ตอนที่ 48 เรือเป่าฉวนแห่งราชวงศ์หมิง
แปลโดย เนสยังเขตแดนภูตผีปีศาจมักจะมีอานุภาพที่คาดเดาไม่ได้ แต่ก็มีการแบ่งระดับความแข็งแกร่งเช่นกัน บางเขตแดนภูตผีปีศาจทำได้แค่ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับก่อกำเนิดวิญญาณกลายพันธุ์ หากเจอระดับแปรผันวิญญาณ (หยวนอิง) ก็ไม่สามารถทำให้กลายพันธุ์ได้
แต่บางเขตแดนภูตผีปีศาจ แม้แต่ยอดฝีมือระดับหลอมรวมวิญญาณ (เหอตี้) เข้าไปก็ยังถูกกลายพันธุ์ได้!
หลี่จินต๋อยเป็นถึงยอดฝีมือระดับแปรผันวิญญาณ (ฮว่าเสิน) ที่ฝึกฝนจนสำเร็จวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ (หยวนเสิน) แล้ว ไม่คิดเลยว่าจะมาเสียท่าให้กับโรงเผาเครื่องเคลือบที่ดูธรรมดาๆ แห่งนี้ เรียกได้ว่าตกม้าตายตอนจบเลยทีเดียว!
เขาร้อนรนใจเป็นอย่างยิ่ง พยายามพูดคุยกับทั้งสองคนไม่หยุด ทั้งทำไม้ทำมือทั้งพูด แต่พอร่างกายกลายเป็นกระเบื้องเคลือบแล้ว เส้นเสียงของเขาก็ไม่ใช่เลือดเนื้ออีกต่อไป แต่เป็นกระเบื้องเคลือบ เสียงที่เปล่งออกมาก็เลยคล้ายกับเสียงนกร้อง คนนอกฟังไม่รู้เรื่อง
เฉินสือเห็นดังนั้น ก็เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาในใจ ล้วงกระดาษและพู่กันออกมาจากตะกร้าหนังสือ ส่งให้หลี่จินต๋อย
หลี่จินต๋อยในร่างตุ๊กตากระเบื้องเคลือบตัวสูงกว่าพู่กันนิดเดียว ถือพู่กันขีดเขียนลงบนกระดาษ ทั้งสองถึงได้เข้าใจความหมายของเขา
หลี่เทียนชิงรีบพูดว่า “เจ้าสิบ ปู่ของฉันโดนเขตแดนภูตผีปีศาจทำให้กลายพันธุ์ ต้องใช้เวลาสักพักถึงจะสะกดการกลายพันธุ์และคืนร่างเดิมได้ ยิ่งปล่อยไว้นาน การกลายพันธุ์ก็จะยิ่งลุกลาม ทำให้คืนร่างเดิมได้ยากขึ้น พวกเรารีบกลับหมู่บ้านกันเถอะ!”
เฉินสือตาเป็นประกายวิบวับ เสนอว่า “ถ้ายอมจ่ายเงินนิดหน่อย ฉันช่วยให้ปู่นายคืนร่างเดิมได้นะ”
หลี่เทียนชิงลังเล หันไปมองหลี่จินต๋อย
หลี่จินต๋อยก็เขียนลงบนกระดาษอีก หลี่เทียนชิงรู้สึกกระดากอาย เอ่ยว่า “ปู่ฉันไม่ไว้ใจนายน่ะ”
หลี่จินต๋อยหน้าดำคร่ำเครียด คิดในใจว่า “เทียนชิงถึงจะฉลาด แต่ก็มีข้อเสียอยู่อย่างนึง คือคิดอะไรก็พูดออกมาหมด”
เฉินสือจำต้องปล่อยพวกเขาไป พาพวกเขาทั้งสองคนออกจากป่า
“ผู้อาวุโสหลี่ไปเจออะไรในโรงเผาเครื่องเคลือบมาเหรอครับ?” เฉินสือเอ่ยถาม
หลี่จินต๋อยในร่างตุ๊กตากระเบื้องเคลือบตอนนี้กำลังหลบอยู่ในตะกร้าหนังสือของเขา โผล่หัวออกมามองดูรอบๆ พอได้ยินดังนั้นก็ขีดเขียนลงบนกระดาษในตะกร้าหนังสือ ผ่านไปครู่หนึ่งก็ชูกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา
บนกระดาษเขียนคำว่า คนงานเตาเผา ถ้ำเผา เครื่องเคลือบ ต้นกำเนิด เป็นต้น
เฉินสือตระหนักได้ทันที หลี่จินต๋อยน่าจะเข้าไปค้นหาต้นกำเนิดของเขตแดนภูตผีปีศาจแห่งนี้ในโรงเผาเครื่องเคลือบ แต่กลับถูกคนงานเตาเผาไล่ล่า
ดูจากข้อความของเขา น่าจะโดนคนงานเตาเผาจับโยนลงไปในถ้ำเผา แต่เขาก็หนีรอดออกมาได้
“ผู้อาวุโสหลี่หาต้นกำเนิดของโรงเผาเครื่องเคลือบเจอไหมครับ?” เฉินสือถามต่อ
หลี่จินต๋อยพยักหน้า
“ต้นกำเนิดของโรงเผาเครื่องเคลือบคืออะไรเหรอครับ?”
หลี่จินต๋อยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็วาดรูปลงบนกระดาษ วาดอยู่นานกว่าจะเสร็จ
เฉินสือกับหลี่เทียนชิงชะโงกหน้าเข้าไปดู ก็เห็นว่าบนกระดาษวาดเป็นรูปสลักที่มีแปดแขน สี่หน้า รูปสลักนั่งขัดสมาธิอยู่ แต่ละมือล้วนถืออาวุธเอาไว้
ใบหน้าของรูปสลักเต็มไปด้วยความเมตตากรุณา ดูแล้วน่าเลื่อมใสศรัทธา แต่ทว่าเมื่อตกอยู่ในสายตาของทั้งสองคน กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกประหลาด แทนที่จะรู้สึกถึงความเมตตากรุณา กลับทำให้รู้สึกขนลุกซู่
“นี่มันรูปปั้นอะไรกัน?” เฉินสือสงสัย
หลี่เทียนชิงเอ่ยว่า “พระโพธิสัตว์เต้ามู่แปดกร (八臂斗母菩萨)”
เฉินสือไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย กำลังจะเอ่ยปากถาม หลี่จินต๋อยก็ชูกระดาษขึ้นมาอีกแผ่น บนกระดาษเขียนคำว่า เครื่องเคลือบ เอาไว้
ทั้งสองเข้าใจทันที พระโพธิสัตว์เต้ามู่แปดกร ไม่ใช่รูปปั้นหิน แต่เป็นเครื่องเคลือบ
หลี่จินต๋อยดึงกระดาษกลับไป ชูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง บนกระดาษเขียนคำว่า “สูงใหญ่มาก”
“พระโพธิสัตว์เครื่องเคลือบองค์ใหญ่เบ้อเริ่ม เป็นต้นกำเนิดของเขตแดนภูตผีปีศาจแห่งนี้งั้นเหรอ?”
ทั้งสองกำลังใช้ความคิด หลี่จินต๋อยก็ชูกระดาษขึ้นมาอีกครั้ง บนกระดาษเขียนคำว่า “เคลื่อนที่ได้”
เฉินสือกับหลี่เทียนชิงมองหน้ากันอย่างงงๆ เคลื่อนที่ได้หมายความว่ายังไง?
พระโพธิสัตว์ขยับได้ หรือเขตแดนภูตผีปีศาจเคลื่อนที่ได้?
“ได้ทั้งสองอย่าง” หลี่จินต๋อยชูกระดาษขึ้นมา
เฉินสือกับหลี่เทียนชิงสบตากัน สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
“เขตแดนภูตผีปีศาจกับพระโพธิสัตว์องค์นี้ ก็คือสิ่งชั่วร้ายขนาดมหึมานั่นเอง”
หลี่เทียนชิงพึมพำ “ถ้ามันขยับได้ ไม่ใช่ว่าทุกที่ที่มันผ่านไป สิ่งมีชีวิตทั้งหมด ก็จะกลายเป็นเครื่องเคลือบไปหมดเลยเหรอ?”
เฉินสืออดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมา ถ้ารูปปั้นพระโพธิสัตว์ปีศาจองค์นี้ขยับได้ ที่แรกที่จะต้องรับเคราะห์ก็คือหมู่บ้านหวงพัวแน่ๆ!
“โชคดีที่รูปปั้นพระโพธิสัตว์ปีศาจองค์นี้ไม่เคยขยับไปไหนเลย” เขาหัวเราะ แต่ในใจกลับรู้สึกหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก
ไม่เคยขยับไปไหน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวันขยับไปไหนตลอดไป
เหมือนกับที่หลายคนคิดว่าเทพเจ้าที่แท้จริงนอกแผ่นฟ้าจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แต่ช่วงก่อนหน้านี้ท้องฟ้าก็มืดเร็วขึ้นกว่าปกติถึงหนึ่งเค่อไม่ใช่หรือ?
เดิมทีหลี่จินต๋อยตั้งใจจะเข้าไปในโรงเผาเครื่องเคลือบเพื่อค้นหาร่องรอยของสุสานกษัตริย์ที่แท้จริง แม้จะไม่ได้เบาะแสของสุสานกษัตริย์ที่แท้จริง แต่การค้นพบต้นกำเนิดของเขตแดนภูตผีปีศาจของโรงเผาเครื่องเคลือบ ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อเฉินสือมากเช่นกัน
เขาอยากจะถามว่าเจอตุ๊กตากระเบื้องเคลือบตัวอื่นๆ บ้างไหม แต่หลี่จินต๋อยเป็นพวกถามคำตอบคำ เขาจึงไม่กล้าเซ้าซี้ถามอะไรมากนัก
คิดว่าตุ๊กตากระเบื้องเคลือบพวกนั้นคงโดนคนงานเตาเผาจับไปโยนใส่ถ้ำเผา เผาจนไหม้เป็นจุลไปหมดแล้วล่ะมั้ง
พวกเขากลับมาถึงหมู่บ้านหวงพัว หลี่จินต๋อยหลบอยู่ในห้องปีกตะวันตก ใช้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์สะกดการกลายพันธุ์ พยายามคืนร่างเดิม หลี่เทียนชิงเข้าไปดูแล แต่พบว่าตัวเองช่วยอะไรไม่ได้เลย จึงต้องถอยออกมา
หลี่จินต๋อยกลายเป็นเครื่องเคลือบไปไม่นาน พลังบำเพ็ญเพียรของตัวเองก็ล้ำลึกมหาศาล พอตกเย็นตอนกินข้าว เขาก็สามารถลบความเป็นเครื่องเคลือบออกจากหัวของตัวเองได้สำเร็จ กลับมามีหัวที่มีเลือดเนื้อเหมือนเดิม
พอมีหัว การจะย้อนกระบวนการกลายพันธุ์ก็ง่ายขึ้นเยอะ เพียงแต่ร่างกายที่เล็กจิ๋วของตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ กลับต้องมาแบกหัวคนปกติเอาไว้ ดูแล้วตลกชะมัด
แถมยังอันตรายมากด้วย เพราะถ้าไม่ระวัง คอเครื่องเคลือบอาจจะหัก หัวหลุดกระเด็นตกลงมาได้เลย
เขาไม่กล้าหันหน้า หรือแม้แต่จะก้มหน้าเลยด้วยซ้ำ
ตกดึก ดึกสงัด หลี่เทียนชิงก็หลับไปแล้ว มีเพียงหลี่จินต๋อยที่ยังคงนั่งสมาธิอยู่
ในตอนนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบดังมาจากในลานบ้าน ฟังดูคล้ายเสียงของเฉินอิ๋นตวง
“คืนนี้แสงจันทร์สวยจัง อยากกินคนจังเลย!”
“หม้อดำ แกตัวหอมจัง! กินหม้อดำก่อนดีกว่า”
“เลี้ยงหลานไว้กันอด ต้องเริ่มกินจากเจ้าสิบก่อน!”
“ไม่ได้สิ ฉันตากแสงจันทร์ไม่ได้… แต่พวกเขากลิ่นหอมจัง เพื่อนบ้านของฉันก็กลิ่นหอมเหมือนกัน! วันนี้มีแขกมา จะออกไปข้างนอกก็ไม่ค่อยดี… แขกก็กลิ่นหอมเหมือนกันนะ”
…
หลี่จินต๋อยตกใจจนตัวสั่น คอเกือบจะหัก
พอเขาเสียสมาธิ หัวก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเครื่องเคลือบอย่างรวดเร็ว เขารีบตั้งสติ สะกดการกลายพันธุ์เอาไว้ แต่การคืนร่างเดิมในครั้งนี้ เกรงว่าจะต้องใช้เวลามากกว่าเดิมเสียแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่เทียนชิงตื่นขึ้นมาดูอาการของเขา ก็เห็นหลี่จินต๋อยไม่ได้นั่งขัดสมาธิแล้ว แต่นอนอยู่บนเตียง ตั้งแต่หน้าอกขึ้นไปฟื้นฟูเป็นกายเนื้อแล้ว แต่หน้าอกลงไปยังคงเป็นเครื่องเคลือบอยู่
เพียงแต่ครึ่งบนเป็นผู้ใหญ่ ครึ่งล่างกลับเป็นร่างกายเล็กจิ๋วของตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ดูแปลกประหลาดพิลึก
จู่ๆ หลี่เทียนชิงก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ รีบพุ่งออกไปข้างนอก ร้องตะโกนว่า “เจ้าสิบ เจ้าสิบ! ฉันว่าฉันหาเบาะแสของสุสานกษัตริย์ที่แท้จริงเจอแล้วนะ!”
เขาลากเฉินสือวิ่งออกไปข้างนอก ยิ้มพลางกล่าวว่า “หาสุสานกษัตริย์ที่แท้จริงเจอ ไม่ต้องจับนาย ฉันก็กลับไปรายงานได้แล้ว!”
เฉินสือเดินตามเขาไป ทั้งสองมาถึงบริเวณใกล้เคียงโรงเผาเครื่องเคลือบ หลี่เทียนชิงมองสำรวจไปรอบๆ จู่ๆ ก็ตาเป็นประกาย “เจอแล้ว!”
เขารีบก้าวเดินไปข้างหน้า มาถึงลานโล่งหน้าโรงเผาเครื่องเคลือบ ที่นี่มีเพียงวัชพืชขึ้นประปราย ไม่มีต้นไม้เลยสักต้น
หลี่เทียนชิงเดินไปตามลานโล่งนั้น รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก “นี่คือถนน ถนนที่ออกมาจากโรงเผาเครื่องเคลือบ!”
เฉินสือไม่ค่อยเข้าใจนัก
หลี่เทียนชิงเดินไปตามถนนบนภูเขาที่ขรุขระเส้นนั้น พลางอธิบายว่า “ตอนที่สร้างถนนเส้นนี้ในสมัยก่อน เขาใช้หินก้อนใหญ่มาทุบให้แตก แล้วก็เทน้ำซาวข้าวทับลงไป พอโดนคนเหยียบย่ำบ่อยๆ ก็เลยทำให้พืชพรรณไม่สามารถเจริญเติบโตได้แม้จะผ่านไปหลายพันปีแล้วก็ตาม นายดูสิ ที่อื่นมีต้นไม้ขึ้นทึบไปหมด มีแค่ตรงนี้ที่มีแต่วัชพืชขึ้นหร็อมแหร็ม ก็แสดงว่านี่คือถนนโบราณไงล่ะ!”
เฉินสือกวาดตามองไปรอบๆ ก็เห็นถึงความแตกต่างของบริเวณนี้จริงๆ ด้วย
เพียงแต่ถนนเส้นนี้แคบมาก สองข้างทางก็ถูกพุ่มไม้เตี้ยๆ ปกคลุมไปหมด หากไม่สังเกตดีๆ ก็ไม่มีทางดูออกเลยว่านี่คือเส้นทางเดินบนเขา
เฉินสือสงสัย “นายหาถนนเส้นนี้ไปทำไมเหรอ?”
หลี่เทียนชิงตอบว่า “ตอนที่ฝังกษัตริย์ที่แท้จริงในสมัยก่อน เครื่องเคลือบและเครื่องปั้นดินเผาที่เผาเสร็จแล้ว จะต้องถูกส่งเข้าไปในสุสานกษัตริย์ที่แท้จริง นั่นก็หมายความว่า ขอแค่ถางถนนเส้นนี้ให้โล่ง ก็จะสามารถตามถนนเส้นนี้ไปจนถึงสุสานกษัตริย์ที่แท้จริงได้ไงล่ะ!”
เฉินสือรู้สึกชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง เอ่ยชมว่า “เทียนชิง นายรู้เยอะจังเลย”
หลี่เทียนชิงยิ้ม “ตอนอยู่ตระกูลหลี่ ว่างๆ ฉันก็เอาแต่อ่านหนังสือ อ่านหนังสือเยอะ ก็เลยรู้เยอะไปด้วย”
เฉินสือมองสำรวจไปรอบๆ เอ่ยว่า “แต่ถนนเส้นนี้ ไม่ใช่ถนนที่มุ่งหน้าไปสุสานกษัตริย์ที่แท้จริงนะ สุสานกษัตริย์ที่แท้จริงน่ะฉันไปมาหลายรอบแล้ว คุ้นเคยดี”
“ไม่ใช่ถนนที่ไปสุสานกษัตริย์ที่แท้จริงเหรอ?”
หลี่เทียนชิงสงสัยเป็นอย่างมาก “แล้วถนนเส้นนี้มันมุ่งหน้าไปไหนล่ะ?”
เฉินสือมองซ้ายมองขวา เผยให้เห็นสีหน้าสงสัยเช่นกัน
เขาตามปู่เดินทางไปทั่วเขาเฉียนหยางแทบทุกซอกทุกมุม แต่กลับไม่เคยมาที่นี่เลย
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทั้งสองจึงเดินตามถนนเส้นนั้นไป ถนนเส้นนี้เดินไม่ค่อยสะดวกนัก บางช่วงก็ขาดตอน กลายเป็นหน้าผาสูงชัน น่าจะเป็นเพราะแผ่นดินไหว
เฉินสือโหนเถาวัลย์ปีนลงไป หลี่เทียนชิงก็รวบรวมความกล้าปีนตามเขาลงไป ทั้งสองลงมาถึงก้นหน้าผาไม่นาน ก็เดินตามถนนที่ขาดตอนนั้นต่อไป ก็เห็นว่าถนนเส้นนี้เริ่มกว้างขึ้นเรื่อยๆ
จู่ๆ ในหุบเขาเบื้องหน้าก็ปรากฏแม่น้ำสายหนึ่งที่แห้งขอดให้เห็น
แม่น้ำสายนี้แห้งขอดมานานแค่ไหนก็ไม่อาจทราบได้ แต่จากความกว้างของท้องน้ำ ก็ยังพอมองเห็นความยิ่งใหญ่ของแม่น้ำสายนี้ในอดีตได้
บนท้องน้ำที่แห้งขอด กลับมีเรือลำใหญ่จอดอยู่ลำหนึ่ง
เป็นเรือขนาดมหึมา
เรือหอสูงที่กลายเป็นหินไปแล้ว!
เฉินสือประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขามาที่แปลกประหลาดแห่งนี้ ไม่รู้เลยว่าในเขาเฉียนหยางจะมีแม่น้ำสายใหญ่แบบนี้อยู่ด้วย
แม้จะแห้งขอดไปแล้ว แต่จากความกว้างของท้องน้ำ ก็ยังพอมองเห็นขนาดของแม่น้ำสายใหญ่ในอดีตได้
เรือลำมหึมาขนาดนี้ ยิ่งไม่เคยเห็นมาก่อนเลยจริงๆ
ไม่นานพวกเขาก็ลงมาถึงท้องน้ำที่แห้งขอด เดินทวนแม่น้ำขึ้นไป
แม่น้ำสายนี้ยังพอมองเห็นเค้าโครงในอดีตได้ ความกว้างของผิวน้ำประมาณหลายสิบจั้ง น้ำในแม่น้ำน่าจะแห้งขอดลงอย่างรวดเร็ว ที่ก้นแม่น้ำถึงกับมีโครงกระดูกปลาขนาดใหญ่หลายตัว ที่กลายเป็นหินไปแล้ว
ปลาพวกนั้นตัวใหญ่มาก ปากเต็มไปด้วยฟันแหลมคมน่ากลัว พวกเขาสามารถเดินทะลุเข้าไปในปากของปลาพวกนั้น แล้วก็เดินออกมาทางลำคอได้เลย
เฉินสือมองดูโครงกระดูกปลาขนาดมหึมาที่แปลกประหลาดเหล่านี้ จู่ๆ ก็ตระหนักขึ้นมาได้ “แม่น้ำสายใหญ่สายนี้ก็คือแม่น้ำเต๋อเจียงนี่เอง!”
หลี่เทียนชิงไม่ค่อยเข้าใจนัก “นายรู้ได้ยังไงว่าแม่น้ำสายใหญ่สายนี้คือแม่น้ำเต๋อเจียง? แม่น้ำเต๋อเจียงน่าจะอยู่อีกฝั่งของภูเขาสิ”
“เพราะว่าปลาชนิดนี้ เป็นปลาเฉพาะถิ่นของแม่น้ำเต๋อเจียง ชื่อว่าปลาเป่าฮุ่ย ชอบกินคน สงสัยสมัยก่อนต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่ๆ ทำให้แม่น้ำเต๋อเจียงเปลี่ยนเส้นทาง”
เขาเล่าเรื่องที่ยายชาเอาตัวเขาไปเป็นเหยื่อล่อตกปลาเป่าฮุ่ยให้ฟัง ทำเอาหลี่เทียนชิงเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น “น่าสนุกจัง! เจ้าสิบ นายไปยืมเบ็ดตกปลาของยายชา มาเกี่ยวฉันลองดูบ้างสิ!”
เฉินสือคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ส่ายหน้า “ไม่ได้หรอก มันอันตรายเกินไป อาจจะตายได้เลยนะ”
หลี่เทียนชิงก็เลยต้องล้มเลิกความคิดไป
ทั้งสองเดินตามแม่น้ำต่อไป ในแม่น้ำนี้ไม่เพียงแต่จะมีโครงกระดูกปลาขนาดมหึมาที่กลายเป็นหินเท่านั้น แต่ยังมีฟอสซิลของสัตว์น้ำอื่นๆ อีกมากมาย รูปร่างแปลกประหลาดพิสดาร
พวกเขามาหยุดอยู่ตรงหน้าเรือหอสูงขนาดมหึมาลำนั้น ก็เห็นว่าเรือลำนี้ยาวสี่สิบสี่จั้ง กว้างสิบแปดจั้ง ตัวเรือกลายเป็นหินไปแล้ว แต่ยังสามารถมองเห็นลายไม้ได้อยู่
“เรือไม้ลำใหญ่ที่กลายเป็นหิน? ทำไมถึงมีเรือไม้ลำใหญ่ที่กลายเป็นหินได้ล่ะ? นี่มันผิดปกติเกินไปแล้ว”
หลี่เทียนชิงเดินวนรอบเรือลำใหญ่นี้ พึมพำกับตัวเองว่า “เรือลำนี้ถูกคนใช้วิชาคาถาประหลาดทำให้กลายเป็นหินแน่ๆ ถ้าคลายวิชาหินนี่ออก มันก็คงจะสามารถแล่นข้ามมหาสมุทร ฝ่าคลื่นลมไปได้อีกครั้ง… เดี๋ยวก่อน รูปแบบของเรือลำนี้ คล้ายกับเรือเป่าฉวนแห่งราชวงศ์หมิงในตำนานเลย…”
เขามีสีหน้าเหม่อลอย พึมพำกับตัวเองว่า “เรือเป่าฉวนแห่งราชวงศ์หมิง ที่แท้บนโลกนี้ก็มีเรือเป่าฉวนแห่งราชวงศ์หมิงอยู่จริงๆ! เรือเป่าฉวนแห่งราชวงศ์หมิงลำนี้ เป็นของที่กษัตริย์ที่แท้จริงทิ้งไว้หรือเปล่านะ? หรือว่าบนเรือลำนี้ จะมีวิธีกลับไปยังดินแดนบรรพบุรุษหลงเหลืออยู่?”
เฉินสือสงสัยเป็นอย่างยิ่ง เอ่ยถามว่า “ดินแดนบรรพบุรุษคือที่ไหนเหรอ?”
“ดินแดนบรรพบุรุษก็คือราชวงศ์หมิง ก็คือเซินโจวไงล่ะ!”
หลี่เทียนชิงเอ่ยอย่างตื่นเต้น “ก็คือที่ที่บรรพบุรุษของพวกเราจากมาไง! นายรู้ไหมว่าบรรพบุรุษของพวกเราเป็นคนเมืองไหน? นายรู้ไหมว่าทำไมที่นี่ถึงชื่อซินเซียง ทำไมถึงชื่อทวีปซีหนิวซินโจว? ในคัมภีร์โบราณของตระกูลหลี่ของฉัน มีบันทึกประวัติศาสตร์ช่วงนี้เอาไว้ด้วยนะ!”
เขาพยายามสะกดกลั้นความตื่นเต้น เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง
นั่นเป็นเรื่องราวเมื่อหลายปีก่อน ขันทีที่ชื่อว่าซานเป่า (ซานเป่าไท่เจี้ยน) ได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้เฉิงจู่แห่งราชวงศ์หมิง ให้นำกองเรือที่ประกอบไปด้วยเรือเป่าฉวนแห่งราชวงศ์หมิง พร้อมด้วยกำลังพลสองหมื่นเจ็ดพันนาย แล่นเข้าสู่ท้องทะเลอันมืดมิดที่เต็มไปด้วยคลื่นลมแรง
กองเรือร่อนเร่ไปนานถึงสิบเจ็ดปี ล่องลอยอยู่ในความมืดมิดนานถึงสิบเจ็ดปี ในที่สุดก็พบทวีปแปลกหน้าที่ซ่อนอยู่ในมหาสมุทรอันมืดมิด
เป็นทวีปที่ยังไม่เคยมีใครย่างกรายเข้าไปมาก่อน
ที่นี่กว้างใหญ่ไพศาล ไร้ซึ่งผู้คน มีแต่สัตว์วิเศษและของล้ำค่ามากมายอาศัยอยู่
ทหารราชวงศ์หมิงทั้งสองหมื่นเจ็ดพันนาย ได้ตัดไม้ถางป่าสร้างเมืองและท่าเรือขึ้นริมฝั่งทะเลของทวีปแปลกหน้าแห่งนี้ และตั้งชื่อว่า ซินเซียง
หมายถึง บ้านเกิดแห่งใหม่
ซินเซียงเปิดท่าเรือสร้างเมือง กลายเป็นจุดตั้งถิ่นฐานแห่งแรกของราชวงศ์หมิงในดินแดนแห่งนี้
ขันทีซานเป่าเดินทางกลับไปรายงานฮ่องเต้เฉิงจู่ ฮ่องเต้เฉิงจู่ทรงพระเกษมสำราญเป็นอย่างยิ่ง จึงพระราชทานนามให้ทวีปแห่งใหม่นี้ว่า ทวีปซีหนิวซินโจว
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวฮวาเซี่ย (ชาวจีน) ก็หลั่งไหลอพยพมายังทวีปซินโจวอย่างไม่ขาดสาย เพื่อบุกเบิกดินแดนใหม่ ราชวงศ์หมิงได้รวบรวมทวีปซีหนิวซินโจวให้เป็นหนึ่งเดียว
ทุกคนในตอนนี้ ล้วนเป็นลูกหลานของผู้อพยพในยุคนั้นทั้งสิ้น
“พวกเราขาดการติดต่อกับดินแดนบรรพบุรุษมานานมากแล้ว ตั้งแต่กษัตริย์ที่แท้จริงสิ้นพระชนม์ ฮ่องเต้เจียจิ้ง ก็ไม่ได้ส่งกษัตริย์พระองค์ใหม่มาปกครองทวีปซีหนิวซินโจวมานานกว่าหกพันปีแล้ว”

0 Comments