได้ที่จะชะงักไปเล็กน้อย

พอมาถึงใต้ต้นไม้ เขาถึงได้พบว่าใต้ต้นไม้มีศาลเจ้าเล็กๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ หน้าโต๊ะหมู่บูชาในศาลเจ้ามีควันธูปลอยกรุ่น มีเด็กหญิงคนหนึ่งอายุไล่เลี่ยกับเขานั่งอยู่ตรงนั้น สวมกระโปรงสีชมพู มัดผมหางม้ายาวสองข้าง เธอกำลังกินของเซ่นไหว้ไปพลาง ตรวจดูคำอธิษฐานของชาวบ้านไปพลาง

“อยู่นี่เอง” เฉินสือคิดในใจ

สองปู่หลานเพิ่งจะตั้งแผงขายยันต์เสร็จ ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากตลาดนัดที่เมื่อกี้ยังคึกคักอยู่เลย จู่ๆ ผู้คนก็หายไปตั้งเยอะ

พวกผู้หญิงอุ้มลูกน้อยไว้ในอ้อมอก รีบจ้ำอ้าวกลับบ้าน พวกผู้ชายก็คว้าเอาอาวุธใกล้มืออย่างขวานหรือมีดอีโต้เหน็บไว้ที่เอว คนที่กำลังกินข้าวอยู่เมื่อกี้ ก็พากันวิ่งหนีหายวับไปจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียงพ่อค้าแม่ค้าที่ได้แต่น้ำตาตกใน

“พวกลิ่วซ่านเหมิน (มือปราบ) มาแล้ว!” มีคนตะโกนร้องบอก

คำว่า ‘ลิ่วซ่านเหมิน (ประตูหกบาน)’ หมายถึงที่ทำการอำเภอ โดยปกติแล้วประตูหลักของที่ทำการอำเภอจะมีประตูหกบาน ดังนั้นคนที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในอำเภอ จึงถูกชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า ‘ลิ่วซ่านเหมิน’

เฉินสือชะเง้อคอมอง ก็เห็นกลุ่มเจ้าหน้าที่อำเภอหลายสิบคนเดินเรียงหน้ากระดานเข้ามา ตลอดทางที่เดินผ่านก็ทุบตีทำลายข้าวของ พลิกคว่ำแผงลอยทีละแผง ทุบทำลายร้านค้าทีละร้าน

“กฎหมายแห่งราชวงศ์หมิงอันยิ่งใหญ่ ผู้ใดค้างชำระภาษีอากร จะต้องถูกโบยหนึ่งร้อยไม้! พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นราษฎรของราชวงศ์หมิง อย่ามาทำให้พวกข้าที่ทำงานราชการต้องลำบากใจเลย!”

หัวหน้ามือปราบกวาดสายตามองไปรอบๆ เปิดสมุดบัญชี แล้วตะโกนเสียงดัง “หลิวเจ๋อสี่ หลิวเจ๋อสี่! ภาษีที่นาบ้านแกน่ะจ่ายแล้ว แต่ยังมีภาษีครัวเรือน ภาษีการค้าที่ยังไม่ได้จ่าย! ออกมาเดี๋ยวนี้!”

ชายหนุ่มคนหนึ่งในหมู่บ้านฟางเตี้ยนรวบรวมความกล้า เอ่ยขึ้นว่า “ใต้เท้า หลิวเจ๋อสี่ตายแล้วขอรับ”

หัวหน้ามือปราบดึงม้านั่งยาวมาตัวหนึ่ง แล้วนั่งกางขากระดิกเท้าอย่างวางก้าม ถามด้วยความประหลาดใจว่า “ตายแล้ว? ตายเมื่อไหร่ล่ะ?”

“คราวก่อนที่ใต้เท้ามาเก็บภาษีอากร แล้วเก็บไม่ได้ วันรุ่งขึ้นเขาก็ตายเลยขอรับ”

ชายหนุ่มคนนั้นพูดอย่างระมัดระวัง “แขวนคอตายอยู่บนต้นไม้แม่บุญธรรมน่ะขอรับ ตอนที่เจอศพก็แข็งกระด้างไปแล้ว”

หัวหน้ามือปราบส่งเสียงอืมในลำคอ สายตาคมกริบดุจสายฟ้าฟาด หันไปมองต้นอวี๋โบราณกลางหมู่บ้านฟางเตี้ยน พลางแค่นเสียงเย็นชา “เจ้าจะบอกว่า เขาเอาตัวเองเป็นเครื่องสังเวย ถวายให้แม่บุญธรรมของหมู่บ้านพวกเจ้าอย่างงั้นรึ? หลิวเจ๋อสี่ เจ้าเอาตัวเองเป็นเครื่องสังเวย อธิษฐานขอพรกับแม่บุญธรรม ถ้างั้น… พรที่เจ้าขอคืออะไรกันล่ะ?”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note