ตอนที่ 52 ไม่ถามผิดถูก ไม่สนความแค้น ไม่สนอนาคต
แปลโดย เนสยัง“จบกัน จบสิ้นกันหมดแล้ว… กษัตริย์ที่แท้จริงช่างโหดเหี้ยมเหลือเกิน!”
หลี่จินต๋อยหวาดกลัวจนนั่งไม่ติด ทั้งโกรธทั้งร้อนรนใจ “สถานที่อย่างโรงเผาเครื่องเคลือบ ถึงกับต้องผนึกมารเอาไว้ด้วยหรือ?”
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันโหดเหี้ยมอำมหิตที่แผ่ซ่านมาจากทิศทางของโรงเผาเครื่องเคลือบ กลิ่นอายนั้นแข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งจนทำให้ผู้ที่มีพลังบำเพ็ญเพียรระดับเขา ถึงกับรู้สึกสิ้นหวัง
“เทียนชิงกับเฉินสือยังเล่นอยู่ข้างนอก แย่แล้ว!”
เขาแทบจะสะกดอาการกลายเป็นกระเบื้องเคลือบที่ขาทั้งสองข้างเอาไว้ไม่อยู่ ร้อนรนใจเป็นอย่างยิ่ง พยายามจะกระถดตัวลงจากเตียง
เมื่อมารจุติ สิ่งชั่วร้ายทั้งหลายก็จะออกอาละวาด
ในมารอาณาเขต สิ่งชั่วร้ายจะรู้สึกเหมือนปลาได้น้ำ จะไม่ถูกทำให้กลายเป็นกระเบื้องเคลือบ และจะไม่ถูกจำกัดด้วยเวลากลางคืนอีกต่อไป
พวกมันจะค่อยๆ ตื่นขึ้น ดูดซับพลังอันแปลกประหลาดในมารอาณาเขต และเริ่มล่ามนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่
หลี่จินต๋อยแม้จะอ่านหนังสือมาไม่เท่าหลี่เทียนชิง แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมานั้นมีมากกว่าหลี่เทียนชิงนัก เขารู้ดีว่าการจุติของมารนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
ในชีวิตนี้เขาเคยผ่านภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของมารมาแล้วถึงสามครั้ง ภัยพิบัติระดับมาร คือภัยพิบัติระดับทำลายล้างเมือง ทั้งเมืองและพื้นที่ในปกครอง จะมีผู้รอดชีวิตเพียงน้อยนิด!
การเปลี่ยนแปลงของมารแต่ละครั้ง จะมีผู้เสียชีวิตนับล้านคน!
โชคดีที่ภัยพิบัติระดับมารนั้นเกิดขึ้นน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นแค่ระดับสิ่งอัปมงคลเท่านั้น
สิ่งอัปมงคล รับมือได้ง่ายกว่าเยอะ
ตอนนี้ มารอาณาเขตยังคงแผ่ขยายออกไป การกลายเป็นมารยังไม่รุนแรงนัก สิ่งที่ได้รับผลกระทบ มักจะเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำอย่างดอกไม้ นก ปลา แมลง และพืชพรรณอย่างพืชผลทางการเกษตรและผัก สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นรูปแบบของกระเบื้องเคลือบ
รอจนผ่านไปหนึ่งวัน มารอาณาเขตแผ่ขยายไปถึงรัศมีหนึ่งร้อยลี้ ก็จะหยุดการแผ่ขยาย เมื่อถึงตอนนั้น สิ่งที่ได้รับผลกระทบก็คือมนุษย์และสัตว์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูง
พวกมันจะเริ่มเคลื่อนไหวช้าลง และภายในสองวันก็จะกลายเป็นกระเบื้องเคลือบ
เมื่อถึงวันที่สี่ คนส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็นกระเบื้องเคลือบ เหลือเพียงผู้ฝึกตนในรัศมีร้อยลี้แห่งนี้เท่านั้น
วันที่เจ็ด ผู้ฝึกตนที่ฝึกฝนจนถึงขั้นครรภ์เทพ ครรภ์เทพก็จะกลายเป็นกระเบื้องเคลือบ กายเนื้อก็จะเริ่มกลายเป็นกระเบื้องเคลือบเช่นกัน
วันที่สิบเอ็ด แก่นทองคำ (จินตาน) จะกลายเป็นกระเบื้องเคลือบ
วันที่สิบเก้า ครรภ์แปรผันวิญญาณ (หยวนอิง) จะกลายเป็นกระเบื้องเคลือบ
วันที่สามสิบ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ (หยวนเสิน) จะกลายเป็นกระเบื้องเคลือบ
…
เหงื่อเย็นๆ ผุดซึมเต็มหน้าผากหลี่จินต๋อย ต่อให้แต่ละหมู่บ้านจะมีแม่บุญธรรมคอยคุ้มครอง แต่แม่บุญธรรมก็ทำได้แค่ช่วยให้คนธรรมดาและผู้ฝึกตนยืดเวลาออกไปได้อีกสองวันเท่านั้น
“ข้า บวกรวมกับแม่บุญธรรมของหมู่บ้านหวงพัว อย่างมากก็ยืดเวลาไปได้แค่สามสิบสองวัน หลังจากสามสิบสองวัน ข้าก็ต้องตาย! จริงสิ เฉียนหยางซานเหริน ยังมีเฉียนหยางซานเหรินอยู่นี่นา!”
เขาตาเป็นประกาย รีบส่งเสียงร้องเรียกชื่อปู่ของเฉินสือ แต่ตะโกนอยู่นาน ก็ไม่มีใครตอบรับ
หลี่จินต๋อยจึงใช้แขนทั้งสองข้างต่างขา ลากท่อนขาล่างที่เป็นกระเบื้องเคลือบคลานออกจากห้องปีกตะวันตก แต่กลับพบว่าบ้านตระกูลเฉินว่างเปล่า นอกจากเขาแล้วก็ไม่มีใครอื่นอีก
“คนล่ะ? คนหายไปไหนหมด?”
เขาเริ่มหงุดหงิดขึ้นมา
“ในเมื่อไม่อยู่บ้านกัน งั้นข้าก็ต้องไปเองแล้ว!”
เขาใช้สองมือยันพื้น หัวทิ่มลงพื้น เท้าชี้ฟ้า ค่อยๆ เดินออกไปอย่างรวดเร็ว
ณ คฤหาสน์จิ้งหู โลงศพแต่ละชั้นค่อยๆ ถูกเปิดออก เซียวหวังซุนเดินออกมาจากโลงศพ แหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความประหลาดใจ ท้องฟ้ากลับราวกับถูกคลุมด้วยผ้ากอซสีแดงบางๆ ปกคลุมเขาเฉียนหยางเอาไว้ มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดในหุบเขา คาดว่าอาณาเขตปกคลุมคงกว้างใหญ่ไพศาลมาก
“หรือว่าจะเป็น… ภัยพิบัติระดับมาร!”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ระดับความอันตรายของภัยพิบัติระดับมาร เขารู้ซึ้งถึงมันเป็นอย่างดี
“มารที่กษัตริย์ที่แท้จริงสะกดเอาไว้ ถูกคนปล่อยออกมา ใครมันชั่วช้าขนาดนี้?”
อาการบาดเจ็บของเขายังไม่หายสนิทดี แต่ก็ยังยื่นมือไปคว้าระบี่ยาวมาถือไว้ ส่วนกระบี่สั้นโป๋วเหลาก็เปลี่ยนเป็นขนาดเท่าปิ่นปักผม เซียวหวังซุนรวบผมมวย เสียบปิ่นปักผม แล้วเดินออกไป
“ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของมาร ในรัศมีร้อยลี้ ทุกสรรพสิ่งล้วนดับสูญ! เพื่อรักษาชีวิตของข้า เพื่อรักษาชีวิตของคนในรัศมีร้อยลี้ ข้าต้องสู้สุดชีวิต!”
ณ หมู่บ้านกั่งจื่อ ยายชาจ้องมองโอ่งข้าวของตัวเอง ข้าวในโอ่งหนักอึ้ง ไม่ใช่ข้าวอีกต่อไป แต่กลายเป็นข้าวเคลือบ
ข้าวแบบนี้ กินไม่ได้เลย
นางเดินออกไปนอกบ้าน ผักกาดขาวที่นางปลูกไว้ตรงมุมกำแพง บัดนี้ก็เปล่งประกายแสงของเครื่องเคลือบเช่นกัน
หญิงชราเอามือไพล่หลังเดินออกไปนอกหมู่บ้าน ระหว่างทางก็เห็นชาวบ้านพากันร้องโวยวายด้วยความตกใจ เพราะพบว่าข้าวสารอาหารแห้งของทุกบ้าน ล้วนกลายเป็นเครื่องเคลือบไปหมดแล้ว
ยายชาหน้าดำคร่ำเครียด เดินมาถึงนอกทุ่งนา ทอดสายตามองออกไป ก็เห็นแต่ซากพืชผลที่เป็นกระเบื้องเคลือบ หนูซินเซียงฝูงหนึ่งยืนงงอยู่ตรงคันนา ทำอะไรไม่ถูก
ในแม่น้ำยังมีนกกาน้ำตัวหนึ่งจับปลาได้ตัวหนึ่ง พยายามจะกลืนลงท้อง แต่พอปลาไปถึงคอหอยก็ต้องขย้อนออกมา
ปลาตัวนั้นก็เป็นกระเบื้องเคลือบเช่นกัน
“เสบียงอาหารกลายเป็นกระเบื้องเคลือบ อดอาหารหนึ่งวันได้ สองวันได้ สามวันได้ ยังพอกินสัตว์ปีกหรือสัตว์วิเศษประทังชีวิตไปได้ แต่ถ้าสัตว์ปีกสัตว์วิเศษก็กลายเป็นกระเบื้องเคลือบไปด้วย จะกินอะไร?”
ยายชาหน้าซีดเผือด เอ่ยเสียงเบา “กินคนงั้นรึ?”
นี่แทบจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย!
“หึๆ ร้อยวันแห่งการเปลี่ยนแปลงของมาร ที่นี่คงจะน่ากลัวกว่าปรโลกเป็นร้อยเท่า! แต่ว่า…”
หญิงชรายืดตัวตรง เดินกลับเข้าไปในบ้าน หิ้วโคมไฟวิญญาณสวรรค์เขายางเดินออกมา “ยายเฒ่าอย่างข้าไปสู้ในปรโลก ไม่ไหวหรอก แต่ถ้าสู้กับแก ข้าทำได้!”
ณ หมู่บ้านฟางเตี้ยน จินหงอิงไม่ได้สวมชุดกระโปรงสีแดงสดอีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาสวมชุดผ้าพิมพ์ลายดอก แต่งตัวเหมือนสาวชาวบ้านทั่วไป ไม่เหลือคราบความสง่างามและความเย้ายวนใจเหมือนเมื่อก่อนเลยแม้แต่น้อย
นางดูเหมือนสาวชาวบ้านคนหนึ่ง กำลังนั่งอาบแดดอยู่ข้างๆ แม่บุญธรรมของหมู่บ้านฟางเตี้ยน ในมือถือชามใส่น้ำข้าว น้ำข้าวมีข้าวอยู่เพียงไม่กี่เม็ด
ช่วงที่ผ่านมานี้ นางซ่อนตัวรักษาแผลอยู่ในหมู่บ้านฟางเตี้ยนมาตลอด นางได้รับบาดเจ็บหลายครั้ง เริ่มจากถูกเซียวหวังซุนทำร้าย ต่อมาก็ถูกกลิ่นอายของสัตว์ประหลาดเฒ่าในโลงศพแห่งคฤหาสน์จิ้งหูทำร้าย แล้วก็ยังถูกเสียงของเฉินอิ๋นตวงกระแทกจนบาดเจ็บ แม้แต่ละครั้งจะบาดเจ็บไม่หนักนัก แต่พอมารวมกันแล้วก็ถือว่าสาหัสเอาการ
แสงแดดราวกับถูกคลุมด้วยผ้ากอซสีแดง สาดส่องลงมาโดยไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นเลย
จินหงอิงดื่มน้ำข้าวเข้าไป พลางถุยๆ ออกมา
ข้าวพวกนี้เคี้ยวไม่เข้าเลย พอเข้าปากก็รู้สึกเหมือนเคี้ยวทราย
“ภัยพิบัติระดับมาร… ช่วงที่ผ่านมานี้ข้าซ่อนตัวรักษาแผลอยู่ในหมู่บ้านฟางเตี้ยน อาการบาดเจ็บหายไปเจ็ดแปดส่วนแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอเรื่องแบบนี้ น่าเจ็บใจนัก! ถ้าข้าไม่ตามล่าเซียวหวังซุน ค่ายเสินจีของข้าก็คงจะสามารถรวมพลังกันกำจัดมารได้! น่าเสียดายที่ถูกเซียวหวังซุนจัดการจนเละเทะไปหมดแล้ว!”
นางลุกขึ้นยืน เอ่ยเสียงเบา “เมื่อรังนกถูกทำลาย จะเหลือไข่ที่สมบูรณ์ได้อย่างไร? ถ้าไม่รีบกำจัดมารตนนี้ให้เร็วที่สุด ข้าเองก็ต้องตายอยู่ที่นี่เหมือนกัน! ขอบคุณแม่บุญธรรมนะ ถ้าข้ารอดกลับมาได้ ข้าจะมาจุดธูปถวายของเซ่นไหว้ให้ท่าน!”
นางเดินออกไป พลางยิ้ม “แต่ถ้าข้ากลับมาไม่ได้ แม่บุญธรรมก็ไม่ต้องรอธูปกับของเซ่นไหว้จากข้าหรอกนะ เพราะแม่บุญธรรมก็คงจะอยู่รอดไม่ได้เหมือนกัน!”
ภัยพิบัติระดับมาร ทำลายล้างทุกสิ่งในรัศมีร้อยลี้ สิ่งชั่วร้ายออกเพ่นพ่าน ไร้ซึ่งผู้คน
มนุษย์อยู่รอดไม่ได้ วิญญาณก็อยู่รอดไม่ได้เช่นกัน
ตอนที่จินหงอิงมาถึงบริเวณโรงเผาเครื่องเคลือบ เซียวหวังซุนก็กำลังเดินมาทางนี้เช่นกัน
ทั้งสองสบตากัน แม้จะเป็นศัตรูกัน แต่ก็ไม่มีใครลงมือ กลับก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังโรงเผาเครื่องเคลือบพร้อมกัน
“วันนี้ข้าจะไม่ถามถึงความผิดถูก ไม่สนใจความแค้น และไม่สนเรื่องอนาคต” เซียวหวังซุนกล่าว
จินหงอิงทอดสายตามองรูปปั้นพระโพธิสัตว์เต้ามู่สี่หน้าแปดกรที่เป็นกระเบื้องเคลือบ สูงใหญ่เหนือป่าไม้ ยิ้มพลางกล่าวว่า “นั่นก็แค่วันนี้นะ หากข้ารอดชีวิตออกไปได้ ผู้อาวุโสเซียวขโมยตราประทับของค่ายเสินจีข้าไป ก็ขอให้คืนมาด้วย ไม่อย่างนั้น ข้าก็คงต้องส่งท่านผู้อาวุโสไปลงนรก แล้วค่อยลูบศพท่านเพื่อเอากลับคืนมา!”
เซียวหวังซุนเอ่ยเรียบๆ ว่า “ตราหยกอ๋องซี ไม่ใช่ของวิเศษของค่ายเสินจี แต่เป็นของวิเศษของราชวงศ์หมิงต่างหาก”
จินหงอิงแค่นเสียงเย็น “กษัตริย์ที่แท้จริงไม่อยู่ ตราหยกอ๋องซีก็ต้องให้ค่ายเสินจีเป็นคนเก็บรักษา! ท่านขโมยตราหยกไป ย่อมต้องมีเจตนาแอบแฝง ท่านคิดจะใช้ตราหยกอ๋องซีเปิดสุสานกษัตริย์ที่แท้จริง! อย่าคิดว่าข้าไม่รู้แผนการอันชั่วร้ายของท่านนะ!”
เซียวหวังซุนไม่ได้ตอบ
“การไม่ตอบ ก็คือการยอมรับ!” จินหงอิงตวาด
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น ยายชาหิ้วโคมไฟวิญญาณสวรรค์เขายางเดินมา ยิ้มพลางกล่าวว่า “แม่หนูอายุยังน้อย แต่อารมณ์ร้อนเหลือเกินนะ ศัตรูตัวฉกาจอยู่ตรงหน้า ความแค้นแต่ปางก่อน ก็เก็บเอาไว้ก่อนเถอะ”
“พูดถูก”
หลี่จินต๋อยที่เอาหัวทิ่มลงพื้น เท้าชี้ฟ้าเดินมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาช่วยเหลือชาวบ้านในรัศมีร้อยลี้หรอกนะ แต่เป็นการช่วยเหลือพวกเราเองต่างหาก! เวลาช่วยตัวเองยังจะมามัวสองจิตสองใจ ตายไปก็สมควรแล้ว!”
เซียวหวังซุนเอ่ยว่า “การช่วยคนก็คือการช่วยตัวเอง การเสียสละตัวเองก็คือการทำเพื่อส่วนรวม”
จินหงอิงเอ่ยว่า “มารตนนี้ยังเพิ่งจะฟื้นตื่นขึ้นมา ไม่ใช่ช่วงที่แข็งแกร่งที่สุด ต้องรอจนกว่าจะผ่านไปร้อยวัน มันถึงจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งในรัศมีร้อยลี้จนหมดสิ้น ถึงจะบรรลุถึงจุดสูงสุด ตอนนี้แหละคือเวลาที่ดีที่สุดที่จะกำจัดมัน!”
ทั้งสี่คนมารวมตัวกัน ยายชาใจแป้วไปกว่าครึ่ง ลอบคิดในใจ “พวกเราสี่คน บาดเจ็บไปซะสาม แบบนี้จะสู้ได้ยังไง? หรือว่ายายเฒ่าอย่างข้าจะต้องเป็นกำลังหลัก? ตาเฒ่าเฉินไม่มางั้นเหรอ? ถ้าตาเฒ่าเฉินไม่มา เกรงว่าจะเอาชนะได้ยาก…”
นางเพิ่งจะคิดถึงตรงนี้ จู่ๆ ก็มีของสิ่งหนึ่งร่วงตกลงมาจากท้องฟ้า กระแทกพื้นจนแหลกละเอียด!
นั่นคือตุ๊กตากระเบื้องเคลือบตัวหนึ่ง เป็นหนึ่งในสามผู้อาวุโสแห่งจวนเสวียนอิงตระกูลจ้าว นามว่า จ้าวฉุนซือ
จวนเสวียนอิงแต่เดิมมีผู้อาวุโสสี่คน จ้าวฉุนอี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น ทว่าจ้าวฉุนอี้ไปที่บ้านเฉินสือ แล้วก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย
จ้าวฉุนซือผู้นี้ฝึกฝนจนสำเร็จวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ (หยวนเสิน) เป็นยอดฝีมือระดับแปรผันวิญญาณ ไม่คิดเลยว่าจะต้องมากลายเป็นตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ตายอยู่ที่นี่
“ตู้ม!”
กระบองปราบมารหยกเคลือบมรกตเล่มหนึ่งฟาดลงมา ตีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของจ้าวฉุนเสี่ยง ผู้อาวุโสอีกคนของตระกูลจ้าว จนแตกกระจาย กระบองปราบมารที่ใหญ่โตราวกับขื่อคานนั้นบดขยี้ลงมา ทับร่างของจ้าวฉุนเสี่ยงจนกลายเป็นเนื้อบด
จ้าวฉุนปิง หนึ่งในสามผู้อาวุโสของตระกูลจ้าว เป็นอดีตผู้ว่าการจวนเสวียนอิงของตระกูลจ้าว มีพลังบำเพ็ญเพียรสูงส่งที่สุด แต่ตอนนี้เขากลับเหินทะยานขึ้นไปบนฟ้า ไม่กล้าสู้ต่อ รีบหนีเอาตัวรอดไปต่อหน้าต่อตาผู้คน
ผู้อาวุโสทั้งสามของตระกูลจ้าวที่รั้งอยู่ที่นี่ ก็เพราะตระหนักดีว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติระดับมาร จะไม่มีใครรอดชีวิตไปได้ เพื่อช่วยเหลือคนของตระกูลจ้าว พวกเขาจึงรั้งอยู่เพื่อสู้ตายกับพระโพธิสัตว์ปีศาจ หวังว่าจะสามารถฆ่าพระโพธิสัตว์ปีศาจได้ เพื่อเปิดทางรอดให้กับคนอื่นๆ
ใครจะไปคิดว่า การตายของผู้อาวุโสอีกสองคน จะทำให้เขาขวัญหนีดีฝ่อ จนต้องหนีเตลิดไป
ทว่าเขาบินออกไปได้ไม่ไกลนัก ก็ถูกลูกศรลูกหนึ่งที่พุ่งทะยานมาอย่างรวดเร็ว ยิงเข้าอย่างจัง
ลูกศรลูกนั้นพาร่างของเขาพุ่งทะยานไปไกลลิบ ก่อนจะตอกร่างของเขาติดไว้กับยอดเขาลูกหนึ่ง ถึงได้หยุดลง
เซียวหวังซุนมีสีหน้าเคร่งเครียด ลูกศรลูกนั้น คือลูกศรที่ทำมาจากกระเบื้องเคลือบ มีอานุภาพรุนแรงถึงเพียงนี้ ทำให้เขารู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก
“หากข้าอยู่ในช่วงที่แข็งแกร่งที่สุด…”
เขาเม้มริมฝีปากบาง
เบื้องหน้า ร่างมนุษย์ที่เป็นกระเบื้องเคลือบปรากฏแก่สายตาของพวกเขา ราวกับรูปปั้นประหลาดๆ
นั่นคือองครักษ์เสื้อแพรและลูกหลานตระกูลจ้าวที่ไม่ทันได้หลบหนีตอนที่เกิดภัยพิบัติระดับมารปะทุขึ้น
มารอาณาเขตกับดินแดนแห่งภูตผีปีศาจนั้นแตกต่างกัน ดินแดนแห่งภูตผีปีศาจจะเปลี่ยนคนให้กลายเป็นตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบสามารถขยับเขยื้อน กระโดดโลดเต้น และพูดจาได้ แต่มารอาณาเขตกลับเปลี่ยนคนให้กลายเป็นรูปปั้นกระเบื้องเคลือบรูปร่างมนุษย์ที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง
พระโพธิสัตว์ปีศาจองค์มหึมานั่งอยู่กลางป่าเขา โรงเผาเครื่องเคลือบโดยรอบแทบจะถูกราบเป็นหน้ากลอง
ทั่วร่างของมันเป็นเครื่องเคลือบสีน้ำเงินขาว (ชิงฮวา) เป็นเครื่องเคลือบชิงฮวาที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตโดยช่างฝีมือยอดเยี่ยมแห่งราชวงศ์หมิง สีน้ำเงินเข้มจัดจ้าน ใช้แร่โคบอลต์ (ซูหมาหลีชิง) ในการสร้าง
บนร่างของมันมีลวดลายสลับซับซ้อนมากมาย ซ้ำยังมีลวดลายมังกรเขียวพันรอบชายเสื้อและปลายแขนเสื้อ
เมื่อส่วนหัวของมันหมุน ใบหน้าทั้งสี่ก็หมุนตามไปด้วย ที่รอยต่อบริเวณลำคอ มีเสียงเสียดสีของเครื่องเคลือบดังออกมา
ปากของใบหน้าทั้งสี่สามารถขยับเปิดปิดได้ ดวงตาสามารถกะพริบได้ ลูกตาก็สามารถกลอกไปมาได้ เพียงแต่ดูแข็งทื่อไปสักหน่อย
“สิ่งประดิษฐ์ของกษัตริย์ที่แท้จริง สร้างตัวประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวอะไรขึ้นมากันเนี่ย?” ยายชาบ่นพึมพำ
สิ้นเสียงของนาง พระโพธิสัตว์ปีศาจเครื่องเคลือบสีน้ำเงินขาวก็หันขวับมา จ้องมองมาทางนางทันที สายตานั้นราวกับสายฟ้าฟาด
พระโพธิสัตว์ปีศาจชูแขนทั้งแปดขึ้นมา อาวุธหลากหลายชนิดในมือที่มีลวดลายสลับซับซ้อน ก็เปล่งแสงสว่างวาบ
ที่ด้านล่างของพระโพธิสัตว์ปีศาจ ยังมีคนเครื่องเคลือบที่สูงกว่าหนึ่งจั้งอยู่อีกสามคน นั่นก็คือคนงานเตาเผาของโรงเผาเครื่องเคลือบ กำลังเดินวุ่นไปวุ่นมา
พวกมันจับร่างของคนตระกูลจ้าวที่เป็นกระเบื้องเคลือบทีละคน โยนเข้าไปในถ้ำเผาที่กำลังลุกไหม้ด้วยไฟที่แท้จริง เพื่อหลอมละลาย นำมาใช้ซ่อมแซมรอยร้าวบนร่างของพระโพธิสัตว์ปีศาจ
“ฆ่าคนงานเตาเผาก่อน!” เซียวหวังซุนกล่าว
ยายชาก้าวออกมาเป็นคนแรก ตะโกนลั่น “ลงมือ!”
นางกระตุ้นเคล็ดวิชาแปดทิศคุ้มกายของไท่ซ่าง ทันใดนั้นแสงศักดิ์สิทธิ์ก็สว่างวาบขึ้นมา สัญลักษณ์ทั้งแปด ได้แก่ เฉียน (ฟ้า), คุน (ดิน), เกิ่น (ภูเขา), ตุ้ย (หนองน้ำ), หลี (ไฟ), ขั่น (น้ำ), ซวิ่น (ลม), และเจิ้น (สายฟ้า) ปรากฏขึ้นมา จำลองเป็น ฟ้า ดิน ภูเขา หนองน้ำ ไฟ น้ำ ลม และสายฟ้า
วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของนางออกจากร่าง ยืนตระหง่านอยู่ด้านหลัง สูงส่งราวกับธิดาเทพ พลังเวทไร้ขอบเขต ค่ายกลแปดทิศหมุนวน อักขระสลับซับซ้อน นำพาอานุภาพอันมหาศาล พุ่งเข้าโจมตีพระโพธิสัตว์ปีศาจ!
ในเวลาเดียวกัน โคมไฟวิญญาณสวรรค์เขายางก็ถูกนางกระตุ้น แสงไฟสาดส่อง เพื่อค้นหาที่ซ่อนวิญญาณมารของพระโพธิสัตว์ปีศาจ!
เซียวหวังซุนกระตุ้นกระบี่ซี่เหยาและกระบี่โป๋วเหลา จินหงอิงกระตุ้นวิชาคาขาที่แข็งแกร่งที่สุด หลี่จินต๋อยกระตุ้นกงล้อหยกหกหยิน ทั้งสามคนพุ่งเข้าใส่พระโพธิสัตว์ปีศาจ!
จู่ๆ ทั้งสามคนก็เปลี่ยนทิศทางการโจมตี กระบี่วิเศษ วิชาคาขา และกงล้อหยก พุ่งเป้าไปที่คนงานเตาเผาทั้งสามคนแทน!
อีกด้านหนึ่ง องครักษ์เสื้อแพรที่รอดชีวิตของจวนเสวียนอิงแห่งตระกูลจ้าว และลูกหลานตระกูลจ้าว ต่างคุ้มกันจ้าวเยี่ยนหลงที่เป็นกระเบื้องเคลือบ ควบม้าพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว เสียงกีบม้าดังกุบกับ วิ่งไปอย่างรวดเร็ว
ขอบเขตของมารอาณาเขต ราวกับม่านสีแดงอ่อนๆ ยังคงแผ่ขยายออกไป ทว่าความเร็วในการแผ่ขยายนั้น เทียบไม่ได้กับความเร็วของม้าที่กำลังควบตะบึงเลย
ไม่นาน ขบวนม้าก็มาถึงขอบของมารอาณาเขต ควบม้ากระโดดออกไป
พวกเขาชนเข้ากับม่านสีแดงอ่อนๆ ม่านนั้นสั่นไหวเบาๆ ทุกคนก็หายวับไป
วินาทีต่อมา เหนือท้องฟ้าของเขาเฉียนหยางก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น องครักษ์เสื้อแพรและลูกหลานตระกูลจ้าวมากมาย พร้อมกับม้าพันธุ์ดีที่พวกเขาขี่ ล้วนตกลงมาจากท้องฟ้า ร่วงหล่นลงบนก้อนหิน หน้าผา บางคนก็ถูกต้นไม้แทงทะลุ แขวนอยู่บนต้นไม้
ลูกหลานตระกูลจ้าวและองครักษ์เสื้อแพรคนอื่นๆ เห็นดังนั้น ก็รีบดึงบังเหียนม้าไว้ ไม่กล้าพุ่งเข้าหาม่านสีแดงที่เป็นขอบเขตของมารอาณาเขตอีก

0 Comments