ตอนที่ 55 ภักดีทั้งตระกูล
แปลโดย เนสยังนอกมารอาณาเขต ม้าพันธุ์ดีควบตะบึง ทหารบนหลังม้าขว้างธงผืนใหญ่ลงมา
ธงแต่ละผืนปักลงบนพื้นดังกึกก้อง ผืนธงกางออก เผยให้เห็นลวดลายมังกรที่ปลิวไสว
รอบๆ ลวดลาย มีตัวอักษรประหลาดเขียนเอาไว้ เป็นการผสมผสานระหว่างคาถาและอักขระ
ทุกๆ ระยะร้อยก้าว จะมีธงแบบนี้ปักอยู่หนึ่งผืน
รอจนปักธงเสร็จ ทหารบนหลังม้าก็ดึงบังเหียน ควบม้าพุ่งทะยานไปยังค่ายทหารที่อยู่ไกลออกไป
ค่ายทหารนี้เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นทางส่งม้าเร็วของมณฑล หน่วยงานทั้งสามของมณฑลซินเซียง ได้แก่ สำนักผู้ว่าการมณฑล สำนักผู้ตรวจการมณฑล สำนักผู้บัญชาการทหารมณฑล และผู้ว่าการมณฑลซินเซียง ล้วนอยู่ในค่ายทหารแห่งนี้ กำลังทอดสายตามองดูมารอาณาเขตแห่งนี้
เมื่อมีคำสั่งลงมา ธงแต่ละผืนก็ถูกกระตุ้น ทันใดนั้นก็เห็นมังกรทองโผล่กรงเล็บออกมาจากธง พยายามปีนป่ายออกมา กรงเล็บจิกเข้าไปในม่านสีแดง แล้วก็ปีนขึ้นไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง มังกรทองในธงทั้งหมดก็ปีนออกมาจนหมด หมอบราบอยู่บนม่านสีแดง
ธงแต่ละผืนปลิวไสว เปล่งแสงสีทองสว่างจ้า สาดส่องเข้าไปในร่างของมังกรทอง เพื่อรักษาสภาพของมังกรทองเอาไว้ไม่ให้สลายไป
“ค่ายกลมังกรสวรรค์กักมาร สามารถต้านทานได้ร้อยวัน พอครบหนึ่งร้อยวัน สายตาของเทพเจ้าที่แท้จริงจับจ้องลงมา มารอาณาเขตก็จะสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน ไม่ทำอันตรายต่อชาวบ้านที่อยู่ข้างนอก”
จ้าวเทียนเป่า ผู้ว่าการมณฑลซินเซียง ถอนหายใจ เอ่ยว่า “จ้าวเยี่ยนหลง หลานชายของข้า ได้ยินว่าเกิดภัยพิบัติระดับมารที่เขาเฉียนหยาง ก็นำกำลังพลชั้นยอดของจวนเสวียนอิงสี่พันนาย แถมยังพาลูกเต้าของตัวเองไปด้วย พุ่งเข้าไปในมารอาณาเขต หวังจะหยุดยั้งภัยพิบัติระดับมาร ไอ้เด็กโง่ ช่างโง่เขลาจริงๆ!”
เขาส่ายหัวรัวๆ น้ำตาไหลพราก แหงนหน้ามองฟ้า เอ่ยว่า “สมกับเป็นลูกผู้ชายตระกูลจ้าว ไม่ทำให้บรรพบุรุษต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง!”
เหล่าขุนนางจากสำนักผู้ว่าการ สำนักผู้ตรวจการ และสำนักผู้บัญชาการทหาร ต่างซาบซึ้งใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
“ท่านผู้ว่าการจวนเสวียนอิงช่างเป็นผู้มีคุณธรรมอันประเสริฐ เป็นแบบอย่างให้แก่พวกเรา สมควรได้รับการยกย่อง”
“รู้ทั้งรู้ว่าต้องตายแน่ๆ แต่ก็ยังกล้าที่จะเสียสละ นี่คือสปิริตแบบไหนกัน? ข้าน้อยจะจารึกเรื่องนี้ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้ และไม่ลืมวีรกรรมอันกล้าหาญของท่านผู้ว่าการจวนเสวียนอิงในวันนี้!”
มีคนร้องไห้โฮ “จวนเสวียนอิง ภักดีทั้งตระกูลเลยทีเดียว—”
…
จ้าวเทียนเป่า ผู้ว่าการมณฑลซินเซียง ก็หลั่งน้ำตาเช่นกัน กว่าจะกลั้นน้ำตาไว้ได้ ก็เอ่ยปลอบใจทุกคนว่า “เยี่ยนหลงสมกับที่เป็นลูกผู้ชายตระกูลจ้าว เขากล้าที่จะเสียสละ กล้าที่จะอุทิศตน ไม่ทำให้ตระกูลจ้าวต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ข้าขอเสนอว่า พอครบหนึ่งร้อยวัน ให้จัดพิธีเซ่นไหว้เยี่ยนหลงและลูกหลานตระกูลจ้าวแห่งจวนเสวียนอิง ณ ที่แห่งนี้ พวกท่านเห็นว่าอย่างไร?”
“ท่านผู้ว่าการช่างมีวิสัยทัศน์กว้างไกล!”
“ในความคิดของข้าน้อย ควรจะทำหนังสือถวายฎีกาต่อคณะรัฐมนตรี ชี้แจงถึงการเสียสละของตระกูลจ้าวในการต่อต้านมาร เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ขุนนางบุ๋นบู๊ ข้าน้อยเป็นศิษย์ของท่านราชครูเหยียน จะเป็นคนร่างฎีกาเรื่องนี้เอง คิดว่าราชสำนักคงจะตบรางวัล หรือไม่ก็ประทานยศถาบรรดาศักดิ์ให้ในเร็ววัน”
ทุกคนตกลงกันเรียบร้อย ก็แยกย้ายกันไปอย่างสบายใจ
การเปลี่ยนแปลงของมาร วันที่สาม
เฉินสือมองไปไกลๆ ในป่าเขามีเสียงฟ้าร้องดังมาเป็นระยะๆ มีแสงไฟสว่างวาบขึ้นมาเป็นบางครั้ง
ในป่าเขามีพระโพธิสัตว์ปีศาจที่เป็นกระเบื้องเคลือบ แขนทั้งแปดขยับเขยื้อน จู่ๆ ก็เอากระบองปราบมารทุบลงบนพื้น ทันใดนั้นทั่วทั้งยอดเขาก็มีไฟมารลุกโชน แผดเผาทุกสิ่งทุกอย่าง!
ไฟมารหมุนวน เสียงดังน่าสะพรึงกลัว แม้จะอยู่ไกล ก็ยังได้ยินเสียงระเบิดปะทุขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือเสียงของอากาศที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเกิดการระเบิด
นั่นคือทิศทางของโรงเผาเครื่องเคลือบ
เพียงแต่ไม่รู้ว่าคนที่ต่อสู้กับพระโพธิสัตว์ปีศาจคือใคร
“คนที่สู้กับพระโพธิสัตว์ปีศาจคนนั้น ยืนหยัดมาได้สามวันแล้ว”
หลี่เทียนชิงมีสีหน้ากังวล หันไปบอกเฉินสือว่า “ปู่ของฉันกับปู่ของนายก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะอยู่ที่นั่น พวกเขาทั้งสองคนก็อายุมากแล้ว ไม่รู้ว่าจะทนได้ไหม?”
เฉินสือก็เป็นกังวลมากเช่นกัน เอ่ยถามว่า “นายคิดว่าทางการจะส่งคนมาช่วยไหม?”
หลี่เทียนชิงก็ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน จึงคาดเดาว่า “มณฑลซินเซียงน่าจะส่งคนมาช่วยแหละมั้ง ยังไงซะชาวบ้านในรัศมีร้อยลี้ก็เป็นประชาชนของมณฑลซินเซียง ถ้ามณฑลซินเซียงไม่มาช่วย พวกราชครูในคณะรัฐมนตรีก็ต้องลงโทษแน่ๆ”
ทั้งสองออกจากหมู่บ้านไปล่าสัตว์ต่อ ระหว่างทางผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง บนถนนมีขบวนรถม้าขบวนหนึ่งจอดอยู่ มีคนอยู่ประมาณสามสี่สิบคน มีทั้งวัวและม้า บนรถม้ามีคนแก่และเด็กนั่งอยู่
พวกเขาเตรียมตัวจะหนีออกจากมารอาณาเขตแห่งนี้ แต่พอออกเดินทางไปได้ไม่ไกล ก็พากันกลายเป็นกระเบื้องเคลือบไปหมด
ทั้งสองช่วยกันย้ายพวกเขาไปไว้ริมถนน จะได้ไม่เกะกะขวางทาง
หากวันข้างหน้ากำจัดมารได้ พวกเขาก็อาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมก็ได้
บนถนน ยังพอมีคนให้เห็นอยู่ประปราย น่าจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้หลบอยู่ในหมู่บ้าน มีแม่บุญธรรมคอยคุ้มครอง ไม่ได้ออกไปไหน ก็เลยไม่ได้กลายเป็นกระเบื้องเคลือบ เพียงแต่อดอาหารมาสามวันติด ได้แต่ดื่มน้ำ ไม่มีทางเลือกอื่น ถึงได้ออกมาหาอาหาร
กระต่าย หมูป่า ไก่ป่า และสัตว์ป่าทั่วไป ล้วนกลายเป็นกระเบื้องเคลือบไปหมดแล้ว หนูซินเซียงจึงกลายเป็นแหล่งอาหารเพียงไม่กี่อย่างที่พวกเขาสามารถหาได้
หนูซินเซียงเป็นสัตว์วิเศษ การกลายเป็นกระเบื้องเคลือบจึงใช้เวลานานกว่า สัตว์วิเศษเหล่านี้ก็ได้รับผลกระทบจากการกลายเป็นกระเบื้องเคลือบเช่นกัน เคลื่อนไหวเชื่องช้า ทำให้จับได้ง่ายขึ้น
เพียงแต่คนพวกนี้ก็เชื่องช้าเหมือนกัน จะจับหนูซินเซียงได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้
“ถ้าไม่มีความหวังว่าจะรอดชีวิต ก็หาที่ปลอดภัยนอนลงเถอะ รอจนกว่ามารจะถูกกำจัด พวกคุณถึงจะรอดชีวิตได้” เฉินสือบอกกับคนเหล่านั้น
เขาเป็นคนจิตใจดี
ยังไงซะคนพวกนี้ก็คือเพื่อนบ้านที่เขาเคยกดขี่ข่มเหงมาตลอด ถ้าตายกันหมด พอเขาสอบติดจวี่เหรินได้เป็นขุนนาง จะไปกดขี่ข่มเหงใครล่ะ?
หลี่เทียนชิงเห็นดังนั้น ก็ทำตาม บอกให้คนพวกนั้นหาที่ปลอดภัยนอนลงรอความตาย
ทั้งสองกลับมาจากการล่าสัตว์ คราวนี้ได้ผลงานดีกว่าเมื่อวาน หนูซินเซียงวิ่งไม่ไหว ก็เลยถูกพวกเขาจับมาได้สิบกว่าตัว แค่หนูพวกนี้ ก็พอให้ชาวบ้านหมู่บ้านหวงพัวกินไปได้อีกสิบกว่าวันแล้ว
ทั้งสองลากหางใหญ่ๆ ของหนูซินเซียงเดินกลับไป หลี่เทียนชิงมองดูเฮยโกวที่วิ่งนำหน้าอย่างร่าเริง จู่ๆ ก็รู้สึกสะกิดใจ กระซิบเสียงเบาว่า “เจ้าสิบ สัตว์ป่าข้างนอกกลายเป็นกระเบื้องเคลือบไปหมดแล้ว แม้แต่สัตว์วิเศษอย่างหนูซินเซียงก็ยังวิ่งไม่ไหว ทำไมเฮยโกวถึงไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยล่ะ?”
เฉินสือรู้สึกสะกิดใจเช่นกัน มองไปที่หมาดำตัวข้างหน้า ลดเสียงลงกระซิบว่า “นายก็สงสัยมันเหมือนกันเหรอ?”
หลี่เทียนชิงพยักหน้า “สัตว์วิเศษยังได้รับผลกระทบ เป็นไปไม่ได้ที่หมาดำธรรมดาๆ จะไม่ได้รับผลกระทบ”
“ฉันกับปู่ก็สงสัยมันเหมือนกัน!”
เฉินสือกระซิบเสียงเบา “แต่จับผิดมันไม่ได้สักที”
หมาที่อยู่ข้างหน้าจู่ๆ ก็ทำตัวหงอยๆ เดินเชื่องช้าอืดอาด ไม่ต่างอะไรกับหนูซินเซียงที่วิ่งไม่ไหวเลย
“มันได้ยินที่พวกเราคุยกัน ก็เลยแกล้งทำเป็นแบบนี้!”
หลี่เทียนชิงตกใจแทบสิ้นสติ “มันต้องมีปัญหาแน่ๆ!”
เฮยโกวหันกลับมา แกว่งหางพวงใหญ่ของมันไปมา ส่งเสียงดังพรึ่บพรั่บ ทำหน้าตาน่ารักน่าชังเดินเข้าไปหาหลี่เทียนชิง เอาหัวไปถูไถที่ขาของเขาอย่างสนิทสนม
สองเด็กหนุ่มหัวเราะลั่น
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ เฉินสือก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา “ไม่ได้เจอหน้าปู่มาหลายวันแล้ว”
ช่วงหลายวันมานี้ปู่หายหน้าหายตาไป ทำให้เขารู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมาก ยังไงซะปู่ก็อายุมากแล้ว ถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา…
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงของปู่ดังมาจากด้านหลัง ร้องเรียกเขาว่า “เจ้าสิบ”
“ปู่ครับ!”
เฉินสือทั้งตกใจทั้งดีใจ รีบหันขวับกลับไปมอง
ในจังหวะที่เขาหันหน้ากลับไปนั้น จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นคู่หนึ่ง เอื้อมมาจับคอของเขาไว้
สิ่งชั่วร้าย ผีหักคอ (折首菜)!
เชี่ยวชาญในการหักคอคนที่หันหน้ากลับไปมอง
เฉินสือสมองตื้อไปหมด ไม่คิดเลยว่าจะมีสิ่งชั่วร้ายเดินตามหลังพวกเขามาด้วย
สิ่งชั่วร้ายชนิดนี้ จะทำตามกฎเกณฑ์บางอย่างเสมอ
ขอเพียงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ต่อให้เดินลอยหน้าลอยตาผ่านหน้ามัน หรือแม้แต่จะตบหน้ามันสักสองฉาด ก็จะไม่เป็นอะไรเลย
แต่ถ้าทำผิดกฎเกณฑ์ล่ะก็ ต้องตายสถานเดียว!
เฉินสือรู้ตัวว่าแย่แล้ว รีบโคจรเลือดลมอย่างรวดเร็ว เขาบำเพ็ญเพียรจนมีร่างกายที่เป็นดั่งครรภ์เทพ เลือดลมในกายพลุ่งพล่านรุนแรง ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับแก่นทองคำ ก็ยังมีเลือดลมสู้เขาไม่ได้!
เลือดลมของเขารวมตัวกันที่คอ ทันใดนั้นคอก็พองโตขึ้นจนใหญ่เท่าหัว
คอยังคงพองโตขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานก็ใหญ่กว่าหัวไปหลายรอบ!
สิ่งชั่วร้ายตนนั้นจับคอเขาไว้ กำลังจะออกแรงบิดให้หัก ใครจะไปคิดว่าวินาทีต่อมาคอของเฉินสือจะใหญ่จนจับไม่อยู่
หลี่เทียนชิงกับเฮยโกวก็สังเกตเห็นความผิดปกติของเขา ก็เห็นคอของเฉินสือพองตัวขึ้นมาราวกับลูกโป่ง จากนั้นก็เหมือนมีอะไรบางอย่างมาบีบคอเขาไว้ ดึงเขาให้ลอยขึ้นมาจากพื้น ลอยขึ้นไปกลางอากาศสูงกว่าหนึ่งจั้ง!
“อย่าหันกลับมานะ!”
เฉินสือตะโกนเสียงดังลั่น “มีสิ่งชั่วร้ายตามหลังพวกเรามา หันกลับไปมีหวังตายแน่!”
หลี่เทียนชิงตกใจแทบสิ้นสติ รีบกระตุ้นศาลเจ้าเทพกับครรภ์เทพทันที กงล้อหยกหกหยินพุ่งออกไป ฟันเข้าที่ด้านหลังของเฉินสือ
แต่ทว่าสิ่งชั่วร้ายตนนั้นไร้รูปไร้ร่าง ราวกับไม่มีตัวตนอยู่จริง กงล้อหยกฟันผ่านไป ก็เหมือนฟันผ่านอากาศ ไม่ต่างอะไรกันเลย
กงล้อหยกพุ่งวนเวียนอยู่รอบตัวเฉินสือ ก็ยังไม่สามารถสัมผัสโดนสิ่งชั่วร้ายตนนั้นได้เลยแม้แต่น้อย
หลี่เทียนชิงยิ่งร้อนรนใจ เฉินสือก็รู้สึกได้ว่าผีหักคอกำลังออกแรง สิ่งชั่วร้ายตนนี้มีพละกำลังมหาศาลผิดปกติ ถึงกับรัดคอเขาไว้ แล้วพยายามจะดึงให้ยืดออก!
ราวกับกำลังดึงบะหมี่ พยายามจะดึงคอเขาให้ยืดออกมา!
“อยากเอาชีวิตฉันงั้นเหรอ… ฝันไปเถอะ! ฉันไม่มีคอซะหน่อย!”
เฉินสือไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มีโคจรเลือดลม มารวมไว้ที่คอ
ผีหักคอพยายามดึงอยู่นาน แต่ก็ไม่สามารถดึงคอของเฉินสือให้ยืดออกไปได้ จึงโยนเขาลงบนพื้น กลายเป็นสายลมเย็นยะเยือกพัดจากไป
ในสายลมเย็นยะเยือกนั้น ราวกับมีใครบางคนกำลังด่าทออยู่ เป็นคำหยาบคายที่ฟังไม่รู้เรื่อง
เฉินสือหอบหายใจแฮ่กๆ เอามือลูบคอตัวเอง รู้สึกหวาดเสียวเป็นอย่างยิ่ง
หลี่เทียนชิงทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว ผีหักคอ ถึงกับไม่สามารถบิดคอเฉินสือให้หักได้!
“ฉันได้ยินเสียงปู่เรียกชื่อฉัน!” หลี่เทียนชิงเอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เฉินสือรีบเตือนว่า “อย่าหันกลับไปนะ ต้องเป็นสิ่งชั่วร้ายตนนั้นกลับมาอีกแน่ๆ! ถ้านายหันกลับไป หัวก็จะถูกบิดจนขาด! สิ่งชั่วร้ายตนนี้สามารถรับรู้ความคิดของนายได้ มันสร้างเสียงคนที่นายสนิทขึ้นมาในหัวของนาย! พวกเรารีบไปกันเถอะ!”
สองคนหนึ่งหมาลากหนูซินเซียงสิบกว่าตัว ก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป ไม่นานก็เดินอ้อมเนินเขา หายไปจากสายตาของหลี่จินต๋อย
หลี่จินต๋อยกระอักเลือดออกมาคำโต สองแขนยันพื้น พยายามคลานไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก เสียงแหบพร่า ร้องเรียกหลี่เทียนชิงอีกสองสามครั้ง
“ไอ้เด็กบ้า…”
หลี่จินต๋อยแขนหมดแรง ร่างกายกลิ้งตกลงไปในคูน้ำ นอนหงายแผ่หลา หอบหายใจแฮ่กๆ ขยับเขยื้อนไม่ได้เลย
แพ้แล้ว
เขาคิดในใจอย่างหมดอาลัยตายอยาก
หลังจากผ่านการต่อสู้อย่างยากลำบากมาสามวัน ยายชา เซียวหวังซุน จินหงอิง และเขา ก็ยังคงพ่ายแพ้!
พวกเขาสี่คนรุมล้อมพระโพธิสัตว์ปีศาจ สังหารคนงานเตาเผาไปได้สองคน ก็ถูกพระโพธิสัตว์ปีศาจรู้ทันจุดประสงค์ อ้าปากกลืนคนงานเตาเผาคนสุดท้ายเข้าไปในท้องที่กลวงโบ๋
คนงานเตาเผาคนนั้นคลานไปมาอยู่ในท้องของมัน คอยซ่อมแซมรอยร้าวบนตัวมัน
แม้พวกเขาจะโจมตีพระโพธิสัตว์ปีศาจจนแตกร้าวได้หลายครั้ง แต่เพราะมีคนงานเตาเผาคนนี้อยู่ ทำให้พวกเขาไม่สามารถเอาชนะพระโพธิสัตว์ปีศาจได้เสียที
พระโพธิสัตว์ปีศาจมีแปดแขน ถืออาวุธแปดชนิด ได้แก่ ลูกปัดพระอาทิตย์และพระจันทร์ ก้อนอิฐทองคำ ระฆังสะกดวิญญาณ กระบองปราบมาร พัดใบบัว คันธนู และลูกศร แม้จะเป็นเครื่องเคลือบ แต่ก็ถูกหล่อหลอมมาเป็นอาวุธ บนอาวุธเต็มไปด้วยยันต์และคาถา อานุภาพร้ายกาจยิ่งนัก
โชคดีที่ยายชาหิ้วโคมไฟวิญญาณสวรรค์เขายางมาด้วย ช่วยสกัดกั้นระฆังสะกดวิญญาณและกระบองปราบมาร สะกดวิญญาณมารเอาไว้ พวกเขาถึงสามารถยืนหยัดมาได้นานขนาดนี้
แต่ทว่าพวกเขาสี่คน บาดเจ็บไปเสียสามคน แถมขาทั้งสองข้างของหลี่จินต๋อยก็ยังคงเป็นกระเบื้องเคลือบ ทำให้การต่อสู้ในวันที่สาม ทั้งสามคนอาการกำเริบขึ้นมา ค่ายกลก็พังทลายลง
ทั้งสี่คนถูกพระโพธิสัตว์ปีศาจทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส แทบจะสิ้นใจ
ยายชากับเซียวหวังซุนคอยระวังหลังให้ หลี่จินต๋อยกับจินหงอิงหนีออกมาก่อน แต่หลี่จินต๋อยหนีมาถึงที่นี่ ก็เห็นหลานชายสุดที่รักกับเฉินสืออยู่ข้างหน้า ดีใจจนเนื้อเต้น รีบร้องเรียกชื่อหลานชาย แต่ใครจะไปคิดว่าทั้งสองคนจะยิ่งวิ่งหนีไปเร็วกว่าเดิม
“พระโพธิสัตว์ปีศาจดุร้ายเกินไป ต่อให้ไม่บาดเจ็บ ข้าก็คงสู้ไม่ได้หรอก”
หลี่จินต๋อยกระอักเลือด นอนอยู่ในคูน้ำ แววตาเริ่มเลื่อนลอย เอ่ยเสียงเบา “เฉียนหยางซานเหริน ตกลงแล้วท่านอยู่ที่ไหน ทำไมถึงยังไม่ยอมลงมืออีก? หากท่านยังไม่ลงมืออีก ทุกคนในมารอาณาเขต ก็คงต้องตายกันหมด…”
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงกีบม้าดังกุบกับ ม้าพันธุ์ดีสี่ตัวลากรถม้าคันหนึ่งพุ่งทะยานมาทางนี้อย่างรวดเร็ว
รถม้าหยุดลง เซียวหวังซุนเลิกมู่ลี่ขึ้น ปรายตามองเข้าไปในคูน้ำแวบหนึ่ง เอ่ยเรียบๆ ว่า “ยังมีชีวิตอยู่ไหม? ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ขึ้นมา”
ดวงตาของหลี่จินต๋อยกลับมามีประกายอีกครั้ง สองแขนที่เต็มไปด้วยบาดแผลยันพื้นไว้ พยายามปีนป่ายขึ้นไป ปีนไม่ไหว ก็ถอนหญ้า พยายามดึงตัวเองขึ้นไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาถึงปีนขึ้นมาบนถนนได้ แล้วก็พยายามปีนขึ้นไปบนรถม้าอย่างยากลำบาก
รถม้าออกเดินทาง
หลี่จินต๋อยมองดูเซียวหวังซุน ก็เห็นว่าเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นจากการต่อสู้เมื่อครู่นี้หายไปแล้ว ตอนนี้เขาสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ ดูเรียบร้อยดี น่าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนที่จะมารับเขา
“ท่านไม่บาดเจ็บเหรอ?” หลี่จินต๋อยถามอย่างไม่พอใจ
เซียวหวังซุนมีสีหน้าเรียบเฉย ยังคงความสง่างามไม่ธรรมดาเอาไว้ เอ่ยว่า “บาดเจ็บสิ”
หลี่จินต๋อยยิ่งไม่พอใจหนักเข้าไปอีก “ทำไมท่านถึงไม่ดูทุลักทุเลเหมือนข้าเลยล่ะ? อาการบาดเจ็บของท่านต้องไม่หนักเท่าข้าแน่ๆ!”
เซียวหวังซุนยังคงความสง่างามเหมือนเช่นเคย หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวขึ้นมาปิดปาก ไอเบาๆ เอ่ยว่า “ข้าได้รับการสั่งสอนเรื่องมารยาทต่างๆ มาตั้งแต่เด็ก ต่อให้บาดเจ็บก็จะไม่แสดงออกทางสีหน้า ต่อให้ต้องตาย ก็จะตายอย่างสง่างาม ไม่ทำตัวทุลักทุเลเหมือนท่านหรอก อย่าพูดเลย พักรักษาตัวเถอะ ข้าจะพาท่านไปพบอาจารย์เฉิน”

0 Comments