ตอนที่ 56 คุณธรรมเหรอ? ฉันไม่มีหรอก
แปลโดย เนสยังหลี่จินต๋อยทั้งตกใจทั้งดีใจ “ท่านรู้เหรอว่าเฉียนหยางซานเหรินอยู่ที่ไหน?”
เซียวหวังซุนไม่สนใจเขาอีก หันไปตั้งสมาธิรักษาแผล
หลี่จินต๋อยเห็นดังนั้น ก็รีบสะกดข่มอาการบาดเจ็บของตัวเองบ้าง
พวกเขาเดินทางมาถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง ก็เห็นยายชานอนแผ่หลาหงายท้องอยู่ในลำธาร ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย แต่ในมือยังคงกำโคมไฟวิญญาณสวรรค์เขายางเอาไว้แน่น
“ถ้ายายยังไม่ตาย ก็ปีนขึ้นมาสิ ข้าจะพาท่านไปพบอาจารย์เฉิน” เซียวหวังซุนเอ่ยปาก
ยายเฒ่าที่แช่อยู่ในน้ำขยับตัวเล็กน้อย ลมหายใจรวยริน เอ่ยว่า “เซียวหวังซุน เจ้าจะไม่มาพยุงยายเฒ่าคนนี้สักหน่อยเหรอ?”
“ข้าบาดเจ็บ ท่านปีนขึ้นมาเองเถอะ” เซียวหวังซุนเป็นพวกสงวนคำพูด
ยายชาโกรธจัด ค่อยๆ ตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งอย่างยากลำบาก แต่ก็ยังไม่ยอมทิ้งโคมไฟวิญญาณสวรรค์เขายาง พอเดินไปได้แค่สองก้าวก็ล้มพับลงมา แต่ก็ยังไม่ยอมทิ้งโคมไฟอยู่ดี จึงใช้วิธีมือตะกายเท้าถีบ ในที่สุดก็มาถึงข้างรถม้า
หลี่จินต๋อยเห็นนางมีสภาพทุลักทุเลไม่ต่างกัน ในใจก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
อย่างน้อยก็มีเพื่อนร่วมชะตากรรมแล้ว
ยายชาตะเกียกตะกายขึ้นไปบนรถม้า ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ดึงโคมไฟวิญญาณสวรรค์เขายางขึ้นมาบนรถได้สำเร็จ ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เอ่ยถามว่า “แล้วจินหงอิงล่ะ?”
เซียวหวังซุนส่ายหน้า “ไม่ต้องไปสนใจนางหรอก นางวิ่งหนีเร็วยิ่งกว่ากระต่ายซะอีก”
ยายชาไม่ได้ถามอะไรต่อ
รถม้าออกเดินทางต่อ ยายชามองดูเส้นทางบนเขา ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย ในใจประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
เส้นทางนี้ มันทางไปศาลเจ้าเทพขุนเขานี่นา!
ไม่นานนัก รถม้าก็มาถึงโพรงไม้ของยายจวง ในโพรงไม้เบียดเสียดไปด้วยชาวบ้านจากละแวกใกล้เคียง แม้สีหน้าของพวกเขาจะดูไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ไม่ได้กลายเป็นกระเบื้องเคลือบ ยายจวงมีสีหน้าใจดีมีเมตตา นั่งยิ้มแย้มอยู่บนเตียงไม้ของตัวเอง เวลาหัวเราะจะเผยให้เห็นฟันที่เหลืออยู่เพียงสองสามซี่ในปาก
นางคือวิญญาณที่แข็งแกร่งเป็นอันดับสองในเขาเฉียนหยาง แข็งแกร่งกว่าแม่บุญธรรมตามหมู่บ้านต่างๆ เป็นร้อยเท่า สามารถช่วยให้คนเหล่านี้มีชีวิตรอดได้นานขึ้น
รถม้าแล่นผ่านโพรงไม้ มุ่งหน้าต่อไป
เส้นทางบนเขายิ่งมายิ่งขรุขระ แต่ฝีมือของคนขับรถม้าผู้นั้นยอดเยี่ยมมาก ทำให้รถม้าแล่นไปได้อย่างราบเรียบตลอดทาง
พวกเขามาถึงภูเขาเสวียนซาน (งูยักษ์) งูยักษ์สีดำขดตัวอยู่บนยอดเขา บนยอดเขาก็เต็มไปด้วยผู้คนเช่นกัน
แม้กระทั่งบนหลังของงูยักษ์เสวียนซานก็ยังมีคนอยู่ไม่น้อย งูยักษ์ตัวนี้มีขนาดใหญ่มาก และมักจะอยู่นิ่งๆ ไม่ขยับไปไหน พวกเขาจึงไม่ต้องกลัวว่าจะตกลงมา
—— คนชนบท ก็มีสติปัญญาแบบคนชนบท
วิญญาณประจำหมู่บ้านของพวกเขาอาจจะไม่แข็งแกร่งพอ แต่งูยักษ์เสวียนซานและยายจวงนั้นแข็งแกร่งพอที่จะช่วยยืดเวลาการกลายเป็นกระเบื้องเคลือบของพวกเขาออกไปได้
ยายชาตอนแรกคิดว่ารถม้าจะมุ่งหน้าไปที่ศาลเจ้าเทพขุนเขาต่อ ไม่คิดเลยว่าจะขับขึ้นไปบนยอดเขาที่งูยักษ์เสวียนซานอาศัยอยู่แทน
รถม้าขับขึ้นไปบนเขา แล้วก็หยุดลง
เซียวหวังซุนเดินลงจากรถอย่างสั่นเทา ขยับตัวเพียงนิดเดียว เลือดก็ซึมออกมาจนย้อมเสื้อผ้าให้แดงฉาน
หลี่จินต๋อยเห็นดังนั้น ในใจก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเยอะ “มิน่าล่ะเขาถึงไม่อยากขยับตัว ที่แท้ขยับนิดเดียวก็กระทบกระเทือนถึงแผลนี่เอง แผลของเขา อาการหนักพอๆ กับข้าเลย!”
เขาเองก็อยากจะลงจากรถม้าเหมือนกัน แต่มือยันไม่ไหว ร่วงตกลงมาจากรถม้า นอนหมอบอยู่บนพื้น
ยายชาค่อยๆ เดินสั่นเทาลงมาจากรถม้า ครั้งนี้ไม่ได้ถือโคมไฟมาด้วย ทิ้งโคมไฟไว้บนรถม้า ขาทั้งสองข้างสั่นระริกเดินตามเซียวหวังซุนไป
หลี่จินต๋อยกัดฟันกรอด พยายามคลานไปข้างหน้า คิดในใจว่า “ข้าจะมัวแต่อยู่บนรถม้า รอให้เฉียนหยางซานเหรินมาหาข้าได้ยังไง? ข้ามีหน้าใหญ่ขนาดนั้นเชียวเหรอ? ข้าไม่มีหรอก ข้าต้องลากสังขารที่บาดเจ็บสาหัสคลานไปหาเขา ถึงจะดูจริงใจ”
ทั้งสามคนมาถึงใต้หัวของงูยักษ์เสวียนซาน ที่นี่เป็นลานกว้างราบเรียบ มีโต๊ะหินหนึ่งตัว และเก้าอี้หินสองตัวตั้งอยู่
เฉินอิ๋นตวงกับชายหนุ่มชุดดำคนหนึ่งกำลังนั่งเล่นหมากรุกกันอยู่
ชายหนุ่มชุดดำก็คือวิญญาณของงูยักษ์เสวียนซาน
เห็นได้ชัดว่าพวกเขารู้จักกันดี
“ทำไมอาจารย์เฉินถึงไม่ยอมลงมือล่ะ?” เซียวหวังซุนเอ่ยถาม
เฉินอิ๋นตวงถือหมากสีดำ จ้องมองกระดานหมากรุก ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าจะลงหมากตรงไหนดี
เขาสังเกตดูรูปเกม ค่อยๆ วางหมากลงไปอย่างไม่รีบร้อน เอ่ยว่า “ข้าฝึกฝนเคล็ดวิชาชำระล้างด้วยน้ำและไฟ ใช้วิชานี้รักษากายเนื้อไม่ให้เน่าเปื่อย แต่ทว่าอายุขัยของข้าถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่อาจฝืนชะตาฟ้าได้ ลองนับเวลาดู ข้าตายมาเจ็ดสิบสามวันแล้ว”
ชายหนุ่มชุดดำซึ่งเป็นวิญญาณของงูยักษ์เสวียนซาน ถือหมากสีขาววางลงไป เอ่ยว่า “ดูดซับแสงจันทร์มาเจ็ดสิบสามวัน เจ้าเด็กตวงยังสามารถรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้ ไม่กลายเป็นสิ่งชั่วร้ายไปซะก่อน ถือว่าเก่งมากแล้ว”
เขาเรียกเฉินอิ๋นตวงว่า “เจ้าเด็กตวง (ตวงหวาจื่อ)” เห็นได้ชัดว่าตอนที่เฉินอิ๋นตวงยังเป็นเด็ก มักจะวิ่งมาเล่นที่นี่บ่อยๆ งูยักษ์เสวียนซานจึงสนิทสนมกับเขาเป็นอย่างดี
เฉินอิ๋นตวงขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าหมากของเสวียนซานทำให้เขารู้สึกปวดหัวอยู่ไม่น้อย
“พระโพธิสัตว์ปีศาจเป็นมาร มารอาณาเขตแผ่ขยายออกไป รัศมีร้อยลี้ล้วนเป็นอาณาเขตของมัน มารอาณาเขตมีอันตรายต่อคนธรรมดาอย่างมหาศาล และส่งผลกระทบต่อสิ่งชั่วร้ายอย่างรุนแรงเช่นกัน”
เขาครุ่นคิดอย่างลังเล ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะลงหมากตรงไหนดี เอ่ยต่อว่า “ที่ข้ามาหลบซ่อนอยู่กับผู้อาวุโสเสวียนซาน ก็เพราะข้าต้องการการคุ้มครองจากเสวียนซาน เพื่อหลบเลี่ยงผลกระทบจากมาร หากข้าเดินออกไป มารอาณาเขตก็จะส่งผลกระทบต่อจิตใจของข้า เทียบเท่ากับการปล่อยให้ข้าไปอาบแสงจันทร์ หรืออาจจะส่งผลร้ายแรงยิ่งกว่า ข้าไม่อยากกลายเป็นสิ่งชั่วร้าย หากต้องต่อสู้กับพระโพธิสัตว์ปีศาจ ข้าสามารถสังหารมันได้ก็จริง แต่ข้าก็จะต้องสูญเสียการควบคุมตัวเองไปอย่างแน่นอน พูดให้ถูกก็คือ หากข้ากลายเป็นสิ่งชั่วร้าย ข้าอาจจะน่ากลัวยิ่งกว่าพระโพธิสัตว์ปีศาจเสียอีก”
ยายชาพยายามฝืนสังขารอันเหนื่อยล้า เอ่ยว่า “ตาเฒ่าเฉิน พวกเราสู้จนหมดสภาพแล้ว ไม่ใช่คู่มือของพระโพธิสัตว์ปีศาจ ตอนนี้มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถต่อกรกับมันได้ หากเจ้าไม่ลงมือ ชาวบ้านในรัศมีร้อยลี้ จะต้องตายกันหมดนะ!”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้างั้นรึ?”
เฉินอิ๋นตวงเผยรอยยิ้มออกมา เอ่ยว่า “ข้าจะไปสนพวกเขาสนทำไม?”
ยายชาโกรธแทบคลั่ง แทบจะวิ่งไปเอาโคมไฟมาทุบหัวไอ้แก่คนนี้ให้ตาย
หลี่จินต๋อยรู้สึกเหมือนความเลื่อมใสศรัทธาพังทลายลงมา พูดตะกุกตะกักว่า “ผู้อาวุโส… ท่านพูดแบบนี้… ไม่ถูกต้องนะ ชาวบ้านตายกันหมด ท่านกับเฉินสือก็หนีไม่พ้นเหมือนกัน พวกท่านคิดว่าจะรอดงั้นรึ?”
เฉินอิ๋นตวงวางหมากลงไป ราวกับกำชัยชนะไว้ในมือแล้ว ยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าเป็นคนตายไปแล้ว จะตายอีกรอบจะเป็นไรไป? หลานชายของข้ามีรอยมือผีประทับอยู่ที่หน้าอก ตลอดเวลาเหมือนมีคนมาบีบหัวใจเขาเอาไว้ พอข้าตายไป เขาก็คงอยู่ต่อไปไม่ได้เหมือนกัน พวกเราสองปู่หลานก็แค่ตายไปพร้อมกันในภัยพิบัติระดับมารครั้งนี้ วิญญาณกลับสู่ปรโลก เดินทางไปปรโลกด้วยกัน พอไปถึงปรโลก จะได้คอยดูแลกัน มีเพื่อนคอยเดินเคียงข้าง แบบนี้ไม่ดีตรงไหน?”
เขาหัวเราะออกมา ราวกับภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง “แถมยังมีคนเป็นล้านตายเป็นเพื่อนพวกเราสองปู่หลานด้วย ยิ่งใหญ่กว่างานศพของฮ่องเต้ซะอีก แค่คิดก็ฟินแล้ว สงสัยควันไฟบรรพบุรุษตระกูลเฉินของข้าคงจะพวยพุ่งเป็นสีเขียวแล้วแน่ๆ”
หลี่จินต๋อยถึงกับพูดไม่ออก
ที่เขายอมเสี่ยงชีวิตไปสู้กับพระโพธิสัตว์ปีศาจ ก็ไม่ได้ทำเพื่อชาวบ้านในรัศมีร้อยลี้อะไรนั่นหรอก แต่ทำเพื่อหลานชายหลี่เทียนชิงและตัวเขาเองต่างหาก
ตอนนี้ เขาจะเอาชีวิตของคนพวกนี้มาขู่บังคับเฉินอิ๋นตวง มันก็ดูไม่ค่อยจะโปร่งใสนัก
ยายชาโกรธจัด “พวกเจ้าสองปู่หลาน อาจจะไม่ได้ไปเกิดใหม่ในปรโลกก็ได้นะ! ภัยพิบัติระดับมารร้อยวัน ถึงตอนนั้นเมื่อเทพเจ้าที่แท้จริงจ้องมองลงมา ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน แม้แต่วิญญาณของพวกเจ้าสองปู่หลานก็จะถูกแผดเผาจนมอดไหม้! ยังหวังจะไปใช้ชีวิตสุขสบายในปรโลกอีก ฝันกลางวันไปเถอะ!”
เฉินอิ๋นตวงหัวเราะ “ถ้างั้นพวกเราสองปู่หลานก็ยอมตายก่อนสักวันนึง รีบไปเสวยสุขในปรโลกก่อนใครเพื่อนเลย ยายเฒ่า อย่าเอาเรื่องศีลธรรมมาขู่ข้าเลย คุณธรรมน่ะข้าไม่มีหรอก”
ยายชาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หันหลังเดินกลับไปที่รถม้า หวังจะเอาโคมไฟวิญญาณสวรรค์เขายางมาทุบหัวเขาให้ตาย
แต่พอนางยกโคมไฟขึ้นมา ก็กลับหมดเรี่ยวหมดแรง ถูกโคมไฟวิญญาณสวรรค์หนักกว่าสามร้อยชั่งทับเอาไว้ ขยับตัวไปไหนไม่ได้เลย
เซียวหวังซุนมองดูเฉินอิ๋นตวงด้วยสายตาเย็นชา ผ่านไปครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นมาว่า “อาจารย์เฉินมีเงื่อนไขอะไร? ลองว่ามาตามตรงเถอะ”
เฉินอิ๋นตวงมีสีหน้าขึงขัง ค่อยๆ วางหมากรุกลงในมือ สีหน้าจริงจัง เอ่ยว่า “ชีวิตนี้ของข้า ยังมีความปรารถนาอยู่อีกอย่างหนึ่งที่ยังไม่ลุล่วง นั่นก็คือการที่ไม่ได้เห็นเจ้าสิบเติบโตอย่างปลอดภัย เจ้าสิบต้องการผู้คุ้มครองที่แข็งแกร่งพอ เพื่อไม่ให้อาการเก่ากำเริบ ผู้คุ้มครองคนนี้จะต้องสามารถสะกดรอยมือผีสีเขียวนั่นเอาไว้ได้ในยามที่เขาอาการกำเริบ”
พอเขาพูดจบ เซียวหวังซุนก็หน้าซีดเผือด ค่อยๆ ส่ายหน้า
ยายชาที่ตอนแรกยังพยายามดิ้นรนอยู่ใต้โคมไฟ หวังจะปีนออกมา พอได้ยินดังนั้นก็หยุดดิ้นทันที
มีเพียงหลี่จินต๋อยเท่านั้นที่ยังงุนงง ไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของเขา จึงรีบพูดขึ้นว่า “ผู้อาวุโส ตระกูลหลี่ของข้าเป็นตระกูลใหญ่ มียอดฝีมือมากมาย หากเฉินสือไปอยู่ที่ตระกูลข้า จะต้องสามารถรักษาโรคของเขาให้หายขาดได้อย่างแน่นอน!”
เฉินอิ๋นตวงไม่ได้สนใจเขา สายตายังคงจับจ้องไปที่เซียวหวังซุน
หลี่จินต๋อยกำลังจะอ้าปากพูดต่อ เซียวหวังซุนก็เอ่ยขึ้นว่า “พี่จินต๋อย ท่านมีอำนาจตัดสินใจในตระกูลหลี่งั้นหรือ?”
“ข้า…”
หลี่จินต๋อยอ้าปากค้าง คำพูดที่เตรียมไว้ถูกกลืนลงคอไปหมด
เขาไม่มีอำนาจตัดสินใจ
“อาจารย์เฉิน ข้าอยากจะรับปากท่านนะ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางด้านคุณธรรม หรือเพื่อตอบแทนบุญคุณที่ท่านเคยสั่งสอน ข้าล้วนไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ข้าทำไม่ได้”
เซียวหวังซุนส่ายหน้า เอ่ยว่า “เพราะข้าทำไม่ได้ หากอาการบาดเจ็บของข้าหายดี พลังฝีมือกลับมาจุดสูงสุด ข้าสามารถต่อสู้กับพระโพธิสัตว์ปีศาจได้ แต่การจะเอาชนะมันนั้น ยากเย็นแสนเข็ญ ยังคงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนอื่นอยู่ดี”
ในอดีตเขาเคยปราบมารมาแล้วครั้งหนึ่ง เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่อำเภอซานฟาน มีดอกบัวมารเบ่งบาน ให้กำเนิดเทียนโม่ (มารสวรรค์)
ตอนนั้น ตอนที่ดอกบัวมารปรากฏขึ้น หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของวิเศษล้ำค่าถือกำเนิดขึ้น จึงมียอดฝีมือมากมายแห่กันไปแย่งชิง
พอระเบียงมารอาณาเขตเปิดออก พวกเขาถึงได้ตระหนักว่าแท้จริงแล้วมันคือมารที่ถือกำเนิดขึ้น
ยอดฝีมือเหล่านั้นถูกขังอยู่ข้างใน พวกเขาจึงร่วมมือกันรุมล้อมดอกบัวมาร ในท้ายที่สุดยอดฝีมือส่วนใหญ่ก็ต้องมาจบชีวิตลง มีเพียงเซียวหวังซุนเท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้ และสามารถสังหารมารที่ถือกำเนิดจากดอกบัวมารตนนั้นได้สำเร็จ
พระโพธิสัตว์ปีศาจองค์นี้ ความแข็งแกร่งไม่ได้ด้อยไปกว่าดอกบัวมารตนนั้นเลย มันคือสิ่งที่กษัตริย์ที่แท้จริงคัดสรรมาอย่างดีเพื่อใช้ปกป้องโรงเผาเครื่องเคลือบ ซ้ำยังเติบโตมาได้สามวันแล้ว
หากต้องสู้กันแบบตัวต่อตัว เซียวหวังซุนก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะได้
เขาพ่นลมหายใจออกมายาวๆ เอ่ยว่า “ส่วนการรับมือกับสิ่งที่ร้ายกาจกว่ามารไม่รู้กี่เท่าอย่างภัยพิบัติระดับภัยนั้น ข้ายิ่งหมดปัญญา”
ใต้โคมไฟ ยายชาถอนหายใจออกมาอย่างท้อแท้
คำพูดของเซียวหวังซุน ก็คือสิ่งที่นางอยากจะพูดเช่นกัน
ในตัวของเฉินสือ มีสิ่งชั่วร้ายระดับหายนะซ่อนอยู่อย่างน้อยหนึ่งตัว
ดีไม่ดีอาจจะเป็นระดับหายนะขั้นสุดยอดเลยด้วยซ้ำ!
หลี่จินต๋อยได้ยินคำว่าภัยพิบัติระดับภัย ก็รู้สึกท้อแท้ ไม่พูดอะไรอีกเลย
เฉินอิ๋นตวงยังคงหยิบหมากรุกขึ้นมา ท่าทางของเขายังคงดูผ่อนคลายสบายๆ ฝีมือหมากรุกก็พัฒนาขึ้นมาก รุกฆาตเสวียนซานจนเหงื่อแตกพลั่ก
เซียวหวังซุนไม่ได้พูดอะไรอีก หันหลังเดินจากไป
หลี่จินต๋อยลังเล พยายามตะเกียกตะกายขึ้นไปบนรถม้า
ยายชาดิ้นหลุดจากการถูกโคมไฟทองแดงทับ แล้วก็กลับขึ้นไปบนรถม้าเช่นกัน
รถม้าแล่นจากไป
พวกเขามองย้อนกลับไปแต่ไกล เฉินอิ๋นตวงกับเสวียนซานกำลังพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ส่วนเสวียนซานดูจะหงุดหงิดเล็กน้อย พยายามจะขอเดินหมากใหม่
“ไอ้แก่เอ๊ย ทำตัวสบายใจเฉิบเชียวนะ!” ยายชาด่าทอด้วยความโกรธ
…
การเปลี่ยนแปลงของมาร วันที่สี่
บนทางเดินบนเขา เฉินสือกับหลี่เทียนชิงสองมือว่างเปล่า เฮยโกววิ่งนำหน้า ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาเลย
หนูซินเซียงกลายเป็นกระเบื้องเคลือบไปหมดแล้ว สัตว์วิเศษอื่นๆ ไม่หนีไปซ่อนตัว ก็กลายเป็นกระเบื้องเคลือบไปหมด ตอนนี้สิ่งที่พอจะหามาเป็นอาหารได้ มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
“แปลกจัง หม้อดำทำไมถึงยังไม่กลายเป็นกระเบื้องเคลือบอีกล่ะ?”
หลี่เทียนชิงสงสัยยิ่งกว่าเฉินสือเสียอีก หมาดำตัวนี้ราวกับไม่ได้รับผลกระทบจากพระโพธิสัตว์ปีศาจเลยแม้แต่น้อย ฝีเท้าเบาหวิว ดูเหมือนจะสบายตัวกว่าพวกเขาสองคนเสียอีก
“เจ้าสิบ หม้อดำที่ปู่นายเก็บมาเลี้ยง ปู่นายไปเก็บมาจากไหนเหรอ? ไปเก็บมาให้ฉันสักตัวสิ?” หลี่เทียนชิงเอ่ยถาม
เฉินสือส่ายหน้า “ปู่ไม่เคยบอกเลย แต่ถ้านายอยากได้ก็ง่ายนิดเดียว ไปหาหมาตัวเมียมาผสมพันธุ์สิ ครอกนึงออกลูกตั้งหลายตัว”
ดวงตาของหลี่เทียนชิงเป็นประกาย พยักหน้ารัวๆ “ผสมเยอะๆ หน่อย เอาลูกไปขาย”
พอได้ยินคำว่า “เอาไปขาย” ดวงตาของเฉินสือก็เป็นประกายขึ้นมาทันที มองเฮยโกวด้วยสายตาที่อ่อนโยนขึ้นมาก ราวกับกำลังมองเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง
หมาดำที่อยู่ข้างหน้าถึงกับหนาวสะท้านขึ้นมา หันขวับกลับมามองพวกเขาด้วยสายตาตัดพ้อ
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงคนพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนานดังมาจากข้างหน้า
เฉินสือกับหลี่เทียนชิงตื่นตัวขึ้นมาทันที รีบกระตุ้นศาลเจ้าเทพ เฮยโกวก็รีบวิ่งกลับมาหลบอยู่ด้านหลังพวกเขาทันที
เฉินสือกระตุ้นศาลเจ้าเทพก็เพื่อข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น ความจริงแล้วศาลเจ้าเทพของเขาไม่มีครรภ์เทพสถิตอยู่ จึงไม่มีประโยชน์อะไร แต่ถ้าคนอื่นไม่สังเกตดีๆ ก็อาจจะตกใจ แล้วก็ระวังตัวจากวิชาคาขาของเขาได้ ซึ่งนั่นก็จะเป็นโอกาสให้เขาตอบโต้กลับไปได้อย่างสาสม
ช่วงนี้พวกเขาเจอศพผู้ฝึกตนอยู่บ้าง น่าจะเกิดจากการแย่งชิงอาหารจนฆ่ากันเอง ตอนนี้อาหารกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของทุกคน
เพื่ออาหาร คนเราสามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่สนชีวิตใคร แม้แต่ชีวิตของตัวเอง
สองคนหนึ่งหมาเดินมาถึงบริเวณที่ทางเดินบนเขากว้างขึ้นเล็กน้อย ก็ยืนพิงกำแพงหินเอาไว้
ด้านหน้ามีคนเดินมาสิบกว่าคน ส่วนใหญ่เป็นสาวใช้ มีชายหนุ่มในชุดบัณฑิตคนหนึ่ง เดินพูดคุยหัวเราะมากับเหล่าสาวใช้
ในกลุ่มของพวกเขามีสาวใช้สี่คนเป็นคนคอยกระตุ้นศาลเจ้าเทพและครรภ์เทพ ครรภ์เทพเปล่งแสงสว่างจ้า ราวกับตะเกียงสี่ดวง สาดส่องแสงศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมขบวนเดินทางและบริเวณรอบๆ
สี่คนนี้ยืนอยู่หัวแถว ท้ายแถว และตรงกลาง เพื่อให้แสงศักดิ์สิทธิ์สาดส่องครอบคลุมทั้งขบวนพอดี
นี่คือเทคนิคในการป้องกันการลอบโจมตีจากสิ่งชั่วร้าย
เฉินสือมองปราดเดียวก็รู้ว่านี่คือระบบสับเปลี่ยนเวรกันทำงาน
คนสิบสองคน แบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มละสี่คน ผลัดกันกระตุ้นศาลเจ้าเทพคุ้มครองขบวน พอเคลียร์กลุ่มนี้เหนื่อย กลุ่มต่อไปก็มาแทน ทำแบบนี้สลับกันไป จะสามารถรับประกันได้ว่าในขบวนจะมีคนแปดคนที่พร้อมรบในสภาพสมบูรณ์ที่สุดเสมอ
คนเป็นๆ ที่พอจะหาได้ในป่าเขาตอนนี้ ล้วนเป็นผู้ฝึกตนที่ออกมาล่าสัตว์วิเศษ เฉินสือเคยเจอผู้ฝึกตนมาบ้างเหมือนกัน แต่การจัดเวรยามที่เป็นระเบียบเรียบร้อยขนาดนี้ เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก
สาวใช้เหล่านั้นมองเห็นเฉินสือกับหลี่เทียนชิง ก็กระซิบกับชายหนุ่มคนนั้นว่า “คุณชาย เป็นเด็กสองคน แล้วก็มีหมาอีกตัวนึงด้วย!”

0 Comments